ประกาศฯ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ DG.N.-I.T

ประกาศอธิบดีกรมสรรพกรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 400


เรื่อง (ไทย) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน
เรื่อง (อังกฤษ)
ภาษาไทย (TH)

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 400)
เรื่อง  กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้และรายจ่าย
ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน

_________________

            อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563) อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ดังต่อไปนี้

            ข้อ  1  ในประกาศนี้

                 “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน” หมายความว่า บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

                 “ธุรกรรมที่ถูกควบคุม” หมายความว่า ธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน

                 “ธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุม” หมายความว่า ธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่คู่สัญญาของธุรกรรมนั้นไม่ใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน

                 “ผลตอบแทนสำหรับธุรกรรม” หมายความรวมถึง ตัวชี้วัดทางการเงินซึ่งสัมพันธ์กับวิธีการกำหนดราคาที่เลือกใช้ ดังต่อไปนี้ หรือตัวชี้วัดทางการเงินอื่นที่เหมาะสมซึ่งสัมพันธ์กับวิธีการกำหนดราคาอื่น แล้วแต่กรณี

                      (1) ราคา สำหรับวิธีการเปรียบเทียบราคาที่มิได้ถูกควบคุม

                      (2) อัตรากำไรจากการขายต่อ สำหรับวิธีราคาขายต่อ

                      (3) อัตรากำไรส่วนเพิ่มจากต้นทุน สำหรับวิธีราคาทุนบวกกำไรส่วนเพิ่ม

                      (4) อัตรากำไรสุทธิ สำหรับวิธีอัตรากำไรสุทธิที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม

                      (5) ส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงาน สำหรับวิธีแบ่งสรรกำไรของธุรกรรม

            ข้อ  2  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันมีข้อกำหนดทางด้านการพาณิชย์ หรือการเงินระหว่างกัน โดยมีการกำหนดผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นแตกต่างไปจากที่ควรจะกำหนดหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดำเนินการโดยอิสระ ในลักษณะที่เชื่อได้ว่ามีการถ่ายโอนกำไร อันทำให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายหนึ่งรายใดไม่ได้รับหรือได้รับกำไรหรือเงินได้พึงประเมินที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีน้อยกว่าที่พึงจะได้รับหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดำเนินการโดยอิสระ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวเพื่อให้ได้จำนวนรายได้ที่พึงได้รับและรายจ่ายที่พึงได้จ่ายหากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดำเนินการโดยอิสระ เสมือนว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้รับและได้จ่ายตามนั้นเพื่อใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร หรือเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียตามมาตรา 70 หรือมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

            จำนวนกำไรหรือเงินได้พึงประเมินของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามวรรคหนึ่งจะถือว่าเป็นจำนวนที่พึงได้รับหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดำเนินการโดยอิสระต่อเมื่อการกำหนดผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นไม่แตกต่างไปจากผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

            ในการพิจารณาปรับปรุงรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งและการพิจารณาเทียบเคียงผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมตามวรรคสองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนด ตามข้อ 3 ถึงข้อ 10

            ข้อ  3  ธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมจะเข้าลักษณะเป็นธุรกรรมที่อาจเทียบเคียงกันได้กับธุรกรรมที่ถูกควบคุมในกรณี ดังต่อไปนี้

                 (1) เมื่อธุรกรรมที่นำมาเทียบเคียงกันนั้นไม่มีความแตกต่างอันอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวชี้วัดทางการเงินที่ถูกตรวจสอบด้วยวิธีการกำหนดราคาตามข้อ 5 หรือ

                 (2) เมื่อธุรกรรมที่นำมาเทียบเคียงกันนั้นมีความแตกต่างอันอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวชี้วัดทางการเงินที่ถูกตรวจสอบด้วยวิธีการกำหนดราคาตามข้อ 5 แต่ได้มีการปรับปรุงความสามารถในการเทียบเคียงกันของธุรกรรมนั้นอย่างเหมาะสมเพื่อขจัดผลกระทบของความแตกต่าง ดังกล่าวแล้ว

            ข้อ  4  ในการพิจารณาความสามารถในการเทียบเคียงกันตามข้อ 3 ให้นำปัจจัยดังต่อไปนี้ มาพิจารณาเท่าที่มีความเกี่ยวพันในเชิงเศรษฐกิจกับข้อเท็จจริงและสถานการณ์

                 (1) ข้อตกลงตามสัญญาในการทำธุรกรรม

                 (2) หน้าที่งานที่คู่สัญญาแต่ละรายรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมนั้น โดยคำนึงถึงสินทรัพย์ที่ใช้และความเสี่ยงที่รับ

                 (3) ลักษณะของทรัพย์สินที่โอนหรือบริการที่ทำ

                 (4) สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะที่ทำธุรกรรม และ

                 (5) กลยทธุ์ทางธุรกิจซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ใช้ในการทำธุรกรรม

            ข้อ  5  ในการพิจารณาว่าผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมเป็นผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่พึงกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระให้พิจารณาเลือกใช้วิธีการกำหนดราคาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์ในแต่ละกรณีโดยคำนึงถึงปัจจัยที่กำหนดไว้ตามข้อ 6 ประกอบการเลือกใช้นั้น

            วิธีการกำหนดราคาตามวรรคหนึ่ง หมายถึง วิธีการกำหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้ว ดังต่อไปนี้

                 (1) วิธีการเปรียบเทียบราคาที่มิได้ถูกควบคุม (Comparable Uncontrolled Price Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างราคาที่เรียกเก็บจากการโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมกับราคาที่เรียกเก็บจากการโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการสำหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

                 (2) วิธีราคาขายต่อ (Resale Price Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากำไรจากการขายต่อซึ่งผู้ซื้อทรัพย์สินผ่านธุรกรรมที่ถูกควบคุมได้รับจากการนำทรัพย์สินนั้นไปขายต่อผ่านธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมกับอัตรากำไรจากการขายต่อซึ่งได้รับจากการซื้อมาและขายต่อทรัพย์สินผ่านธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

                 (3) วิธีราคาทุนบวกกำไรส่วนเพิ่ม (Cost Plus Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากำไรส่วนเพิ่มจากต้นทุนซึ่งรวมทั้งต้นทุนทางตรงและทางอ้อมในการโอนทรัพย์สิน และให้บริการสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุม กับอัตรากำไรส่วนเพิ่มจากต้นทุนซึ่งรวมทั้งต้นทุนทางตรง และทางอ้อมในการโอนทรัพย์สินและให้บริการสำหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

                 (4) วิธีอัตรากำไรสุทธิที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม (Transactional Net Margin Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากำไรสุทธิที่สัมพันธ์กับฐานที่เหมาะสม (เช่น ต้นทุน ยอดขาย หรือสินทรัพย์ เป็นต้น) ซึ่งเป็นผลจากการทำธุรกรรมที่ถูกควบคุม กับอัตรากำไรสุทธิที่สัมพันธ์กับฐานเดียวกันนั้น ซึ่งเป็นผลจากการทำธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุม

                 (5) วิธีแบ่งสรรกำไรของธุรกรรม (Transactional Profit Split Method) โดยการปันส่วนผลกำไร (หรือขาดทุน) ที่ได้รับจากธุรกรรมที่ถูกควบคุม ให้เป็นไปตามส่วนที่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแต่ละรายได้มีส่วนร่วมดำเนินการในธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นเพื่อให้แต่ละบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้รับส่วนแบ่งตามส่วนที่พึงคาดหมายว่าจะได้รับหากได้มีส่วนร่วม ดำเนินการในธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้เว้นแต่ในกรณีที่สามารถนำวิธีการกำหนดราคา วิธีการใดวิธีการหนึ่งตาม (1) ถึง (4) มาปรับใช้เพื่อหาจำนวนกำไรหรือเงินได้พึงประเมินบางส่วน ที่คู่สัญญาที่เป็นอิสระพึงได้รับสำหรับการปฏิบัติหน้าที่งานที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นได้ ให้นำวิธีแบ่งสรรกำไรของธุรกรรมมาปรับใช้เฉพาะกับส่วนของกำไรที่คงเหลืออยู่หลังจากหักจำนวนกำไร หรือเงินได้พึงประเมินที่ได้จากการปรับใช้วิธีการกำหนดราคาตาม (1) ถึง (4) แล้ว

            การเลือกใช้วิธีการกำหนดราคาอื่นนอกเหนือจากวิธีการกำหนดราคาที่ได้รับรองแล้วตามวรรคสอง จะสามารถกระทำได้เฉพาะในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าไม่สามารถปรับใช้วิธีการกำหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้ว กับธุรกรรมที่ถูกควบคุมได้อย่างสมเหตุสมผลและมีวิธีการกำหนดราคาอื่นที่อาจปรับใช้ได้กับกรณีได้อย่างเหมาะสมที่สุด โดยหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประสงค์จะเลือกใช้วิธีการกำหนดราคาอื่น ให้แจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเป็นหนังสือพร้อมคำอธิบายเบื้องต้นเกี่ยวกับวิธีการกำหนดราคานั้น ภายในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการปรับใช้วิธีการกำหนดราคาอื่นนั้นกับธุรกรรมที่ถูกควบคุม พร้อมทั้งจัดเตรียมเอกสารหรือหลักฐานซึ่งอธิบายถึงเหตุที่ไม่สามารถปรับใช้วิธีการกำหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้ว กับธุรกรรมที่ถูกควบคุมได้และคำอธิบายเกี่ยวกับวิธีการกำหนดราคาอื่นที่ปรับใช้นั้นโดยละเอียด พร้อมให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

            ข้อ  6  ในการพิจารณาเลือกใช้วิธีการกำหนดราคาที่เหมาะสมที่สุดตามข้อ 5 ให้คำนึงถึงปัจจัย ดังต่อไปนี้

                 (1) จุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละวิธีการกำหนดราคา

                 (2) ความเหมาะสมของวิธีการกำหนดราคาตามลักษณะของธุรกรรมที่ถูกควบคุม ผ่านการวิเคราะห์หน้าที่งานของคู่สัญญาแต่ละรายในธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นโดยคำนึงถึงสินทรัพย์ที่ใช้และความเสี่ยงที่รับ

                 (3) ความมีอยู่ของข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่จำเป็นในการปรับใช้วิธีการกำหนดราคาที่เลือกใช้

                 (4) ระดับความสามารถในการเทียบเคียงกันได้ระหว่างธุรกรรมที่ถูกควบคุม และธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุม รวมถึงความน่าเชื่อถือของการปรับปรุงความสามารถในการเทียบเคียงกันตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง (2)

            ข้อ  7  ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีการทำธุรกรรมที่ถูกควบคุมตั้งแต่ สองธุรกรรมขึ้นไปภายใต้สถานการณ์เดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน โดยธุรกรรมดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกัน และไม่สามารถวิเคราะห์แยกจากกันได้อย่างน่าเชื่อถือ ให้รวมธุรกรรมดังกล่าวเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ ในการพิจารณาตามข้อ 3 ถึงข้อ 6

            ข้อ  8  ในกรณีที่สามารถคำนวณช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ดำเนินการโดยอิสระได้ เมื่อนำช่วงดังกล่าวมาเทียบเคียงกับตัวชี้วัดทางการเงินสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมหรือชุดของธุรกรรมที่ถูกรวมเข้าด้วยกันตามข้อ 7 ที่ได้ถูกตรวจสอบด้วยวิธีการกำหนดราคาตามข้อ 5 แล้ว และปรากฏว่า ตัวชี้วัดทางการเงินนั้นอยู่ภายนอกช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ดำเนินการโดยอิสระ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจปรับปรุงรายได้และรายจ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกตรวจสอบนั้นตามข้อ 2 เพื่อปรับปรุงให้ตัวชี้วัดทางการเงินดังกล่าว สามารถสะท้อนสถานการณ์ของกรณีได้ดีที่สุดและอยู่ภายในช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ ดำเนินการโดยอิสระ

            ช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ดำเนินการโดยอิสระตามวรรคหนึ่ง หมายถึง ช่วงของตัวชี้วัดทางการเงินอันเปันผลที่ได้จากการปรับใช้วิธีการกำหนดราคาที่เหมาะสมที่สุดตามข้อ 5 กับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมหลายธุรกรรมที่อาจเทียบเคียงกันได้ตามข้อ3

            ข้อ  9  ภายใต้บังคับของวรรคสอง ในกรณีที่ธุรกรรมที่ถูกควบคุมเป็นการบริการจะถือว่าค่าตอบแทนสำหรับการบริการดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนที่พึงกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระต่อเมื่อ

                 (1) เป็นค่าตอบแทนสำหรับการบริการที่ได้กระทำจริง

                 (2) บริการนั้นมีประโยชน์หรือพึงคาดหมายได้ว่าจะมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจหรือในทางการค้าแก่ผู้รับบริการ

                 (3) เป็นบริการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นอิสระภายใต้สถานการณ์ที่อาจเทียบเคียงกันได้พึงจ่ายค่าตอบแทนเพื่อให้ได้รับบริการนั้นจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน หรือเพื่อให้มีการทำบริการนั้นโดยหน่วยงานภายในของตนเอง และ

                 (4) จำนวนค่าตอบแทนเป็นจำนวนที่พึงกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระ สำหรับการบริการที่อาจเทียบเคียงกันได้
 ค่าตอบแทนของธุรกรรมการบริการซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์ของความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่พึงกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระ

            ข้อ  10  ในกรณีที่ธุรกรรมที่ถูกควบคุมเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินไม่มีตัวตนให้คำนึงถึงประเด็นดังต่อไปนี้ประกอบการพิจารณาผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมด้วย

                 (1) กรณีที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์ในทรัพย์สินไม่มีตัวตนให้คำนึงถึงหน้าที่งานที่คู่สัญญาแต่ละรายรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา การปรับปรุง การบำรุงรักษา การคุ้มครอง และการแสวงหาประโยชน์ในทรัพย์สินไม่มีตัวตนนั้น โดยคำนึงถึงสินทรัพย์ที่ใช้และความเสี่ยงที่รับ

                 (2) กรณีที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิการใช้ ขาย หรือโอนทรัพย์สินไม่มีตัวตน ให้คำนึงถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ คุณลักษณะที่เฉพาะตัวหรือไม่เฉพาะตัว และสิทธิในการมีส่วนร่วมพัฒนาในทรัพย์สินไม่มีตัวตน

            ข้อ  11  เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ปรับปรุงรายได้และรายจ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม ที่ถูกควบคุมของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายหนึ่งรายใดตามข้อ 2 แล้ว หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า การปรับปรุงตามข้อ 2 มีส่วนที่เป็นการปรับเพิ่มรายได้สำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมซึ่งบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกปรับปรุงยังไม่เคยได้รับจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งของธุรกรรมที่ถูกควบคุม หรือมีส่วนที่เป็นการปรับลดรายจ่ายสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกปรับปรุงได้จ่ายออกไปให้กับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งของธุรกรรมที่ถูกควบคุมแล้ว จำนวนรายได้ที่ไม่ได้รับจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งหรือจำนวนรายจ่ายที่จ่ายเกินออกไปให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งให้ถือเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกปรับปรุงนั้นได้จ่ายออกไปให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง และให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจพิจารณาปรับปรุงรายได้ และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันให้เสมือนว่าได้มีการรับและจ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร หรือเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 70 หรือมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

            ข้อ  12  ภายใต้บังคับของวรรคสอง เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ปรับปรุงรายได้และรายจ่ายสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายหนึ่งรายใดตามข้อ 2 หรือข้อ 11 แล้ว หากปรากฏข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้

                 (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกปรับปรุงรายได้และรายจ่ายตามข้อ 2 หรือข้อ 11 ดังกล่าวไม่มีการโต้แย้งการปรับปรุงนั้นและได้ชำระภาษีให้เป็นไปตามผลของการปรับปรุง ดังกล่าวแล้วหรือได้มีการโต้แย้งการปรับปรุงนั้นแต่ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาศาลเป็นที่สุดแล้ว และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ยอมชำระภาษีให้เป็นไปตามผลของคำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว และ

                 (2) จำนวนรายได้หรือรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว ที่ถูกปรับปรุงโดยเจ้าพนักงานประเมินตามข้อ 2 นั้น เป็นจำนวนที่ได้เคยถูกรวมในการคำนวณกำไรสุทธิ หรือเงินได้พึงประเมินที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งของธุรกรรมที่ถูกควบคุมแล้ว และคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ปกปิดข้อมูลการทำธุรกรรมที่ถูกควบคุมดังกล่าวหรือแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับ ธุรกรรมนั้นเป็นเท็จ

            ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจพิจารณาปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งของธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงรายได้ และรายจ่ายของคู่สัญญาฝ่ายแรกด้วย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร หรือเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 70 หรือมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

            เพื่อประโยชน์ในการเว้นการเก็บภาษีซ้อนตามสัญญาที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ หรือที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทำไว้กับสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ การพิจารณาปรับปรุงตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามข้อตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนตามสัญญา ที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ หรือที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทำไว้ กับสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ

            ข้อ  13  เพื่อประโยชน์ในการเว้นการเก็บภาษีซ้อนตามสัญญาที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศหรือที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทำไว้กับสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ และเพื่อการป้องกันการเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการกำหนดราคาระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันนี้เป็นการล่วงหน้า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทยซึ่งมีการทำธุรกรรมด้านการพาณิชย์หรือการเงินกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศอาจร้องขอให้มีการจัดทำข้อตกลงการกำหนดราคาเป็นการล่วงหน้า เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ในการหาผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ที่จะมีขึ้นภายในช่วงเวลาในอนาคตที่ได้ตกลงกันไว้

            ข้อ  14  ประกาศนี้ให้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป



ประกาศ ณ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564


เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
อธิบดีกรมสรรพากร
                                           


ราชกิจจานุเบกษา  เล่ม 138 ตอนที่ 32 ง  หน้า 53-60  ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2564

ภาษาอังกฤษ (EN)

ขออภัย สำหรับหัวข้อนี้ไม่มีการแปลภาษาอังกฤษค่ะ

Sorry, This Regulation doesn’t have English Translation.

Tax-EZ(easy) Note
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ