Case study

เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ที่จะเริ่ม เดือน ต.ค.2569


เรื่อง เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ที่จะเริ่ม เดือน ต.ค.2569
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 23/09/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

สอบถามเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ที่จะเริ่ม เดือน ต.ค.2569 นี้

 บริษัทฯ มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการให้พนักงานอยู่แล้ว แต่จะมีพนักงาน บางส่วนที่ได้ลาออกจากกองทุนแต่ไม่ออกจากงาน รวมอยู่ด้วย

คำถาม
 1 บริษัทต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ ลูกจ้าง เฉพาะพนักงานที่ลาออกจากกองทุนโดนไม่ออกจากงาน ใช่หรือไม่
 2. ในกรณีพนักงานเข้างานใหม่ โดยที่ยังอยู่ในระยะการทดลองงาน 3 เดือน นี้ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างด้วยหรือไม่ แล้วหลังจากผ่านการทดลองงาน จึงไม่ต้องนำส่ง
 3. ขอทราบวิธีการนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
 4. ขอทราบวิธีการบันทึกบัญชี และชื่อบัญชีที่เกี่ยวข้องกับวิธีการนำส่งเงินเข้ากองทุนสงค์เคราะห์ลูกจ้าง ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
 5. เงินที่บริษัทสมทบเข้ากองทุนถือเป็นเงินได้พนักงานที่ต้องรวมคำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยหรือไม่

คำตอบ

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Update กฎหมายเกี่ยวกับ กองทุนสงเคราะห์จ้าง

https://tax-ez.info/Update/View/9PPHGpeX

เพิ่มหลักประกันลูกจ้างเก็บเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่มบังคับใช้ 1 ต.ค.69 เป็นต้นไป

Enhance employee security by collecting contributions into the Employee Welfare Fund, effective October 1, 2026


กำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้าง เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างหลักประกันในการทำงานให้กับลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือตาย และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่กำหนดให้มีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพื่อจัดเก็บเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้าง เพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีดังกล่าว


>> กำหนดให้เริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป


ตารางสรุปกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541


หัวข้อ

สรุปหลักเกณฑ์

1. นายจ้างที่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้

กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และ ไม่ได้จัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมายอื่นหรือเข้าข้อยกเว้น เช่น ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หรือไม่มีกองทุนสงเคราะห์ภายในบริษัทตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยให้นายจ้างยื่นแบบ สกล.3เพื่อขอขึ้นทะเบียนการเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามที่อธิบดีกำหนด


2. กิจการที่ ไม่อยู่ในบังคับ ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

1) กิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน

2) กิจการที่นายจ้างจัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนสงเคราะห์ภายในบริษัทตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

3) กิจการที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับตาม พ.ร.บ. นี้ คือ

  1. กิจการที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษกิจตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2541) เช่น มูลนิธิ สมาคม นิติบุคคลอาคารชุด/หมู่บ้าน องค์การเอกชนที่ไม่แสวงกำไร เป็นต้น
  2. องค์กรมหาชน
  3. ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านที่ ไม่มี การประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย เช่น ทำความสะอาดบ้าน ซักรีดเสื้อผ้า ทำสวน เลี้ยงเด็ก ดูแลผู้สูงอายุ แต่ถ้ามีการประกอบธุรกิจ เช่น บริษัทรับทำความสะอาด ร้านเสริมสวย ร้านซักรีดเสื้อผ้า ยังคงบังคับต้องเข้ากองทุนฯ
  4. งานประมงทะเล ได้แก่ นายจ้างที่ทำงานในเรือประมงทะเลที่มีลูกจ้างชาวไทยและชาวต่างชาติ
  5. งานเกษตรกรรมที่ไม่ได้จ้างลูกจ้างทำงานตลอดทั้งปี ไม่ได้จ้างทำงานในลักษณะที่เป็นงานอุตสาหกรรม
  6. โรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าโรงเรียนเอกชน เฉพาะผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา เท่านั้นที่ไม่ต้องเข้ากองทุนฯ นอกเหนือไปจากนั้นลูกจ้างของโรงเรียน เช่น แม่บ้าน รักษาความปลอดภัย ธุรการ หรืออื่นๆ ที่ไม่ใช่ครู ยังคงบังคับต้องเข้ากองทุนฯ
  7. มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน (มีกฎหมายเฉพาะบังคับอยู่แล้ว)


         ซึ่งกิจการเหล่านี้ ไม่ได้บังคับ ว่านายจ้างจะต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่หากลูกจ้างมีความประสงค์จะเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และนายจ้างให้ความยินยอม ก็ให้นายจ้างยื่นแบบ สกล.3/1เพื่อขอขึ้นทะเบียนการเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามที่อธิบดีกำหนด

3. ภาระหน้าที่ของนายจ้าง

จะคล้ายกับการยื่นแบบกับประกันสังคม คือเมื่อจ่ายเงินค่าจ้างต้องหักเงินลูกจ้างไว้ในอัตรา0.25%ของค่าจ้าง และนายจ้างสบทบในอัตรา 0.25% หลังจากนั้นนายจ้างมีหน้าที่ยื่นแบบรายการ สกล.3 หรือ สกล.3/1 ให้แก่สำนักงาน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีจ่ายเงินค่าจ้าง ผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มแรงงานช่องทางการลงทะเบียนและการยื่นแบบ อยู่ระหว่างการดำเนินการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน Link >> กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  

*กรณีมีเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูลนายจ้าง/ลูกจ้าง ให้ยื่นแบบ สกล.3/2 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง
 

4. อัตราในการนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

อัตราในการนำส่งเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้างที่ต้องนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแบ่งเป็น2 ระยะดังนี้

1) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 - 30 กันยายน พ.ศ. 2574
      ลูกจ้างและนายจ้าง (แต่ละฝ่าย) ต้องนำส่งเข้ากองทุนฯ ใน 
อัตราร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง

2) ตั้งแต่วันที่1ตุลาคม พ.ศ. 2574 เป็นต้นไป
      ลูกจ้างและนายจ้าง (แต่ละฝ่าย) ต้องนำส่งเข้ากองทุนฯ ใน 
อัตราร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง

5. ฐานค่าจ้างที่นำมาคำนวณ EWF

คำนวณจาก “ค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน” ที่ต้องจ่ายเพื่อตอบแทนสำหรับ ระยะเวลาทำงานปกติ

  • เงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน  (ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร)
  • เงินที่จ่ายในวันหยุด เช่น วันหยุดประจำสัปดาห์ , วันหยุดตามประเพณี , วันหยุดพักผ่อนประจำปี
  • เงินค่าจ้างที่ได้รับในวันลาตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด เช่น ลาป่วย, ลาคลอด

(ค่าล่วงเวลา (OT) ค่ากะ เงินโบนัส เบี้ยขยัน ไม่นำมารวมคำนวณในการนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง)

 “ค่าจ้าง”โดยบางสถานประกอบการอาจจะไม่ได้คำนวณเพียงฐานเงินเดือนเท่านั้น ทั้งนี้สามารถอิงตามนิยามค่าจ้างของกฎหมายแรงงาน หรือหลักเกณฑ์ค่าจ้างของสถานประกอบการนั้น เช่น เงินเดือน ค่าตำแหน่ง ค่าครองชีพ หรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะเป็นค่าจ้าง ที่ตกลงจ่ายจากการทำงานปกติ โดย ไม่มีเพดานค่าจ้างแบบประกันสังคม
 
ตัวอย่างค่าจ้าง 80,000 บาท × 0.25% = ลูกจ้าง 200 บาท + นายจ้าง 200 บาท = นำส่งรวม 400 บาท/เดือน

6. ลูกจ้างที่ต้องเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ

  • ลูกจ้างทุกประเภท : ทั้งรายวัน, รายเดือน, พนักงานประจำ,ลูกจ้างพาร์ทไทม์ และ ลูกจ้างสัญญาจ้างชั่วคราว ที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 
  • พนักงานทดลองงาน : แม้บริษัทจะมี Provident Fund แต่หากลูกจ้าง ยังอยู่ในช่วงทดลองงานและยังเข้า Provident Fund ไม่ได้ ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไปก่อน และเมื่อสามารถเข้า Provident Fund ได้แล้ว ก็ให้ทำเรื่องขอหยุดนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพื่อขอนำส่งเข้า Provident Fund (แบบฟอร์มต้องรอทางกรมฯ ประกาศ) ส่วนเงินที่เคยนำส่งเข้ากองทุนฯ ไปแล้วนั้น จะต้องคงไว้จนกว่าพนักงานจะลาออกหรือเสียชีวิต
  • ลูกจ้างที่ไม่ได้เข้า Provident Fund : กรณีบริษัทมี Provident Fund แต่ลูกจ้าง เลือกไม่สมัคร หรือลาออกจาก Provident Fund แต่ยังทำงานอยู่ ลูกจ้างจะต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แทน
  • ลูกจ้างต่างด้าว และลูกจ้างที่ทำงานหลังเกษียณที่ยังคงทำงานต่อ 

7. สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับจากกองทุนฯ

ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินคืน เต็มจำนวน (เงินสะสมของตน + เงินสมทบของนายจ้าง +ดอกผลจากการบริหารกองทุน) โดยแบ่งเป็น 2 บัญชีหลัก

  • บัญชีที่ 1 (เงินของสมาชิก) : จะได้รับเงินคืนเมื่อ พนักออกจากงานในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการลาออกเอง, ถูกเลิกจ้าง (แม้จะทำผิดวินัยก็ตาม), เกษียณอายุ หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง
  • บัญชีที่ 2 (เงินกองทุนกลาง) : เป็นเงินสงเคราะห์จากกองทุนใช้ช่วยเหลือลูกจ้างกรณี นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือเงินที่กฎหมายกำหนด เมื่อถูกเลิกจ้าง โดยลูกจ้างสามารถยื่นคำร้องขอรับเงินสงเคราะห์ตามเงื่อนไข
  • กรณีพนักงานเสียชีวิต : เงินทั้งหมดจะตกแก่ บุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ในแบบ สกล.5 หากไม่ได้ระบุจะจ่ายให้ทายาทตามกฎหมาย

8. การรับเงินเมื่อสิ้นสุดการจ้าง

เมื่อลูกจ้างออกจากงาน ให้แจ้งแก่กองทุนฯ

  • นายจ้าง : กรอกแบบ สกล.3 หรือ 3/1 ที่ต้องยื่นทุกวันที่ 15  ตรงช่อง วันสิ้นสุดงาน ..(ระบุวันที่ลาออก).. และ สาเหตุที่ออกจากงาน.... (ระบุสาเหตุ).....
  • ลูกจ้าง : ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์กับกองทุนฯ จะได้รับเงินคืน ภายใน 30 วันนับแต่วันสิ้นสภาพการจ้าง โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารพนักงานตามที่แจ้งไว้ในคำขอ (เงินจะได้คืนผ่านระบบ e-Service ไม่ผ่านมือเจ้าหน้าที่กรมฯ)

9. บทลงโทษ

กรณีนายจ้าง ไม่ยื่นแบบรายการ สกล.3 หรือ สกล.3/1 หรือไม่แจ้งขอเปลี่ยนแปลง/แก้ไขเพิ่มเติมแบบรายการ สกล.3/2

  • มีความรับผิดทางอาญา ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 156 
  • มีความรับผิดทางปกครอง พนักงานตรวจแรงงาน มีอำนาจออกคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด

          - หากนายจ้างได้ปฏิบัติตาม การดำเนินคดีอาญาย่อมเป็นอันระงับไป ตามมาตรา 139(3) 

          - หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม ให้มีโทษอาญาตามมาตรา 156 และปรับเป็นพินัยตามมาตรา 146

  • มีความรับผิดทางแพ่ง จ่ายเงินเพิ่ม 5% ต่อเดือน ของเงินที่ไม่ได้นำส่ง/เงินที่ยังขาดอยู่นับแต่วันที่ต้องนำส่ง
  • มีความรับผิดทางปกครอง พนักงานตรวจแรงงาน มีอำนาจออก

          - คำเตือน เป็นหนังสือ ให้นายจ้างนำเงินที่ค้างมาชำระ ภายในระยะเวลาที่กำหนดไม่น้อยกว่า 30 วัน

          - หากไม่นำส่งเงินที่ค้าง ออกคำสั่งเป็นหนังสือ ให้ยึด อายัด และขายทอดตลาด ทรัพย์สินของนายจ้าง



ขั้นตอนการปฏิบัติและนำส่งแบบ

ขั้นตอน

กรณี / แบบฟอร์ม

วิธีดำเนินการ / กำหนดเวลา

1. ขึ้นทะเบียนครั้งแรก

นายจ้างที่อยู่ในบังคับมีลูกจ้างตั้งแต่10 คนขึ้นไปและไม่ได้จัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมายอื่น เช่น Provident Fund → แบบ สกล.3

เริ่มดำเนินการตั้งแต่1 ตุลาคม 2569 ผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มแรงงานhttps://eservice.labour.go.th/


เมื่อเจ้าหน้าที่อนุมัติ

นายจ้างจะได้รับหนังสือรับรอง สกล.4และสามารถพิมพ์จากระบบ e-Service เก็บไว้เป็นหลักฐาน

2. ขึ้นทะเบียนโดยสมัครใจ

นายจ้างที่ไม่อยู่ในบังคับ เช่น มีลูกจ้าง น้อยกว่า 10 คน หรือเป็นกิจการที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. แต่ลูกจ้างประสงค์เข้ากองทุนและนายจ้างยินยอม → แบบ สกล.3/1

ยื่นผ่านระบบ e-Service  ผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มแรงงานhttps://eservice.labour.go.th/
  
* หมายเหตุ*กรณีที่บริษัทฯ ไม่อยู่ในบังคับแต่ลูกจ้างสมัครใจจะเข้ากองทุนนี้และนายจ้างยินยอม เมื่อเข้าแล้วจะไม่สามารถลาออกระหว่างทางได้ จนกว่าจะสิ้นสุดสภาพการจ้างหรือเสียชีวิต

เมื่อเจ้าหน้าที่อนุมัติ

นายจ้างจะได้รับหนังสือรับรอง สกล.4/1 และสามารถพิมพ์จากระบบ e-Service เก็บไว้เป็นหลักฐาน
 

3. นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ

  • เมื่อจ่ายเงินค่าจ้างให้นายจ้างหักเงินสะสมของลูกจ้าง และจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง เช่น งวดค่าจ้าง ต.ค. 2569 
  • นำส่งแบบ สกล.3 หรือ สกล.3/1 ผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มแรงงาน

กำหนดเวลา :นำส่ง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายค่าจ้าง(งวดแรก ต.ค. 2569 นำส่งภายใน 15 พ.ย. 2569)
 

รูปแบบการนำส่งข้อมูล :ผ่านระบบ e-Service ได้ 2 วิธี

  1. นำเข้าไฟล์ Excel (Bulk Upload)
  2. เพิ่ม/คีย์ข้อมูลรายคนในระบบ

4. ช่องทางการชำระเงิน & การรับใบเสร็จ

ช่องทางในการชำระเงิน ตามแบบสกล.3 หรือ สกล.3/1

ช่องทางการชำระเงิน & การรับใบเสร็จ (Payment Methods)

  • เลือกชำระได้ 2 วิธี :
    1. สแกน QR Code ที่สร้างจากระบบ
    2. พิมพ์ ใบแจ้งการชำระเงิน (Pay-in Slip) ไปชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคาร
  • ใบเสร็จรับเงิน : สามารถดาวน์โหลดและพิมพ์ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จากระบบ e-Service ได้ทันที

5. การเปลี่ยนแปลงข้อมูลและแจ้งสิ้นสุดสภาพ

เช่น เปลี่ยนชื่อบริษัท ที่อยู่ หรือข้อมูลเกี่ยวกับลูกจ้าง/การสิ้นสุดการเป็นสมาชิก ฯลฯ → แบบ สกล.3/2

แจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูล (แบบ สกล.3/2) :

  • ดำเนินการผ่านระบบ e-Service ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด


การลงทะเบียนและนำส่งเงินสงเคราะห์ ผ่านระบบe-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มแรงงานเท่านั้น ไม่ยื่นด้วยแบบกระดาษแล้ว

Link >> กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

คลิปแนะนำการใช้งาน EwFund สำหรับนายจ้าง

ไฟล์ Excel สำหรับจัดเตรียม และนำเข้าบัญชีรายชื่อลูกจ้าง

https://itserver15.labour.go.th/.../request-download.php...

คำอธิบาย

https://itserver15.labour.go.th/.../request-download.php...

การลงทะเบียนและการเข้าสู่ระบบ

https://www.youtube.com/watch?v=iTKCZXdx5_s

การบริหารจัดการ PIN CODE

https://www.youtube.com/watch?v=o86zsk8DmEo

การนำเข้าข้อมูลลูกจ้าง

https://www.youtube.com/watch?v=ZgdJ6CRXW3o

ตัวอย่างข้อมูลลูกจ้างที่นำเข้า

https://www.youtube.com/watch?v=miobEj1vzDI

Q & A การจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง Ewfund Ep.1-3

https://area8.labour.go.th/2015-12.../767-q-a-ewfund-ep-1-3

Cr. ข้อมูลจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 8




*****************************************************************************

คำตอบและรายละเอียดทางกฎหมายแรงงาน การบัญชี และภาษีอากร สำหรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีดังนี้

1. บริษัทต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ ลูกจ้าง เฉพาะพนักงานที่ลาออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงาน ใช่หรือไม่


คำตอบ : ใช่คะ

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป มีหน้าที่ต้องจัดตั้งและนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เว้นแต่ นายจ้างจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ให้แก่ลูกจ้าง

ข้อยกเว้นนี้จะคุ้มครองเฉพาะ "ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก PVD" เท่านั้น ดังนั้น พนักงานที่ไม่ได้เป็นสมาชิก PVD (รวมถึงผู้ที่ลาออกจาก PVD แต่ยังคงทำงานอยู่กับบริษัท) บริษัทจะมีหน้าที่ต้องหักเงินสะสมของพนักงานและจ่ายเงินสมทบเข้า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สำหรับพนักงานกลุ่มนี้เป็นรายบุคคล

Q3 : หากลูกจ้างบางส่วนเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ลูกจ้างที่เหลือต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์

หรือไม่?

A: ต้องเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตัวอย่างเช่น มีลูกจ้าง 10 คน เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 8 คน ลูกจ้างอีก 2 คนต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง


Q4 : เมื่อลูกจ้างเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว สามารถหยุดส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ได้หรือไม่?

A: สามารถหยุดส่งได้เมื่อเข้าเงื่อนไขการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ไม่สามารถขอเงินคืนได้ หากยังมีสถานะเป็นลูกจ้างอยู่



2. กรณีพนักงานเข้าใหม่ อยู่ระหว่างทดลองงาน 3 เดือน ต้องนำส่งหรือไม่ และหลังผ่านทดลองงานเข้า PVD แล้วจึงไม่ต้องนำส่ง ใช่หรือไม่


คำตอบ : ใช่คะ

  • ช่วงทดลองงาน (ยังไม่ได้เป็นสมาชิก PVD) : บริษัทมีหน้าที่ต้องหักเงินสะสมและจ่ายเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างสำหรับพนักงานใหม่รายนั้น
  • หลังผ่านทดลองงานและสมัครเข้า PVD : เมื่อพนักงานได้รับการอนุมัติเข้าเป็นสมาชิก PVD เรียบร้อยแล้ว สิทธิการยกเว้นจะเกิดขึ้นทันที บริษัทสามารถหยุดนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างสำหรับพนักงานรายนั้น ตั้งแต่เดือนที่พนักงานเริ่มมีสถานะเป็นสมาชิก PVD เป็นต้นไป
  • การกรอกแบบ สกล.3 หรือ 3/1 ให้ระบุเหตุผลว่า เข้าเป็นสมาชิก PVD


Q52 : หากลูกจ้างพ้นทดลองงานแล้วเปลี่ยนไปเข้ากองทุน PVD จะทำอย่างไร?

A: เมื่อลูกจ้างเปลี่ยนไปเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD สามารถหยุดการนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ แต่ยังไม่สามารถขอรับเงินคืนทันที เพราะยังมีสถานะเป็นลูกจ้างอยู่ นายจ้างควรระบุการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไว้ในหมายเหตุของแบบ สกล.3


3. ขอทราบวิธีการนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง


คำตอบ 
:

  • อัตราการนำส่ง : 
    • เมื่อจ่ายเงินค่าจ้างให้นายจ้างหักเงินสะสมของลูกจ้าง และจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง เช่น งวดค่าจ้าง ต.ค. 2569 

  • นำส่งแบบสกล.3 หรือ สกล.3/1 ผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มแรงงาน หักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้าง อัตราตามที่กฎกระทรวงกำหนด ร้อยละ 0.25 ของค่าจ้างและนายจ้างจ่ายเงินสมทบในอัตราเท่ากัน

อัตราในการนำส่งเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้างที่ต้องนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้

1) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 - 30 กันยายน พ.ศ. 2574
      ลูกจ้างและนายจ้าง (แต่ละฝ่าย) ต้องนำส่งเข้ากองทุนฯ ใน 
อัตราร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง

2) ตั้งแต่วันที่1ตุลาคม พ.ศ. 2574 เป็นต้นไป
      ลูกจ้างและนายจ้าง (แต่ละฝ่าย) ต้องนำส่งเข้ากองทุนฯ ใน 
อัตราร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง

  • กำหนดเวลา : นำส่ง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายค่าจ้าง (งวดแรก ต.ค. 2569 นำส่งภายใน 15 พ.ย. 2569)

  • รูปแบบการนำส่งข้อมูล : ยื่น ผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มแรงงานhttps://eservice.labour.go.th/ได้ 2 วิธี

          1. นำเข้าไฟล์ Excel (Bulk Upload)

          2. เพิ่ม/คีย์ข้อมูลรายคนในระบบ

  • ช่องทางในการชำระเงิน ตามแบบสกล.3 หรือ สกล.3/1 :
  • เลือกชำระได้ 2 วิธี :
    • สแกน QR Code ที่สร้างจากระบบ
    • พิมพ์ ใบแจ้งการชำระเงิน (Pay-in Slip) ไปชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคาร

  • ใบเสร็จรับเงิน : สามารถดาวน์โหลดและพิมพ์ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จากระบบ e-Service ได้ทันที

     

Q9 : อัตราเงินสะสมและเงินสมทบเป็นเท่าใด?

A: แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่

ช่วงเวลา

เงินสะสมที่หักจากลูกจ้าง

เงินสมทบที่นายจ้างจ่าย

1 ตุลาคม 2569 - 30 กันยายน 2574

ร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง

ร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป

ร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง

ร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง


Q10 : เงินสะสมและเงินสมทบคำนวณจากอะไร?

A: คำนวณจาก “ค่าจ้าง” ของลูกจ้างตามความหมายในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541


Q11 : ค่าจ้างตามกฎหมายหมายถึงอะไร?

A: หมายถึง เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง สำหรับเวลาทำงานปกติ โดยอาจจ่ายเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือคำนวณตามผลงานรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดหรือวันลา ซึ่งลูกจ้างมีสิทธิได้รับแม่ไม่ได้ทำงาน


Q12 : เงินประเภทใดถือเป็นค่าจ้าง?

ตัวอย่างเช่น

*  เงินเดือน

*  ค่าครองชีพที่จ่ายเป็นประจำและแน่นอน

*  ค่าตำแหน่งที่จ่ายเป็นประจำทุกเดือน

*  เบี้ยเลี้ยงที่จ่ายเป็นประจำทุกเดือน

*  ค่าคอมมิชชั่นในบางกรณี หากมีลักษณะเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามเวลาปกติ

*  เงินที่จ่ายในวันหยุดและวันลาตามสิทธิของลูกจ้าง


Q13 : เงินประเภทใดไม่ถือเป็นค่าจ้าง?

ตัวอย่างเช่น

*หุ้น

*เครื่องแบบ

*รถยนต์ประจำตำแหน่ง

*คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ

*ค่าเช่าบ้าน

*เงินช่วยเหลือบุตร

*ค่าอาหารกลางวัน

*โบนัส

*เบี้ยประชุมกรรมการ

*ค่าน้ำมันรถที่จ่ายตามใบเสร็จ

*ค่ารับรองลูกค้า

*ค่าจอดรถ 

*ค่าทางด่วน

*ค่าทำงานล่วงเวลา

*ค่าทำงานในวันหยุด

*** การพิจารณาต้องดูข้อเท็จจริงและลักษณะการจ่ายเงินเป็นรายกรณี ***

Q18 : นายจ้างขึ้นทะเบียนกองทุนได้ที่ใด?

A: ขึ้นทะเบียนผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ eservice.labour.go.th หากมี Username และ Password อยู่แล้ว สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อขอ Pin Code สำหรับใช้งานระบบเงินสะสมและเงินสมทบได้


Q19 : แบบใดใช้สำหรับขึ้นทะเบียน?

A: ใช้แบบดังต่อไปนี้

  • แบบ สกล.3 หรือ สกล.3/1
  • กรอกรายละเอียดสถานประกอบกิจการและรายชื่อลูกจ้าง เลขประจำตัว
  • อัปโหลดไฟล์ Excel เข้าระบบ หรือกรอกข้อมูลในระบบโดยตรง 

เมื่อดำเนินการแล้ว กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะออกหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียน แบบ สกล.4 หรือ สกล.4/1 ในรูปแบบ e-Certificate


Q20 : นายจ้างต้องนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบภายในวันใด?

A: ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสะสมไว้ และต้องดำเนินการทุกเดือน


Q21 : ขั้นตอนการนำส่งเงินทำอย่างไร?

A: ดำเนินการดังนี้ 

  1. เข้าระบบ ewfund.labour.go.th โดยใช้ Pin Code
  2. กรอกข้อมูลผ่านแบบ สกล.3 หรือ สกล.3/1
  3. ระบุรายชื่อลูกจ้างและจำนวนเงินที่ต้องนำส่ง
  4. อัปโหลดไฟล์หรือกรอกข้อมูลผ่านระบบโดยตรง
  5. ชำระเงินผ่านระบบ Cross Bank Bill Payment หรือพิมพ์ Bill Payment ไปชำระที่ธนาคาร
  6. ดาวน์โหลดใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Receipt


4. วิธีการบันทึกบัญชี และชื่อบัญชีที่เกี่ยวข้อง

คำตอบ :

ชื่อบัญชีที่เกี่ยวข้อง (ต้องแล้วแต่บริษัทจะกำหนด จะขอยกตัวอย่างให้ประมาณนี้คะ)

  1. หมวดค่าใช้จ่าย (Profit & Loss):
    • ไทย : เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
    • English : Employer Contribution to Employee Welfare Fund Expense
  1. หมวดหนี้สินหมุนเวียน (Balance Sheet):
    • ไทย : เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างค้างนำส่ง / เจ้าหนี้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
    • English : Employee Welfare Fund Payable / Accrued Employee Welfare Fund

วิธีการบันทึกบัญชี

1) ณ วันจ่ายเงินเดือน (บันทึกตั้งค้างจ่ายเงินเดือนและเงินสมทบเข้ากองทุนฯ) :

  • Dr. เงินเดือนและค่าจ้าง (Salaries and Wages Expense) [จำนวนเงินเดือนเต็ม]
  • Dr. เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employer Contribution to EWF Expense) [ส่วนที่บริษัทสมทบ]
  • Cr. เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างค้างนำส่ง (Employee Welfare Fund Payable) [ส่วนลูกจ้างสะสม + ส่วนนายจ้างสมทบ]
  • Cr. เงินฝากธนาคาร (Bank / Salaries Payable) [เงินเดือนสุทธิที่จ่ายให้พนักงาน]
  • Cr. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย / ประกันสังคมค้างจ่าย (ถ้ามี)

2) ณ วันที่นำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป) :

  • Dr. เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างค้างนำส่ง (Employee Welfare Fund Payable)
  • Cr. เงินฝากธนาคาร (Bank)

5. เงินที่บริษัทสมทบเข้ากองทุนถือเป็นเงินได้พนักงานที่ต้องรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่

คำตอบ :  ปัจจุบันกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ส่งเรื่องให้แก่กระทรวงการคลังแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร ดังนั้น จึงยังไม่อาจให้คำตอบได้ในตอนนี้คะ ต้องรอกฎหมายประกาศออกมาอีกครั้ง

  • เงินสมทบนายจ้างสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ 
  • เงินที่ได้รับจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้หรือไม่

แต่มีความเป็นได้สูงมาก ว่าจะได้นำมาหักลดหย่อนได้ สำหรับเงินสมทบนายจ้าง และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีได้รับเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง

Q36: เงินสมทบนายจ้างสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้หรือไม่?

A: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร



คำถาม : เงินที่ได้รับจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้หรือไม่

คำตอบ : ณ ตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายให้ยกเว้นภาษีเงินได้ แต่คาดว่าน่าจะมียกเว้นภาษีมาให้เหมือนกองทุนอื่นๆ 



หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ