Case study

การรับรู้รายได้จากการขายผ่านฟู้ดแอพพลิเคชั่น


เรื่อง การรับรู้รายได้จากการขายผ่านฟู้ดแอพพลิเคชั่น
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 22/11/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทมีร้านขนมปังโดยมีรายได้จากการขายผ่าน 2 ช่องทาง 

1 บริษัทมีร้านตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า โดยสินค้าขายผ่านบาร์โค้ดและเครื่องแคชเชียร์ของห้างฯ เมื่อสิ้นเดือนห้างฯ จะสรุปยอดขายหัก GP และให้บริษัทออกใบกำกับภาษีให้กับห้างฯ (ห้างฯ รับรู้ยอดขาย และต้นทุนมาจากใบกำกับภาษีที่ขายสินค้าให้กับห้างฯ) 

2. บริษัททำสัญญาขายขนมปังผ่านแอพพลิเคชั่นกับแกรบและไลน์แมน ซึ่งร้านขนมปังตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า โดยก่อนหน้านี้ห้างสรรพสินค้าไม่ได้เรียกเก็บค่า GP จากยอดขายส่วนนี้ (เงินจากการขาย บริษัทจะได้รับโอนโดยตรงจากแกรบและไลน์แมน) ต่อมาห้างฯ ต้องการรับรู้ยอดขายและหักค่า GP จากการขายผ่านช่องทางนี้ด้วย โดยจะให้บริษัทคีย์ยอดขายที่ผ่านแกรบและไลน์แมนเข้าระบบของห้างฯ 


คำถาม: 

1. ห้างฯ สามารถรับรู้ยอดขายผ่านแกรบและไลน์แมนได้หรือไม่ ห้างฯ ไม่มีสัญญากับแกรบและไลน์แมน บริษัทฯเป็นคู่สัญญากับแกรบและไลน์แมน 

2. หากห้างฯ สามารถรับรู้ยอดขายผ่านแกรบและไลน์แมนได้ จำเป็นต้องทำสัญญาเพิ่มเติมกับบริษัท แยกจากสัญญาปกติหรือไม่

คำตอบ

ลักษณะสัญญาและการรับรู้รายได้

ร้านขนมปังในกรณีนี้ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า โดยมีข้อตกลงเดิมคือร้านค้า ให้ห้างฯ ใช้พื้นที่ขาย และจัดจำหน่ายสินค้าผ่านระบบแคชเชียร์ของห้างฯ เมื่อสิ้นเดือนห้างฯ จะสรุปยอดขายหักค่าบริการ (GP) แล้วให้บริษัท (ร้านค้า) ออกใบกำกับภาษีขายสินค้าตามยอดนั้นอีกครั้ง กล่าวคือ ห้างฯ เป็นผู้ขายสินค้าให้ลูกค้า โดยถือครองสินค้าในสต็อกของตนเอง (ทำให้ห้างฯ รับรู้ยอดขายและต้นทุนจากใบกำกับภาษีของร้านค้า) และร้านค้าเป็นผู้จำหน่ายสินค้ากับห้างฯ ในลักษณะใกล้เคียงกับการขายส่ง

การขายผ่าน Grab/LINE MAN กับการรับรู้รายได้

สำหรับช่องทางขายผ่านแอปพลิเคชัน GrabFood หรือ LINE MAN นั้น ร้านค้ามีสัญญาโดยตรงกับแพลตฟอร์มดังกล่าวและ แกร็บ/ไลน์แมนเป็นฝ่ายเรียกเก็บเงินค่าขนมปังจากลูกค้า โดยฝ่ายร้านค้าเพียงได้รับเงินโอนหลังหักค่า GP เท่านั้น (ตามเงื่อนไขร้านค้า GrabFood: “แกร็บเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการเรียกเก็บราคาสินค้าจากลูกค้า”) หมายความว่า ลูกค้าซื้อจากร้านค้าผ่านแพลตฟอร์มโดยตรง ไม่ใช่การผ่านห้างฯ ส่งผลให้ ห้างฯ ไม่ได้มีสัญญากับ Grab หรือ LINE MAN ในการจำหน่ายสินค้านี้โดยตรง

ตามหลักการรับรู้รายได้ (มาตรฐาน TFRS 15) รายได้จะรับรู้ก็ต่อเมื่อกิจการส่งมอบสินค้า/บริการตามสัญญาที่ทำกับลูกค้า ซึ่งต้องเป็น “ข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา” ที่สร้างสิทธิและหน้าที่ให้บังคับได้ ในกรณีนี้ ห้างฯ ไม่มีสัญญากับ Grab/Lineman และไม่ได้เป็นฝ่ายส่งมอบสินค้าต่อให้ลูกค้า จึง ไม่มีสิทธิพื้นฐานทางสัญญาที่จะรับรู้รายได้จากการขายผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ ได้โดยตรง นอกจากนี้ กรณีก่อนหน้าที่ห้างฯ ไม่ได้เรียกเก็บ GP จากยอดขายผ่าน Grab/LINE MAN ก็สะท้อนว่าปัจจุบันยังไม่มีข้อตกลงการแบ่งรายได้ดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเงินจากลูกค้าถูกจ่ายให้ร้านค้าโดยตรงผ่านแพลตฟอร์ม และร้านค้าได้ออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้าที่ซื้อผ่าน Grab/LINE MAN  โดยตรง (ไม่ใช่ห้างฯ)

ดังนั้น ห้างฯ ไม่สามารถรับรู้ยอดขายผ่าน Grab และ LINE MAN ได้ เพราะไม่อยู่ในสถานะผู้ขายสินค้ากับลูกค้าปลายทางในช่องทางนั้น (ห้างฯ เป็นเพียงผู้ให้เช่าพื้นที่/ผู้ให้บริการระบบ) ห้างเป็นเพียง“การให้บุคคลอื่นใช้พื้นที่…ภายในห้างฯ…โดยบริษัทฯไม่ได้ส่งมอบการครอบครอง… เข้าลักษณะเป็นการให้บริการ” ซึ่งเน้นย้ำว่าห้างฯ เป็นผู้ให้เช่าพื้นที่ ไม่ใช่ผู้ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ

ความจำเป็นของการทำสัญญาเพิ่มเติม

หากห้างฯ ต้องการ “รับรู้” รายได้จากยอดขายผ่าน Grab/LINE MAN เช่น เพื่อหัก GP หรือรวมยอดขายในระบบของห้างฯแน่นอนว่าต้องมีการตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรใหม่หรือปรับแก้สัญญาเดิมกับร้านค้า เพราะข้อตกลงปัจจุบันไม่ได้ครอบคลุมการขายผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตกลงเพิ่มเงื่อนไขหรือทำสัญญาเพิ่มเติมระหว่างห้างฯ กับบริษัท (ร้านค้า) เพื่อกำหนดการแบ่งรายได้และค่าบริการให้ชัดเจน 

ตัวอย่างเช่น สัญญาอาจระบุว่าร้านค้าจะส่งมอบยอดขายผ่าน Grab/LINE MAN ที่เกิดขึ้นให้แก่ห้างฯ (โดยออกใบกำกับภาษีเป็นรายได้ของห้างฯ) แล้วหักค่าบริการพื้นที่ตามตกลง วิธีนี้จึงจะเป็นการยอมรับร่วมกันระหว่างคู่สัญญาว่ายอดขายดังกล่าวจะนับเป็นรายได้ของห้างฯ

สรุปคือ ถ้าต้องการจะรวมยอดขายดังกล่าวในระบบของห้างฯ จำเป็นต้องตกลงทำสัญญาหรือข้อตกลงเพิ่มเติมกับร้านค้า เพื่อกำหนดขอบเขตการรับรู้รายได้และ GP ให้ชัดเจนต่อกัน และบริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษีขายให้กับห้างฯ ทำเช่นเดียวกับกรณีขายผ่านห้างฯ

อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

การขายสินค้ากับห้างสรรพสินค้า

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 11/02/2018 - วันที่ตอบ 13/02/2018

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 86/4,มาตรา 86/5,มาตรา 86/6,มาตรา 77/1 (20),มาตรา 79 (1) แห่งประมวลรัษฎากร,คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542

ปุจฉา

ขอสอบถามเกี่ยวกับการขายสินค้ากับห้างสรรพสินค้า ค่ะ
 รายละเอียด :

 บริษัท ก เช่าพื้นที่ขายสินค้ากับห้างสรรพสินค้า M1 และ M2 บริษัท ก ไม่ได้จดทะเบียนแจ้งเป็นสาขา และไม่ได้ทำสัญญาเป็นตัวแทนขายสินค้าต่อกันแต่อย่างใด
 - เมื่อบริษัท ก นำสินค้าเข้าไปในห้างสรรพสินค้า M บริษัท กไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้ห้าง M ทันที บริษัท M แค่ทำสต๊อกสินค้าไว้
 - เมื่อลูกค้าเข้าห้าง M ซื้อสินค้าจากเค้าท์เตอร์ของบริษัท ก จะจ่ายเงินที่แคชเชียร์ของห้าง M ห้าง M ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อในนามห้าง M ให้กับลูกค้า รายการเป็นเครื่องสำอางค์ แบรนด์ M จำนวน... ชิ้น ไม่ได้มีรายละเอียดสินค้าแต่อย่างใด เมื่อสิ้นวันห้าง M จะ print รายการขายสินค้าแบรนด์ของบริษัท ก มาให้ โดยมีข้อมูลจำนวนชิ้น จำนวนรายการ จำนวนเงิน และ พนักงานขายของบริษัท ก จะส่งรายละเอียดสินค้าที่ขายได้ กับจำนวนเงิน และรายการที่ห้าง M ส่งมาให้เพื่อให้ พนักงานบัญชีออกใบกำกับภาษีให้กับห้าง M
 - โดยใบกำกับภาษีที่บริษัทฯ ออกให้ห้าง M จะระบุรายละเอียดสินค้าที่ขายจำนวนเงินรวม VAT และหักส่วนแบ่งรายได้รวม VAT จำนวน 35% ของยอดที่ขายได้ตามบิล โดยหัก ไปในบิลซื้อทันที เป็นส่วนลดการค้าทันที และบริษัท ก นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม จากยอดขายหลังหักส่วนลด และค่อยถอดภาษี VAT นำส่ง
 - อีกทั้งบริษัท ก มีการให้บริการนวดหน้าโดยใช้สินค้าของบริษัท ก และห้าง M มีการคิดค่าใช้หัองนวดอยู่แล้วเดือนละ 2000 บาท. หากลูกค้าซื้อสินค้าเซทนวด (เวลาจะมานวดหน้า ลูกค้าต้องโทรมานัดกับพนักงานและนำสินค้าเซท มาเองด้วยโดยใช้ห้องนวดหน้าของห้าง m) ห้าง M จะมีรหัสการจ่ายเงินให้กับบริษัท ก ในการให้ลูกค้าไปจ่ายเงิน ที่เค้าท์เตอร์ของห้าง M และเมื่อ บริษัท ก ออกใบกำกับภาษี จะมีรหัสการจ่ายเงินในใบกำกับภาษี เมื่อห้าง M จ่ายเงินให้กับบริษัท ก ซึ่งอาจเคลียร์เงินข้ามเดือน ห้างm จะหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับจำนวนเงินตามรหัสนี้.
 - บริษัทฯ มีการแถมสินค้าให้ลูกค้า จึงมีการออกใบกำกับภาษีเป็นค่าส่งเสริมการขาย และมีการคิดค่าสินค้าในราคาต่ำกว่าทุน นำส่ง VAT
 - เมื่อบริษัท ก ออกงานข้างนอกห้าง M จะออกบิลเงินสดให้กับลูกค้า และเมื่อสิ้นวันจะออกใบกำกับภาษีรวมกันใน 1 ฉบับ

 
คำถาม :
 1. บริษัท ก จำเป็นต้องจด สาขา ที่ ห้าง M ด้วยไหม
 2. บริษัท ก เอาสินค้าเข้าห้าง M แล้วไม่ออกใบกำกับภาษีให้ห้าง M ทันที ปฎิบัติถูกต้องไหม
 3. การที่ลูกค้าซื้อสินค้าและจ่ายเงินผ่านเค้าท์เตอร์ห้าง M ได้รับใบกำกับภาษีอย่างย่อของห้าง M และบริษัท ก มาออกใบกำกับภาษีสิ้นวันให้กับห้าง M ทำถูกต้องไหมทั้งห้าง M และบริษัท ก
 4. บริษัท ก ออกใบกำกับภาษี โดยหักส่วนลดการค้าทันทีให้กับห้าง M และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดขายหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่ม ถูกต้องหรือไม่ (บริษัท ก จึงไม่ได้ หัก ณ ที่จ่ายจากยอดที่เป็นส่วนแบ่งรายได้ให้กับห้าง M และห้าง M ก็ไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้กับบริษัท ก เนื่องจากถือเป็นส่วนลดการค้า)
 5. การขายสินค้าเป็นเซท เพื่อบริการนวดหน้าของลูกค้าโดยมีรหัสการจ่ายเงินของห้าง M เป็นบริการ และ ห้างmได้หักภาษี ณ ที่จ่ายกับบริษัท เมื่อมีการ เคลียร์ เงินให้กับบริษัท ก
 ทำถูกต้องไหมคะ บริษัท ก ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
 6. สินค้าที่บริษัท แถมให้ลูกค้า แต่นำส่ง VAT ราคาต่ำกว่าทุน บริษัท สามารถทำได้ไหมคะ. และสามารถมีวิธีไหน ที่สามารถ แถมสินค้าให้ลูกค้าโดยไม่ต้องนำส่ง VAT ได้บ้างคะ เพราะห้าง M ไม่รับรู้ในส่วนของแถม ดังกล่าว
      7. เมื่อบริษัท ก ออกงานข้างนอกห้าง M จะออกบิลเงินสดให้กับลูกค้า และเมื่อสิ้นวันจะออกใบกำกับภาษีรวม บริษัท ปฏิบัติถูกแล้วไหมคะ

วิสัชนา

     1. กรณีบริษัท ก “เช่าพื้นที่” เพื่อประกอบกิจการขายสินค้ากับห้างสรรพสินค้า M1 และ M2 โดยไม่ได้ทำสัญญาเป็นตัวแทนขายสินค้าต่อกันแต่อย่างใด เช่นนี้ ถือว่า บริษัท ก เปิดสถานประกอบการสาขาในห้างสรรพสินค้า M1 และ M2 แล้ว บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องจดแจ้งเพิ่มสถานประกอบการสาขา เพราะเหตุที่ถือเป็นสถานประกอบการสาขา
 ....ดังนั้น บริษัท ก จำเป็นต้องจดแจ้งเพิ่มสถานประกอบการสาขา ที่ห้าง M ตามมาตรา 85/7 แห่งประมวลรัษฎากร ด้วย เพราะเข้าลักษณะเป็น “สถานประกอบการ” ตามมาตรา 77/1 (20) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัท ก ใช้สถานที่เช่าดังกล่าว ในการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการแก่ห้างฯ M

      2. เมื่อบริษัท ก นำสินค้าเข้าไปในห้างสรรพสินค้า M บริษัท ก จึงไม่มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้ห้างฯ M ทันที เพียงแต่บริษัท ก จัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (สต๊อกสินค้า) ไว้ จึงเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว เพราะเป็นการนำสินค้าเข้าไปในสถานประกอบการสาขา เพื่อขายสินค้าให้แก่ห้างฯ M

 

 3. การที่ลูกค้าซื้อสินค้าและจ่ายเงินผ่านเค้าท์เตอร์ห้างฯ M ได้รับใบกำกับภาษีอย่างย่อของห้าง M และบริษัท ก มาออกใบกำกับภาษีสิ้นวันให้กับห้าง M ทำถูกต้องทั้งห้างฯ M และบริษัท ก เพราะเป็นกรณีที่บริษัทฯ มีข้อตกลงกับห้างสรรพสินค้า M ว่าเมื่อลูกค้าเข้าห้าง M ซื้อสินค้าจากเค้าท์เตอร์ของบริษัท ก จะจ่ายเงินที่แคชเชียร์ของห้างฯ M โดยห้างฯ M จะเป็นผู้ขายสินค้าให้แก่ลูกค้า และออกใบกำกับภาษีอย่างย่อในนามห้างฯ M ให้กับลูกค้า รายการเป็นเครื่องสำอางค์ แบรนด์ M จำนวน... ชิ้น ไม่ได้มีรายละเอียดสินค้าแต่อย่างใด เมื่อสิ้นวันห้าง M จะ print รายการขายสินค้าแบรนด์ของบริษัท ก มาให้ โดยมีข้อมูลจำนวนชิ้น จำนวนรายการ จำนวนเงิน และ พนักงานขายของบริษัท ก จะส่งรายละเอียดสินค้าที่ขายได้ กับจำนวนเงิน และรายการที่ห้าง M ส่งมาให้เพื่อให้ พนักงานบัญชีออกใบกำกับภาษีให้กับห้างฯ M
 เป็นกรณีที่อนุโลมให้ทำได้ ตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 ดังนี้
 ....“ข้อ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 และหรือมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นแบบเต็มรูปจะต้องจัดทำใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้า หรือให้บริการพร้อมกับการชำระราคาค่าบริการ โดยเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการชนิดและประเภทเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการรายหนึ่งรายใดเป็นจำนวนหลายครั้งในหนึ่งวันทำการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวสามารถจัดทำใบกำกับภาษีรวมเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวันทำการสำหรับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการรายนั้นก็ได้”
 ....โดยใบกำกับภาษีที่บริษัท ก ออกให้แก่ห้างฯ M จะระบุรายละเอียดสินค้าที่ขายจำนวนเงินรวม VAT และหักส่วนแบ่งรายได้รวม VAT จำนวน 35% ของยอดที่ขายได้ตามบิล โดยหักไปในบิลซื้อทันที เป็นส่วนลดการค้าทันที และบริษัท ก นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม จากยอดขายหลังหักส่วนลด และค่อยถอดภาษี VAT นำส่ง

 4. บริษัท ก ออกใบกำกับภาษี โดยหักส่วนลดการค้าทันทีให้กับห้างฯ M และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดขายหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่ม ถูกต้องแล้ว เพราะถือเป็นส่วนลดการค้าตามมาตรา 79 (1) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัท ก จึงไม่ได้ หัก ณ ที่จ่ายจากยอดที่เป็นส่วนแบ่งรายได้ให้กับห้าง M และห้าง M ก็ไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้กับบริษัท ก

 5. นอกจากนี้ บริษัท ก มีการให้บริการนวดหน้าโดยใช้สินค้าของบริษัท ก และห้างฯ M มีการคิดค่าใช้หัองนวดอยู่แล้วเดือนละ 2,000 บาท หากลูกค้าซื้อสินค้าเซทนวด (เมื่อลูกค้าต้องการนวดหน้า ลูกค้าต้องโทรมานัดกับพนักงานและนำสินค้าเซท มาเองด้วย โดยใช้ห้องนวดหน้าของห้างฯ M) ห้างฯ M จะมีรหัสการจ่ายเงินให้กับบริษัท ก ในการให้ลูกค้าไปจ่ายเงิน ที่เค้าท์เตอร์ของห้างฯ M และเมื่อ บริษัท ก ออกใบกำกับภาษี จะมีรหัสการจ่ายเงินในใบกำกับภาษี เมื่อห้าง M จ่ายเงินให้กับบริษัท ก ซึ่งอาจเคลียร์เงินข้ามเดือน ห้างฯ M จะหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับจำนวนเงินตามรหัสนี้ ตามข้อเท็จจริงในกรณีนี้ เป็นกรณีที่บริษัท ก ได้ตกลงให้บริการนวดลูกค้าของห้างฯ M
 ....ดังนั้น การขายสินค้าเป็นเซท เพื่อบริการนวดหน้าของลูกค้าโดยมีรหัสการจ่ายเงินของห้าง M เป็นบริการ และห้าง M ได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายกับบริษัท ก เมื่อมีการเคลียร์เงินให้กับบริษัท ก เป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว เพราะถือเป็นการที่บริษัท ก ได้ให้บริการแก่ลูกค้าของห้างฯ M บริษัท ก จึงต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

 6. กรณีที่บริษัท ก. มีการแถมสินค้าให้ลูกค้า ต้องเป็นการแถมให้แก่ห้างฯ M การออกใบกำกับภาษีเป็นค่าส่งเสริมการขาย หากมีการแถมพร้อมกับการขายสินค้าหรือการให้บริการ บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องนำมูลค่าของของแถมไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเป็นกรณี “ไม่นับรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี” ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) การคิดค่าสินค้าในราคาต่ำกว่าทุน นำส่ง VAT จึงเป็นกรณีที่ไม่ถูกต้อง และควรเจรจาให้ห้างฯ M ยอมรับเงื่อนไขข้อนี้ด้วย เนื่องจากบริษัท ก ถือว่าลูกค้าคือตัวแทนของห้างฯ
      ....แต่เนื่องจากห้างฯ M ไม่รับรู้ในส่วนของแถมสินค้าที่บริษัท ก แถมให้ลูกค้า ถือเป็นกรณีที่บริษัท ก ได้ขายสินค้าโดยไม่คิดมูลค่าให้แก่ลูกค้า จึงต้องนำมูลค่าสินค้าตามราคาตลาดไปรวมคำนวณเพื่องเสีย VAT จะใช้ราคาต่ำกว่าทุนไม่ได้ เว้นแต่ กรณีที่บริษัทฯ จัดรายการส่งเสริมการขายโดยการแจกสินค้าตัวอย่างให้แก่ลูกค้า ก็ไม่ต้องนำมูลค่าสินค้าตัวอย่างที่แจกเนื่องจากการส่งเสริมการขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (7) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40)

 

      7. 
ในกรณีที่บริษัท ก ออกงานข้างนอกห้างฯ M จะออกบิลเงินสดให้กับลูกค้า และเมื่อสิ้นวันจะออกใบกำกับภาษีรวมกันใน 1 ฉบับ เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะบริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าในทันที่ทุกครั้งที่ส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า โดยมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
 
(ฉบับที่ 32)


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ