ข้อหารือ กรมสรรพากร

การควบรวมบริษัทตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ Merger of companies under Section 1238 (2) of the Civil and Commercial Code


เรื่อง การควบรวมบริษัทตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ Merger of companies under Section 1238 (2) of the Civil and Commercial Code
แหล่งที่มา ข้อหารือ กรมสรรพากร
วันที่ 21/02/2024
เลขที่หนังสือ กค 0702/1112
ประเภทภาษี
ข้อกฎหมาย มาตรา 73, มาตรา 74 (1)(ข) และ (ค) มาตรา 77/1 (8)(ฉ), มาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร, มาตรา 5 สัตตรส, มาตรา 5 โสฬส, มาตรา 6 (31) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 และมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ข้อหารือ

1. บริษัท ก. มีแนวทางที่จะดำเนินการควบรวมบริษัทเข้ากับบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย บริษัท ก. จะใช้วิธีการควบรวมบริษัท โดยบริษัท ก. ยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคล และบริษัทอื่นที่ควบรวมกันจะหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคลภายหลังจากการควบรวมบริษัทดังกล่าว อันเป็นไปตามวิธีการควบรวมบริษัทจำกัดตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขใหม่ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไป

2. เนื่องจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้มีการเพิ่มลักษณะการควบรวมบริษัทอีกรูปแบบหนึ่งคือ การควบรวมกันโดยบริษัทหนึ่งบริษัทใดยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคลและบริษัทอื่น ที่ควบรวมกันหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล การเพิ่มเติมรูปแบบการควบรวมบริษัทดังกล่าวบัญญัติไว้ในมาตรา 1238 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นเดียวกับการควบรวมกันโดยเป็นบริษัทขึ้นใหม่ และบริษัทที่มาควบรวมกันต่างหมดสภาพการเป็นนิติบุคคล นอกจากนี้ วัตถุประสงค์ในการควบรวมบริษัท ทั้งสองลักษณะยังไม่มีความแตกต่างกัน คือเป็นการรวมกิจการของบริษัทตั้งแต่สองบริษัทขึ้นไปเข้าด้วยกัน จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น บริษัท ก. ขอหารือว่า การควบรวมกันโดยบริษัทหนึ่งบริษัทใดยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคล และบริษัทอื่นที่ควบรวมกันหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคลยังคงมีผลทางภาษีเช่นเดียวกับ การควบรวมกันโดยเป็นบริษัทขึ้นใหม่หรือไม่ และมีภาระภาษีหรือไม่

แนววินิจฉัย

1. บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับการควบเข้ากันของบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัดมีกำหนดไว้ตามมาตรา 73 และมาตรา 74 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรณีการควบรวมกันโดยเป็นบริษัทขึ้นใหม่ตามมาตรา 1238 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั้น บทบัญญัติ ตามมาตรา 73 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดว่าเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีให้ถือว่าแต่ละบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งให้ถือว่าเลิกกัน ส่วนการควบรวมบริษัทจำกัดตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยบริษัทหนึ่งบริษัทใดยังคงมีสภาพนิติบุคคล และบริษัทอื่นที่ควบรวมกันหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล ซึ่งไม่มีการจดทะเบียนตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลใหม่นั้น ไม่เข้าลักษณะการควบเข้ากันของบริษัทจำกัดตามมาตรา 73 แห่งประมวลรัษฎากร แต่เข้าลักษณะเป็นการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันตามมาตรา 74 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัท ที่หมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคลเป็นผู้โอนกิจการ และบริษัทที่ยังคงมีสภาพนิติบุคคลเป็นผู้รับโอนกิจการ

2. กรณีการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันจะมีภาระภาษีดังนี้

2.1 ภาษีเงินได้นิติบุคคล
    การคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกรณีการโอนกิจการระหว่างบริษัทด้วยกัน โดยบริษัทผู้โอนกิจการได้จดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชี ที่โอนกิจการนั้นตามมาตรา 74 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ตีราคาทรัพย์สินตามราคาตลาด ในวันที่จดทะเบียนเลิก และกำหนดให้นำความตามมาตรา 74 (1) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับ โดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 74 (1) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไม่ให้ถือว่าราคาทรัพย์สินที่ตีตามราคาตลาดในวันที่จดทะเบียนเลิกเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของบริษัทเดิมที่ได้โอนกิจการไป ส่วนบริษัทที่ได้รับโอนกิจการนั้น ให้ถือราคาทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทเดิม ในวันที่รับโอนกิจการเพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิจนกว่าจะมีการจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไปทรัพย์สินรายการใดมีสิทธิหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาก็ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมใช้อยู่เพียงเท่าที่ระยะเวลาและมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่สำหรับทรัพย์สินนั้นเท่านั้น และห้ามมิให้นำผลขาดทุนสุทธิ ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ

    สำหรับในส่วนของผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะมีสิทธิได้รับยกเว้น ภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 5 สัตตรส แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 สำหรับผลประโยชน์ที่ได้รับจากการที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน โดยโอนหุ้นเพื่อแลกกับหุ้นในบริษัทผู้รับโอนกิจการทั้งหมด ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน โดยไม่รวมกำไรและเงินที่กันไว้จากกำไรที่เกิดขึ้นก่อนการโอนกิจการแต่อย่างใด และการโอนหุ้นนั้นได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันกับการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน และการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันต้องเป็นไปตามประกาศ อธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากัน หรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัดเพื่อยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

2.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม

    กรณีการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน สินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ ไม่เข้าลักษณะเป็นการขายตามมาตรา 77/1 (8) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ บริษัทผู้รับโอนกิจการต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

2.3 ภาษีธุรกิจเฉพาะ

    กรณีการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน โดยบริษัทผู้โอนกิจการจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้น จะได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ เฉพาะการโอนอสังหาริมทรัพย์อันเนื่องมาจากการที่ ผู้ประกอบกิจการ ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันตามมาตรา 5 โสฬส แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500

2.4 อากรแสตมป์

    กรณีการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน โดยบริษัทผู้โอนกิจการจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้น จะได้รับยกเว้นอากรแสตมป์ตามมาตรา 6 (31) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500

เลขตู้

ภาษาอังกฤษ
กรุณาสมัครสมาชิก

มาร่วมเป็นสมาชิกกับเราเพื่อใช้งานฟังก์ชันนี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ