Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

เหตุผลเบื้องหลังว่าทำไม ค่าบริการต้องหัก ณ ที่จ่าย แต่ค่าสินค้าไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย / ค่าบริการในด้านซอฟต์แวร์
| เรื่อง | เหตุผลเบื้องหลังว่าทำไม ค่าบริการต้องหัก ณ ที่จ่าย แต่ค่าสินค้าไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย / ค่าบริการในด้านซอฟต์แวร์ |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 03/05/2024 - วันที่ตอบ 12/05/2024 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม |
| ข้อกฎหมาย | มาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร |
| ปุจฉา | 1. ผมอยากรู้เหตุผลเบื้องหลังว่าทำไม ค่าบริการต้องหัก ณ ที่จ่าย แต่ค่าสินค้าไม่ต้องหัก ณ ที่จ่ายครับ 2. เนื่องจากสงสัยความแตกต่างระหว่างค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software) ที่ปกติต้องติดตั้งบนลงเครื่องคอมพิวเตอร์ และค่าการให้บริการในด้านซอฟต์แวร์ (Software-as-a-Service:SaaS) ที่สามารถใช้ผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยมิต้องติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์ ข้อสอบถาม : กรณีการจ่ายเงินไปยังบริษัทต่างประเทศเพื่อการซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ปกติจะถูกพิจารณาเป็นค่าสิทธิตามเงินได้ 40 (3) แต่กรณีการจ่ายค่าการให้บริการในด้านซอฟต์แวร์ (Software-as-a-Service) เช่น จ่ายค่าบริการรายเดือนใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ให้บริษัทต่างประเทศผ่านอินเทอร์เน็ต (ไม่ต้องติดดั้งลงบนเครื่องคอม) หรือการจ่ายค่าบริการให้ Canva แพลตฟอร์มออกแบบรูปภาพ กราฟิก (https://www.canva.com/th_th/) ที่ใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตเหมือนกัน จะมองว่าเป็นค่าสิทธิตาม 40(3) หรือค่าเป็นค่าบริการตาม 40 ครับ เนื่องจากจะมีผลต่อการหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินไปยังบริษัทต่างประเทศครับ |
| วิสัชนา | 1. เหตุผลเบื้องหลัง การกำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เฉพาะสำหรับค่าบริการ แต่ค่าสินค้าไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย 1.1 แต่เดิมก่อนวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2521 มีการกำหนดให้คำนวณหัก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ตามบทบัญญัติดังต่อไปนี้ (1) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร (2) ภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จาย ดังนี้ (ก) ภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร กรณีรัฐบาล และองค์การของรัฐบาลทั้งหลาย เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) – (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีหน้าทีต้องคำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% ของเงินได้ (ข) ภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร กรณีบุคคลใดๆ ในภาคเอกชน เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีหน้าทีต้องคำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% ของเงินได้ และนำส่งในขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามกฎหมายที่ดิน (3) ภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีบุคคลใดๆ ทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของเงินได้ เว้นแต่เงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ให้คำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ของเงินได้ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้รัฐบาล และองค์การของรัฐบาลคำนวณหักภาษีการค้า ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3.3% ของรายรับ 1.2 ได้มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2521 ใช้บังคับ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2521 เป็นต้นไป เพิ่มเติมมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากรในอันที่จะออกคำสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งไม่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย มีหน้าที่คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ดังนี้ “มาตรา 3 เตรส ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี ให้อธิบดีมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ซึ่งไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะ 2 หักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ในการนี้ให้นำมาตรา 52 มาตรา 53 มาตรา 54 มาตรา 55 มาตรา 58 มาตรา 59 มาตรา 60 และมาตรา 63 มาใช้บังคับโดยอนุโลม 1.2.1 ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออก ฉบับที่ 144 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ กำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ทุกครั้งที่จ่ายเงินได้พึงประเมินในอัตรา 0.75 ของยอดเงินได้พึงประเมิน ซึ่งมุ่งหมายให้ผู้จ่ายเงินได้ที่เป็นผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าซื้อพืชผลทางการเกษตร 1.2.2 ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออก ฉบับที่ 163 (พ.ศ. 2527) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ เพิ่มเติมประเภทเงินได้พึงประเมินดังนี้ โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 เบีนต้นไป กฎกระทรวง ฉบับที่ 175 (พ.ศ. 2530) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ แก้ไขเพิ่มเติมประเภทเงินได้พึงประเมิน และเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ดังนี้ โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 เป็นต้นไป และกฎกระทรวง ฉบับที่ 229 (พ.ศ. 2544) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ แก้ไขเพิ่มเติมประเภทเงินได้พึงประเมิน และเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ดังนี้ โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2544 เบีนต้นไป รวมทั้งกฎกระทรวง ฉบับต่างๆ จนเป็นดังนี้ “(1) การจ่ายค่าซื้อพืชผลทางการเกษตร (ก) การจ่ายค่าซื้อข้าว ร้อยละ 0.5 (ข) การจ่ายค่าซื้อพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ นอกจาก (ก) ร้อยละ 0.75” (ความตาม (1) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 328 (พ.ศ. 2560) ใช้บังคับ 2 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป) (2) การจ่ายรางวัลในการประกวด การแข่งขัน การซิงโชค หรือการอื่นใดอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน ร้อยละ 5.0 “(3) การจ่ายค่าแสดงให้แก่ให้แก่ "(ก) นักแสดงสาธารณะซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา เว้นแต่นักแสดงสาธารณะที่เป็นนักแสดงภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ เฉพาะกรณีที่มีการดำเนินการถ่ายทำ ภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ในประเทศไทยโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำในประเทศไทยจากคณะอนุกรรมการพิจารณา คำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริม อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ว่าด้วยการขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2544 ร้อยละ 10.0" (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 238 (พ.ศ. 2545) ใช้บังคับ 28 กันยายน 2545 เป็นต้นไป) (ข) นักแสดงสาธารณะนอกจาก (ก) ร้อยละ 5.0 คำว่า "นักแสดงสาธารณะ" หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุหรือโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใด ๆ" (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 185 (พ.ศ. 2534) ใช้บังคับ 9 สิงหาคม 2534 เป็นต้นไป) “(4) การจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ (ก) บริษัทหรือทั้งหุ้นส่วนนิติบุคคล ร้อยละ 1.0 (ข) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตริประกาศกำหนดตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ร้อยละ 10.0" (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 229 (พ.ศ. 2544) ใช้บังคับ 27 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไป) "(ค) กองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ร้อยละ 15.0" (ความตาม (ค) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 353 (พ.ศ. 2562) ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป) “(5) การจ่ายเงินได้พึงประเมิน ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศที่กระทำกิจการในประเทศไทย ร้อยละ 5.0" (ความตาม (5) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 163 (พ.ศ. 2527) ใช้บังคับ 1 พฤศจิกายน 2527 เป็นต้นไป) “(6) การจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ร้อยละ 10.0" (ความตาม (6) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 173 (พ.ศ. 2530) ใช้บังคับ 1 พฤศจิกายน 2530 เป็นต้นไป) “(7) การจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ (ก) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ 5.0 (ข) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึงมลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตริประกาศกำหนดตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ร้อยละ 10.0 "(ค) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าเช่าเรือตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการพาณิชยนาวี ที่ใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ร้อยละ 1.0" (ความตาม (ค) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 203 (พ.ศ. 2539) ใช้บังคับ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป) การจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ (ก) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ 3.0 (ข) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึงมลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตริประกาศกำหนดตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ร้อยละ 10.0 (9) การจ่ายค่าจ้างทำของ ร้อยละ 3.0 (10) การจ่ายค่าซื้อสัตว์น้ำ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต และส่วนต่าง ๆ ของสัตว์น้ำไม่ว่าจะสดหรือแช่เย็น แช่เย็นจนแข็ง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อรักษาไว้มิให้เปื่อยเน่าในระหว่างการขนส่ง ร้อยละ 1.0” (ความตาม (7) (9) และ (10) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 175 (พ.ศ. 2530) ใช้บังคับ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 เป็นต้นไป) “(11) การจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ร้อยละ 3.0 (ข) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึง มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ร้อยละ 10.0” (ความตาม (11) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 229 (พ.ศ. 2544) ใช้บังคับ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2544 เป็นต้นไป) (12) การจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ร้อยละ 3.0 (ข) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึง มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ร้อยละ 10.0 (ความตาม (12) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 229 (พ.ศ. 2544) ใช้บังคับ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2544 เป็นต้นไป) “(13) การจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดไว้ใน (3) (9) (15) และ (16) แต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าโดยสารสำหรับการขนส่งสาธารณะ ค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต ร้อยละ 3.0 คำว่า “การให้บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า คำว่า “ภัตตาคาร” หมายความว่า กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่ม ไม่ว่าชนิดใด ๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่ม ทั้งนี้ ไม่ว่าในหรือจากสถานที่ซึ่งจัดให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้ คำว่า “การขนส่งสาธารณะ” หมายความว่า การรับส่งผู้โดยสารเป็นการทั่วไปเป็นปกติธุระ” (ความตาม (13) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 234 (พ.ศ. 2544) ใช้บังคับ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 เป็นต้นไป) "(14) การจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ร้อยละ 3.0 (15) การจ่ายค่าโฆษณา ร้อยละ 2.0 (16) การจ่ายค่าเบี้ยประกันวินาศภัย ร้อยละ 1.0" (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 229 (พ.ศ. 2544) ใช้บังคับ 27 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไป) "(17) การจ่ายค่าขนส่ง แต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าโดยสารสำหรับการขนส่งสาธารณะ ร้อยละ 1.0" (ความตาม (17) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 234 (พ.ศ. 2544) ใช้บังคับ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 เป็นต้นไป) "(17/3) การจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการซื้อเพชร พลอย ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน โอปอล นิล เพทาย ไพฑูรย์ หยก ไข่มุก และอัญมณีที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน เฉพาะที่ยังมิได้เจียระไน แต่ไม่รวมถึงสิ่งทำเทียมวัตถุดังกล่าวหรือที่ทำขึ้นใหม่ ให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและมิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 311) พ.ศ. 2540 ร้อยละ 1.0" (ความตาม (17/3) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 320 (พ.ศ. 2559) ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป – ความตาม (17/1) และ (17/2) ไม่มีผลใช้บังคับแล้ว) “(18) กรณีอื่น ๆ ร้อยละ 2.0" (ความตาม (18) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 234 (พ.ศ. 2544) ใช้บังคับ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 เป็นต้นไป) ดังจะเห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ได้มีการกำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าซื้อสินค้าทุกชนิด ตามมาตรา 50 (4) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่จ่ายโดยรัฐบาล และองค์การของรัฐบาลทั้งหลาย และมาตรา 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ ในส่วนของภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 144 (พ.ศ. 2522) และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 นั้น ได้กำหนดให้มีการคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าซื้อพืชผลทางการเกษตร และซื้อเพชร พลอย ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน โอปอล นิล เพทาย ไพฑูรย์ หยก ไข่มุก และอัญมณีที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน เฉพาะที่ยังมิได้เจียระไน (รวมทั้งค่าซื้อสัตว์น้ำ แต่ไม่มีผลใช้บังคับ) ไม่ใช่กำหนดให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เฉพาะค่าบริการเท่านั้น อย่างไรก็ตาม โดยส่วนใหญ่ของภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร นั้น กำหนดให้หักสำหรับการจ่าย “ค่าบริการ” ทั้งนี้ เนื่องจาก ประการที่ 1 เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร สำหรับการให้บริการ ซึ่งมีโอกาสอย่างมากที่ผู้ให้บริการจะไม่ออกหลักฐานการรับชำระราคาค่าบริการให้แก่ผู้รับบริการ ประการที่ 2 สำหรับค่าซื้อสินค้านั้น มีแหล่งที่มาของสินค้าค่อนข้างชัดแจ้งอยู่แล้ว หากกำหนดให้มีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เช่นเดียวกับการจ่ายเงินในภาคราชการ เกรงว่า จะเกิดข้อยุ่งยากในการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย รวมทั้งเป็นภาระแก่ทั้งผู้ซื้อสินค้าและผู้ขายสินค้า ประการที่ 3 อย่างไรก็ตาม มีค่าบริการบางประเภทที่ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ได้แก่ (1) ค่าบริการโรงแรม และภัตตาคาร (2) ค่าเบี้ยประกันชีวิต (3) ค่าบริการรับจ้างขนส่งคนโดยสารสาธารณะ 2. กรณีการจ่ายเงินไปยังบริษัทต่างประเทศเพื่อการซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ปกติจะถูกพิจารณาเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน - ค่าสิทธิตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร แต่กรณีการจ่ายค่าการให้บริการในด้านซอฟต์แวร์ (Software-as-a-Service) เช่น จ่ายค่าบริการรายเดือนใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ให้บริษัทต่างประเทศผ่านอินเทอร์เน็ต (ไม่ต้องติดดั้งลงบนเครื่องคอม) หรือการจ่ายค่าบริการให้ Canva แพลตฟอร์มออกแบบรูปภาพ กราฟิก (https://www.canva.com/th_th/) ที่ใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตเหมือนกัน นั้น ในทางภาษีกา ก็ถูกมองว่า เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน - ค่าสิทธิตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การจ่ายค่าเช่าพื้นที่บน Server แก่นิติบุคคลต่างประเทศ ที่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ค่าตอบแทนดังกล่าวมีลักษณะเป็นการให้บริการที่มีการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการซึ่งใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และมีการลงทุนค่อนข้างสูงเมื่อบริษัทฯ ชำระค่าตอบแทนดังกล่าวให้แก่นิติบุคคลต่างประเทศ ที่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้ไม่มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้ดังกล่าวเพื่อนำส่งกรมสรรพากรตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด อนึ่ง เนื่องจากบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร เมื่อมีการชำระราคาซื้อสินค้าหรือราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการ ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ทั้งนี้ ตามมาตรา 77/1 (5) มาตรา 83/6 (2) และมาตรา 85/3 (2) แห่งประมวลรัษฎากร (หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706 (กม.09)/026 ลงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2546) ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |