1. สรุปเงินได้พึงประเมินจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 161/2566 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566 1.1 คำสั่งนี้ให้เริ่มใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่นำเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป หมายความว่า ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ ตามหลักถิ่นที่อยู่ที่ผู้มีเงินได้ได้รับตั้งแต่ปีภาษี พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป 1.2 โดยผู้มีเงินได้ต้องเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ในปีที่ได้รับเงินพึงประเมินจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ อันเนื่องจาก หน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ (เพื่อกิจการของนายจ้างในต่างประเทศ) ได้แก่ เงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) - เงินได้จากการจ้างแรงงาน หรือ (2) - เงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำหรือจาการรับทำงานให้ และ/หรือ เงินได้เนื่องจากทรัพย์สินในต่างประเทศ ได้แก่ เงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) - ทรัพย์สินทางปัญญา หรือ (4) - ผลได้จากทุน และ/หรือ เงินได้จากกิจการที่ทำ ได้แก่ เงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (5)(ก) - ค่าเช่าทรัพย์สิน หรือ (6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ หรือ (7) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ หรือ (8) - เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตรกรรม การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นใด 1.3 หากต่อมาผู้มีเงินได้ได้นำเงินได้จากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าในปีภาษีใดก็ตาม ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ในปีภาษีที่ได้นำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย ตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 161/2566 ฯ ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566 โดยให้เริ่มใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่นำเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป ดังนี้ "ข้อ 1 บุคคลซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ที่มีเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ในปีภาษีดังกล่าว และได้นำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีใดก็ตาม ให้บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องนำเงินได้พึงประเมินนั้นมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร ในปีภาษีที่ได้นำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567” (ความตามวรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 162/2566 ฯ ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566) ช่อ 2 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก” 1.4 ดังนั้น สำหรับเงินได้พึงประเมินจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศที่เกิดขึ้นและได้รับก่อนปีภาษี พ.ศ. 2567 ยังคงใช้หลักการเดิม คือ ต้องนำเงินได้ในต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยภายในปีภาษีเดียวกับปีที่เกิดเงินได้เท่านั้น จึงมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร กรณีตามข้อเท็จจริง ชาวต่างชาติที่นำเงินเข้ามาในไทย แต่ไม่ได้มีเงินได้ในประเทศไทย และอยู่เกิน 180 วัน ต้องจ่ายภาษีรายได้ ยังไงคะ กำลังศึกษากับกฎหมายใหม่ที่พึ่งเริ่มในปี พ.ศ. 2567 กรณีที่ 1. ถ้านำเงินเข้ามา 10 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2567 และอยู่ไม่ถึง 180 วัน เขากลับประเทศเขาไป ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ถูกต้องแล้วครับ กรณีที่ 2. ในปี พ.ศ. 2568 กลับมาประเทศไทย และถ้าอยู่เกิน 180 วัน เงินรายได้ที่มีอยู่ไทยในปี 2567 ก็ยังไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ของปี พ.ศ. 2568 ในปี พ.ศ. 2569 แต่อย่างใด เพราะปีภาษี พ.ศ. 2567 ที่นำเงินได้เข้ามาในประเทศไทย ผู้มีเงินได้มิได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน
2. เงินได้บำนาญที่ได้รับจากต่างประเทศ แต่ชาวต่างชาติมาอยูในไทย ต้องเสียภาษีที่ประเทศไทย เป็นอนุสัญญาภาษีซ้อน สามารถเอาภาษีที่ถูกหักจากต่างประเทศมาเครดิตภาษีได้ และต้องเสียภาษีอัตราก้าวหน้าเหมือนคนไทย ลดหย่อนเหมือนคนไทย ได้ทุกอย่าง ถูกต้องแล้วครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |