Case study

การ Write off สินทรัพย์ถาวร เครื่องจักร เครื่องมือ ที่ใช้งานไม่ได้


เรื่อง การ Write off สินทรัพย์ถาวร เครื่องจักร เครื่องมือ ที่ใช้งานไม่ได้
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 24/06/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

รบกวนขอสอบถามว่า ในกรณีที่สินทรัพย์ถาวร ใช้มานานจน NBV=0 ทั้งทางบัญชีและภาษี แล้วบริษัทฯ ต้องการ write off ออกจากรายการสินทรัพย์ของบริษัท

1. ถ้าต้องการทำลายทิ้ง โดยมีผู้มีอำนาจอนุมัติ มีภาพถ่าย ไม่มีผู้สอบบัญชีเป็นพยานในการทำลาย

- เอกสารดังกล่าวเพียงพอสำหรับวัตถุประสงค์ทางภาษีหรือไม่ และมีผลกระทบด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือ VAT หรือไม่

2. ถ้าบริษัทฯ สามารถขายเป็นเศษซากได้ ทางบริษัทฯ ต้องนำส่ง VAT อย่างไร

- ต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับการขายนี้หรือไม่

- บริษัทจะทำการ write off ก่อนขายได้หรือไม่คะ เพราะอาจหาผู้รับซื้อนาน

3. กรณีข้อ 1 ถ้าเราทำลายทิ้ง และ NBV=0 เราจำเป็นต้องตีราคาตลาด หรือตีราคาซากหรือไม่คะ เพื่อนำส่ง vat และไม่ต้องมีใบกำกับภาษีใช่หรือไม่

คำตอบ

ในกรณีที่สินทรัพย์ถาวรหักค่าเสื่อมราคาครบจนเหลือมูลค่าสุทธิ (Net Book Value: NBV) เท่ากับ 0 บาท (หรือ 1 บาทในงบการเงิน) แล้ว และบริษัทฯ ประสงค์จะจำหน่ายออกจากบัญชี (Write-off) มีประเด็นทางภาษี ที่ต้องพิจารณาดังนี้

1. การทำลายทิ้ง มีภาพถ่าย (ไม่มีผู้สอบบัญชีเป็นพยาน)


คำตอบ :

ในทางบัญชี : “เพียงพอ” ในแง่ของการพิสูจน์ว่าสินทรัพย์เสื่อมสภาพจริง เพื่อบันทึกขาดทุนจากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ แต่ก็ควรมีเอกสารตรวจสอบและอนุมัติภายในประกอบเพิ่มด้วย

ในทางภาษีอากร : "ยังไม่เพียงพอ" กรมสรรพากรวางหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับการทำลายสินค้า/ทรัพย์สิน ตามแนวทางคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 เรื่อง แนวทางปฏิบัติ กรณีการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิสินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 

การมีเพียงรูปถ่ายหรือวิดีโอไม่สามารถนำมาใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้อย่างสมบูรณ์ และอาจถูกประเมินเป็นรายได้เสมือนมีการขายทรัพย์สินออกไปด้วยราคาตลาด ณ วันที่ทำลาย (แม้ NBV จะเป็น 0 ก็ตาม)

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล

   ตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 58/2538 ข้อ 1 ระบุว่า กรณีการทำลายทรัพย์สินที่ชำรุดไม่สามารถใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพหากบริษัทฯสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการทำลายทรัพย์สินดังกล่าวจริง และมีผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ รับรองการกระทำดังกล่าว ถือเป็นผลเสียหายจากการประกอบกิจการโดยตรงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร จึงมีสิทธินำมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลืออยู่ดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ถึงแม้ไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่สรรพากรทราบล่วงหน้าก่อนก็ตาม

        จะเห็นว่า ไม่มีกฎหมาย หรือ คำสั่งใดเขียนระบุชัดเจนไว้ว่า การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร บริษัทจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สรรพากร  แต่อย่างไรก็ตาม  ได้มีข้อหารือกค 0811/09658 ระบุไว้เป็นแนวทางว่าเพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ให้บริษัทฯ ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.79/2541 ฯ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541

ดังนั้น เพื่อความชัดเจน และ ลดข้อโต้แย้งในอนาคต จึงแนะนำให้บริษัท ปฏิบัติตาม ป.79/2541 ดังนี้

1. มีมติที่ประชุมกรรมการอนุมัติให้ตัดจำหน่าย Write off โดยมีการอธิบายเหตุผลที่ต้อง Write off เช่น สินทรัพย์ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว เนื่องจาก...........  สินทรัพย์ยังใช้งานได้ แต่ไม่มีความจำเป็นที่จะใช้แล้ว และไม่สามารถขายได้  เป็นต้น

2. เมื่อได้รับอนุมัติให้ Write off  แล้ว บริษัทฯ  พึงต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินสำนักงานสรรพากรพื้นที่ท้องที่ที่บริษัทฯ ตั้งอยู่ ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวัน Write off ซึ่งสรรพากรพื้นที่จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกมาสังเกตการณ์การทำลายหรือไม่ก็สุดแต่จะเห็นสมควร โดยมีรายละเอียดในการแจ้งดังนี้

        (1) รายละเอียดเกี่ยวกับรายการ สินทรัพย์ถาวรที่  ที่จะทำลาย เข่น ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่า

        (2) วันเวลา สถานที่ที่จะทำลาย

        (3) วิธีการทำลาย

        (4) เหตุผลความจำเป็นที่ต้องทำลาย

 3.  ในการทำลายบริษัทฯ ต้องเชิญผู้สอบบัญชีร่วมสังเกตการณ์การ Write off และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย  


  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
    กรณีทำลาย ทิ้ง และไม่ได้มีการแจ้งทำลายแก่สรรพากร ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 จะถือเข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 
    77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงต้องนำมูลค่าของทรัพย์สินตามราคาตลาด (ไม่ต่ำกว่ามูลค่าสุทธิทางบัญชีที่เหลืออยู่) มารวมคำนวณเป็นฐานภาษีเพื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ด้วย โดยความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ทำลาย ทิ้ง โดยไม่จำเป็นต้องออกใบกำกับภาษี ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นแบบเต็มรูป ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 



สรุปประเด็น การตัดจำหน่าย (Write-off) สินทรัพย์ถาวรที่ไม่ได้ใช้งาน

ประเด็น

กรณีทำลายทรัพย์สินตาม ป.79/2541

กรณีตัดจำหน่ายด้วยวิธีอื่น

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ไม่ต้องนำมูลค่าทรัพย์สินมาเสีย VAT หากแจ้งเจ้าพนักงานประเมินล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันทำลาย และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์

ต้องนำมูลค่าทรัพย์สินราคาตลาดมาเสีย VAT ในเดือนภาษีที่ตัดจำหน่าย 

ใบกำกับภาษีขาย

ไม่ต้องออกใบกำกับภาษีขาย และไม่ต้องลงรายงานภาษีขาย

ไม่จำเป็นต้องออกใบกำกับภาษี แต่ต้องลงรายงานภาษีขาย

ฐานภาษี VAT

ไม่มี

ใช้มูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์ (Book value) เป็นฐานภาษีกรณีหาราคาตลาดไม่ได้จริงๆ แต่ตามกฎหมายให้ใช้ราคาตลาด

การลงรายงานภาษีขาย

ไม่ต้องลงรายงาน

สามารถลงเป็น ยอดรวม (Lump Sum) ได้ หากมีหลายรายการ โดยจัดทำรายละเอียดแนบแยกแต่ละสินทรัพย์

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)

มูลค่าคงเหลือทางบัญชีของสินทรัพย์ ถือเป็น รายจ่ายทางภาษีได้

ต้อง บวกกลับใน ภ.ง.ด.50 เนื่องจากเป็นรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (13) (17) แห่งประมวลรัษฎากร


  • ข้อควรระวังสำคัญ
     บริษัทฯ ควรดำเนินการทำลายทรัพย์สินตามแนวทางของคำสั่งกรมสรรพากร ป.79/2541 โดยเฉพาะการ แจ้งเจ้าพนักงานประเมินล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน พร้อมจัดเตรียมหลักฐานการทำลาย (ภาพถ่าย รายงานคณะกรรมการ ใบรับกำจัดซาก ฯลฯ) ให้ครบถ้วน เพื่อรองรับการตรวจสอบภาษีในอนาคต


• ต้องมีเอกสารอื่นเพิ่มเติม

เพื่อให้สรรพากรยอมรับเป็นรายจ่ายได้โดยไม่ต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทจำเป็นต้องจัดทำและเตรียมเอกสารเพิ่มเติม ดังนี้ :

  1. รายงานการตรวจสอบและอนุมัติ : เอกสารจากฝ่ายวิศวกรรม/ฝ่ายเทคนิค หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น แผนกที่ดูแลสินทรัพย์ ที่ระบุชัดเจนว่า สินทรัพย์ชำรุดด้วยสาเหตุใด ทำไมจึงไม่คุ้มค่าซ่อม พร้อมลายเซ็นอนุมัติทำลายจากผู้มีอำนาจตาม Hand of Authority ของบริษัท
  2. ใบร้องขออนุมัติทำลายสินทรัพย์ (Disposal/Destruction Request Form) : ระบุรหัสสินทรัพย์ (Asset Code) ชื่อสินทรัพย์ มูลค่าต้นทุน ค่าเสื่อมราคาสะสม และมูลค่าสุทธิตามบัญชี (Book Value)
  3. เอกสารหลักฐานการทำลายตามหลักเกณฑ์ คำสั่งกรมสรรพากร ป.79/2541 :
    • กรณีให้บุคคลภายนอกทำลาย/เก็บไป : ต้องมีสัญญา ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี หรือเอกสารส่งมอบจากบริษัทกำจัดกากอุตสาหกรรม/ขยะรีไซเคิล
    • กรณีทำลายเอง : ต้องมี "รายงานบันทึกการทำลาย" ที่ลงลายมือชื่อโดยคณะกรรมการตรวจนับ/ทำลายสินทรัพย์ (ควรตั้งแต่งตั้งอย่างน้อย 2-3 คน) และพยานรับรู้
    • ข้อควรระวัง: หากสินทรัพย์นั้นยังมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ (เช่น ขายเศษซากได้) เงินที่ได้จากการขายซากต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย

2. การขายเป็นเศษซาก


บริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษีหรือไม่ 
คำตอบ :

  • ต้องออกใบกำกับภาษี : เมื่อมีการขายเศษซาก เช่น ขายเศษเหล็ก อลูมิเนียม หรือซากเครื่องจักร บริษัทฯ จำเป็นต้องออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ( VAT 7%) เมื่อความรับผิดเกิดขึ้น คือเมื่อส่งมอบเศษซากให้แก่ผู้ซื้อ ตามมาตรา 86/4 ประกอบกับ 78 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
  • นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามปกติ โดยคิดจากราคาที่ขายได้จริง (ซึ่งเป็นราคาตลาดของเศษซาก ณ วันที่ขาย) ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร

การ Write-off ก่อนขายได้หรือไม่
คำตอบ : 

  • ไม่แนะนำให้ Write-off ตัดเป็นศูนย์ก่อนขาย : ในทางบัญชีและภาษี ตราบใดที่สินทรัพย์นั้นยังมีตัวตนอยู่และรอการขาย (แม้จะไม่ได้ใช้งานแล้วและ NBV = 0) ควรคงรายการในทะเบียนสินทรัพย์ (Asset Register) ไว้ก่อน โดยมีมูลค่าคงเหลือไว้ 1 บาท
  • ขั้นตอนที่ถูกต้อง : เมื่อหาผู้ซื้อได้และเกิดการขายจริง จึงค่อยบันทึกบัญชีตัดสินทรัพย์นั้นออกจากทะเบียน (Write-off) พร้อมรับรู้รายได้จากการขายเศษซาก และออกใบกำกับภาษีไปพร้อมกันในคราวเดียว เพื่อให้เอกสารและหลักฐานทางบัญชีตรงกับความเป็นจริงและตรวจสอบได้
     

3. การทำลายทิ้งและ NBV = 0 จำเป็นต้องตีราคาตลาดเพื่อนำส่ง VAT หรือไม่


คำตอบ
 :  จำเป็นต้องนำส่ง VAT ด้วยราคาตลาด

ภาษีมูลค่าเพิ่ม 

    กรณีทำลาย ทิ้ง และไม่ได้มีการแจ้งทำลายแก่สรรพากร ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 จะถือเข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงต้องนำมูลค่าของทรัพย์สินตามราคาตลาด (ไม่ต่ำกว่ามูลค่าสุทธิทางบัญชีที่เหลืออยู่) มารวมคำนวณเป็นฐานภาษีเพื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ด้วย โดยความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ทำลาย ทิ้ง โดยไม่จำเป็นต้องออกใบกำกับภาษี ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นแบบเต็มรูป ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 

      เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ใช้ "ราคาตลาด" (Market Value) ณ วันที่ความรับผิดเกิดขึ้นในการคำนวณภาษีขาย แผนกที่ดูแลสินทรัพย์สามารถอ้างอิงราคาได้จากแหล่งต่าง ๆ ตามลำดับความน่าเชื่อถือ ดังนี้ :
1. ราคาของมือสองในตลาดปัจจุบัน (Comparable Market Price) : สืบราคาจากแหล่งซื้อขายสินทรัพย์มือสองที่เป็นประเภท ยี่ห้อ หรือรุ่นใกล้เคียงกันในท้องตลาด ณ ปัจจุบัน

2ราคาประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ/คณะกรรมการภายใน : หากเป็นสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มที่ไม่มีราคาตลาดรองรับชัดเจน ให้แต่งตั้งคณะกรรมการภายใน (ประกอบด้วยฝ่ายบัญชี ฝ่ายจัดซื้อ หรือฝ่ายเทคนิค) ร่วมกันประเมินโดยอิงจาก:

  • มูลค่าตามบัญชีปัจจุบัน (Net Book Value)
  • หักลบด้วยค่าเสื่อมสภาพตามงวดอายุการใช้งานที่เหลืออยู่จริง

3. มูลค่าซาก (Scrap Value) : หากสินทรัพย์นั้นเก่ามากจนหากขายปกติจะไม่มีใครซื้อ ให้ประเมินตามราคาเศษซาก (เช่น ชั่งกิโลขายเหล็ก)

ข้อแนะนำสำคัญ : แผนกที่ดูแลสินทรัพย์ที่ทำการประเมินราคา จะต้องจัดทำ "บันทึกภายใน (Internal Memo) พร้อมเอกสารแนบการสืบราคา" เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานประกอบพิสูจน์กับเจ้าหน้าที่สรรพากรตอนเข้าตรวจสภาพ ว่าราคาที่ใช้นำส่งภาษีขายนั้นมีที่มาที่ไปอย่างสมเหตุสมผล ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอย ๆ 


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(8) “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้าไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง


มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
   (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ


มาตรา 78 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
             (1) การขายสินค้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) (4) หรือ (5) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย
                   (ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า
                   (ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ
                   (ค) ได้ออกใบกำกับภาษี
 ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี


มาตรา 79/3 การคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 79 ให้ถือมูลค่าของฐานภาษีเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร มูลค่าของฐานภาษีให้ถือราคาตลาดของสินค้าหรือการให้บริการในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

.......

      ราคาตลาดตามมาตรานี้ให้ถือราคาเฉลี่ยของราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตามที่ได้มีการตรวจสอบราคาตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และในกรณีที่ไม่อาจทราบราคาตลาดได้แน่นอนให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดได้



คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 58/2538

เรื่อง      ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการตัดมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินที่สูญหายหรือชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้

ข้อ กรณีที่ทรัพย์สินชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะนำมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินนั้น ตัดเป็นรายจ่ายทั้งจำนวนไม่ได้ แต่หากได้ทำลายหรือขายไปซึ่งทรัพย์สินนั้น ก็มีสิทธิ์ตัดต้นทุนที่เหลืออยู่เป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

ในกรณีที่ขายทรัพย์สินนั้นไป บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องนำราคาขายทรัพย์สินดังกล่าวมารวมคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย


คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 79/2541

เรื่อง      แนวทางปฏิบัติ กรณีการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิสินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก

---------------------------------------------

                เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบและแนะนำการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้า ที่หมดอายุ และเศษซาก กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

                ข้อ 1 ในคำสั่งนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                        (1) ของเสียตามปกติ หมายถึงของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรรมวิธีการผลิต ซึ่งได้มีการกำหนดอัตราของเสียที่ถือว่าเป็นอัตราปกติของกรรมวิธีการผลิต

                        (2) ของเสียเกินปกติ”หมายถึงของเสียที่เกิดขึ้นมากกว่าอัตราปกติที่ได้กำหนดไว้ในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

                        (3) เศษซาก หมายถึงเศษวัตถุที่เกิดจากกระบวนการผลิตบางประเภทซึ่งมีมูลค่ากลับคืนที่อาจวัดได้ แต่มีจำนวนน้อย

                ข้อ 2 การพิจารณาต้นทุนหรือรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับผลิตภัณฑ์ หน่วยที่ดี ให้ถือว่าต้นทุนของของเสียตามปกติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนของผลิตภัณฑ์หน่วยที่ดีด้วย

                ข้อ 3 การลงรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับของเสียเกินปกติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประสงค์จะตัดต้นทุนดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ทำลายนั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

                        (1) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก ให้ถือปฏิบัติตามวิธีการเกี่ยวกับการทำลายของเสีย สินค้า และเศษซากที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกำหนดและให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย หรือจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้สอบบัญชีรับทราบ ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย

                        (2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก การควบคุมปริมาณวัตถุดิบนำเข้าซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนนั้น ในการทำลายวัตถุดิบ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด และให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย หรือจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้สอบบัญชีรับทราบ ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย สำหรับการทำลายสินค้าอื่นนอกจากวัตถุดิบดังกล่าวข้างต้น ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม (3)

                        (3) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น

                              (3.1) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

                                       (ก)ต้องมีการตรวจสอบสภาพสินค้าดังกล่าวว่า เสียหายตามเงื่อนไขที่แต่ละกิจการได้กำหนดไว้หรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าเสียหายตามเงื่อนไข ที่กำหนดดังกล่าวกรณีสินค้าที่ได้รับคืน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องมีเอกสารหลักฐานการรับคืนสินค้าซึ่งระบุรายละเอียดของสินค้าที่รับคืน เช่น วันเดือนปีที่รับคืน ปริมาณสินค้า ชนิดสินค้าหรือรหัสสินค้า สาเหตุที่รับคืนสินค้า เลขที่อ้างอิงของการสั่งซื้อสินค้าที่รับคืนนั้น และให้มีการลงลายมือชื่อของลูกค้าที่คืนสินค้า พนักงานที่รับคืนสินค้าด้วย เมื่อมีการนำสินค้าที่รับคืนมาเก็บไว้เพื่อรอทำลาย ให้พนักงานฝ่ายคลังสินค้าที่เก็บรักษาสินค้าเสียหายตรวจนับและลงลายมือชื่อกำกับไว้ พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายบัญชีทราบด้วย

                                       (ข)เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลายแล้ว ให้มีบุคคลอย่างน้อยประกอบด้วยฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) ร่วมสังเกตการณ์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชี พร้อมทั้งให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่กรมสรรพากรร่วมเป็นพยานในการทำลายก็ได้

                              (3.2) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพสามารถเก็บรักษาและรอการทำลายพร้อมกันได้เมื่อมีปริมาณที่เหมาะสม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม (3.1) และให้แจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลายซึ่งสรรพากรพื้นที่ หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) อาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี

                ข้อ 4 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือแนวทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก


มาตรา 65 ทวิการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

        4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยนั้นตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน



 
อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

ขาย & Write off สินทรัพย์ถาวร เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องจักร เครื่องมือ ที่ใช้งานไม่ได้

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 16/02/2024 - วันที่ตอบ 16/03/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 58/2538ฯ, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542

ปุจฉา

ขอสอบถาม เรื่อง สินทรัพย์ถาวร ค่ะ

    บริษัทฯ มีเครื่องใช้สำนักงาน เครื่องจักร เครื่องมือ ที่ใช้งานไม่ได้

อยากถามว่า

สินทรัพย์บางอย่าง เช่น เครื่องมือ เครื่องจักร ไม่สามารถขายได้ ทางบริษัทฯ ต้องการทำลายสินทรัพย์ดังกล่าว ต้องแจ้งสรรพากร หรือผู้สอบ เหมือนทำลายสินค้าไหมคะและต้องทำอย่างไรบ้างคะทางบัญชีและภาษีเนื่องจากปัจจุบันทางบริษัทเคยแต่ทำการขายรวมๆ เปิดใบกำกับภาษี ยื่นภาษีขายปกติค่ะ หรือ write off ออกจากบัญชี ทางบริษัทฯ ก็จะทำการประเมินราคาและบวกกลับทางภาษีค่ะ ไม่แน่ใจว่าทำถูกไหมคะ

วิสัชนา

1.กรณีที่ทรัพย์สินชำรุด ไม่สามารถใช้งานได้ บริษัทฯ ได้ทำการขายในราคาตลาด นำส่งภาษีขาย ออกใบกำกับภาษี นำมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ตามบัญชี ตัดเป็นรายจ่าย และนำราคาขายมารวมคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามข้อ 1. ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 58/2538ฯ ลงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2538 กรณีที่ทรัพย์สินชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้ หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้ขายไปซึ่งทรัพย์สินนั้น ก็มีสิทธิ์ตัดต้นทุนที่เหลืออยู่เป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร


2. กรณีที่ตรวจนับไม่พบทรัพย์สินสูญหาย บริษัทฯ ได้ตัดจำหน่ายออกจากบัญชี สินทรัพย์ที่หายถือว่าเป็นการขาย โดยใช้ราคาตลาด นำส่งภาษีขาย ไม่ออกใบกำกับภาษี ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 และนำภาษีขายที่นำส่ง และมูลค่าทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินที่บริษัทฯ ได้ตัดจำหน่าย (write off) บวกกลับไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล


3. กรณีที่ทรัพย์สินไม่มีตัวตน ประเภทโปรแกรม Software ต่างๆ ที่เลิกใช้งาน และตัดจำหน่ายเต็มมูลค่าคงเหลือ 1 บาท ไม่สามารถขายได้ บริษัทฯ ตัดออกจากบัญชี และนำมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ตามบัญชีถือเป็นรายจ่ายปกติ

4.กรมสรรพากรอนุโลมให้นำหลักเกณฑ์การทำลายสินค้าไปปรับใช้กับการทำลายทรัพย์ ซึ่งตามข้อ 3.2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541 กำหนดหลักเกณฑ์การแจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลาย ดังนี้

     “(3.2) สำหรับของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพสามารถเก็บรักษาและรอการทำลายพร้อมกันได้เมื่อมีปริมาณที่เหมาะสม ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องแจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่... ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลาย ซึ่งสรรพากรพื้นที่... อาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี”

      อนึ่ง กรณีการทำลายทรัพย์สินที่ชำรุดไม่สามารถใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากบริษัทฯ สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการทำลายทรัพย์สินดังกล่าวจริง และมีผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ รับรองการกระทำดังกล่าว ถือเป็นผลเสียหายจากการประกอบกิจการโดยตรงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร จึงมีสิทธินำมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลืออยู่ดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ถึงแม้ไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่สรรพากรทราบล่วงหน้าก่อนก็ตาม แต่ในการทำลายครั้งต่อไปเพื่อไม่ให้มีปัญหากับการตรวจของเจ้าหน้าที่จึงขอให้บริษัทฯ ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 79/2541 ฯ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 (หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0811/09658 ลงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2542)


5. สำหรับแบบฟอร์มการทำลายสินค้าหรือทรัพย์สินนั้น กรมสรรพากรมิได้กำหนดไว้แต่อย่างใด ให้กระทำเป็นคำร้องตามแบบฟอร์มหนังสือราชการทั่วไป โดยต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าหรือทรัพย์สินที่จะทำลาย ดังต่อไปนี้เป็นอาทิ

     (1) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือทรัพย์สินที่ต้องการทำลาย ซึ่งได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากหรือทรัพย์สินจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลาย

     (2) วิธีการทำลาย

     (3) วัน เวลา สถานที่ที่ใช้ในการทำลาย

     (4) เหตุผลที่ต้องการทำลาย



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ