Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

คุณแม่บ้าน มีเงินที่สามีและทีมงานสามีทำงานด้วยกัน ได้เข้าผ่านบัญชี 3.5 ล้านบาท จำนวน 500 ครั้ง


เรื่อง คุณแม่บ้าน มีเงินที่สามีและทีมงานสามีทำงานด้วยกัน ได้เข้าผ่านบัญชี 3.5 ล้านบาท จำนวน 500 ครั้ง
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 30/12/2024 - วันที่ตอบ 02/02/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อกฎหมาย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.149/2558, กฎกระทรวง ฉบับที่ 355 (พ.ศ. 2562)
ปุจฉา
เราเป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ลูก 2 คน ไม่ได้ทำงาน ส่วนสามีทำอาชีพอัดฟางข้าวขาย แต่ปี 2565 เงินที่สามีและทีมงานสามีทำงานด้วยกัน ได้เข้าผ่านบัญชีเรา 3,500,000 บาท จำนวน 500 ครั้ง เงินได้ 3,500,000 บาท นี้ ยังไม่ได้หักต้นทุน หักค่าคนงาน หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แบบนี้เราจะโดนตรวจสอบมั้ยคะ แล้วเราต้องทำอย่างไรก่อน
วิสัชนา
ในปี พ.ศ. 2565 เงินที่สามี และทีมงานสามีทำงานด้วยกัน ได้นำเข้าผ่านบัญชีฝากธนาคารพาณิชย์ของคุณสามีจำนวนเงิน 3,500,000 บาท เป็นจำนวนรวม 500 ครั้ง นั้น 
1. การทำงานเป็นทีมของสามีกับคณะ ในทางภาษีอากรเข้าลักษณะเป็น “ห้างหุ้นส่วนสามัญ” ตามมาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือ สัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น 
    ในการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องมีเจตนาโดยสุจริตร่วมกันในการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ ต้องมีการดำเนินการร่วม กันในการประกอบกิจการตามความเป็นจริง มีการร่วมกัน รับผิดชอบในกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญ
    กรณีตามข้อเท็จจริง การร่วมกันประกอบอาชีพอัดฟางข้าวขาย ถือเป็นหน่วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแยกต่างหากจากสามี และคณะที่เป็นรายบุคคล ตามนัยข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.149/2558 เรื่องการเสียภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558 แล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญโดยผู้จัดการห้างหุ้นส่วนสามัญจึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการพร้อมเสียภาษีในนามห้างหุ้นส่วนสามัญ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร 
    ห้างหุ้นส่วนสามัญ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องคํานวณภาษีตามมาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร และหากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลแบ่งส่วนแบ่งของกําไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ให้แก่หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือบุคคลในคณะบุคคลในปีภาษีใด ให้หุ้นส่วนหรือบุคคลนั้น ต้องนําส่วนแบ่งของกําไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรมารวมคํานวณเสียภาษีเงินได้กับเงินได้พึงประเมินประเภทอื่น ๆ ที่ได้รับ

2. ตามมาตรา 3 สัตตรส แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้สถาบันการเงินมีหน้าที่รายงานข้อมูลการฝากเงินหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันแต่ละสถาบันการเงินตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป และหรือการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันในแต่ละสถาบันการเงินตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ให้กรมสรรพากรทราบ
    “มาตรา 3 สัตตรส เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะในปีที่ล่วงมาเฉพาะที่อยู่ในความครอบครองต่อกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
         (1) สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
         (2) สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
         (3) ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน
         ธุรกรรมลักษณะเฉพาะตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า ธุรกรรมที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดในปีที่ล่วงมา ดังต่อไปนี้
         (1) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สามพันครั้งขึ้นไป
         (2) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สี่ร้อยครั้งและมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป
         รายการข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะที่ต้องรายงานตามวรรคหนึ่ง และวิธีการรายงาน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (กฎกระทรวง ฉบับที่ 355 (พ.ศ. 2562))
         จำนวนครั้งหรือยอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินตามวรรคสอง ให้กำหนดเพิ่มขึ้นได้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
         ให้อธิบดีมีหน้าที่ในการเก็บรักษาข้อมูลที่ได้รับตามมาตรานี้และให้เก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่กรมสรรพากรได้รับข้อมูล” 

3. ตามข้อ 4 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 355 (พ.ศ. 2562) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ลงวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดหลักเกณฑ์การรายงานข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนครั้ง และจำนวนเงินของการฝากหรือรับโอนเงินของผู้ประกอบการในแต่ละธนาคารพาณิชย์ ดังนี้  
    “ข้อ 4 การรายงานข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนครั้ง และจำนวนเงินของการฝากหรือรับโอนเงินตามข้อ 2 (3) และ (4) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 
         (1) การฝากหรือรับโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลที่มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชี ให้นับจำนวนครั้ง และจำนวนเงินทุกครั้งที่มีการฝากหรือรับโอนเงินเข้าไปในบัญชีของบุคคลที่มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชี โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อกำหนดวิธีการนำเงินเข้าบัญชีที่ผู้มีหน้าที่รายงานได้กำหนดไว้แต่อย่างใด 
         (2) การฝากหรือรับโอนเงินเข้าบัญชีซึ่งกระทำผ่านอุปกรณ์รับช าระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ภาพรหัสคิวอาร์ หรือวิธีการรับช าระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อื่น ให้นับจำนวนครั้งและจำนวนเงินที่ได้
กระทำผ่านอุปกรณ์หรือวิธีการเช่นว่านั้นทุกครั้ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อกำหนดวิธีการนำเงินเข้าบัญชีที่ผู้มีหน้าที่รายงานได้กำหนดไว้แต่อย่างใด 
         ในกรณีที่การฝากหรือรับโอนเงินตามวรรคหนึ่งเป็นการฝากหรือรับโอนเงินด้วยเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณค่าหรือราคาของเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ย ณ วันสิ้นปีที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ก่อนรายงานข้อมูล” 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
1. กรณีตามข้อเท็จจริง คุณแม่บ้าน “งานกิจกรรม นักเรียน” เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ลูก 2 คน ไม่ได้ทำงาน ส่วนสามีทำอาชีพอัดฟางข้าวขาย
    ในปี พ.ศ. 2565 เงินที่สามี และทีมงานสามีทำงานด้วยกัน ได้นำเข้าผ่านบัญชีฝากธนาคารพาณิชย์ของคุณสามีจำนวนเงิน 3,500,000 บาท เป็นจำนวนรวม 500 ครั้ง นั้น หากเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันในธนาคารเดียวกันตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป กรมสรรพากรย่อมต้องได้รับรายงานจากธนาคารแห่งนั้น ระบบ AI ของกรมสรรพากรจะทำการคัดกรองข้อมูลการยื่นแบแสดงรายการทั้งกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จากข้อมูลการยื่นรายการที่เกี่ยวข้อง หากพบว่า ผู้มีเงินได้ยื่นรายการเงินได้และหรือภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้อง ก็ย่อมต้องมีการเชิญพบเพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และทำการตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนภาษีอากร และการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีอากรต่อไป 

2. จำนวนเงินได้ 3,500,000 บาท นี้ ยังไม่ได้หักต้นทุน หักค่าคนงาน หักค่าใช้จ่าย ต่างๆ ให้จัดเตรียมหลักฐานการจ่ายค่าใช้จ่าย และยื่นแบบแสดงรายการที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วน ตรงตามกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมปลอดภัยจากเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาตามกฎหมาย



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ