1. กรณีตัวแทนจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ในนามของตัวการ (1) กรณีตัวแทนได้จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ในนามของตัวการ ซึ่งมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวแทนมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในนามของตัวการ โดยตัวการมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการ และยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 แล้วแต่กรณี (2) กรณีตัวการมีความประสงค์จะให้ตัวแทนออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 แทนตัวการ ก็สามารถกระทำได้ โดยตัวแทนต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของตัวแทน และระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวการด้วย และตัวแทนมีหน้าที่ต้องยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 เป็นรายฉบับแต่ละรายของตัวการ โดยต้องระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวการในช่อง “ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย” และระบุชื่อตัวแทนในช่อง “ผู้จ่ายเงิน” ซึ่งกรมสรรพากรจะออกใบเสร็จรับเงินในนามของตัวการ และตัวแทนมีหน้าที่ต้องส่งสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ใบเสร็จรับเงินจากการยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 และสำเนาแบบ ภ.ง.ด.53 ให้แก่เจ้าของสินค้าด้วย (3) กรณีตัวแทนได้จ่ายเงินของตนไปก่อนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในนามของตัวการ และต่อมาเมื่อตัวแทน ได้เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายคืนจากตัวการ ตัวแทนไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำนวนเงินดังกล่าว และตัวการผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด (4) กรณีตัวแทนจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ แทนตัวการ ตัวแทนต้องแสดงเอกสารหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่ามีการจ่ายค่าใช้จ่ายในนามของเจ้าของสินค้า และเมื่อตัวแทนเรียกเก็บ “ค่าบริการ” จากตัวการ ตัวแทนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการทั้งหมดที่ได้รับหรือพึงได้รับ และตัวการที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากค่าบริการทั้งหมดที่จ่าย ในอัตรา 3% ตามข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 อนุโลมตามข้อ 2 วรรคสอง และวรรคสาม ข้อ 3 และข้อ 4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 124/2546ฯ ลงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2546 ดังนั้น กรณีบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายจ่ายแทนบริษัทในเครือ และเรียกเก็บเงินคืนภายหลัง บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำนวนเงินดังกล่าว และบริษัทในเครือ ในฐานะตัวการผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัทฯ แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นเงินทดรองจ่าย (Advanced) ที่บริษัทฯ ได้รับคืน (Reimbursement) จากบริษัทในเครือ
2. กรณีบริษัทฯ จ่ายเงินให้พนักงาน/ที่ปรึกษา บริษัทในเครือ เนื่องจากเข้ามาเป็นที่ปรึกษา ในการทำงาน นั้น แยกพิจารณาได้ดังนี้ (1) หากบริษัทฯ ติดต่อว่าจ้างที่ปรึกษาผ่านบริษัทในเครือ ถือว่า บริษัทฯ จ้างบริษัทฯ ในเครือให้เป็นที่ปรึกษา บริษัทในเครือมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่บริษัทฯ และบริษัทฯ หน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากค่าบริการทั้งหมดที่จ่าย ในอัตรา 3% ตามข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 (2) หากบริษัทฯ ติดต่อว่าจ้างพนักงานหรือที่ปรึกษาของบริษัทในเครือโดยตรง บริษัทฯ หน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากค่าบริการทั้งหมดที่จ่ายให้แก่พนักงาน/ที่ปรึกษาดังกล่าว ในอัตรา 3% ตามมาตรา 50 (1) วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร กรณีดังกล่าวบริษัทฯ ควรมีข้อตกลงหรือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร กำหนดขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบของที่ปรึกษา และมีผลงานการให้คำปรึกษา เช่นนี้ บริษัทฯ ย่อมสามารถนำค่าที่ปรึกษามาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร
3. กรณีบริษัท มีกรรมการจากต่างประเทศเข้ามาประชุมงานที่ประเทศไทย ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้ และถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |