Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บริษัทญี่ปุ่นส่งคนมาทำงานที่ไทย โดยมีการจ่ายเงินเดือนกันที่ญี่ปุ่น การมีตัวแทนในไทย


เรื่อง บริษัทญี่ปุ่นส่งคนมาทำงานที่ไทย โดยมีการจ่ายเงินเดือนกันที่ญี่ปุ่น การมีตัวแทนในไทย
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 04/10/2024 - วันที่ตอบ 01/11/2024
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย มาตรา 76 ทวิ, มาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร, ข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ
ปุจฉา
ทำไม จนท. ถึงตีความเข้า ท.ป. 4/2528 ข้อ 12 ที่บริษัทไทยจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% และยื่น ภ.ง.ด.53 ค่ะ 
    เรื่องมีอยู่ว่า บริษัทญี่ปุ่นส่งคนมาทำงานที่ไทย โดยมีการจ่ายเงินเดือนกันที่ญี่ปุ่นและบริษัทญี่ปุ่นจะเปิด Invoice เขียนว่า Japanese Salary มาเรียกเก็บเงินกับบริษัทไทย และคนญี่ปุ่นคนนี้อยู่ไทยไม่ถึง 180 วันค่ะ โดยบริษัทไทยได้ยื่นเป็น ภ.ง.ด.1 ให้คนญี่ปุ่นค่ะ แต่ จนท.บอกว่าต้องหัก 5% ตามข้อ 12 แห่ง ท.ป. 4/2528 ด้วยค่ะ จึงไม่เข้าใจจุดนี้ค่ะ นอกจากนี้บริษัทไทยมีภาระหน้าที่ที่ต้องยื่นภาษีอะไรอีกหรือหรือไม่
วิสัชนา
กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการจ่ายค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch Fee) เข้ามาทำงานให้บริษัทฯ ในประเทศไทย ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสให้กับพนักงานชาวญี่ปุ่นในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศ ทั้งที่จ่ายจากบริษัทฯ ในประเทศไทย และที่จ่ายจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัทแม่ไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการอื่นใดเพิ่มเติมอีก และพนักงานชาวญี่ปุ่นยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทแม่ กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาให้บริการโดยส่งพนักงานเข้ามาให้บริการในประเทศไทย ดังนั้น จึงเป็นการให้บริการผ่านลูกจ้างหรือพนักงานอื่น เป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่าหกเดือนภายในสิบสองเดือนใดๆ และถือว่า บริษัทแม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 5 วรรคสี่ แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – ญี่ปุ่น ฯ และการให้บริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – ญี่ปุ่น ฯ ดังนี้ 
เลขที่หนังสือ : 0702/8590 
วันที่ : 23 กันยายน 2558 
เรื่อง : ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch Fee) 
ข้อกฎหมาย : มาตรา 41 มาตรา 77/2 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร 
ข้อหารือ : 
    หารือเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่าย
ค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch Fee) ราย บริษัท B เอเชีย จำกัด (บริษัทฯ) โดยมีข้อเท็จจริง ดังนี้
    1. บริษัทฯ จดทะเบียน เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม มีนาย ม หรือนาย ท หรือนาย ฮ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทฯ บริษัทฯ ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งบริษัทฯ มีสถานะเป็นบริษัทลูกของบริษัท A จำกัด (บริษัทแม่) ตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น
    2. บริษัทฯ ได้ทำข้อตกลงกับบริษัทแม่ในการจัดส่งพนักงานเข้ามาทำงานให้บริษัทฯ ในประเทศไทย ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่
        การเปลี่ยนแปลงหรือการต่อระยะเวลาการปฏิบัติงานขึ้นอยู่กับความพร้อมของบริษัทฯ โดยจะต้องหารือกันทั้งสองฝ่าย และต้องกำหนดเป็นการล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งพนักงานชาวญี่ปุ่นยังมีฐานะเป็นพนักงานของบริษัทแม่ และนับอายุงานในประเทศญี่ปุ่นต่อเนื่องกันไป
    3. บริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสแก่พนักงานชาวญี่ปุ่นขณะที่มาทำงานในประเทศทั้งหมด ดังนี้
        3.1 บริษัทแม่จะโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีในประเทศญี่ปุ่นของพนักงานชาวญี่ปุ่น ทุกวันที่ 24 ของเดือน และบริษัทแม่จะออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินที่จ่ายดังกล่าวจากบริษัทฯ ทุกเดือน และบริษัทฯ จะโอนเงินคืนให้แก่บริษัทแม่ในเดือนถัดไป โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติมจากบริษัทฯ 
        3.2 บริษัทฯ จะโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีในประเทศไทยของพนักงานชาวญี่ปุ่น
    4. บริษัทฯ ขอทราบว่า กรณีบริษัทฯ จ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสของพนักงานชาวญี่ปุ่นคืนให้แก่บริษัทแม่ในแต่ละเดือนตาม 3.1 เงินดังกล่าวเป็นเงินค่าจัดส่งพนักงาน (Dispatch Fee) หรือเงินจ่ายคืนให้แก่บริษัทแม่ (Reimbursement Fee)

แนววินิจฉัย :
    1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
        กรณีบริษัทฯ ทำข้อตกลงกับบริษัทแม่ ส่งพนักงานชาวญี่ปุ่นของบริษัทแม่เข้ามาทำงานให้กับบริษัทฯ ในประเทศไทย ตามหน้าที่หลักที่ระบุในหนังสือสัญญา เป็นระยะเวลาต่อเนื่องตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสให้กับพนักงานชาวญี่ปุ่นในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศ ทั้งที่จ่ายจากบริษัทฯ ในประเทศไทย และที่จ่ายจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัทแม่ไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการอื่นใดเพิ่มเติมอีก และพนักงานชาวญี่ปุ่นยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทแม่ กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาให้บริการโดยส่งพนักงานเข้ามาให้บริการในประเทศไทย ดังนั้น จึงเป็นการให้บริการผ่านลูกจ้างหรือพนักงานอื่น เป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่าหกเดือนภายในสิบสองเดือนใดๆ และถือว่า บริษัทแม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 5 วรรคสี่ แห่งอนุสัญญาฯ และการให้บริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาฯ ซึ่งบริษัทแม่ประกอบธุรกิจโดยผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย บริษัทแม่จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณจากค่าบริการซึ่งเป็นเงินเดือน และเงินโบนัสที่บริษัทฯ ต้องจ่ายให้พนักงานชาวญี่ปุ่นทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าบริการดังกล่าว บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5.0 ตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528
    2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 
        การให้บริการของบริษัทแม่ตาม 1. เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 85/3 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสให้กับพนักงานชาวญี่ปุ่นทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นค่าบริการตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ของค่าบริการดังกล่าว ตามมาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร 
    3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (กรณีภาระภาษีของพนักงานชาวญี่ปุ่น) 
        กรณีพนักงานชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงานตามหน้าที่หลักที่ระบุในหนังสือสัญญาให้บริษัทฯ ในประเทศไทย ในนามของบริษัทต่างประเทศ ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ เงินเดือนและเงินโบนัสของบุคคลดังกล่าวถือเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย ไม่ว่าจะจ่ายจากในหรือนอกประเทศไทยก็ตาม ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 14 แห่งอนุสัญญาฯ แม้พนักงานชาวญี่ปุ่นไม่ได้นำเงินเดือนที่จ่ายโดยบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยก็ตาม บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้ : 78/39848 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
1. กรณีบริษัทฯ ทำข้อตกลงกับบริษัทแม่ ส่งพนักงานชาวญี่ปุ่นของบริษัทแม่เข้ามาทำงานให้กับบริษัทฯ ในประเทศไทย ตามหน้าที่หลักที่ระบุในหนังสือสัญญา เป็นระยะเวลาต่อเนื่องตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสให้กับพนักงานชาวญี่ปุ่นในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศ ทั้งที่จ่ายจากบริษัทฯ ในประเทศไทย และที่จ่ายจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัทแม่ไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการอื่นใดเพิ่มเติมอีก และพนักงานชาวญี่ปุ่นยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทแม่ กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาให้บริการโดยส่งพนักงานเข้ามาให้บริการในประเทศไทย ดังนั้น จึงเป็นการให้บริการผ่านลูกจ้างหรือพนักงานอื่น เป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่าหกเดือนภายในสิบสองเดือนใดๆ และถือว่า บริษัทแม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 5 วรรคสี่ แห่งอนุสัญญาฯ และการให้บริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาฯ ซึ่งบริษัทแม่ประกอบธุรกิจโดยผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย บริษัทแม่จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณจากค่าบริการซึ่งเป็นเงินเดือน และเงินโบนัสที่บริษัทฯ ต้องจ่ายให้พนักงานชาวญี่ปุ่นทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าบริการดังกล่าว บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5.0 ตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 

2. การให้บริการของบริษัทแม่ตาม 1. เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 85/3 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินเดือน และเงินโบนัสให้กับพนักงานชาวญี่ปุ่นทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นค่าบริการตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ของค่าบริการดังกล่าว ตามมาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

3. กรณีพนักงานชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงานตามหน้าที่หลักที่ระบุในหนังสือสัญญาให้บริษัทฯ ในประเทศไทย ในนามของบริษัทต่างประเทศ ตามหนังสือสัญญาเกี่ยวกับคำสั่งให้ไปประจำหน้าที่นอกพื้นที่ เงินเดือนและเงินโบนัสของบุคคลดังกล่าวถือเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย ไม่ว่าจะจ่ายจากในหรือนอกประเทศไทยก็ตาม ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 14 แห่งอนุสัญญาฯ แม้พนักงานชาวญี่ปุ่นไม่ได้นำเงินเดือนที่จ่ายโดยบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยก็ตาม บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ