Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

จ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ ตามเงื่อนไขกฎหมายที่เป็นมาตรา 65 ทวิ (10)


เรื่อง จ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ ตามเงื่อนไขกฎหมายที่เป็นมาตรา 65 ทวิ (10)
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 30/03/2024 - วันที่ตอบ 06/04/2024
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ, มาตรา 65 ทวิ (10), มาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร
ปุจฉา

สอบถาม เรื่อง การจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ ตามเงื่อนไขกฎหมายที่เป็นมาตรา 65 ทวิ (10) คือ จะไม่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% และภาษีเงินได้ของบริษัทฯ ที่รับเงินปันผลไป ถูกต้องรึเปล่าครับ แล้วเงินที่เข้าบริษัทที่ได้รับปันผล เราสามารถเบิกออกมาใช้ยังไงได้บ้างครับ แล้วจะต้องเสียภาษียังไงอีกบ้างครับ

วิสัชนา
ตามมาตรา 65 ทวิ (10) แห่งประมวลรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ. 2562 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป บัญญัติว่า
    “มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
         (10) สำหรับบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ให้นำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม และเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากกิจการร่วมค้ามารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงกึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้ เว้นแต่บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยดังต่อไปนี้ ไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม และเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากกิจการร่วมค้า มารวมคำนวณเป็นรายได้
              (ก) บริษัทจดทะเบียน
              (ข) บริษัทจำกัดนอกจาก (ก) ซึ่งถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลและบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้รับเงินปันผลไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม
              ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทจำกัดหรือบริษัทจดทะเบียนมีเงินได้ที่เป็นเงินปันผลและเงินส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวโดยถือหุ้นที่ก่อให้เกิดเงินปันผลและเงินส่วนแบ่งกำไรนั้นไว้ไม่ถึงสามเดือนนับแต่วันที่ได้หุ้นนั้นมาถึงวันมีเงินได้ดังกล่าว หรือได้โอนหุ้นนั้นไปก่อนสามเดือนนับแต่วันที่มีเงินได้
              เงินปันผลที่ได้จากการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามมาตรา 65 ตรี (2) ไม่ให้ถือเป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรตามความในวรรคสอง” 
จากบทบัญญัติดังกล่าวอาจแยกพิจารณาได้ดังนี้ 
1. หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร 
    ตามมาตรา 65 ทวิ (10) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขไว้พอสรุปได้ดังนี้ 
    1.1 บริษัทจำกัดที่จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร 
          สำหรับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรตามเงื่อนไขข้อนี้ ต้องเป็นบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยดังต่อไปนี้ 
          (1) บริษัทจำกัดทั่วไปที่ไม่เข้าลักษณะตาม (2) และ (3) 
          (2) บริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Listed Company) 
          (3) บริษัท Holding Company ในที่นี้หมายถึง บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่ถือหุ้นในบริษัทในเครือที่เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือกองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทในเครือ หรือกองทุนรวม โดยบริษัทในเครือหรือกองทุนรวมเหล่านั้น ไม่ได้ถือหุ้นในบริษัท Holding Company ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม 
    1.2 บริษัทจำกัดตามข้อ 1.1 ดังกล่าวต้องได้รับเงินได้ดังต่อไปนี้ 
          (1) เงินปันผลจากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัดทั่วไป บริษัทจดทะเบียน หรือบริษัทในเครือเดียวกัน 
          (2) เงินส่วนแบ่งของกำไรจากการถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวม ที่จัดตั้งโดยบริษัทจัดการกิจการกองทุน ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 
               “บริษัทจัดการกิจการลงทุน” หมายความว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการจัดการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน
          (3) เงินส่วนแบ่งของกำไรจากกิจการร่วมค้าที่ประกอบกิจการในประเทศไทย   
               อนึ่ง ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือบริษัทห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศที่เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกิจการร่วมค้าที่ประกอบกิจการในประเทศไทย จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ต้องนำเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกิจการร่วมค้าดังกล่าว มาเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิทางภาษีอากร ตามมาตรา 5 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 108) พ.ศ. 2524
    1.3 เงื่อนไขแห่งการได้สิทธิประโยชน์ 
          บริษัทจำกัดตาม 1.1 ต้องถือหุ้นในบริษัทจำกัด หรือหน่วยลงทุนในกองทุน หรือบรรษัทฯ ต่างๆ ที่จ่ายเงินปันผลไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนวันที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร และถือต่อไปอีกเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน หลังวันที่ได้รับเงินปันผลเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรดังกล่าว  

2. สิทธิประโยชน์ในการปฏิบัติตามเงื่อนไขตาม 1.3 
    2.1 กรณีการปฏิบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด ให้บริษัทผู้ถือหุ้นได้สิทธิประโยชน์ดังนี้ 
          (1) สำหรับบริษัทจำกัดทั่วไป ให้นำเงินปันผลมารวมกำไรหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนครึ่งหนึ่ง
          (2) สำหรับบริษัทจดทะเบียน หรือบริษัท Holding Company ไม่ต้องนำเงินปันผลดังกล่าวมารวมคำนวนกำไรหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่อย่างใด
    2.2 กรณีการปฏิบัติไม่เป็นไปตามเงื่อนไขตามนัย 1.3 ทั้งบริษัทจำกัดทั่วไป บริษัทจดทะเบียน และบริษัท Holding Company จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ใด ต้องนำเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรดังกล่าวมารวมคำนวนกำไรหรือขาดทุนสุทธิทางภาษีอากรทั้งจำนวน

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
ตามข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 319/2563ฯ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป 
    “ข้อ 5 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย สถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม กองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยแต่ไม่รวมถึงกองทุนรวมตราสารหนี้และกิจการร่วมค้า ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดตามมาตรา 40 (4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้อัตราร้อยละ 10.0 กรณีจ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทย หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย แต่ไม่รวมถึง
            (1) บริษัทจดทะเบียน เฉพาะกรณีที่ผู้จ่ายมิใช่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิเรียกร้อง ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
            (2) บริษัทจำกัด นอกจาก (1) ซึ่งถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผล และบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่ได้ถือหุ้น ในบริษัทจำกัดผู้รับเงินปันผลไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม
            กองทุนรวมตราสารหนี้ตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า กองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่ลงทุนในตราสารหนี้ตามสัดส่วนที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด”
    ดังนั้น กรณีบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้จ่ายเงินปันผลให้แก่บริษัทจดทะเบียน หรือบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผล และบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่ได้ถือหุ้น ในบริษัทจำกัดผู้รับเงินปันผลไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม หรือ Holding Company ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 
    เงินปันผลที่บริษัทจดทะเบียน และบริษัท Holding Company ได้รับ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขตามมาตรา 65 ทวิ (10) แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากจะไม่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 10% ของเงินได้แล้ว บริษัทจดทะเบียน และบริษัท Holding Company ยังได้สิทธิไม่ต้องนำเงินปันผลไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกด้วย ถูกต้องแล้วครับ 
    อย่างไรก็ตามเมื่อบริษัทจดทะเบียนแล้ะบริษัท Holding Company จ่ายเงินปันผลอันตนได้รับตามเงื่อนไขตามมาตรา 65 ทวิ (10) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา บริษัทจดทะเบียนและบริษัท Holding Company มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 10% ของเงินได้ ซึ่งผู้ถือหุ้นดังกล่าวมีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้เท่าที่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ก็ได้



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ