Case study

ค่าเบี้ยเลี้ยงพนักงานในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ


เรื่อง ค่าเบี้ยเลี้ยงพนักงานในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 31/01/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทฯ ส่งผู้บริหารและพนักงานไปดูงานในต่างประเทศ (ประเทศญี่ปุ่น) หากทางบริษัทต้องการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางแก่ผู้บริหารและพนักงาน ต้องใช้หลักเกณฑ์อะไรบ้าง จึงขอสอบถามการลงค่าใช้จ่ายในทางบัญชีและทางภาษีดังนี้ค่ะ

คำถาม


1. ทางบริษัทฯ ต้องยึดตามค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง
ที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการสูงสุด ได้ไม่เกิน 3,100.00 บาทต่อวัน สามารถใช้เป็นหลักเกณฑ์การจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางให้กับพนักงานได้หรือไม่ค่ะ

2. หากจ่ายเงินตามหลักเกณฑ์ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง หากไม่เกินตามที่กำหนด ไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงานใช่หรือไม่ค่ะ


3. ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง (ค่าอาหาร) ต้องนำไปรวมคำนวณกับค่ารับรองในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนสิ้นงวดด้วยหรือไม่ค่ะ 

4. ในการจ่ายค่าโรงแรมและตั๋วเครื่องบิน ใบเสร็จต้องเป็นชื่อที่อยู่ของบริษัททุกครั้งใช่หรือไม่ค่ะ 

5. หากมีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่า Taxi ,ค่ารถไฟระหว่างเมือง สามารถเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้หรือไม่ค่ะ 

6. ค่าใช้จ่ายค่าโรงแรมและค่าตั๋วเครื่องบิน ไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงานถูกต้องไหมค่ะ

คำตอบ

ตอบ

  1. สามารถใช้ 3,100 ได้คะ เนื่องจาก คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 59/2538 ข้อ 1(2) ค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการ (โดยมิได้ระบุว่าต้องเทียบเคียงตตำแหน่ง)   แต่อย่างไรก็ตาม
    • ในทางปฏิบัติ ถ้าบริษัทขนาดเล็ก ก็มีบ่างที่เจ้าหน้าที่สรรพากรมองว่าไม่ควรเบิกเท่าตำแหน่งสูงสุดค่ะ
    • การเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงแบบเหมาจ่ายต้องจัดเตรียม หลักฐานการได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติงานนอกสำนักงานหรือนอกสถานที่จากบริษัทด้วยนะคะ
  2. ใช่ค่ะ ไม่เป็นเงินได้ของพนักงาน ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
  3. ไม่ต้องนำไปคำนวณรวมกับค่ารับรอง เนื่องจากไม่ใช่ค่ารับรอง  ค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นการจ่ายให้พนักงานเพื่อปฏิบัติงานตามหน้าที่นอกสำนักงานหรือนอกสถานที่เป็นครั้งคราว
  4. ค่าโรงแรมและตั๋วเครื่องบินในการดูงาน ถ้าเป็นไปได้ ควรต้องใช้ชื่อใบเสร็จเป็นของบริษัท เพื่อลดปัญหาการชี้แจงเจ้าหน้าที่ในอนาคต แต่ถ้าไม่มี(ด้วยความจำเป็นใดๆ) แนะนำให้ทำเอกสารประกอบแนบและให้ผู้มัอำนาจเซ็นอนุมัติด้วยค่ะ
  5. สามารถบันทึกค่าเดินทางในต่างประเทศ  เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่อย่างไรก็ตาม ควรมีเอกสารใบเสร็จ (ค่าเดินทางที่ต่างประเทศ มักจะมีใบเสร็จค่ะ ต่างจากค่าเดินทางในประเทศไทย) 
  6. ค่าใช้จ่ายค่าโรงแรมและตั๋วเครื่องบิน ไม่ได้เป็นเงินได้ของพนักงาน เข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ เนื่องจากเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร


มาตรา 42  เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
 
         (1) ค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าพาหนะ ซึ่งลูกจ้างหรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะ ในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น




https://www.rd.go.th/3588.html


คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 59/2538

เรื่อง      ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42(1) แห่งประมวลรัษฎากร


---------------------------------------------


                เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งแนะนำผู้จ่ายเงินได้และผู้มีเงินได้ สำหรับค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่นอกสำนักงานหรือนอกสถานที่เป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้


                ข้อ 1ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ลูกจ้างหรือผู้มีหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้รับเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ในประเทศหรือต่างประเทศเป็นครั้งคราว ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเข้าลักษณะดังนี้

                        (1) ต้องเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

                        (2) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการ ตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ในประเทศหรือต่างประเทศ แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าว เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์

                        (3) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราเกินกว่าอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงตาม (2) และบุคคลดังกล่าวไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้นให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลนั้นได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็น เพียงเฉพาะในส่วนที่ไม่เกินอัตราตาม (2)


                ข้อ 2การเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ ตามข้อ 1 ต้องมีหลักฐานการได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติงานนอกสำนักงานหรือนอกสถานที่จากนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินได้ โดยต้องระบุลักษณะงานที่ทำและระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้วแต่กรณีด้วย


                ข้อ 3บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก


                ข้อ 4คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป


สั่ง ณ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2538








เรื่อง

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าที่พัก + ค่าอาหาร + ค่าเดินทาง เบี้ยเลี้ยง ส่งพนักงานไปฝึกงานที่บริษัทในต่างประเทศ

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 59/2538

ปุจฉา

กรณีส่งพนักงานไปฝึกงานที่บริษัทในเครือที่ต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าที่พัก + ค่าอาหาร + ค่าเดินทาง ต่างๆ ระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ แต่ไม่มีบิลสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช่จ่ายบริษัท ได้หรือไม่ค่ะ

วิสัชนา

ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 59/2538 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ได้รับยกเว้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2538 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่นอกสำนักงานหรือนอกสถานที่เป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงมีคำสั่ง โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป ดังต่อไปนี้

    “ข้อ 1 ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ลูกจ้างหรือผู้มีหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้รับเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ในประเทศหรือต่างประเทศเป็นครั้งคราว ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเข้าลักษณะดังนี้

         (1) ต้องเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

         (2) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการ ตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ในประเทศหรือต่างประเทศ แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าว เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์

         (3) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราเกินกว่าอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงตาม (2) และบุคคลดังกล่าวไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้นให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลนั้นได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็น เพียงเฉพาะในส่วนที่ไม่เกินอัตราตาม (2) 

    ข้อ 2  การเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ ตามข้อ 1 ต้องมีหลักฐานการได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติงานนอกสำนักงานหรือนอกสถานที่จากนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินได้ โดยต้องระบุลักษณะงานที่ทำและระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้วแต่กรณีด้วย”  


 ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีส่งพนักงานไปฝึกงานที่บริษัทในเครือที่ต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าที่พัก + ค่าอาหาร + ค่าเดินทาง ต่างๆ ระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ แต่ไม่มีบิล นั้น ให้พนักงานจัดทำรายงานการเดินทางไปฝึกอบรมในต่างประเทศ พร้อมทั้งค่าใช้จ่าต่างๆ ดังกล่าว เพื่อขออนุมัติเบิกเงิน

    1. สำหรับค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าเบี้ยเลี้ยง (อาหาร) ระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ นั้น ให้นำอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการ ตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ในประเทศหรือต่างประเทศ แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ให้ถือว่า ค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าว เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์ และพนักงานได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

    2. สำหรับค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าเบี้ยเลี้ยง ในส่วนที่เกินกว่าอัตราดังกล่าวตามข้อ 1 ให้ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน ตามหลักฐานการรายงานของพนักงานที่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจของบริษัทฯ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาแบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

ติดตาม FBเพจที่ให้ความรู้ทางภาษีอากรกับท่านอาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์



หมายเหตุ: TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น  กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ