1. กรณีกิจการร่วมค้าจบโปรเจคร่วมค้าแล้ว 1.1 ตามมาตรา 72 แห่งประมวลรัษฎากร กิจการร่วมค้าโดยหุ้นส่วนผู้จัดการ มีหน้าที่ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมิน กรมสรรพากรทราบถึงการเลิกกิจการร่วมค้าภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เลิกกิจการร่วมค้า มิฉะนั้นอาจต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มในอัตรา 1 เท่าของจำนวนเงินภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกกิจการร่วมค้านั้น 1.2 จัดทำบัญชีทำการ บัญชีกำไรขาดทุน และบัญชีงบดุลตามมาตรา 68 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และจัดให้มีผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกกิจการร่วมค้า พร้อมทั้งแนบบัญชีงบดุลที่มีผู้ตรวจสอบและรับรอง และบัญีกำไรขาดทุนไปพร้อมกัน ในการคำนวณกำไรขาดทุน ของรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกกิจการ ให้ดำเนินการตามมาตรา 74 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องตีราคาทรัพย์สิน (ถ้ามี) ให้เป็นไปตามราคาตลาด ณ วันที่เลิกกิจการร่วมค้า 1.3 หากมีกำไรสะสมให้จัดแบ่งกำไรสะสมเป็นเงินส่วนแบ่งของกำไรให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เข้าร่วมค้า ซึ่งเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร (1) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศที่ประกอบกิจการในประเทศไทย ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับจากกิจการร่วมค้า ตามมาตรา 5 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 กิจการร่วมค้าจึงไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในกรณีนี้ (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ให้กิจการร่วมค้ามีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ของเงินส่วนแบ่งของกำไร โดยต้องนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร 1.4 กรณีกิจการร่วมค้าได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ก็พึงต้องยื่นแบบ ภ.พ.09 แจ้งเลิกประกอบกิจการภายใน 30 วัน ตามนัยมาตรา 85/15 แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้กิจการร่วมค้าคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้พร้อมกับการแจ้งเลิกประกอบกิจการ ตามนัยมาตรา 77/1 (8)() แห่งประมวลรัษฎากร ให้ถือว่า “สินค้า” ทั้งทรัพย์สินและสินค้าทั้งหลายที่ใช้ในการประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการร่วมค้าที่เหลืออยู่ ณ วันแจ้งเลิกกิจการ ได้ขาย โดยใช้ราคาตลาด ณ วันที่แจ้งเลิกกิจการ เป็นมูลค่าของฐานภาษี เพื่อการคำนวณภาษีขาย ตามมาตรา 79/3 แห่งประมวลรัษฎากร 1.5 การขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ให้แจ้งการขอคืนไปในแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ดำเนินการตามปกติโดยใช้แบบ ภ.พ.30
2. กรณีพนักงานบริษัทฯ เสียชีวิต เช่น อุบัติเหตุ บริษัทมีความประสงค์นำเงินช่วยเหลือจาก employee benefit ตามหลักการบัญชี ที่ตั้งสำรองทุกเดือนของพนักงานทุกคนนั้น มาจ่ายให้ครอบครัวพนักงานคนนั้น อันเนื่องมาจากเกษียณก่อนอายุ 55 ปี (เสียชีวิต) รายจ่ายที่จ่ายนั้น ถือเป็นรายจ่ายได้ทางภาษีได้ เนื่องจากสำรองต่างๆ เคยเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษี ซึ่งทางบริษัทบวกกลับเมื่อคำนวณภาษีนิติบุคคล หากปีไหน มี พนักงานเกษียณ ปีนั้น คำนวณภาษีได้ถือเป็นรายจ่าย ส่วน กรณี เสียชีวิต สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้เช่นเดียวกับกรณีเกษียณอายุ บริษัทฯ พึงทำระเบียบปฏิบัติเป็น สวัสดิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ " |