ลักษณะสัญญาและการรับรู้รายได้ร้านขนมปังในกรณีนี้ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า โดยมีข้อตกลงเดิมคือร้านค้า ให้ห้างฯ ใช้พื้นที่ขาย และจัดจำหน่ายสินค้าผ่านระบบแคชเชียร์ของห้างฯ เมื่อสิ้นเดือนห้างฯ จะสรุปยอดขายหักค่าบริการ (GP) แล้วให้บริษัท (ร้านค้า) ออกใบกำกับภาษีขายสินค้าตามยอดนั้นอีกครั้ง กล่าวคือ ห้างฯ เป็นผู้ขายสินค้าให้ลูกค้า โดยถือครองสินค้าในสต็อกของตนเอง (ทำให้ห้างฯ รับรู้ยอดขายและต้นทุนจากใบกำกับภาษีของร้านค้า) และร้านค้าเป็นผู้จำหน่ายสินค้ากับห้างฯ ในลักษณะใกล้เคียงกับการขายส่ง การขายผ่าน Grab/LINE MAN กับการรับรู้รายได้สำหรับช่องทางขายผ่านแอปพลิเคชัน GrabFood หรือ LINE MAN นั้น ร้านค้ามีสัญญาโดยตรงกับแพลตฟอร์มดังกล่าวและ แกร็บ/ไลน์แมนเป็นฝ่ายเรียกเก็บเงินค่าขนมปังจากลูกค้า โดยฝ่ายร้านค้าเพียงได้รับเงินโอนหลังหักค่า GP เท่านั้น (ตามเงื่อนไขร้านค้า GrabFood: “แกร็บเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการเรียกเก็บราคาสินค้าจากลูกค้า”) หมายความว่า ลูกค้าซื้อจากร้านค้าผ่านแพลตฟอร์มโดยตรง ไม่ใช่การผ่านห้างฯ ส่งผลให้ ห้างฯ ไม่ได้มีสัญญากับ Grab หรือ LINE MAN ในการจำหน่ายสินค้านี้โดยตรง ตามหลักการรับรู้รายได้ (มาตรฐาน TFRS 15) รายได้จะรับรู้ก็ต่อเมื่อกิจการส่งมอบสินค้า/บริการตามสัญญาที่ทำกับลูกค้า ซึ่งต้องเป็น “ข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา” ที่สร้างสิทธิและหน้าที่ให้บังคับได้ ในกรณีนี้ ห้างฯ ไม่มีสัญญากับ Grab/Lineman และไม่ได้เป็นฝ่ายส่งมอบสินค้าต่อให้ลูกค้า จึง ไม่มีสิทธิพื้นฐานทางสัญญาที่จะรับรู้รายได้จากการขายผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ ได้โดยตรง นอกจากนี้ กรณีก่อนหน้าที่ห้างฯ ไม่ได้เรียกเก็บ GP จากยอดขายผ่าน Grab/LINE MAN ก็สะท้อนว่าปัจจุบันยังไม่มีข้อตกลงการแบ่งรายได้ดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเงินจากลูกค้าถูกจ่ายให้ร้านค้าโดยตรงผ่านแพลตฟอร์ม และร้านค้าได้ออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้าที่ซื้อผ่าน Grab/LINE MAN โดยตรง (ไม่ใช่ห้างฯ) ดังนั้น ห้างฯ ไม่สามารถรับรู้ยอดขายผ่าน Grab และ LINE MAN ได้ เพราะไม่อยู่ในสถานะผู้ขายสินค้ากับลูกค้าปลายทางในช่องทางนั้น (ห้างฯ เป็นเพียงผู้ให้เช่าพื้นที่/ผู้ให้บริการระบบ) ห้างเป็นเพียง“การให้บุคคลอื่นใช้พื้นที่…ภายในห้างฯ…โดยบริษัทฯไม่ได้ส่งมอบการครอบครอง… เข้าลักษณะเป็นการให้บริการ” ซึ่งเน้นย้ำว่าห้างฯ เป็นผู้ให้เช่าพื้นที่ ไม่ใช่ผู้ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ความจำเป็นของการทำสัญญาเพิ่มเติมหากห้างฯ ต้องการ “รับรู้” รายได้จากยอดขายผ่าน Grab/LINE MAN เช่น เพื่อหัก GP หรือรวมยอดขายในระบบของห้างฯแน่นอนว่าต้องมีการตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรใหม่หรือปรับแก้สัญญาเดิมกับร้านค้า เพราะข้อตกลงปัจจุบันไม่ได้ครอบคลุมการขายผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตกลงเพิ่มเงื่อนไขหรือทำสัญญาเพิ่มเติมระหว่างห้างฯ กับบริษัท (ร้านค้า) เพื่อกำหนดการแบ่งรายได้และค่าบริการให้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น สัญญาอาจระบุว่าร้านค้าจะส่งมอบยอดขายผ่าน Grab/LINE MAN ที่เกิดขึ้นให้แก่ห้างฯ (โดยออกใบกำกับภาษีเป็นรายได้ของห้างฯ) แล้วหักค่าบริการพื้นที่ตามตกลง วิธีนี้จึงจะเป็นการยอมรับร่วมกันระหว่างคู่สัญญาว่ายอดขายดังกล่าวจะนับเป็นรายได้ของห้างฯ สรุปคือ ถ้าต้องการจะรวมยอดขายดังกล่าวในระบบของห้างฯ จำเป็นต้องตกลงทำสัญญาหรือข้อตกลงเพิ่มเติมกับร้านค้า เพื่อกำหนดขอบเขตการรับรู้รายได้และ GP ให้ชัดเจนต่อกัน และบริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษีขายให้กับห้างฯ ทำเช่นเดียวกับกรณีขายผ่านห้างฯ อ้างอิงคำตอบ เรื่อง | การขายสินค้ากับห้างสรรพสินค้า | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 11/02/2018 - วันที่ตอบ 13/02/2018 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 86/4,มาตรา 86/5,มาตรา 86/6,มาตรา 77/1 (20),มาตรา 79 (1) แห่งประมวลรัษฎากร,คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 | ปุจฉา | ขอสอบถามเกี่ยวกับการขายสินค้ากับห้างสรรพสินค้า ค่ะ รายละเอียด : บริษัท ก เช่าพื้นที่ขายสินค้ากับห้างสรรพสินค้า M1 และ M2 บริษัท ก ไม่ได้จดทะเบียนแจ้งเป็นสาขา และไม่ได้ทำสัญญาเป็นตัวแทนขายสินค้าต่อกันแต่อย่างใด - เมื่อบริษัท ก นำสินค้าเข้าไปในห้างสรรพสินค้า M บริษัท กไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้ห้าง M ทันที บริษัท M แค่ทำสต๊อกสินค้าไว้ - เมื่อลูกค้าเข้าห้าง M ซื้อสินค้าจากเค้าท์เตอร์ของบริษัท ก จะจ่ายเงินที่แคชเชียร์ของห้าง M ห้าง M ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อในนามห้าง M ให้กับลูกค้า รายการเป็นเครื่องสำอางค์ แบรนด์ M จำนวน... ชิ้น ไม่ได้มีรายละเอียดสินค้าแต่อย่างใด เมื่อสิ้นวันห้าง M จะ print รายการขายสินค้าแบรนด์ของบริษัท ก มาให้ โดยมีข้อมูลจำนวนชิ้น จำนวนรายการ จำนวนเงิน และ พนักงานขายของบริษัท ก จะส่งรายละเอียดสินค้าที่ขายได้ กับจำนวนเงิน และรายการที่ห้าง M ส่งมาให้เพื่อให้ พนักงานบัญชีออกใบกำกับภาษีให้กับห้าง M - โดยใบกำกับภาษีที่บริษัทฯ ออกให้ห้าง M จะระบุรายละเอียดสินค้าที่ขายจำนวนเงินรวม VAT และหักส่วนแบ่งรายได้รวม VAT จำนวน 35% ของยอดที่ขายได้ตามบิล โดยหัก ไปในบิลซื้อทันที เป็นส่วนลดการค้าทันที และบริษัท ก นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม จากยอดขายหลังหักส่วนลด และค่อยถอดภาษี VAT นำส่ง - อีกทั้งบริษัท ก มีการให้บริการนวดหน้าโดยใช้สินค้าของบริษัท ก และห้าง M มีการคิดค่าใช้หัองนวดอยู่แล้วเดือนละ 2000 บาท. หากลูกค้าซื้อสินค้าเซทนวด (เวลาจะมานวดหน้า ลูกค้าต้องโทรมานัดกับพนักงานและนำสินค้าเซท มาเองด้วยโดยใช้ห้องนวดหน้าของห้าง m) ห้าง M จะมีรหัสการจ่ายเงินให้กับบริษัท ก ในการให้ลูกค้าไปจ่ายเงิน ที่เค้าท์เตอร์ของห้าง M และเมื่อ บริษัท ก ออกใบกำกับภาษี จะมีรหัสการจ่ายเงินในใบกำกับภาษี เมื่อห้าง M จ่ายเงินให้กับบริษัท ก ซึ่งอาจเคลียร์เงินข้ามเดือน ห้างm จะหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับจำนวนเงินตามรหัสนี้. - บริษัทฯ มีการแถมสินค้าให้ลูกค้า จึงมีการออกใบกำกับภาษีเป็นค่าส่งเสริมการขาย และมีการคิดค่าสินค้าในราคาต่ำกว่าทุน นำส่ง VAT - เมื่อบริษัท ก ออกงานข้างนอกห้าง M จะออกบิลเงินสดให้กับลูกค้า และเมื่อสิ้นวันจะออกใบกำกับภาษีรวมกันใน 1 ฉบับ คำถาม : 1. บริษัท ก จำเป็นต้องจด สาขา ที่ ห้าง M ด้วยไหม 2. บริษัท ก เอาสินค้าเข้าห้าง M แล้วไม่ออกใบกำกับภาษีให้ห้าง M ทันที ปฎิบัติถูกต้องไหม 3. การที่ลูกค้าซื้อสินค้าและจ่ายเงินผ่านเค้าท์เตอร์ห้าง M ได้รับใบกำกับภาษีอย่างย่อของห้าง M และบริษัท ก มาออกใบกำกับภาษีสิ้นวันให้กับห้าง M ทำถูกต้องไหมทั้งห้าง M และบริษัท ก 4. บริษัท ก ออกใบกำกับภาษี โดยหักส่วนลดการค้าทันทีให้กับห้าง M และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดขายหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่ม ถูกต้องหรือไม่ (บริษัท ก จึงไม่ได้ หัก ณ ที่จ่ายจากยอดที่เป็นส่วนแบ่งรายได้ให้กับห้าง M และห้าง M ก็ไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้กับบริษัท ก เนื่องจากถือเป็นส่วนลดการค้า) 5. การขายสินค้าเป็นเซท เพื่อบริการนวดหน้าของลูกค้าโดยมีรหัสการจ่ายเงินของห้าง M เป็นบริการ และ ห้างmได้หักภาษี ณ ที่จ่ายกับบริษัท เมื่อมีการ เคลียร์ เงินให้กับบริษัท ก ทำถูกต้องไหมคะ บริษัท ก ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ 6. สินค้าที่บริษัท แถมให้ลูกค้า แต่นำส่ง VAT ราคาต่ำกว่าทุน บริษัท สามารถทำได้ไหมคะ. และสามารถมีวิธีไหน ที่สามารถ แถมสินค้าให้ลูกค้าโดยไม่ต้องนำส่ง VAT ได้บ้างคะ เพราะห้าง M ไม่รับรู้ในส่วนของแถม ดังกล่าว 7. เมื่อบริษัท ก ออกงานข้างนอกห้าง M จะออกบิลเงินสดให้กับลูกค้า และเมื่อสิ้นวันจะออกใบกำกับภาษีรวม บริษัท ปฏิบัติถูกแล้วไหมคะ | วิสัชนา | 1. กรณีบริษัท ก “เช่าพื้นที่” เพื่อประกอบกิจการขายสินค้ากับห้างสรรพสินค้า M1 และ M2 โดยไม่ได้ทำสัญญาเป็นตัวแทนขายสินค้าต่อกันแต่อย่างใด เช่นนี้ ถือว่า บริษัท ก เปิดสถานประกอบการสาขาในห้างสรรพสินค้า M1 และ M2 แล้ว บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องจดแจ้งเพิ่มสถานประกอบการสาขา เพราะเหตุที่ถือเป็นสถานประกอบการสาขา ....ดังนั้น บริษัท ก จำเป็นต้องจดแจ้งเพิ่มสถานประกอบการสาขา ที่ห้าง M ตามมาตรา 85/7 แห่งประมวลรัษฎากร ด้วย เพราะเข้าลักษณะเป็น “สถานประกอบการ” ตามมาตรา 77/1 (20) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัท ก ใช้สถานที่เช่าดังกล่าว ในการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการแก่ห้างฯ M 2. เมื่อบริษัท ก นำสินค้าเข้าไปในห้างสรรพสินค้า M บริษัท ก จึงไม่มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้ห้างฯ M ทันที เพียงแต่บริษัท ก จัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (สต๊อกสินค้า) ไว้ จึงเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว เพราะเป็นการนำสินค้าเข้าไปในสถานประกอบการสาขา เพื่อขายสินค้าให้แก่ห้างฯ M 3. การที่ลูกค้าซื้อสินค้าและจ่ายเงินผ่านเค้าท์เตอร์ห้างฯ M ได้รับใบกำกับภาษีอย่างย่อของห้าง M และบริษัท ก มาออกใบกำกับภาษีสิ้นวันให้กับห้าง M ทำถูกต้องทั้งห้างฯ M และบริษัท ก เพราะเป็นกรณีที่บริษัทฯ มีข้อตกลงกับห้างสรรพสินค้า M ว่าเมื่อลูกค้าเข้าห้าง M ซื้อสินค้าจากเค้าท์เตอร์ของบริษัท ก จะจ่ายเงินที่แคชเชียร์ของห้างฯ M โดยห้างฯ M จะเป็นผู้ขายสินค้าให้แก่ลูกค้า และออกใบกำกับภาษีอย่างย่อในนามห้างฯ M ให้กับลูกค้า รายการเป็นเครื่องสำอางค์ แบรนด์ M จำนวน... ชิ้น ไม่ได้มีรายละเอียดสินค้าแต่อย่างใด เมื่อสิ้นวันห้าง M จะ print รายการขายสินค้าแบรนด์ของบริษัท ก มาให้ โดยมีข้อมูลจำนวนชิ้น จำนวนรายการ จำนวนเงิน และ พนักงานขายของบริษัท ก จะส่งรายละเอียดสินค้าที่ขายได้ กับจำนวนเงิน และรายการที่ห้าง M ส่งมาให้เพื่อให้ พนักงานบัญชีออกใบกำกับภาษีให้กับห้างฯ M เป็นกรณีที่อนุโลมให้ทำได้ ตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 ดังนี้ ....“ข้อ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 และหรือมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นแบบเต็มรูปจะต้องจัดทำใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้า หรือให้บริการพร้อมกับการชำระราคาค่าบริการ โดยเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการชนิดและประเภทเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการรายหนึ่งรายใดเป็นจำนวนหลายครั้งในหนึ่งวันทำการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวสามารถจัดทำใบกำกับภาษีรวมเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวันทำการสำหรับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการรายนั้นก็ได้” ....โดยใบกำกับภาษีที่บริษัท ก ออกให้แก่ห้างฯ M จะระบุรายละเอียดสินค้าที่ขายจำนวนเงินรวม VAT และหักส่วนแบ่งรายได้รวม VAT จำนวน 35% ของยอดที่ขายได้ตามบิล โดยหักไปในบิลซื้อทันที เป็นส่วนลดการค้าทันที และบริษัท ก นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม จากยอดขายหลังหักส่วนลด และค่อยถอดภาษี VAT นำส่ง 4. บริษัท ก ออกใบกำกับภาษี โดยหักส่วนลดการค้าทันทีให้กับห้างฯ M และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดขายหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่ม ถูกต้องแล้ว เพราะถือเป็นส่วนลดการค้าตามมาตรา 79 (1) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัท ก จึงไม่ได้ หัก ณ ที่จ่ายจากยอดที่เป็นส่วนแบ่งรายได้ให้กับห้าง M และห้าง M ก็ไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้กับบริษัท ก 5. นอกจากนี้ บริษัท ก มีการให้บริการนวดหน้าโดยใช้สินค้าของบริษัท ก และห้างฯ M มีการคิดค่าใช้หัองนวดอยู่แล้วเดือนละ 2,000 บาท หากลูกค้าซื้อสินค้าเซทนวด (เมื่อลูกค้าต้องการนวดหน้า ลูกค้าต้องโทรมานัดกับพนักงานและนำสินค้าเซท มาเองด้วย โดยใช้ห้องนวดหน้าของห้างฯ M) ห้างฯ M จะมีรหัสการจ่ายเงินให้กับบริษัท ก ในการให้ลูกค้าไปจ่ายเงิน ที่เค้าท์เตอร์ของห้างฯ M และเมื่อ บริษัท ก ออกใบกำกับภาษี จะมีรหัสการจ่ายเงินในใบกำกับภาษี เมื่อห้าง M จ่ายเงินให้กับบริษัท ก ซึ่งอาจเคลียร์เงินข้ามเดือน ห้างฯ M จะหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับจำนวนเงินตามรหัสนี้ ตามข้อเท็จจริงในกรณีนี้ เป็นกรณีที่บริษัท ก ได้ตกลงให้บริการนวดลูกค้าของห้างฯ M ....ดังนั้น การขายสินค้าเป็นเซท เพื่อบริการนวดหน้าของลูกค้าโดยมีรหัสการจ่ายเงินของห้าง M เป็นบริการ และห้าง M ได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายกับบริษัท ก เมื่อมีการเคลียร์เงินให้กับบริษัท ก เป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว เพราะถือเป็นการที่บริษัท ก ได้ให้บริการแก่ลูกค้าของห้างฯ M บริษัท ก จึงต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 6. กรณีที่บริษัท ก. มีการแถมสินค้าให้ลูกค้า ต้องเป็นการแถมให้แก่ห้างฯ M การออกใบกำกับภาษีเป็นค่าส่งเสริมการขาย หากมีการแถมพร้อมกับการขายสินค้าหรือการให้บริการ บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องนำมูลค่าของของแถมไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเป็นกรณี “ไม่นับรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี” ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) การคิดค่าสินค้าในราคาต่ำกว่าทุน นำส่ง VAT จึงเป็นกรณีที่ไม่ถูกต้อง และควรเจรจาให้ห้างฯ M ยอมรับเงื่อนไขข้อนี้ด้วย เนื่องจากบริษัท ก ถือว่าลูกค้าคือตัวแทนของห้างฯ ....แต่เนื่องจากห้างฯ M ไม่รับรู้ในส่วนของแถมสินค้าที่บริษัท ก แถมให้ลูกค้า ถือเป็นกรณีที่บริษัท ก ได้ขายสินค้าโดยไม่คิดมูลค่าให้แก่ลูกค้า จึงต้องนำมูลค่าสินค้าตามราคาตลาดไปรวมคำนวณเพื่องเสีย VAT จะใช้ราคาต่ำกว่าทุนไม่ได้ เว้นแต่ กรณีที่บริษัทฯ จัดรายการส่งเสริมการขายโดยการแจกสินค้าตัวอย่างให้แก่ลูกค้า ก็ไม่ต้องนำมูลค่าสินค้าตัวอย่างที่แจกเนื่องจากการส่งเสริมการขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (7) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) 7. ในกรณีที่บริษัท ก ออกงานข้างนอกห้างฯ M จะออกบิลเงินสดให้กับลูกค้า และเมื่อสิ้นวันจะออกใบกำกับภาษีรวมกันใน 1 ฉบับ เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะบริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าในทันที่ทุกครั้งที่ส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า โดยมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32)
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
|