Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บริษัทส่งสินค้าไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าต่างประเทศเพื่อรอส่งมอบให้กับลูกค้า ยังไม่ได้ขายจริง


เรื่อง บริษัทส่งสินค้าไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าต่างประเทศเพื่อรอส่งมอบให้กับลูกค้า ยังไม่ได้ขายจริง
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 17/11/2022 - วันที่ตอบ 02/12/2022
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย มาตรา 70 ตรี, มาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
ปุจฉา
กรณีบริษัทฯ มีการส่งสินค้าไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าที่บริษัทเช่าไว้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อรอส่งมอบให้กับลูกค้าซึ่งเป็นลูกค้าอิสระตามคำสั่งซื้อของลูกค้า โดยส่งสินค้าไปเก็บรักษาไว้ล่วงหน้าก่อนกำหนดวันส่งมอบ โดยใบขนสินค้าขาออกและอินวอยส์ ระบุปลายทางเป็นคลังสินค้าที่บริษัทเช่าไว้  โดยยังไม่มีการออกใบกำกับสินค้าส่งมอบให้กับลูกค้าแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่มีการขาย  ซึ่งการเช่าคลังสินค้าที่ต่างประเทศจะไม่มีพนักงานของบริษัท และผู้ให้เช่าจะเรียกเก็บค่าเช่าและค่าจัดการสินค้ามายังบริษัท ซึ่งบริษัทจะจ่ายชำระเป็นรายเดือน 
ขอสอบถามว่า
กรณีบริษัทส่งสินค้าไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าต่างประเทศเพื่อรอส่งมอบให้กับลูกค้า บริษัทต้องรับรู้รายได้ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อใดระหว่างในวันที่ส่งสินค้าไปเก็บที่คลัง หรือเมื่อส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า
วิสัชนา
1. การส่งออกสินค้าไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าที่บริษัทเช่าไว้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อรอส่งมอบให้กับลูกค้า ในทางภาษีอากรถือว่าบริษัทฯ ได้ “ขาย” สินค้านั้น 
    1.1 กรณีภาษีเงินได้นิติบคุคล บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้ตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยนำราคา เอฟ.โอ.บี (FOB) ของสินค้าไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ วันที่ส่งออกสินค้า ได้แก่ วันที่สินค้าวางลงบนเรือเดินทะเล ตามเงื่อนไข INCOTERMs: FOB ดังนี้
         “มาตรา 70 ตรี บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่ หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง หรือลูกจ้าง ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้น 
              ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น
              (1) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ
              (2) เป็นของผ่านแดน
              (3) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วส่งกลับออกไปให้ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร
              (4) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วส่งกลับคืนเข้ามาให้ผู้ส่งในราชอาณาจักรภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร”
         สำหรับต้นทุนสินค้าที่ถือเป็นการขายดังกล่าว ให้บริษัทฯ รับรู้ต้นทุนตามราคาทุนของสินค้าที่ถือเป็นการขายดังกล่าว
    1.2 กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นไปตามมาตรา 77/1 (14) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีเป็นไปตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อมีการผ่านพิธีการทางศุลกากร และฐานภาษีเป็นไปตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก่ มูลค่าของสินค้าส่งออก โดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. (FOB) ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ไม่ให้รวมอากรขาออก ราคา เอฟ.โอ.บี. (FOB) ได้แก่ ราคาสินค้า ณ ด่านศุลกากรส่งออกโดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งจากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ

2. เมื่อบริษัทฯ ได้มีการขายสินค้าที่อยู่ในต่างประเทศ โดยส่งมอบสินค้าแก่ลูกค้า นั้น เห็นว่า บริษัทฯ ยังคงประกอบกิจการขายสินค้านั้นในประเทศไทย โดยทำการติดต่อและตกลงค้าขายกับลูกค้าในต่างประเทศผ่านสำนักงานในประเทศไทย บริษัทฯ จึงบันทึกรับรู้รายได้ตามราคาสินค้าที่ขายได้จริง โดยถือราคาที่ถือเป็นการขายตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อ 1. เป็นต้นทุนของสินค้าที่ขายได้จริง

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
1. กรณีในทางบัญชี เนื่องจากสินค้าที่บริษัทฯ ส่งออกไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าที่บริษัทเช่าไว้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อรอส่งมอบให้กับลูกค้า ในส่วนที่ยังมิได้มีการขาย (โอนความเสี่ยงและผลตอบแทน) จึงต้องรับรู้เป็นสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี สำหรับบัญชีคุมสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้า ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้บริษัทฯ ตัดออกจากบัญชีคุมสินค้า (ที่อยู่ในมือ) นำไปบันทึกแยกต่างหากเป็นสินค้าระหว่างทาง (Goods in Transit)
    ซึ่งบริษัทฯ จะรับรู้เป็นรายได้เมื่อมีการขายจริงเท่านั้น ต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้คำนวณตามรายการที่เกิดขึ้นจริง

2. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล การส่งสินค้าไปเก็บไว้ในโกดัง ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการขายตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้ทางภาษีตามราคา เอฟ.โอ.บี. (FOB) ณ วันทีได้ส่งออก ได้แก่ วันที่สินค้าวางลงบนเรือเดินทะเล ตามเงื่อนไข INCOTERMs: FOB (ผ่านพิธีการทางศุลกากร) โดยนำไปแสดง (presentation) ในแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับปีที่ได้ส่งออกไปดังกล่าว และให้รับรู้ต้นทุนสินค้าที่ถือเป็นการขาย ตามต้นทุนจริง
    เมื่อบริษัทฯ ขายได้จริงในรอบระยะเวลาบัญชีปีใด ให้รับรู้เป็นรายได้ในทางภาษีอากรอีกครั้งหนึ่ง โดยให้นำมูลค่าสินค้าที่ถือเป็นการขายดังกล่าว รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเบี้ยประกันภัย มารับรู้เป็นต้นทุนและรายจ่าย

3. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม
    เมื่อบริษัทฯ ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากร ณ วันที่ส่งสินค้าออกไปยังประเทศญี่ปุ่นนั้น ถือเป็นขาย โดยการส่งออก บริษัทฯ ได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 โดยถือตามราคา เอฟ.โอ.บี (FOB) ตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทฯ ตัดจำนวนสินค้าที่ได้ส่งออกไปออกจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ และไม่รับรู้รายการที่ขายจริงในต่างประเทศ เพราะไม่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรณีดังกล่าว อาจมีความแตกต่างระหว่าง ภ.พ.30 และ ภ.ง.ด.50 จึงต้องจัดทำงบกระทบยอดให้ชัดแจ้งด้วย



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ