Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

CPA (ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต) สามารถลงลายมือชื่อตรวจสอบและรับรองงบการเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ โดยใช้รายงานแบบ ร.3 โดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนเป็น TA (ผู้สอบบัญชีภาษีอากร)
| เรื่อง | CPA (ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต) สามารถลงลายมือชื่อตรวจสอบและรับรองงบการเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ โดยใช้รายงานแบบ ร.3 โดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนเป็น TA (ผู้สอบบัญชีภาษีอากร) |
| แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
| วันที่ | วันที่ถาม 05/02/2026 - วันที่ตอบ 27/03/2026 |
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล |
| ข้อกฎหมาย | มาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร |
| ปุจฉา | ผมเป็น CPA มีลูกค้าเอางบห้างหุ้นส่วนจำกัดมาให้ตรวจสอบและรับรอง (เซ็น) ผมสามารถเซ็นได้ โดยเซ็นหน้ารายงานแบบ ร.3 ได้ใช่ไหมครับ ผมจำเป็นต้องขึ้นทะเบียน TA ด้วยแบบ บภ.03 ก่อนไหมครับ |
| วิสัชนา | 1. ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10 ) พ.ศ. 2496 ใช้บังคับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2496 เป็นต้นไป บัญญัติไว้ดังนี้ “มาตรา 3 สัตต เพื่อประโยชน์แห่งการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร การตรวจสอบและรับรองบัญชีจะกระทำได้ก็แต่โดยบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี บุคคลที่จะขอใบอนุญาตจากอธิบดีตามความในวรรคก่อน ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติและปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี บุคคลใดได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ถ้าฝ่าฝืนระเบียบที่อธิบดีกำหนด อธิบดีอาจพิจารณาสั่งถอนใบอนุญาตเสียก็ได้ บทบัญญัติแห่งมาตรานี้จะใช้บังคับในเขตจังหวัดใด ให้อธิบดีประกาศโดยอนุมัติรัฐมนตรี การประกาศ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา” 2. อธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี เรื่อง กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2544 กำหนดคุณสมบัติและระเบียบปฏิบัติสำหรับบุคคลที่ทำการตรวจสอบและรับรองบัญชีบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ไว้ดังต่อไปนี้ “ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี เรื่อง กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2523 ข้อ 2 ในประกาศนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมสรรพากร หรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย “การตรวจสอบและรับรองบัญชี” หมายความว่า การตรวจสอบและรับรองงบการเงินที่จัดทำขึ้นตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 ข้อ 3 การตรวจสอบและรับรองบัญชี ซึ่งบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องจัดทำ และยื่นพร้อมกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ให้กระทำได้โดยบุคคลซึ่งต่อไปในประกาศนี้จะเรียกว่า “ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี” ข้อ 4 “ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี” ได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ 4.1 “ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต” ตามกฎหมายเกี่ยวกับการสอบบัญชี ซึ่งตามประกาศนี้ให้ถือว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากอธิบดีให้เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีสำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล 4.2 “ผู้สอบบัญชีภาษีอากร” ที่ขอขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี ให้เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีเฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ตามกฎกระทรวง ออกตามความในพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 “ข้อ 5 “ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี” ต้องปฏิบัติงานตรวจสอบและรับรองบัญชี ดังนี้ 5.1 “ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต” ต้องปฏิบัติงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเกี่ยวกับการสอบบัญชี หรือประกาศขององค์กรวิชาชีพบัญชีที่กฎหมายกำหนด กรณีการตรวจสอบและรับรองบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ตามกฎกระทรวง ออกตามความในพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดเช่นเดียวกับ ผู้สอบบัญชีภาษีอากรในเรื่องการปฏิบัติงาน และการรายงาน ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตซึ่งหมดสิทธิไม่ว่าด้วยประการใดในการเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ให้ถือว่าเป็นผู้หมดสิทธิในการเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีตามประกาศนี้ 5.2 “ผู้สอบบัญชีภาษีอากร” ต้องปฏิบัติงานการตรวจสอบและ รับรองบัญชีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดในเรื่องดังต่อไปนี้ 5.2.1 คุณสมบัติ การทดสอบ การขอขึ้นทะเบียน การออกใบอนุญาต การอบรม การต่ออายุ และการขอออกใบแทนใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร 5.2.2 การปฏิบัติงาน และการรายงาน” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี (ฉบับที่ 2) ใช้บังคับตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไป ) (ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร การอบรมทางด้านกฎหมายภาษีอากรของผู้สอบบัญชี ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ) (ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร องค์กรวิชาชีพบัญชีหรือหน่วยงานที่อธิบดีให้ความเห็นชอบในการจัดอบรมทางด้านกฎหมายภาษีอากรแก่ผู้สอบบัญชี ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ) (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการทดสอบเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 4 มีนาคม 2548 ใช้บังคับ 4 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป) (ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการอบรมของผู้สอบบัญชีภาษีอากร ลงวันที่ 4 มีนาคม 2548 ใช้บังคับ 4 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป) (ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดแบบคำขอ/แบบแจ้งเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้งเกี่ยวกับ การตรวจสอบและรับรองบัญชี ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 4 มีนาคม 2548 ใช้บังคับ 4 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป) (ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียน การออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การขอออกใบแทนใบอนุญาต และการขอแก้ไขทะเบียนของผู้สอบบัญชีภาษีอากร ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 4 มีนาคม 2548 ใช้บังคับ 4 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป) “ข้อ 6 “ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี” ต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีตามที่อธิบดีกำหนด” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี (ฉบับที่ 2) ใช้บังคับตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไป ) ข้อ 7 “ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี” ต้องสอดส่องใช้ความรู้และความระมัดระวังในการตรวจสอบและรับรองบัญชีเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพโดยทั่วไปต้องปฏิบัติ ในกรณีที่พบว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเจ้าของบัญชีได้มีการกระทำหรืองดเว้นการกระทำเอกสารประกอบการลงบัญชี และหรือลงบัญชีโดยที่เห็นว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง อันอาจเป็นเหตุให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น มิต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยกว่าที่ควรเสียอันเป็นสาระสำคัญ ให้ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีเปิดเผยข้อเท็จจริงที่พบในแบบแจ้งข้อความที่อธิบดีกำหนด ในกรณีที่กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแจ้งข้อความเกี่ยวกับกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามแบบแจ้งข้อความที่อธิบดีกำหนดในวรรคก่อนเพื่อยื่นพร้อมกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของกิจการนั้น ให้ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีทำการทดสอบรายการดังกล่าวด้วย “ข้อ 8 “ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี” ต้องเสียภาษีอากรของตนเองให้ถูกต้องครบถ้วน กรณีผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีจงใจหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ให้ถือว่าปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบที่อธิบดีกำหนดในประกาศนี้” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี (ฉบับที่ 2) ใช้บังคับ 19 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไป ) “ข้อ 9 “ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี” ที่ฝ่าฝืนระเบียบที่อธิบดีกำหนดในประกาศนี้ อธิบดีอาจพิจารณาสั่งถอนใบอนุญาตการเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีเสียก็ได้” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี (ฉบับที่ 2) ใช้บังคับตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไป ) “ข้อ 10 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับทั่วราชอาณาจักรสำหรับการตรวจสอบและ รับรองบัญชีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เพื่อยื่นพร้อมแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไป สำหรับกรณีตามข้อ 8 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ที่ลงในประกาศนี้เป็นต้นไป” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี (ฉบับที่ 2) ใช้บังคับ 19 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไป ) 3. อธิบดีกรมสรรพากรอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 และข้อ 5 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี เรื่อง กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2544 ได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 122/2545 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติงาน และการรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีของผู้สอบบัญชีภาษีอากร ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ดังต่อไปนี้ “ข้อ 1 ในคำสั่งนี้ “ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” หมายความว่า ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ตามกฎกระทรวง ออกตามความในพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 “ผู้สอบบัญชีภาษีอากร” ให้หมายความรวมถึง ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตซึ่งตรวจสอบและรับรองบัญชีห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง ข้อ 2 การปฏิบัติงานการตรวจสอบและรับรองบัญชี 2.1 มาตรฐานการปฏิบัติงาน 2.1.1 ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ต้องจัดทำแนวทางการสอบบัญชีสำหรับงานที่รับตรวจสอบไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ทราบถึงวิธีการปฏิบัติงานตรวจสอบ โดยให้จัดเก็บแนวทางการสอบบัญชีดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน 2.1.2 ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ต้องจัดทำกระดาษทำการ เพื่อบันทึกการตรวจสอบและจัดเก็บไว้เป็นหลักฐาน 2.1.3 การปฏิบัติงานตรวจสอบและรับรองบัญชี ให้ผู้สอบบัญชีภาษีอากรเน้นการทดสอบความถูกต้องของงบการเงินและบัญชีว่าถูกต้องเป็นจริงตามควรตรงตามเอกสารประกอบการลงบัญชี และบันทึกบัญชีตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปหรือไม่ ซึ่งงบการเงินต้องแสดงข้อมูลและรายการตรงตามสมุดบัญชี รวมถึงการตรวจสอบความถูกต้องในส่วนที่เป็นสาระสำคัญทางด้านภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร โดยเลือกใช้วิธีการตรวจสอบต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับกรณี 2.1.4 ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ต้องทำการตรวจสอบการปรับปรุงกำไรสุทธิ/ขาดทุนสุทธิทางบัญชี เป็นกำไรสุทธิ/ขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีอากร รวมถึงการตรวจสอบการจัดทำบัญชีพิเศษของกิจการที่กำหนดไว้ตามประมวลรัษฎากร 2.1.5 ในกรณีที่พบว่าห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีพฤติการณ์ในการทำเอกสารประกอบการลงบัญชีหรือบันทึกบัญชี โดยที่เห็นว่าน่าจะไม่ตรงกับความเป็นจริงอันอาจเป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นมิต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลงกว่าที่ควรเสีย ให้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร เปิดเผยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของบัญชี และแจ้งพฤติการณ์ไว้ในรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีที่ตนจะต้องลงลายมือชื่อรับรอง “สำหรับมาตรฐานการปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแนวทางที่อธิบดีกำหนด” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 147/2548 ใช้บังคับ 4 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป) “2.2 การแจ้งรายชื่อกิจการที่ตรวจสอบและรับรองบัญชี ผู้สอบบัญชีภาษีอากรต้องแจ้งจำนวนและรายชื่อห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตนจะลงลายมือชื่อรับรองการตรวจสอบและรับรองบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในวันที่ 30 มิถุนายนของทุกปี พร้อมแนบหนังสือตอบรับงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีที่มีข้อความอย่างน้อยตามแบบท้ายแบบสำหรับการแจ้งจำนวนและรายชื่อห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวข้างต้น กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนและรายชื่อห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้แจ้งไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้แจ้งการเปลี่ยนแปลงต่ออธิบดีตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น ทั้งนี้ ต้องแจ้งก่อนวันที่ลงลายมือชื่อรับรองการตรวจสอบและรับรองบัญชี กรณีผู้สอบบัญชีภาษีอากรที่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากรจากอธิบดีภายหลังกำหนดระยะเวลาการแจ้งข้อมูลตามวรรคหนึ่ง ให้แจ้งจำนวนและรายชื่อห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะลงลายมือชื่อรับรองการตรวจสอบและรับรองบัญชีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร การแจ้งจำนวนและรายชื่อห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงกรณีที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากรไม่มีการลงลายมือชื่อรับรองการตรวจสอบและรับรองบัญชีด้วย” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 147/2548 ใช้บังคับ 4 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป) (ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรกำหนดแบบคำขอ/แบบแจ้งเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้งเกี่ยวกับ การตรวจสอบและรับรองบัญชี ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 4 มีนาคม 2548 ใช้บังคับ 4 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป) ข้อ 3 การรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชี การตรวจสอบและรับรองบัญชีของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ผู้สอบบัญชีภาษีอากรจัดทำรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีที่มีข้อความตามแบบท้ายคำสั่งนี้ ข้อ 4 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ที่ลงในคำสั่งนี้เป็นต้นไป” 4. อธิบดีกรมสรรพากรอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 5 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี เรื่อง กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการ ตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2544 และข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 98/2544 เรื่อง กำหนดคุณสมบัติ การทดสอบ การขอขึ้นทะเบียน การออกใบอนุญาต การอบรม การต่ออายุ และการขอออกใบแทนใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2544 และข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.122/2545 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติงาน และการรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีของผู้สอบบัญชีภาษีอากร ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดแบบคำขอ/แบบแจ้งเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี และหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้งเกี่ยวกับ การตรวจสอบและรับรองบัญชี ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2548 ดังต่อไปนี้ “ข้อ 1 ให้กำหนดแบบดังต่อไปนี้ เป็นแบบคำขอ/แบบแจ้งเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร (1) แบบคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร (บภ.02) สำหรับการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร (2) แบบคำขอทั่วไป (บภ.03) สำหรับ (ก) การยื่นขอผ่อนผันการเข้ารับการอบรม (ข) การขอแก้ไขทะเบียน (ค) การขอใบแทนใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร (ง) กรณีอื่น ๆ ที่มิได้มีการกำหนดแบบคำขอไว้โดยเฉพาะ (3) แบบคำขอต่ออายุใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร (บภ.04) สำหรับการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร (4) แบบคำขอให้พิจารณาวุฒิการศึกษา (บภ.05) สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาวุฒิการศึกษากรณีวุฒิการศึกษาต่างประเทศ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนยังไม่ได้ให้การรับรองวุฒิการศึกษา (5) แบบคำขอแจ้งการเข้ารับการอบรม (บภ.06) สำหรับการแจ้งการเข้ารับการอบรมของผู้สอบบัญชีภาษีอากร (6) แบบแจ้งจำนวนและรายชื่อห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีจะลงลายมือชื่อรับรอง (บภ.07) สำหรับการแจ้งจำนวนและรายชื่อห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีจะลงลายมือชื่อรับรองการตรวจสอบและรับรองบัญชี (7) แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงจำนวนและรายชื่อห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีจะลงลายมือชื่อรับรอง (บภ.08) สำหรับการแจ้งการเปลี่ยนแปลงจำนวนและรายชื่อห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีจะลงลายมือชื่อรับรองการตรวจสอบและรับรองบัญชี การยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้งเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชีตามวรรคหนึ่งให้ยื่นตามแบบที่แนบท้ายประกาศนี้ ข้อ 2 กรณีผู้ยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้งตามข้อ 1 ประสงค์จะยื่นผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผู้ยื่นจะต้องยื่นผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทางเว็บไซต์ (Web site) ของกรมสรรพากร http://www.rd.go.th ตามกำหนดระยะเวลาของการยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้งที่อธิบดีกำหนด ซึ่งผู้ยื่นสามารถยื่นแบบได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ “ข้อ 3 การยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้งผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียม ผู้ยื่นจะต้องนำใบชำระค่าธรรมเนียมที่พิมพ์จากระบบการยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้งไปยื่นชำระเงินที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขาทั่วประเทศ ทางระบบ Teller Payment หรือชำระผ่านทาง Mobile Banking ด้วยการอ่าน QR Code ที่ปรากฏบนใบชำระค่าธรรมเนียม ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ได้ยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้ง และสามารถพิมพ์ใบเสร็จรับเงินจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ภายหลังจากที่ได้ชำระค่าธรรมเนียม 3 วันทำการ หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นตามที่กรมสรรพากรกำหนด” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ ลงวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2564 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2564 เป็นต้นไป) ข้อ 4 การยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้งผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่จะต้องยื่นเอกสารหลักฐาน ผู้ยื่นจะต้องนำส่งเอกสารหลักฐานดังกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับไปยัง สำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร กรมสรรพากร เลขที่ 90 ซอยพหลโยธิน 7 ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ได้ยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้ง โดยกรมสรรพากรจะถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับจดหมายเป็นสำคัญ เว้นแต่เอกสารหลักฐานการเข้ารับการอบรมที่ต้องยื่นพร้อมการแจ้งการเข้ารับการอบรม และหนังสือตอบรับงานที่ต้องยื่นพร้อมการแจ้งรายชื่อกิจการที่ตรวจสอบและรับรองบัญชี ให้เก็บไว้เป็นหลักฐาน ณ สำนักงานของผู้สอบบัญชีภาษีอากรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ได้เข้ารับการอบรมหรือนับแต่วันที่ลงลายมือชื่อรับรองการตรวจสอบและรับรองบัญชี ข้อ 5 เงื่อนไขในการยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้งผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร (1) การยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้ง ผู้ยื่นจะต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบและ รับรองข้อความที่บันทึกลงในแบบคำขอ/แบบแจ้งดังกล่าว หากภายหลังกรมสรรพากรตรวจพบว่าข้อความดังกล่าวไม่ถูกต้อง ผู้ยื่นจะต้องรับผิดชอบต่อข้อความที่ได้บันทึกไว้ และกรมสรรพากรจะไม่คืนค่าธรรมเนียมให้ในกรณีที่ผู้ยื่นได้ชำระค่าธรรมเนียมแล้ว (2) การยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้งที่ผู้ยื่นจะต้องชำระค่าธรรมเนียม หรือนำส่งเอกสารหลักฐาน หากผู้ยื่นมิได้ชำระค่าธรรมเนียมหรือนำส่งเอกสารหลักฐานตามระยะเวลาที่กำหนดจะถือว่าการยื่นแบบคำขอ/แบบแจ้งดังกล่าวเป็นโมฆะ ข้อ 6 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ที่ลงในประกาศนี้เป็นต้นไป” ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า ในปัจจุบันผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เป็นผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชีสามารถทำการตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ในฐานะผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 1. การขึ้นทะเบียน ต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาต เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพ พ.ศ.2547 2. สิทธิในการปฏิบัติงาน สามารถตรวจสอบและรับรองบัญชีบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร 3. หลักเกณฑ์ในการปฏิบัติงาน ปฏิบัติงานตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดสำหรับการตรวจสอบและรับรองบัญชีบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดใหญ่ ปฏิบัติงานตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดเช่นเดียวกับผู้สอบบัญชีภาษีอากรสำหรับการตรวจสอบและรับรองบัญชีห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็ก 4. การรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชี จัดทำรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตสำหรับการตรวจสอบและรับรองบัญชีบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดใหญ่ จัดทำรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดเช่นเดียวกับผู้สอบบัญชีภาษีอากรสำหรับการตรวจสอบห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็ก ดังนั้น คุณ Ptanwate PT เป็น CPA (ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต) สามารถลงลายมือชื่อตรวจสอบและรับรองงบการเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ทันที โดยใช้รายงานแบบ ร.3 โดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนเป็น TA (ผู้สอบบัญชีภาษีอากร) หรือยื่น บภ.03 อีก เพราะ CPA มีศักดิ์และสิทธิ์โดยอัตโนมัติ สามารถลงลามมือชื่อในงบการเงินได้ทุกขนาด ทุกประเภท ทั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัท ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ |