Case study

ภาระภาษี กรณี ขายสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพในราคาต่ำกว่าตลาด


เรื่อง ภาระภาษี กรณี ขายสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพในราคาต่ำกว่าตลาด
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 29/08/2025
ประเภทภาษี
ข้อกฎหมาย
คำถาม

เนื่องจากบริษัทฯ ได้ซื้อสินค้าเมล็ดพลาสติดจากต่างประเทศ และขายให้กับลูกค้าในประเทศ แต่เนื่องจากผู้ขายแจ้งว่าสินค้าดังกล่าวไม่ได้คุณภาพ ให้บริษัทฯ ขายทิ้ง (ไม่ต้องส่งคืน) โดยจะจ่ายชดเชยค่าสินค้าที่เหลืออยุ่ในสต๊อด บริษัทฯ จึงจะทำการขายสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพดังกล่าวในราคาที่ต่ำกว่าตลาด

บริษัทฯ ขอเรียถามดังนี้

1. การขายสินค้าไม่ได้คุณภาพ บริษัทฯ จะต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณสินค้าเป็นราคาตลาด ถูกต้องหรือไม่

2. ขาดทุนจากการขายสินค้าดังกล่าว ไม่ถือเป็นรายจ่ายทางภาษี ถูกต้องหรือไม่

คำตอบ

คำตอบ


การขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุนและราคาตลาด เข้าลักษณะเป็นการโอนทรัพย์สินโดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนตามราคาตลาดตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร และคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามราคาตลาดในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 79/3(1) แห่งประมวลรัษฎากร

1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

    1.1 บริษัทฯ ขายสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ บริษัทฯ จะต้องคำนวณราคาขายให้เป็นไปตามราคาตลาด ในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30 ไม่เช่นนั้นอาจจะมีความเสี่ยงที่ถูกเจ้าหน้าที่ประเมินให้นำส่งภาษีด้วยราคาตลาดตามมาตรา 79/3(1) แห่งประมวลรัษฎากร  

  1.2 กรณีบริษัทฯ เรียกเก็บเงินชดเชยสินค้าไม่ได้คุณภาพ เป็นการชดเชยความเสียหาย จาก Supplier ในต่างประเทศ ไม่เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าหรือการให้บริการ จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ถือเป็นรายการ Out of VAT Scope และบริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแบบ ภ.พ.30 

แต่บริษัทฯ ต้องมีเอกสารประกอบการถือเป็นรายได้เงินชดเชยดังกล่าวไว้พร้อมให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจสอบได้ทันที พร้อมทั้งมีเหตุอันสมควรเพื่อชี้แจงต่อเจ้าพนักงานสรรพากรต่อไป

2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

    2.1 หากบริษัทฯ สามารถชี้แจงได้ว่า การขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุนหรือขายต่ำกว่าราคาตลาด เนื่องจากสินค้าไม่ได้คุณภาพนี้ ได้รับเงินชดเชยจากผู้ขายกรณีสินค้าไม่ได้คุณภาพและยังคงค้าง Stock อยู่ทั้งหมดแล้ว โดยให้แสดงยอดขายบวกกับเงินชดเชยดังกล่าวแล้ว ยอดรายได้ทั้งหมดยังคงไม่ต่ำกว่าราคาตลาด โดยสินค้าดังกล่าวจะต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าไม่ได้คุณภาพ มีการตรวจสอบจากแผนกที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากการขายสินค้าดังกล่าวต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่มีการขายสินค้าได้ ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากรแต่หากมีเหตุอันสมควร และ/หรือไดัรับเงินชดเชยจากบริษัทต่างประเทศแล้ว บริษัทฯ ก็ไม่ต้อง ประเมินรายได้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร


ส่วนต้นทุนของสินค้าจากการขายสินค้าดังกล่าว บริษัทสามารถตัดต้นทุนสินค้าที่เหลืออยู่เป็นรายจ่ายในทางภาษีได้ ไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร สรุปคือ ต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาแล้วไม่ได้คุณภาพนั้น ซึ่งเป็นรายจ่ายที่เกิดจริงตามราคาทุนจะถูกนำมาคำนวณรวมกับค่าใช้จ่ายในการหักลดกำไรสุทธิได้ตามปกติ เนื่องจากรวมรายได้จากการขายสินค้า+เงินชดเชย ยังคงสูงกว่าราคาทุนและราคาตลาด แต่หากยังไม่คลอบคลุมราคาตลาดก็ยังคงมีความเสี่ยงการถูกประเมินรายได้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

2.2  บริษัทฯ ต้องนำเงินได้ค่าชดเชยความเสียหาย มาถือเป็นรายได้ โดยใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2528


หมายเหตุ

เหตุใดบริษัทฯ ไม่ทำการคืนสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพให้แก่ Supplier โดยให้ทาง Supplier ออกใบลดหนี้มาให้ บริษัทฯ ก็ทำการลดยอดต้นทุนสินค้าที่ลดหนี้ดังกล่าวออกไป ส่วนบริษัทฯ จะเรียกเก็บเงินชดเชยความเสียหายจากได้รับสินค้าไม่ได้คุณภาพ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

สรุปประเด็นภาษีกรณีขายสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ

ประเด็น

หลักกฎหมาย/อ้างอิง

แนวทางปฏิบัติ

หมายเหตุ

1. การขายสินค้าต่ำกว่าตลาด

ม.79/3(1) ประมวลรัษฎากร

ต้องใช้ ราคาตลาด เป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มในการนำส่ง ภ.พ.30 หากขายต่ำกว่าตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร → เจ้าพนักงานมีอำนาจประเมินราคาตลาด

ควรเก็บหลักฐานยืนยันว่าเป็นสินค้าชำรุด/ไม่ได้คุณภาพ เพื่อเป็น “เหตุอันสมควร”

2. เงินชดเชยจาก Supplier ต่างประเทศ

ม.77/2 ประมวลรัษฎากร

ถือเป็นการชดเชยความเสียหาย → Out of VAT Scope ไม่ต้องเสีย VAT

ต้องบันทึกเป็น รายได้ทางภาษี (รายได้อื่น) ตาม ม.65

3. การตีราคาตลาด /รายได้ CIT

ม.65 ทวิ (4)

- หากขายต่ำกว่าตลาดโดยไม่มีเหตุสมควร
→ สรรพากรอาจตีราคาเพิ่มให้เป็นราคาตลาด
 - แต่ถ้ามีเหตุผลอันสมควร + มีเงินชดเชย → อาจไม่ต้องถูกประเมินราคาเพิ่ม

ต้องมีเอกสารยืนยัน เช่น รายงานตรวจสอบคุณภาพสินค้า / บันทึกอนุมัติ

4. การตัดต้นทุนสินค้า

ม.65 ตรี

สามารถนำ ต้นทุนสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ มาหักเป็นรายจ่ายได้ ไม่ใช่รายจ่ายต้องห้าม

ต้องพิสูจน์ว่าเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

5. การบันทึกเงินชดเชย

ม.65

ต้องนำมารวมเป็น รายได้ เพื่อคำนวณกำไรสุทธิ

แนะนำให้บันทึกแยกบัญชีเพื่อความชัดเจน


กฏหมายที่เกี่ยวข้อง


มาตรา 65 ทวิการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้


(4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยนั้นตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน
 


มาตรา 79/3 การคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 79 ให้ถือมูลค่าของฐานภาษีเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
             (1) 
การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร มูลค่าของฐานภาษีให้ถือราคาตลาดของสินค้าหรือการให้บริการในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

ราคาตลาดตามมาตรานี้ให้ถือราคาเฉลี่ยของราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตามที่ได้มีการตรวจสอบราคาตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และในกรณีที่ไม่อาจทราบราคาตลาดได้แน่นอนให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดได้


มาตรา 65  เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
             (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
             (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด
             
การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

คำสั่งกรมสรรพากร
 ที่ ท.ป. 1/2528

 
เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล

ข้อ 2การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ์โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังไม่ได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

ประเด็นการขายสินค้าต่ำกว่าทุน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 22/01/2023 - วันที่ตอบ 14/11/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (4), มาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร, กฎกระทรวง ฉบับที่ 369, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 400)

ปุจฉา

สอบถามเกี่ยวกับประเด็นการขายสินค้าต่ำกว่าทุนค่ะ

    เนื่องด้วยบริษัทแม่ได้ทำการขายสิทธิ์ในตัวสินค้าให้กับบริษัท D ในระดับประเทศกลุ่มอาเซียน (ระบุยกเว้นเป็นบางประเทศค่ะ)ปัจจุบันบริษัท D เป็นคู่ค้าและเป็นตัวแทนจำหน่ายให้แก่บริษัทฯ ด้วย บริษัทฯ ต้องทำการขายสินค้าจำนวนที่เหลืออยู่ด้วยราคาขายใหม่ตามสัญญาที่บริษัทแม่ทำไว้ ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนปัจจุบันอย่างมาก หลังจากขายสินค้า lot ที่เหลืออยู่นี้แล้ว บริษัทฯ ยังคงต้องเป็นผู้ขายสินค้าดังกล่าวให้บริษัท D ต่อไปค่ะ ซึ่งราคาต้นทุนวัตถุดิบของสินค้าที่บริษัทแม่จะส่งให้ บริษัทจะมีการปรับราคาลง คาดว่าต่ำกว่าราคาขายใหม่ที่ขายให้บริษัท D ค่ะ

คำถามคือ

การที่บริษัทฯ ขายสินค้าจำนวนที่เหลืออยู่ให้บริษัท D ในราคาต่ำกว่าทุน ทางสรรพากรจะประเมินและรับฟังว่าเป็นการขายต่ำกว่าทุนที่มีเหตุอันควรหรือไม่คะในเรื่องของ VAT บริษัทควรนำส่งภาษีขายและคำนวณ CIT ด้วยราคาทุนไหมคะ

วิสัชนา

กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น

ประการแรกบริษัทฯ ต้องเจรจากับบริษัทแม่ เพื่อขอสนับสนุนราคาสินค้าที่บริษัทฯ ขายให้แก่บริษัท D เพื่อชดเชยหรือเงินอุดหนุนผลเสียหายจากนโยบายการขายสินค้าของบริษัทแม่ มิฉะนั้น บริษัทฯ อาจต้องถูกเจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะเหตุที่บริษัทฯ ขายสินค้าให้บริษัท D ต่ำกว่าราคาทุน

    กรณีภาษีมุูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ ควรอย่างยิ่งที่ต้องนำส่งภาษีขายตามราคาตลาด

    กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล หากมีเหตุอันสมควร และ/หรือไดัรับเงินชดเชยจากบริษัทแม่ ก็ไม่ต้อง ประเมินรายได้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร


ประการที่สองบริษัทฯ และบริษัทแม่ อาจต้องเตรียมตัวเกี่ยวกับประเด็นการถ่ายโอนกำไร “Transfer Pricing” ตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563) ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 400) เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ลงวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564 รวมทั้งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

    เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 407) เรื่อง กําหนดเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จําเป็น สําหรับการวิเคราะห์ข้อกําหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีขายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาด

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

26/12/2007

เลขที่หนังสือ

กค 0706/12468

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (4) และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     ห้างฯ เป็นผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าอุปกรณ์ และเครื่องจักร โดยมีข้อเท็จจริงดังนี้
1. ห้างฯ นำเข้าสินค้าประเภทเครื่องจักรชนิดที่มีแผงวงจรอีเล็คโทรนิคควบคุม (INVERTER) ซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ มีการพัฒนาตลอดเวลา ทำให้สินค้าที่ห้างฯ นำเข้ามาตกรุ่น ตลอดจนมีสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขัน ทำให้ห้างฯ ไม่สามารถแข่งขันในด้านราคาได้ จึงมีสินค้าค้างสต็อคเป็นจำนวนมาก และในปัจจุบันสินค้าดังกล่าวเสื่อมสภาพ
2. ในการขายสินค้าประเภทเครื่องจักร ห้างฯ จะต้องนำสินค้าให้ลูกค้าทดลองใช้งาน เมื่อลูกค้าพอใจ จึงจะตกลงซื้อสินค้ากับห้างฯ โดยห้างฯ จะต้องจัดส่งสินค้าใหม่ให้แก่ลูกค้า เป็นเหตุให้ห้างฯ มีชิ้นส่วนอะไหล่ที่นำไปใช้ทดสอบคงเหลือจำนวนมาก
3. ห้างฯ ขายสินค้าประเภทเครื่องจักร โดยมีระยะเวลารับประกันคุณภาพสินค้า บางกรณีลูกค้านำสินค้าไปใช้ไม่ถูกต้อง ทำให้ชิ้นส่วนอะไหล่ชำรุดเสียหาย ซึ่งห้างฯ จะส่งไปให้ผู้ผลิตในต่างประเทศตรวจพิสูจน์สาเหตุ และอนุมัติเคลมสินค้า ซึ่งบางกรณีไม่สามารถเคลมได้ และผู้ผลิตในต่างประเทศได้ส่งชิ่นส่วนดังกล่าวคืนกลับมา แต่ห้างฯ ได้เปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่ให้ลูกค้าแล้ว และไม่สามารถเรียกเก็บค่าอะไหล่ได้ กรณีดังกล่าวห้างฯ จึงมีสินค้าชำรุดเป็นจำนวนมาก
 
ห้างฯ จึงขอทราบว่า
1. ห้างฯ จะขายสินค้าที่ตกรุ่นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดได้หรือไม่ และมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไร
2. ห้างฯ จะตัดมูลค่าทางบัญชีของชิ้นส่วน วัสดุอุปกรณ์ และอะไหล่ที่ถูกใช้ในการทดสอบเครื่องจักรได้หรือไม่ และมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไร
        3. ห้างฯ จะต้องทำการตัดมูลค่าทางบัญชีของชิ้นส่วน วัสดุอุปกรณ์ และอะไหล่ที่ถูกใช้ในการเคลมที่ผิดเงื่อนไขให้แก่ลูกค้า และมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไร

แนววินิจฉัย

     1. กรณีห้างฯ ขายสินค้าที่ตกรุ่น ห้างฯ ต้องคำนวณราคาขายให้เป็นไปตามราคาตลาด โดยได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าตกรุ่น ทั้งนี้ หากการขายสินค้าดังกล่าวต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่มีการขายสินค้าได้ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร
 
     2. กรณีตาม 2. และ 3. หากห้างฯ ได้ทำลายหรือขายไปซึ่งสินค้าที่ชำรุดบกพร่องนั้น ห้างฯ มีสิทธิตัดต้นทุนที่เหลือเป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยการทำลายสินค้า ห้างฯ จะต้องตรวจสอบสภาพสินค้าตามเงื่อนไขที่ห้างฯ กำหนดไว้ และได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าชำรุดบกพร่องตามเงื่อนไขที่กำหนด และแจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้า 30 วันก่อนทำลายซึ่งสรรพากรพื้นที่อาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณีเว้นแต่ การทำลายของเสียหรือเศษซากของห้างฯ ที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานราชการซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยราชการนั้นควบคุมเกี่ยวกับการทำลายตามระเบียบข้อบังคับที่กำหนด ห้างฯ ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ สรรพากรร่วมเป็นพยานในการทำลายก็ได้

เลขตู้

70/35539


เรื่อง

เรียกเก็บเงินชดเชยค่าความเสียหายจาก Supplier ในต่างประเทศ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 25/05/2023 - วันที่ตอบ 30/05/2023

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

-

ปุจฉา

เนื่องจากบริษัทไทยสั่งสินค้าต่างประเทศ แต่สินค้าได้เกิดเสียหาย เราเปิด INV. เรียกเก็บเงินจากการสินค้าจากต่างประเทศ VAT 0 เราจำเป็นต้องนำส่ง PP.36 ไหมค่ะ

วิสัชนา

การเรียกเก็บเงินชดเชยค่าความเสียหายจาก Supplier ในต่างประเทศ ไม่เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าหรือการให้บริการ จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่อย่างใด เป็นรายการ Out of VAT Scope และบริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแบบ ภ.พ.30 เพราะไม่ใช่การใช้บริการที่ได้ให้จากต่างประเทศเเละนำผลของบริการนั้นมาใช้ในประเทศไทย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "


เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีเงินชดใช้ค่าเสียหาย

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

28/05/2001

เลขที่หนังสือ

กค 0811/5268

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 77/1(8), มาตรา 77/2

ข้อหารือ

      1. บริษัทฯ ประกอบกิจการผลิตสินค้าประเภทยางรถยนต์และอุปกรณ์ภายในรถยนต์เพื่อขาย บริษัทฯ สั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าจากผู้ขายหลายรายด้วยกัน ซึ่งในการสั่งซื้อวัตถุดิบจะมี
ข้อตกลงว่า หากวัตถุดิบไม่เป็นไปตามคุณภาพที่กำหนดและทำให้บริษัทฯ เสียหาย บริษัทฯ จะเรียกร้อง ค่าเสียหายจากผู้ขายวัตถุดิบ

2. การเรียกร้องค่าเสียหายจำแนกเป็น 3 กรณี

(1) กรณีบริษัทฯ ตรวจพบว่าวัตถุดิบไม่ได้คุณภาพก่อนการผลิต บริษัทฯ จะส่งคืนวัตถุดิบให้แก่ ผู้ขายวัตถุดิบ โดยผู้ขายวัตถุดิบจะออกใบลดหนี้ให้แก่บริษัทฯ

(2) กรณีบริษัทฯ ตรวจพบว่าวัตถุดิบไม่ได้คุณภาพในขั้นตอนการผลิตบริษัทฯ จะให้ผู้ขายวัตถุดิบ ชดใช้ค่าเสียหายโดยคำนวณจากค่าวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการผลิตขึ้นอยู่กับว่าบริษัทฯ ตรวจพบ ในช่วงการผลิตใด โดยคำนวณชั่วโมงที่ใช้ในการผลิตจริง คูณด้วยอัตราค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงตามสัญญา

(3) กรณีบริษัทฯ ตรวจพบว่าวัตถุดิบไม่ได้คุณภาพเมื่อได้จัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าแล้ว

(ก). กรณีอยู่ในช่วงการประกันรถยนต์ (WARRANTY CLAIM) เมื่อบริษัทฯ ได้รับแจ้งจาก ลูกค้าว่าสินค้าไม่ได้คุณภาพ และบริษัทฯตรวจสอบพบว่าเกิดจากวัตถุดิบที่ซื้อจากผู้ขายวัตถุดิบ บริษัทฯ จะคิดค่าเสียหายจากผู้ขายในจำนวนเงินเดียวกับที่ลูกค้าคิดกับบริษัทฯ ซึ่งลูกค้าของบริษัทฯ จะคิด ค่าเสียหายจากบริษัทฯโดยรวมค่าแรงที่ตัวแทนจำหน่ายของลูกค้าเปลี่ยนยางรถยนต์หรืออุปกรณ์ภายใน รถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์

(ข). กรณีลูกค้าส่งคืนสินค้าก่อนการประกอบรถยนต์ ลูกค้าของบริษัทฯ อาจตรวจพบว่า สินค้า ของบริษัทฯไม่ได้คุณภาพก่อนการนำไปประกอบรถยนต์ก็จะส่งคืนสินค้าให้แก่บริษัทฯ บริษัทฯ จะ คิดค่าเสียหายจากผู้ขายวัตถุดิบในราคาขายวัตถุดิบ

      
3. บริษัทฯ หารือว่า ในกรณีบริษัทฯ เรียกเก็บเงิน ชดใช้ค่าเสียหายจากผู้ขายวัตถุดิบ บริษัทฯ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่

แนววินิจฉัย

      1. กรณีบริษัทฯ ตรวจพบว่าวัตถุดิบไม่ได้คุณภาพตามที่กำหนดก่อนการผลิตสินค้า บริษัทฯ จะส่ง คืนวัตถุดิบดังกล่าวให้แก่ผู้ขายวัตถุดิบ โดยผู้ขายวัตถุดิบจัดทำใบลดหนี้ให้แก่บริษัทฯ บริษัทฯ
 
มีสิทธินำ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปรากฏตามใบลดหนี้มาหักออกจากภาษีซื้อของบริษัทฯในเดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้นั้น ตามมาตรา 82/10 และมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร
       2. กรณีบริษัทฯ ตรวจพบว่าวัตถุดิบไม่ได้คุณภาพในขั้นตอนการผลิตสินค้า ซึ่งบริษัทฯ ไม่สามารถ ส่งคืนวัตถุดิบให้แก่ผู้ขายวัตถุดิบ บริษัทฯ จึงเรียกเก็บเงินจำนวนหนึ่งจากผู้ขายวัตถุดิบ โดยคำนวณจาก ค่า วัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการผลิต จำนวนเงินดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นค่าเสียหายจากการขายวัตถุดิบ มิใช่ มูลค่าที่บริษัทฯได้รับจากการขายวัตถุดิบคืนให้แก่ผู้ขายวัตถุดิบตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร

       3. กรณีบริษัทฯ ตรวจพบว่าวัตถุดิบไม่ได้คุณภาพเมื่อได้ส่งสินค้าสำเร็จรูปให้แก่ลูกค้าของบริษัทฯ แล้ว บริษัทฯ จึงเรียกเก็บเงินจำนวนหนึ่งจากผู้ขายวัตถุดิบในจำนวนเดียวกันกับที่ลูกค้าของบริษัทฯได้ เรียกเก็บจากบริษัทฯ หรือในราคาขายวัตถุดิบ จำนวนเงินดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นค่าเสียหายจาก การขายวัตถุดิบ มิใช่มูลค่าที่บริษัทฯ ได้รับจากการขายวัตถุดิบคืนให้แก่ผู้ขายวัตถุดิบตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

64/30519


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ