Case study

บริษัทประกอบธุรกิจในไทยต้องการกู้เงินจากสถาบันการเงินที่อยู่ในต่างประเทศ


เรื่อง บริษัทประกอบธุรกิจในไทยต้องการกู้เงินจากสถาบันการเงินที่อยู่ในต่างประเทศ
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 18/06/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,อากรแสตมป์
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท ก ประกอบธุรกิจในไทย ต้องการทำการกู้เงินจากสถาบันการเงิน (ธนาคาร) ที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน
อยากสอบถามว่า

1. บริษัทสามารถทำได้หรือไม่ หากทำได้บริษัทมีภาระหน้าที่ที่จะต้องนำส่งภาษีใดบ้างให้แก่กรมสรรพากร

2. มีการกำหนดเพดานมูลค่าเงินกู้หรือไม่

3. มีอะไรบ้างที่บริษัทต้องระวังและจัดเตรียมข้อมูลเพื่อนำส่งให้แก่หน่วยงานต่างๆ

คำตอบ

ประเด็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ภาษี และข้อควรระวังที่ต้องพิจารณา ดังนี้

1. การทำธุรกรรม และภาระหน้าที่ทางภาษี


บริษัท ก สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศจีนได้ โดยไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายไทย แต่เมื่อมีการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้กลับไปยังธนาคารที่ประเทศจีน บริษัท ก จะมีหน้าที่เป็นผู้หักและนำส่งภาษีให้แก่กรมสรรพากรไทย ดังนี้ :

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax - WHT)

 
เมื่อบริษัท ก ไทย จ่าย คืนเงินกู้ยืม (เงินต้น)ไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน จึงไม่มีภาระภาษีใดๆ สามารถจ่ายคืนได้ทั้งจำนวน

  • เมื่อบริษัท ก ไทย จ่าย ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับ "สถาบันการเงิน (ธนาคาร)" ของประเทศจีน (ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ)  ดอกเบี้ย เป็นเงินได้พึงประเมินมาตรา 40(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร 

โดยปกติการจ่ายดอกเบี้ยไปต่างประเทศจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรแต่เนื่องจากประเทศไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศจีน ดังนั้น จึงต้องนำ DTA มาพิจารณาเพิ่ม

  • สิทธิประโยชน์ภาษีซ้อน (DTA ไทย-จีน) : 

เนื่องจากผู้ให้กู้เป็น "สถาบันการเงิน (ธนาคาร)" ของประเทศจีน (ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศภายใต้ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยและจีน (Double Taxation Agreement: DTA) ข้อ 11 วรรคสอง (ดอกเบี้ย) จะมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายพิเศษลดเหลือ 10% (เว้นแต่เป็นธนาคารแห่งประชาชนจีนและธนาคารแห่งประเทศจีนเท่าที่กิจกรรมของธนาคารนั้นที่ ดำเนินการอยู่ในขอบเขต อำนาจตามปกติของธนาคารกลาง จะได้รับยกเว้นภาษีไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย)

  • การนำส่ง : บริษัท ก ต้องหักภาษีนี้ทุกครั้งที่มีการจ่ายดอกเบี้ย และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์)

มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

บัญชีอัตราภาษีเงินได้

" (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

   "(ข) ภาษีตามมาตรา 70 นอกจากที่ระบุใน (ค)                    ร้อยละ 15


อนุสัญญาภาษีซ้อนประเทศไทย - จีน

ข้อ 11 ดอกเบี้ย

1.   ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งและได้จ่ายให้แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้น

2.  อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยเช่นว่านั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาซึ่งดอกเบี้ยนั้นเกิดขึ้นและตามกฎหมายของรัฐนั้น แต่ถ้าผู้รับเป็นเจ้าของที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ย ภาษีที่เรียกเก็บจะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนดอกเบี้ยทั้งสิ้น ในกรณีที่ดอกเบี้ยนั้นได้รับโดยสถาบันการเงิน (รวมทั้งบริษัทประกันภัย)

3.  แม้จะมีบทบัญญัติของวรรค 2 ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งและได้จ่ายให้แก่รัฐบาลของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง จะได้รับการยกเว้นภาษีในรัฐผู้ทำสัญญาที่กล่าวถึงรัฐแรก

                เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งวรรคนี้ คำว่า "รัฐบาล"

                (ก)    ในกรณีของประเทศไทย หมายถึงรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และให้รวมถึง

                               (1)          ธนาคารแห่งประเทศไทย

                               (2)          องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และ

                               (3)          สถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งทุนของสถาบันนั้นเป็นของ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยหรือ

องค์การบริหารส่วน ท้องถิ่นทั้งหมดตามที่อาจตกลงกันเป็นคราวๆ ไประหว่าง เจ้า

หน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาทั้งสองรัฐ

                (ข)  ในกรณีของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน หมายถึง รัฐบาลแห่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชน

จีน และให้รวมถึง

                               (1)          ธนาคารแห่งประชาชนจีนและธนาคารแห่งประเทศจีนเท่าที่กิจกรรมของธนาคารนั้นที่

ดำเนินการอยู่ในขอบเขต อำนาจตามปกติของธนาคารกลาง

                               (2)          องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และ

                               (3)          สถาบันการเงินต่างๆ ที่ทุนของสถาบันนั้นเป็นของรัฐบาล แห่งประเทศสาธารณรัฐ

ประชาชนจีน หรือองค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่นทั้งหมดตามที่อาจตกลงกันเป็นคราวๆ

ไป ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาทั้งสองรัฐ

4.   คำว่า "ดอกเบี้ย" ที่ใช้ในข้อนี้หมายถึงเงินได้จากสิทธิเรียกร้องหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันจำนองหรือไม่ และไม่ว่าจะมีสิทธิร่วมกันในผลกำไรของลูกหนี้หรือไม่ และโดยเฉพาะเงินได้จากหลักทรัพย์รัฐบาลและเงินได้จากหุ้นหรือหุ้นกู้ รวมทั้งพรีเมี่ยมและรางวัลอันผูกพันกับหลักทรัพย์ หุ้นหรือหุ้นกู้ดังกล่าว รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกับเงินได้จากการให้กู้ยืมเงินตามกฎหมายภาษีอากรของรัฐผู้ทำสัญญาซึ่งเงินได้นั้นเกิดขึ้น เบี้ยปรับสำหรับการชำระที่เกินกำหนดจะไม่ถือว่าเป็นดอกเบี้ยตามความมุ่งประสงค์ของข้อนี้


ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

  • ดอกเบี้ย เป็นเงินได้พึงประเมินมาตรา 40(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เนื่องจาก"สถาบันการเงิน (ธนาคาร)" ของประเทศจีน (ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศเป็นการประกอบกิจการในต่างประเทศ รายรับดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในไทยแต่อย่างใด

ดังนั้น บริษัท ก ไทย เมื่อจ่ายดอกเบี้ยให้แต่ธนาคารในประเทศจีน ไม่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ต้องนำส่ง ภ.พ.36 และ ไม่ต้องนำส่ง ภ.ธ.40 


อากรแสตมป์ (Stamp Duty)


สัญญาเงินกู้ที่ "สถาบันการเงิน (ธนาคาร)" ของประเทศจีน (ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศออกให้กับบริษัท ก ไทย ต้องติดอากรแสตมป์หรือไม่นั้น ให้พิจารณารายละเอียด ทีละข้อดังต่อไปนี้

ข้อ 1) การกู้ยืมเงินนี้ มีตราสารที่ต้องเสียอากรหรือไม่ : โดยตราสารที่ต้องติดอากรแสตมป์ คือ ตราสารที่ได้กระทำ (ลงนาม 2 ฝั่ง) ตามมาตรา 103 แห่งประมวลรัษฎากร และเป็น ตราสารที่ระบุ ในบัญชีท้ายหมวดอากรแสตมป์ ตามมาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร 

ข้อ 2) กรณีที่บริษัทมี ตราสารกู้ยืมเงิน ตามลักษณะแห่งตราสารที่ 5 : บริษัทจะต้องเสียอากรแสตมป์ในอัตรา 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท ละ 1 บาท แห่งยอดเงินให้กู้ยืม โดยเมื่อคำนวณแล้วถ้าเกิน 10,000 บาท ให้เสีย 10,000 บาทโดยผู้ที่มีหน้าที่ต้องเสียอากรคือผู้ให้กู้ (ธนาคารในจีน)

** อย่างไรก็ตาม การกู้ยืมเงินนี้ เป็นการทำตราสารระหว่าง บริษัทไทย และ ต่างประเทศ (จีน) จึงต้องพิจารณา  ข้อ 3) ตราสารนั้นกระทำที่ใด กรณีทำที่ต่างประเทศ ได้นำเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่
 

ข้อ 3) ตราสารนั้นกระทำที่ใดกรณีทำที่ต่างประเทศ ได้นำเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ : 

  1. ตราสารที่กระทำในประเทศไทยต้องติดอากรแสตมป์เสมอ ณ วันกระทำตราสาร
  2. ตราสารที่กระทำในต่างประเทศ (ลงลายมือชื่อในต่างประเทศ)
    • นำ ตราสาร เข้ามาในราชอาณาจักร ต้องติดอากรแสตมป์  ณ วันที่ผู้ทรงนำตราสารเข้ามาในประเทศไทย ตามมาตรา 111 แห่งประมวลรัษฎากร
    • มิได้นำตราสารนั้นเข้ามาในประเทศไทย  ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์

หมายเหตุ : ภาพถ่าย Xerox ตราสาร (ถือเข้ามา ส่งไลน์ ส่ง e-mail)  ไม่ถือเป็นตราสารหรือสำเนาตราสาร)


มาตรา 103 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
 
 
“ตราสาร”
หมายความว่า เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้

“กระทำ”เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่า การลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

“ปิดแสตมป์บริบูรณ์” หมายความว่า
  
            (1) ในกรณีแสตมป์ปิดทับ คือ การได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว หรือ
  
( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.153/2559 )
              (2) ในกรณีแสตมป์ดุน คือ การได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสารให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน และชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือ
  (3) ในกรณีชำระเป็นตัวเงิน คือ การได้เสียอากรเป็นตัวเงิน เป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียตามบทบัญญัติในหมวดนี้ หรือตามระเบียบซึ่งอธิบดีจะได้กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

  
การปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามที่กำหนดใน (1) และ (2) ดังกล่าวข้างต้นนั้น ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ปฏิบัติตามที่กำหนดใน (3) แทนได้


มาตรา 104 ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น



มาตรา 111 ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยามให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้นถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์
ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสารต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงจะยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรอง สลักหลัง โอน หรือถือเอาประโยชน์ได้
  ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสารตามความในมาตรานี้มาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดเวลาที่กล่าวในวรรค 1 ผู้ทรงคนนั้นจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้ โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อน ๆ


 

บัญชีอัตราอากรแสตมป์

ลักษณะแห่งตราสาร

อากรแสตมป์

ผู้ที่ต้อง

เสียอากร

ผู้ที่ต้องขีดฆ่า

แสตมป์

5. กู้ยืมเงินหรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร

ทุกจำนวนเงิน 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท แห่งยอดเงินให้กู้ยืมหรือตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชี

ค่าอากรตามลักษณะแห่งตราสารนี้ เมื่อคำนวณแล้วถ้าเกิน 10,000 บาท ให้เสีย 10,000 บาท

ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

การกู้ยืมเงินซึ่งสมาชิกกู้ยืมจากสหกรณ์หรือสหกรณ์กู้ยืมจากสหกรณ์หรือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

(พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2529 ใช้บังคับ 1 ก.พ.2529 เป็นต้นไป)


  
1 บาท


  ผู้ให้กู้


  ผู้กู้


2. การกำหนดเพดานมูลค่าเงินกู้


ในแง่กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน (Exchange Control) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกฎหมายแพ่ง ไม่มีการกำหนดเพดานขั้นสูงของมูลค่าเงินกู้ บริษัทสามารถกู้ยืมวงเงินเท่าใดก็ได้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอนุมัติ (Credit Line) ของธนาคารในจีน

อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดทางอ้อมที่ต้องระวัง :

  • อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt-to-Equity Ratio - D/E Ratio) : แม้ประเทศไทยจะไม่มีกฎหมาย Thin Capitalization (การตั้งทุนที่ต่ำเกินไปเพื่อสร้างดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายภาษี) เป็นการทั่วไปสำหรับบริษัทเอกชนทั่วไป แต่อาจมีเงื่อนไขในสัญญากู้ยืม (Financial Covenants) จากธนาคารผู้ให้กู้เองที่ระบุให้บริษัทต้องรักษาระดับ D/E Ratio ไว้ตามที่กำหนด
  • การยอมรับเป็นรายจ่ายทางภาษี : ดอกเบี้ยที่จ่ายต้องเป็นอัตราตลาด หากกู้ยืมในมูลค่าที่สูงเกินความจำเป็นของธุรกิจ หรือจ่ายดอกเบี้ยสูงเกินกว่าอัตราตลาดอย่างไม่มีเหตุผลอันสมควร กรมสรรพากรมีอำนาจประเมินปรับปรุงรายจ่ายดอกเบี้ยนั้นไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ได้ 

3. สิ่งที่ต้องระวังและจัดเตรียมข้อมูลเพื่อนำส่งหน่วยงานต่างๆ


การกู้เงินจากต่างประเทศมีหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลักๆ 2 แห่ง คือ ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นตัวแทน (ที่รับเงินโอนเข้า) และ กรมสรรพากร โดยมีข้อควรระวังดังนี้ :

1) การรายงานและการนำเงินเข้า (ธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านธนาคารพาณิชย์)

  • รหัสวัตถุประสงค์การโอน : เมื่อธนาคารในจีนโอนเงินกู้เข้ามาในบัญชีธนาคารของ บริษัท ก ในประเทศไทย บริษัทต้องแจ้งธนาคารพาณิชย์ผู้รับโอนให้ระบุรหัสวัตถุประสงค์การโอนเงิน (Transaction Code) ให้ถูกต้องชัดเจนว่าเป็น "เงินกู้ยืมจากต่างประเทศ" (Foreign Loan)
  • เอกสารที่ต้องเตรียม : สัญญากู้ยืมเงิน (Loan Agreement) ที่ระบุเงื่อนไขชัดเจน (วงเงิน, อัตราดอกเบี้ย, กำหนดชำระคืน) เพื่อแสดงต่อธนาคารไทยในการขอรับเงิน และเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการโอนเงินต้นและดอกเบี้ยกลับไปประเทศจีนในอนาคต หากข้อมูลระบุไม่ชัดเจน ธนาคารพาณิชย์อาจไม่อนุมัติให้โอนเงินออกไปชำระคืนในภายหลัง

2) ข้อระวังเรื่องสัญญาและการคำนวณภาษี (กรมสรรพากร)

  • ภาระภาษีใครเป็นผู้รับผิดชอบ? (Gross-up Clause) : ธนาคารในต่างประเทศมักจะมีเงื่อนไขในสัญญาว่า "ต้องได้รับดอกเบี้ยเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษีใดๆ" (Net of Tax) หากมีข้อความนี้ หมายความว่า บริษัท ก ต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% แทนธนาคารจีน

ข้อควรระวังทางบัญชีและภาษี : ภาษีที่บริษัทออกแทนให้ ถือเป็น "ผลประโยชน์เพิ่ม" ของผู้รับเงิน ดังนั้นต้องนำค่าภาษีมาคำนวณเป็นฐานเพื่อหัก ณ ที่จ่ายแบบออกให้ตลอดไป (Gross-up) และค่าภาษีที่ออกแทนให้นี้ สามารถถือเป็นรายจ่ายทางภาษีของบริษัท ก ได้ หากสัญญาระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของบริษัทไทยในการรับผิดชอบภาษี

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) : สัญญามักเป็นสกุลเงินหยวน (CNY) หรือดอลลาร์สหรัฐ (USD) บริษัทต้องระมัดระวังผลต่างกำไร-ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่บันทึกรับเงินกู้ วันสิ้นงวดบัญชี และวันที่จ่ายชำระคืน ซึ่งต้องรับรู้ในงบการเงินและคำนวณภาษีตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร

สรุปเอกสารสำคัญที่บริษัท ก ต้องจัดเตรียมไว้

  1. Loan Agreement (สัญญากู้ยืมเงิน) : ฉบับภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีนที่มีการแปลและรับรองความถูกต้อง ชำระอากรแสตมป์ถูกต้องตามกฎหมาย (หากเข้าเงื่อนไขต้องเสีย)
  2. Certificate of Tax Residence (หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี) ของธนาคารจีน : เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือ 10% ตาม DTA ไทย-จีน
  3. ใบเสร็จรับเงิน/หลักฐานการโอนเงิน (Swift Advice/Credit Advice) : ทุกครั้งที่มีการรับเงินและจ่ายคืน ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อใช้ยันเอกสารบัญชีและแบบภาษี (ภ.ง.ด.54)


สรุปเป็นตาราง

หัวข้อ

รายละเอียด

ภาระหน้าที่/ข้อควรระวัง

การกู้ยืมเงินจากธนาคารในจีน

บริษัท ก ไทย สามารถกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในประเทศจีนได้ ไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายไทย

ต้องจัดทำสัญญากู้ยืมที่มีรายละเอียดชัดเจน

การชำระคืนเงินต้น

เงินต้นที่จ่ายคืนไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน

ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

ดอกเบี้ยเงินกู้

ดอกเบี้ยเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร

ต้องพิจารณาภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 ประกอบกับ DTA ไทย-จีน

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT)

อัตราปกติสำหรับดอกเบี้ยที่จ่ายไปต่างประเทศเท่ากับ 15% แต่เนื่องจากมี DTA ลดเหลือ 10%

ยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์)

สิทธิประโยชน์ DTA ไทย-จีน

กรณีผู้รับดอกเบี้ยเป็นธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในจีน สามารถใช้อัตราภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนได้

ลดอัตรา WHT เหลือ 10% โดยต้องมี Certificate of Tax Residence (COR)

กรณียกเว้นภาษีตาม DTA

ดอกเบี้ยที่จ่ายให้ธนาคารแห่งประชาชนจีนหรือธนาคารแห่งประเทศจีน ในขอบเขตภารกิจธนาคารกลาง

ได้รับยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ดอกเบี้ยไม่อยู่ในบังคับ VAT

ไม่ต้องนำส่ง ภ.พ.36

ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT)

ดอกเบี้ยเป็นกิจการที่อยู่ในบังคับ SBT แต่ผู้ให้กู้เป็นธนาคารต่างประเทศที่ประกอบกิจการในต่างประเทศ

ไม่ต้องนำส่ง ภ.ธ.40

อากรแสตมป์ – หลักเกณฑ์ทั่วไป

สัญญากู้ยืมเงินเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์

อัตรา 1 บาทต่อวงเงินกู้ทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์

ผู้ให้กู้เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร

ผู้กู้เป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์

กรณีทำสัญญาในประเทศไทย

ตราสารที่ลงนามในประเทศไทย

ต้องเสียอากร ณ วันทำตราสาร

กรณีทำสัญญาในต่างประเทศ

หากลงนามในต่างประเทศและนำต้นฉบับเข้ามาในไทย

ต้องเสียอากรภายใน 30 วันนับแต่วันที่นำเข้าประเทศไทย

การส่งสำเนาทางอิเล็กทรอนิกส์

การส่งผ่าน e-mail, Line หรือสำเนาเอกสาร

ไม่ถือเป็นการนำตราสารเข้ามาในประเทศไทย

เพดานวงเงินกู้

ไทยไม่มีการกำหนดวงเงินกู้สูงสุดจากต่างประเทศ

ขึ้นอยู่กับการอนุมัติของธนาคารผู้ให้กู้

ข้อกำหนด Net of Tax (Gross-up)

หากสัญญากำหนดให้ธนาคารได้รับดอกเบี้ยเต็มจำนวน

บริษัทไทยต้องรับภาระ WHT และคำนวณภาษีแบบ Gross-up

การบันทึกบัญชีภาษี Gross-up

ภาษีที่บริษัทออกแทนถือเป็นผลประโยชน์เพิ่ม(ดอกเบี้ย) ของผู้รับ

สามารถถือเป็นรายจ่ายได้ หากระบุไว้ในสัญญาชัดเจน

ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk)

เงินกู้มักเป็นสกุล CNY หรือ USD

ต้องรับรู้กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนตามมาตรา 65 ทวิ (5)

เอกสารสำคัญที่ต้องจัดเตรียม

1) Loan Agreement
2) Certificate of Tax Residence (COR)
3) หลักฐานการโอนเงิน (Swift/Credit Advice)

ใช้ประกอบการขอใช้สิทธิ DTA การโอนเงิน และการยื่นภาษี


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการหักรายจ่ายดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ 

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

03/09/1998

เลขที่หนังสือ

กค 0811/12982

ประเภทภาษี


ข้อกฎหมาย

มาตรา 70

ข้อหารือ

ธนาคารฯ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และได้เข้ามาตั้งสาขาในประเทศไทย ในกรณีที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารฯ ได้ส่งเงินทุนเข้ามาให้สาขาในประเทศไทยใช้ โดยคิดดอกเบี้ยจากเงินทุนดังกล่าว นั้นสาขาในประเทศไทยจะมีสิทธินำดอกเบี้ยที่จ่ายให้สำนักงานใหญ่ในกรณีดังกล่าว มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของสาขาในประเทศไทยได้หรือไม่

แนววินิจฉัย

เนื่องจากธนาคารฯ มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ดังนั้น แม้ว่าธนาคารสำนักงานใหญ่และสาขาในประเทศไทยจะมีฐานะเป็นนิติบุคคลเดียวกันก็ตาม แต่โดยที่อนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ได้มีข้อบทในการกำหนดเงินได้ และค่าใช้จ่ายของสาขา ซึ่งถือเป็นสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย เสมือนหนึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากสำนักงานใหญ่ ฉะนั้น เมื่อสาขาในประเทศไทยจ่ายดอกเบี้ยออกไปให้กับสำนักงานใหญ่ สาขาในประเทศไทย จึงมีสิทธินำดอกเบี้ยนั้น มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของสาขาได้

อนึ่ง เมื่อสาขาในประเทศไทยจ่ายดอกเบี้ยดังกล่าวออกไปให้สำนักงานใหญ่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สาขามีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 10 ของดอกเบี้ยตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 11 วรรคสอง แห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนด้วย

เลขตู้

61/27050


เรื่อง

กู้ยืมเงินและจ่ายดอกเบี้ยให้แก่บุคคลธรรมดาที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 06/03/2023 - วันที่ตอบ 09/03/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

มาตรา 50 (2)(ก) มาตรา 52 และมาตรา 59 แห่งประมวลรัษฎากร, ลักษณะตราสาร 5 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์

ปุจฉา

กรณีบริษัทฯ กู้ยืมเงินจากบุคคลภายนอก ซึ่งอาศัยอยู่ต่างประเทศ 37.5 ล้านบาท โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปีสัญญาเงินกู้ต้องติดอากรแสตมป์หรือไม่ อย่างไรคะ แล้วดอกเบี้ยจ่ายหัก ณ ที่จ่าย นำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 หรือเปล่าคะ กรณีผู้ให้กู้อยู่ต่างประเทศ

วิสัชนา

1. ตามลักษณะตราสาร 5 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ตราสาร “กู้ยืมเงิน หรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร” กำหนดให้ผู้ให้กู้มีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อทุกจำนวนเงิน 2,000 บาท หรือเศษของเงิน 2,000 บาท แห่งยอดเงินที่กู้ยืมหรือตกลงให้เบิกเกินบัญชี ค่าอากรตามลักษณะแห่งตราสารนี้ เมื่อคำนวณแล้วถ้าเกิน 10,000 บาท ให้เสีย 10,000 บาท


2. ตามมาตรา 111 แห่งประมวลรัษฎากร

    “มาตรา 111 ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยามให้เป็นหน้าที่ ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากร โดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

        ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสารต้องเสียอากร โดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงจะยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรอง สลักหลัง โอน หรือถือเอาประโยชน์ได้

        ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสารตามความในมาตรานี้ไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดที่กล่าวไว้ในวรรคหนึ่ง ผู้ทรงคนนั้นจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้ โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อน ๆ”


3.ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

    “มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้

        (2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4) ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่

             (ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4) นอกจากที่ระบุไว้ใน (ข)(ค)(ง) และ (จ) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ 

             (ข) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา 48 (3)(ก) และ(ค) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้  

             (ค) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา 48 (3)(ข) ให้ถือว่าผู้ออกตั๋วเงิน ผู้ออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือนิติบุคคลผู้โอนตั๋วเงินหรือตราสารดังกล่าว ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามส่วนนี้เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน และให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีเงินได้ ในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ และให้ถือว่าภาษีที่เรียกเก็บนั้นเป็นภาษีที่หักไว้

             (ง) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4)(ก) ที่มิได้ระบุใน (ข) และ (ค) แห่งมาตรานี้ ถ้าผู้จ่ายเงินได้มิใช่เป็นนิติบุคคล และจ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ไม่ต้องหักภาษีตามมาตรานี้

             (จ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4)(ข) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้  

              (ฉ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4)(ซ) และ (ฌ) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. กรณีบริษัทฯ จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่บุคคลธรรมดาผู้ให้กู้ยืม ซึ่งอาศัยอยู่ต่างประเทศ จำนวน37.5 ล้านบาท ในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี นั้น

    (1) สัญญาเงินกู้ดังกล่าว ต้องติดอากรแสตมป์ หากได้กระทำในประเทศไทย หรือแม้กระทำในต่างประเทศ แต่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยกำหนดให้เสียอากรแสตมป์ โดยวิธีแสตมป์ปิดทับตราสาร เป็นจำนวน 10,000 บาท เนื่องจากมีวงเงินกู้เกินกว่า 20 ล้านบาท

    (2) กรณีผู้ให้กู้ยืมอยู่ในต่างประเทศ หากกระทำตราสาร (ลงลายมือชื่อในต่างประเทศ) โดยมิได้นำสัญญากู้นั้นเข้ามาในประเทศไทย ก็ไม่พึงต้องปิดอากรแสตมป์

    อนึ่ง ภาพถ่ายสัญญากู้ยืมเงิน (ไม่ถือเป็นตราสารหรือสำเนาตราสาร)

2. ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่บริษัทฯ ได้จ่ายให้แก่บุคคลธรรมดาชาวต่างประเทศ และมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของเงินได้ และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ ตามมาตรา 50 (2)(ก) มาตรา 52 และมาตรา 59 แห่งประมวลรัษฎากร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ