Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บริษัทฯ ซื้อเครื่องจักรจากประเทศจีน และซัพพลายเออร์ส่งพนักงานเข้ามาติดตั้งเครื่องจักรในไทยเกิน 180 วัน


เรื่อง บริษัทฯ ซื้อเครื่องจักรจากประเทศจีน และซัพพลายเออร์ส่งพนักงานเข้ามาติดตั้งเครื่องจักรในไทยเกิน 180 วัน
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 09/03/2026 - วันที่ตอบ 09/03/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย ข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ
ปุจฉา
กรณีที่บริษัทฯ ซื้อเครื่องจักรจากจีน และซัพพลายเออร์เข้ามาติดตั้งในไทย ถ้าซัพพลายเออร์อยู่เกิน 180 วัน
    1. บริษัทฯ ต้องหัก ณ ที่จ่าย 5% ใช่หรือไม่ โดยนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ใช่หรือไม่
    2. จากข้อที่ 1 ทางซัพพลายเออร์ต้องไปขอเลขผู้เสียภาษี 13 หลักจากสรรพากร เพื่อนำส่งภาษีใช่หรือไม่ ถ้าไม่ขอมีวิธีอื่นหรือไม่ครับ เป็นยื่น 54 หัก 5% ได้หรือไม่
    3. 180 วันนับจากที่ซัพพลายเออร์เข้ามาไทย ไม่ว่าจะมาทำงานให้ใครก็ตามจะเริ่มนับตั้งแต่เข้ามาใช่หรือไม่ เพราะซัพพลายเออร์มาติดตั้งให้ทางบริษัทยังไม่ถึง 180 วัน แต่ถ้านับที่ซัพพลายเออร์เข้ามาแล้วไปติดตั้งให้กับบริษัทอื่นด้วยก็จะเกิน 180 วันครับ
วิสัชนา
1. ตามข้อ 5 และข้อ 7 ว่าด้วยสถานประกอบการถาวร และกำไรธุรกิจ แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–สาธารณรัฐประชาชนจีน 
    “ข้อ 5 สถานประกอบการถาวร
     1. เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งความตกลงนี้ คำว่า "สถานประกอบการถาวร" หมายถึง สถานธุรกิจประจำซึ่งวิสาหกิจใช้ประกอบธุรกิจทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน
     2. คำว่า "สถานประกอบการถาวร" จะรวมถึงโดยเฉพาะ
         (ก) สถานจัดการ
         (ข) สาขา
         (ค) สำนักงาน
         (ง) โรงงาน
         (จ) โรงช่าง
         (ฉ) ที่ทำการเพาะปลูกหรือไร่สวน
         (ช) เหมืองแร่ บ่อน้ำมันหรือบ่อก๊าซ เหมืองหิน หรือสถานที่อื่นๆ ที่ใช้ ในการขุดทรัพยากร ธรรมชาติ
         (ซ) ที่ตั้งอาคาร โครงการก่อสร้าง โครงการติดตั้งหรือโครงการประกอบ หรือกิจกรรมตรวจควบคุมเกี่ยวกับการนั้นในกรณีที่ที่ตั้งโครงการหรือ กิจการดังกล่าวดำเนินติดต่อกันเป็นระยะเวลาเกินกว่าหกเดือน
         (ฌ) คลังสินค้า ในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลซึ่งจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวก ในการเก็บรักษาสินค้าสำหรับบุคคลอื่น
         (ญ) การจัดให้มีการบริการรวมถึงบริการให้คำปรึกษาโดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใด โดยผ่านทางลูกจ้างหรือบุคลากรอื่น ทั้งนี้กิจกรรมในลักษณะนั้นต้องดำเนินติดต่อกัน (สำหรับโครงการเดียวกันหรือโครงการที่เกี่ยวเนื่อง) ภายในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง เป็นระยะเวลาเดียวหรือหลายระยะรวมกันเกินกว่า 183 วัน ในระยะ เวลาสิบสองเดือนใดๆ
     3. แม้จะมีบทบัญญัติก่อนๆ ของข้อนี้อยู่ คำว่า "สถานประกอบการถาวร" มิให้ถือว่ารวมถึง
         (ก) การใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเพียงเพื่อความมุ่งประสงค์ในการเก็บ รักษาหรือการจัดแสดงสิ่งของหรือสินค้าซึ่งเป็นของวิสาหกิจ
         (ข) การเก็บรักษามูลภัณฑ์สิ่งของหรือสินค้าซึ่งเป็นของวิสาหกิจนั้น เพียงเพื่อความมุ่งประสงค์ในการเก็บรักษาหรือจัดแสดง
         (ค) การเก็บรักษามูลภัณฑ์สิ่งของหรือสินค้าซึ่งเป็นของวิสาหกิจนั้น เพียงเพื่อความมุ่งประสงค์ให้วิสาหกิจอื่นใช้ในการแปรสภาพ
         (ง) การมีสถานธุรกิจประจำไว้เพียงเพื่อความมุ่งประสงค์ในการจัดซื้อสิ่ง ของหรือสินค้าหรือเพื่อรวบรวมข้อสนเทศเพื่อวิสาหกิจนั้น
         (จ) การมีสถานธุรกิจประจำไว้เพียงเพื่อความมุ่งประสงค์ในการโฆษณา การให้ข้อสนเทศ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือเพื่อกิจกรรมที่คล้าย คลึงกันซึ่งมีลักษณะเป็นการเตรียมการหรือเป็นส่วนประกอบให้กับ วิสาหกิจนั้น
     4. บุคคลใด (นอกจากนายหน้า ตัวแทนการค้าทั่วไปหรือตัวแทนอื่นใดที่มีสถานภาพเป็นอิสระซึ่งอยู่ในบังคับของวรรค 5) ซึ่งกระทำการในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งในนามของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจะถือว่าเป็นสถานประกอบการถาวรในรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรกถ้า
         (ก) บุคคลนั้นมีและใช้อย่างเป็นปกติวิสัยในรัฐผู้ทำสัญญาที่กล่าวถึงรัฐแรก ซึ่งอำนาจในการทำสัญญาในนามของวิสาหกิจนั้น เว้นไว้แต่ว่ากิจกรรมต่าง ๆ ของบุคคลนั้นจำกัดอยู่แต่เฉพาะเพียงกิจกรรมที่กล่าวไว้ในวรรค 3 ซึ่งหากดำเนินการโดยผ่านสถานธุรกิจประจำแล้ว จะไม่ทำให้สถานธุรกิจประจำนี้เป็นสถานประกอบการถาวรภายใต้บทบัญญัติของวรรคนั้น
         (ข) บุคคลนั้นได้เก็บรักษาในรัฐผู้ทำสัญญาที่กล่าวถึงรัฐแรก ซึ่งมูลภัณฑ์สิ่งของหรือสินค้าซึ่งเป็นของวิสาหกิจซึ่งบุคคลนั้นดำเนินการสั่งซื้อจากหรือส่งมอบในนามของวิสาหกิจนั้นเป็นประจำหรือ
         (ค) บุคคลนั้นจัดหาอย่างเป็นปกติวิสัยในรัฐแรก ซึ่งคำสั่งซื้อทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดเพื่อวิสาหกิจนั้น หรือเพื่อวิสาหกิจนั้นและวิสาหกิจ อื่นๆ ซึ่งอยู่ในความควบคุมของวิสาหกิจนั้น หรือมีผลประโยชน์ควบ คุมอยู่ในวิสาหกิจนั้น
     5. วิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งจะไม่ถือว่ามีสถานประกอบการถาวรในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งเพียงเพราะว่าได้ประกอบธุรกิจในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้น โดยผ่านทางนายหน้า ตัวแทนการค้าทั่วไปหรือตัวแทนอื่นใดที่มีสถานภาพเป็นอิสระ เมื่อบุคคลเช่นว่านั้นได้กระทำตามทางอันเป็นปกติแห่งธุรกิจของตน เพื่อความมุ่งประสงค์นี้ตัวแทนหนึ่งใดจะไม่ถือว่าเป็นตัวแทนที่มีสถานภาพเป็นอิสระถ้าตัวแทนนั้นดำเนินกิจกรรมในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งตามที่ระบุไว้ในวรรค 4 ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเพื่อวิสาหกิจนั้น หรือเพื่อวิสาหกิจนั้นและวิสาหกิจอื่นซึ่งอยู่ในความควบคุมของวิสาหกิจนั้นหรือมีผลประโยชน์ควบคุมอยู่ในวิสาหกิจนั้น
     6. แม้จะมีบทบัญญัติในวรรคก่อนๆ ของข้อนี้อยู่วิสาหกิจประกันภัยของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง ยกเว้นในกรณีของการรับประกันภัยต่อ จะถือว่ามีสถานประกอบการถาวรในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้น ถ้าวิสาหกิจนั้นเรียกเก็บเบี้ยประกันในอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้น หรือรับประกันความเสี่ยงภัยภายในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้น โดยผ่านทางลูกจ้างหรือผ่านทางตัวแทนซึ่งมิได้เป็นตัวแทนที่มีสถานภาพเป็นอิสระตามความหมายของวรรคที่ 5
     7. ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัทซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งควบคุมหรืออยู่ในความควบคุมของบริษัทซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง หรือซึ่งประกอบธุรกิจในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้น (ไม่ว่าจะผ่านสถานประกอบการถาวรหรือไม่ก็ตาม) มิเป็นเหตุให้บริษัทหนึ่งบริษัทใดเป็นสถานประกอบการถาวรของอีกบริษัทหนึ่ง
     ข้อ7 กำไรธุรกิจ
     1. กำไรของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งอาจเก็บภาษีได้ในรัฐนั้นเท่านั้น เว้นแต่วิสาหกิจนั้นประกอบธุรกิจในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง โดยผ่านสถานประกอบการถาวรซึ่งตั้งอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้น ถ้าวิสาหกิจนั้นประกอบธุรกิจดังกล่าวข้างต้น กำไรของวิสาหกิจอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งแต่ต้องเก็บจากกำไรเพียงเท่าที่ถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้น
     2. ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของวรรค 3 ในกรณีที่วิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งประกอบธุรกิจในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง โดยผ่านสถานประกอบการถาวรซึ่งตั้งอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้น ในแต่ละรัฐผู้ทำสัญญาให้ถือว่ากำไรเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้นในส่วนที่พึงคาดหวังได้ว่าสถานประกอบการถาวรนั้นจะได้รับ ถ้าสถานประกอบถาวรนั้นเป็นวิสาหกิจอันแยกต่างหากและประกอบกิจกรรมเช่นเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน ภายใต้ภาวะเช่นเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน และติดต่อกันอย่างเป็นอิสระโดยแท้จริงกับวิสาหกิจซึ่งตนเป็นสถานประกอบการถาวรนั้น
     3. ในการกำหนดกำไรของสถานประกอบการถาวร จะยอมให้หักเป็นค่าลดหย่อนซึ่งค่าใช้จ่ายที่มีขึ้นเพื่อความมุ่งประสงค์ทางธุรกิจของสถานประกอบการถาวรนั้นรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบริหารและจัดการทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นไม่ว่าในรัฐผู้ทำสัญญาที่สถานประกอบการถาวรนั้นตั้งอยู่หรือที่อื่น
     4. หากเป็นประเพณีในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งที่จะกำหนดกำไรอันเป็นของสถานประกอบการถาวรโดยอาศัยมูลฐานอัตราส่วนร้อยละตามสมควรของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายของวิสาหกิจหรือของสถานประกอบการถาวรหรือโดยอาศัยมูลฐานการปันผลกำไรทั้งสิ้นของวิสาหกิจให้แก่ส่วนต่างๆ ของวิสาหกิจ มิให้ข้อความใดในวรรค 2 ตัดหนทางรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้นในการกำหนดผลกำไรเพื่อเสียภาษีโดยการปันผลนั้นอาจเป็นไปตามประเพณี อย่างไรก็ตามวิธีกำหนดนั้นจะต้องเป็นวิธีที่มีผลตามหลักการต่างๆ ซึ่งกำหนดไว้ในข้อนี้
     5. มิให้ถือว่ากำไรเป็นของสถานประกอบการถาวรโดยเหตุผลเพียงว่าสถานประกอบการถาวรนั้นซื้อของหรือสินค้าเพื่อวิสาหกิจ
     6. เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งวรรคก่อนๆ กำไรที่จะถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรจะวินิจฉัยตามวิธีเดียวกันเป็นปีๆ ไป เว้นไว้แต่จะมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอที่จะใช้วิธีอื่น
     7. ในกรณีที่กำไรรวมรายการเงินได้ซึ่งบัญญัติไว้ต่างหากในข้ออื่นๆ ของความตกลงนี้ ในกรณีนั้นบทบัญญัติต่างๆ ของข้ออื่นๆ นั้นย่อมไม่ถูกกระทบกระเทือนโดยบทบัญญัติของข้อนี้”

2. ตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 กรมสรรพากรได้กำหนดให้บุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นที่เป็นผู้จ่ายค่าจ้างทำของให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งตามกฎหมายของต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทย โดยมิได้มีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของเงินได้ และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ดังนี้ 
    “ข้อ 12 ให้บุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าจ้างทำของให้แก่ผู้รับจ้างซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทย โดยมิได้มีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทยหักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0” 

3. กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 8/2528 ลงวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2528 ดังต่อไปนี้
    "ข้อ 1 กรณีการจ่ายเงินค่าจ้างทำของให้แก่ผู้รับจ้างที่ผู้ว่าจ้างจะต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งในอัตราร้อยละ 5.0 ของยอดเงินค่าจ้างที่จ่าย จะต้องปรากฎว่า
         (1) ผู้รับจ้างต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทย
         (2) การประกอบกิจการในประเทศไทย ของผู้รับจ้างตาม (1) จะต้องมิใช่กรณีที่ผู้รับจ้างมีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทย และในกรณีที่ผู้รับจ้างมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ถือได้ว่า ผู้รับจ้างมีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทย คือ
              (ก) มีสำนักงานในประเทศไทยที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง
              (ข) มีการประกอบธุรกิจอย่างอื่นนอกจากการรับจ้างทำของในประเทศไทยเป็นประจำ เช่น การซื้อขายสินค้า
              (ค) มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อลูกจ้างในประเทศไทยตามมาตรา 65 ตรี (2) แห่งประมวลรัษฎากร 
         (3) ผู้รับจ้างตาม (1) จะต้องเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 76 ทวิ และมาตรา 66 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร
     ข้อ 2 กรณีผู้รับจ้างได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตนั้น แม้ผู้รับจ้างจะต้องจดทะเบียนการค้าในการประกอบกิจการดังกล่าว ก็ยังถือไม่ได้ว่าผู้รับจ้างมีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นถาวรในประเทศไทย
     ข้อ 3 กรณีผู้รับจ้างมีสถานประกอบการถาวรที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยตามความหมายของคำว่า “สถานประกอบการถาวร” ที่กำหนดไว้ในความตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศในกรณี เช่น กรณีผู้รับจ้างส่งลูกจ้างเข้ามาทำการติดตั้งเครื่องจักรให้แก่ผู้ซื้อในประเทศไทยชั่วระยะเวลาจำกัด กรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าผู้รับจ้างมีสำนักงานสาขาตั้งอยู่ในการถาวรในประเทศไทย"

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า 
กรณีตามข้อเท็จจริงบริษัทฯ ซื้อเครื่องจักรจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และซัพพลายเออร์ได้ส่งพนักงานเข้ามาติดตั้งเครื่องจักรในไทย กรณีที่หากซัพพลายเออร์จัดให้มีการบริการรวมถึงบริการให้คำปรึกษาโดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย โดยผ่านทางลูกจ้างหรือบุคลากรอื่น ทั้งนี้กิจกรรมในลักษณะนั้นต้องดำเนินติดต่อกัน (สำหรับโครงการเดียวกันหรือโครงการที่เกี่ยวเนื่อง) ภายในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง เป็นระยะเวลาเดียวหรือหลายระยะรวมกันเกินกว่า 183 วัน ในระยะ เวลาสิบสองเดือนใด ๆ ถือว่าซัพพลายเออร์ผู้รับจ้างนั้นมี “สถานประกอบการถาวรในประเทศไทย” แต่ยังถือไม่ได้ว่า ซัพพลายเออร์ผู้รับจ้างมีสำนักงานสาขาตั้งอยู่ในการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 8/2528 ลงวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2528 ดังกล่าว 
    1. เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ค่ารับจ้างติดตั้งเครื่องจักรให้แก่ซัพพลายเออร์ดังกล่าว บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ในอัตรา 5% ของเงินได้รวมทั้งประโยชน์เพิ่มอย่างอื่น อาทิ ค่าอาหาร ค่าทีพัก ค่าพาหนะ โดยนำส่ง พร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดีอนถัดไป ถูกต้องแล้วครับ 
    2. จากข้อที่ 1 ทางซัพพลายเออร์ต้องไปขอเลขผู้เสียภาษี 13 หลักจากสรรพากร เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษี และการนำส่งภาษีเงินได้ หรือไม่ มิฉะนั้น จะถือว่า บริษัทฯ มิได้ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง
    3. จำนวน 183 วัน นับจากวันที่พนักงานลูกจ้างของซัพพลายเออร์เข้ามาไทย ไม่ว่าจะมาทำงานให้ใครก็ตามจะเริ่มนับตั้งแต่เข้ามา ถูกต้องแล้วครับ เพราะซัพพลายเออร์มาติดตั้งให้ทางบริษัทยังไม่ถึง 180 วัน แต่ถ้านับที่ซัพพลายเออร์เข้ามาแล้วไปติดตั้งให้กับบริษัทอื่นด้วยก็จะเกิน 180 วัน



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ