Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ประกอบกิจการรับจ้างผลิตสินค้าพลาสติก


เรื่อง ประกอบกิจการรับจ้างผลิตสินค้าพลาสติก
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 04/05/2022 - วันที่ตอบ 04/05/2022
ประเภทภาษี อากรแสตมป์
ข้อกฎหมาย มาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, มาตรา 109 แห่งประมวลรัษฎากร
ปุจฉา
ดิฉันมีปัญญาหาภาษีเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ขออนุญาตเรียนปรึกษาอาจารย์ ดังนี้ค่ะ
   บริษัทฯ ประกอบกิจการ ตาม ภ.พ.01 ผลิต ส่งออก ผลิตภัณฑ์พลาสติก ชุบเคลือบผิวพลาสติก ส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือเคลือบด้วยพลาสติก จดทะเบียนในหนังสือรับรองว่า ประกอบกิจการรับจ้างผลิตสินค้าพลาสติกทุกชนิด รวมทั้งส่วนประกอบของสินค้าพลาสติก รับจ้างชุบเคลือบ และได้รับการส่งเสริมการลงทุน (จึงไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย มีเพียงลูกค้าบางรายที่ไม่ฟังคำอธิบายและยืนยันจะหัก ซึ่งเราไม่อยากทะเลาะกับลูกค้าจึงต้องยอมให้หัก)
ผลิตภัณฑ์หลักเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออื่นๆ เช่น กระจังหน้ารถ โคมกระจกข้าง โลโก้ กันชน ฝากระปุกครีม  แผงแอร์ เป็นต้น งานผลิตปัจจุบันเป็นงานตามแบบลูกค้าทั้งหมด ลักษณะการผลิตสินค้า
จะผลิตสินค้าตามแผนการผลิตที่บริษัทฯ กำหนดเอง โดยอ้างอิงจำนวนการผลิต จากการประมาณการคำสั่งซื้อของลูกค้า (PO/แผนการสั่งซื้อที่ส่งมาเป็นไฟล์ excel ชื่อเอกสารอาจต่างกัน แล้วแต่ลูกค้าเรียก และไม่มีการเซ็นชื่อรับคำสั่งซื้อของบริษัทใน PO) แต่มีการทำใบเสนอราคาในทุกครั้งที่เริ่มผลิตสินค้าใหม่ และเซ็นระหว่างกัน ซึ่งจำนวนการผลิตแต่ละครั้งจะผลิตเกินกว่าคำสั่งซื้อ ทำให้เรามีสินค้าคงเหลือที่เราเก็บสต๊อกไว้รอขายด้วย ค่อนข้างเยอะพอสมควร โดยหากลูกค้าไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามา บริษัทฯ ต้องรับผิดชอบต่อสินค้าที่รอขายนั้นเองทั้งหมด ซึ่งไม่ได้เป็นการผลิตเท่าที่ลูกค้าสั่งเท่านั้นแต่ผลิตมากกว่าเพื่อรอขายด้วย
   ประเด็นคือบริษัทฯ ถูกตรวจจากการขอคืนภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย ตาม ภ.ง.ด.50 ที่ลูกค้าบางรายหักไว้ ประมาณ 400,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่สรรพากรมองว่า งานที่รับจ้างผลิตตามแบบไม่มีสินค้าเป็นของตัวเองถือเป็นงานรับจ้างทำของ และเข้าเงื่อนไขต้องเสียอาการสแตมป์ทั้งหมด โดยให้ถือว่า Invoice + ใบสั่งซื้อ (ไม่ว่าจะเซ็นชื่อทั้งสองฝ่ายหรือไม่) + ใบเสนอราคา เข้าข่ายเป็นพันธสัญญาที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
โดยแจ้งอำนาจประเมินเบื้องต้นมาว่าสามารถย้อนหลังได้ 10 ปีจากยอดขายทั้งหมด โดยคำนวณ 1,000 ละ 1 บาท + เบี้ยปรับสูงสุด 6 เท่า (อาจลดหย่อนให้เหลือ 25% ของเบี้ยปรับ) ซึ่งจากกรณีดังกล่าวอยากขอความเห็นและคำแนะนำจากอาจารย์ว่าธุรกิจที่รับจ้างผลิตตามแบบในกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์แบบที่กล่าวมาข้างต้น ในการตีความของอาจารย์จำเป็นต้องเสียอากรแสตมป์จริงหรือไม่คะ เพราะปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมดไม่มีความเข้าใจว่า การผลิตลักษณะนี้ควรต้องเสียอากรแสตมป์ เพราะเจตนาที่แท้จริงของโรงงาน คือ การผลิตสินค้าเพื่อขาย แต่เป็นการผลิตตามแบบของลูกค้า อีกทั้งในอินวอยส์ขายระบุชื่อสินค้า จำนวน ชิ้น ราคาต่อหน่อย ชัดเจน (ซึ่งหากยอมรับว่าต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย สรรพากรจะแถมอากรแสตมป์มาด้วย)
วิสัชนา
1. ตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า 
    “มาตรา 587 อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น” 
    สาระสำคัญของสัญญาจ้างทำของ มีดังนี้
    1.1 สัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือ ผู้รับจ้างจะต้องทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างต้อง ให้สินจ้างเพื่อผลงานนั้น ทั้งนี้ สินจ้างดังกล่าวอาจเป็นเงินตราหรือทรัพย์สินอย่างอื่นก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน 
    1.2 สัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่มุ่งถึงผลสำเร็จของงานที่ทำเป็นสำคัญ กล่าวคือ วัตถุประสงค์ของสัญญาจ้างทำของ คือ “ผลสำเร็จของงาน” ไม่ใช่ต้องการ เฉพาะแต่แรงงานของผู้รับจ้างเท่านั้น เช่น จ้างก่อสร้างบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ ติดกระจก ซ่อมหลังคาบ้าน จ้างตัดเสื้อผ้า หรือจ้างว่าความ เมื่อไม่ใช่การจ้างแรงงาน นายจ้างจึงไม่ต้อง รับผิดร่วมกับลูกจ้างใน ผลแห่งการละเมิดต่อบุคคลภายนอก ผู้รับจ้างจึงมีอิสระในการทำงาน มากกว่าลูกจ้างในสัญญาจ้างแรงงาน โดยที่ผู้รับจ้างไม่ได้อยู่ในความควบคุม บังคับบัญชาของผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิจะสั่งงาน หรือบงการผู้รับจ้าง 
    1.3 สัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ กล่าวคือ สัญญาจ้างทำของเกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาตกลงกัน แม้ด้วยวาจากสามารถ ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ โดยไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือแต่อย่างใด

2. ตามลักษณะตราสาร 4 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดใดผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์สำหรับตราสารจ้างทำของดังนี้ 
    2.1 ตราสารจ้างทำของที่ต้องเสียอากร หมายถึง เอกสารการจ้างทำของซึ่งผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย
    2.2 ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากร 1 บาท ต่อทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือ เศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 
         กรณีไม่ทราบจำนวนสินจ้างในขณะทำสัญญาจ้างทำของว่าเป็นจำนวนเท่าใด ให้ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควร แล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ประมาณนั้น 
         กรณีมีการรับเงินสินจ้างเป็นคราวๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบ ให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนทีต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน 
    2.3 มีวิธีการเสียอากรแสตมป์ดังนี้ 
 (1) ปิดแสตมป์ทับกระดาษเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย และขีดฆ่าอากรแสตมป์นั้นแล้ว หรือ
 (2) ชำระเป็นตัวเงินเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย สำหรับตราสารจ้างทำของ 
               (ก) ตราสารที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป สำหรับตราสารที่กระทำตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป หรือ 
               (ข) ตราสารที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ว่าจ้างและมีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป   
               ตราสารดังกล่าว หากมิได้มีการชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ถือว่าตราสารนั้นไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ต้องชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินและเสียเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร  

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
   1 การพิจารณาข้อตกลงทางการค้าว่า เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าหรือการจ้างทำของจะต้องพิจารณาตามเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาว่าคู่สัญญามุ่งที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือมุ่งถึงการทำงานและผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่า การประกอบกิจการของบริษัทฯ จะผลิตสินค้าตามคำสั่งของลูกค้าเท่านั้น โดยไม่มีการวางจำหน่ายเป็นการทั่วไปไม่ว่าจะใช้วัตถุดิบของบริษัทฯ หรือของผู้ว่าจ้างก็ตาม จึงเป็นการมุ่งถึงผลสำเร็จของงานที่ทำ ถือเป็นการรับจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (หนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/5561 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553)
   2. ในกรณีที่บริษัทฯ จะผลิตสินค้าตามแผนการผลิตที่บริษัทฯ กำหนดเอง โดยอ้างอิงจำนวนการผลิต จากการประมาณการคำสั่งซื้อของลูกค้า (PO/แผนการสั่งซื้อที่ส่งมาเป็นไฟล์ excel ชื่อเอกสารอาจต่างกัน แล้วแต่ลูกค้าเรียก และไม่มีการเซ็นชื่อรับคำสั่งซื้อของบริษัทฯ ใน PO) แต่มีการทำใบเสนอราคาในทุกครั้งที่เริ่มผลิตสินค้าใหม่ และเซ็นระหว่างกัน เช่นนี้ ใบเสนอราคาที่มีลายมือชื่อของผู้มีอำนาจของบริษัทฯ และของผู้ว่าจ้าง ถือเป็นตราสารจ้างทำของ โดยหนังสือโต้ตอบกันในระหว่างคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตามมาตรา 109 แห่งประมวลรัษฎากร 
      “มาตรา 109 สัญญาใดเป็นตราสารซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าหนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้นได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้วให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว” 
      คำว่า “กระทำ” เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่า การลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 103 แห่งประมวลรัษฎากร) 
   3. บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์ สำหรับเฉพาะที่มีการ “กระทำ” ตราสารจ้างทำของ โดยมีการลงลายมือชื่อในใบเสนอราคาโดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายในทุกครั้งที่เริ่มผลิตสินค้าใหม่ ในอัตรา 1 บาท ต่อทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือ เศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 
      กรณีไม่ทราบจำนวนสินจ้างในขณะทำสัญญาจ้างทำของว่าเป็นจำนวนเท่าใด ให้ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควร แล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ประมาณนั้น 
      กรณีมีการรับเงินสินจ้างเป็นคราวๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบ ให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนทีต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน 
   4. อำนาจสั่งให้เสียอากรแสตมป์และเงินเพิ่มอากร ของพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ตามมาตรา 115 แห่งประมวลรัษฎากร มีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ