1. การส่งออกสินค้าไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าที่บริษัทเช่าไว้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อรอส่งมอบให้กับลูกค้า ในทางภาษีอากรถือว่าบริษัทฯ ได้ “ขาย” สินค้านั้น 1.1 กรณีภาษีเงินได้นิติบคุคล บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้ตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยนำราคา เอฟ.โอ.บี (FOB) ของสินค้าไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ วันที่ส่งออกสินค้า ได้แก่ วันที่สินค้าวางลงบนเรือเดินทะเล ตามเงื่อนไข INCOTERMs: FOB ดังนี้ “มาตรา 70 ตรี บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่ หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง หรือลูกจ้าง ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้น ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น (1) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ (2) เป็นของผ่านแดน (3) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วส่งกลับออกไปให้ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร (4) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วส่งกลับคืนเข้ามาให้ผู้ส่งในราชอาณาจักรภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร” สำหรับต้นทุนสินค้าที่ถือเป็นการขายดังกล่าว ให้บริษัทฯ รับรู้ต้นทุนตามราคาทุนของสินค้าที่ถือเป็นการขายดังกล่าว 1.2 กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นไปตามมาตรา 77/1 (14) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีเป็นไปตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อมีการผ่านพิธีการทางศุลกากร และฐานภาษีเป็นไปตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก่ มูลค่าของสินค้าส่งออก โดยให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. (FOB) ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ไม่ให้รวมอากรขาออก ราคา เอฟ.โอ.บี. (FOB) ได้แก่ ราคาสินค้า ณ ด่านศุลกากรส่งออกโดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งจากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ
2. เมื่อบริษัทฯ ได้มีการขายสินค้าที่อยู่ในต่างประเทศ โดยส่งมอบสินค้าแก่ลูกค้า นั้น เห็นว่า บริษัทฯ ยังคงประกอบกิจการขายสินค้านั้นในประเทศไทย โดยทำการติดต่อและตกลงค้าขายกับลูกค้าในต่างประเทศผ่านสำนักงานในประเทศไทย บริษัทฯ จึงบันทึกรับรู้รายได้ตามราคาสินค้าที่ขายได้จริง โดยถือราคาที่ถือเป็นการขายตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อ 1. เป็นต้นทุนของสินค้าที่ขายได้จริง
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 1. กรณีในทางบัญชี เนื่องจากสินค้าที่บริษัทฯ ส่งออกไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าที่บริษัทเช่าไว้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อรอส่งมอบให้กับลูกค้า ในส่วนที่ยังมิได้มีการขาย (โอนความเสี่ยงและผลตอบแทน) จึงต้องรับรู้เป็นสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี สำหรับบัญชีคุมสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้า ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้บริษัทฯ ตัดออกจากบัญชีคุมสินค้า (ที่อยู่ในมือ) นำไปบันทึกแยกต่างหากเป็นสินค้าระหว่างทาง (Goods in Transit) ซึ่งบริษัทฯ จะรับรู้เป็นรายได้เมื่อมีการขายจริงเท่านั้น ต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้คำนวณตามรายการที่เกิดขึ้นจริง
2. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล การส่งสินค้าไปเก็บไว้ในโกดัง ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการขายตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้ทางภาษีตามราคา เอฟ.โอ.บี. (FOB) ณ วันทีได้ส่งออก ได้แก่ วันที่สินค้าวางลงบนเรือเดินทะเล ตามเงื่อนไข INCOTERMs: FOB (ผ่านพิธีการทางศุลกากร) โดยนำไปแสดง (presentation) ในแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับปีที่ได้ส่งออกไปดังกล่าว และให้รับรู้ต้นทุนสินค้าที่ถือเป็นการขาย ตามต้นทุนจริง เมื่อบริษัทฯ ขายได้จริงในรอบระยะเวลาบัญชีปีใด ให้รับรู้เป็นรายได้ในทางภาษีอากรอีกครั้งหนึ่ง โดยให้นำมูลค่าสินค้าที่ถือเป็นการขายดังกล่าว รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเบี้ยประกันภัย มารับรู้เป็นต้นทุนและรายจ่าย
3. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อบริษัทฯ ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากร ณ วันที่ส่งสินค้าออกไปยังประเทศญี่ปุ่นนั้น ถือเป็นขาย โดยการส่งออก บริษัทฯ ได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 โดยถือตามราคา เอฟ.โอ.บี (FOB) ตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทฯ ตัดจำนวนสินค้าที่ได้ส่งออกไปออกจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ และไม่รับรู้รายการที่ขายจริงในต่างประเทศ เพราะไม่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีดังกล่าว อาจมีความแตกต่างระหว่าง ภ.พ.30 และ ภ.ง.ด.50 จึงต้องจัดทำงบกระทบยอดให้ชัดแจ้งด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |