Case study

การคำนวณภาษีสำหรับพนักงานชั่วคราว


เรื่อง การคำนวณภาษีสำหรับพนักงานชั่วคราว
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 21/11/2025
ประเภทภาษี
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทแจ้งบุคคลภายนอกมาทำงานเป็นครั้งคราวได้รับเป็นรายวัน ไม่มีสัญญาจ้าง ทำตามคำสั่งของบริษัท บุคคลนั้นสามารถปฎิเสธงานได้ถ้าบุคคลนั้นไม่สะดวกที่จะทำ อาจมาทำงานแล้วเว้นเป็นหลายเดือนแล้วกลับมาทำใหม่ บริษัทเป็นคนกำหนดเวลาทำงาน และ สถานที่ทำงาน อยากทราบวิธีการหักภาษีว่า ต้องหัก ณ.ที่จ่ายแบบจ้างทำของ คือ 3% ตามความสำเร็จของงานแต่ละครั้ง หรือ หักแบบอัตราก้าวหน้าโดยสะสมรายได้ทั้งปี

คำตอบ

ตอบการจ้างบุคคลธรรมดามาทำงานให้  เบื้องต้น แบ่งประเภทเงินได้พึงประเมิน และต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แบบใดนั้น จำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริง  ดังนี้ 


เงินได้พึงประเมิน

แนวการพิจารณาเบื้องต้น

หักภาษี ณ ที่จ่าย

40(1)

เงินได้จาก

การจ้างแรงงาน

(ใช้แรงงาน

เป็นสำคัญ)

-มีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัท 

-มีหน้าที่ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายให้บริษัทสำเร็จตามวัตถุประสงค์

-บริษัทจะต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้ลูกจ้าง ไม่ว่าลูกจ้างจะทำงานนั้นสำเร็จหรือไม่

-ลูกจ้างต้องปฏิบัติติตามกูฏระเบียบบริษัทอย่างเคร่งครัด เช่น การเข้าทำงาน

-บริษัทต้องร่วมรับผิดชอบในความผิดของงานลูกจ้าง

หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1)   นำส่งภาษีด้วยแบบภาษี ภ.ง.ด.1

40(2)

เงินได้จาก

การรับทำงานให้

(ใช้แรงงาน

เป็นสำคัญ)

-มีฐานะเป็น ผู้รับจ้าง 

-มีหน้าที่ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายให้บริษัทสำเร็จตามวัตถุประสงค์

-บริษัทจะ จ่ายเงินค่าจ้างให้ผู้รับจ้าง ก็ต่อเมื่อ  ผู้รับจ้างทำงานสำเร็จตามข้อตกลงกันเท่านั้น

-ผู้รับจ้างไม่ต้องปฏิบัติติตามกูฏระเบียบบริษัท 

-บริษัท ไม่ต้องร่วมรับผิดชอบในความผิดของงานของผู้รับจ้าง

หักภาษีณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1)  แต่ไม่ต้องนำเงินได้x 12   ให้คำนวณแบบยอดสะสมเช่น มกราคมได้รับ 1 ครั้ง ให้คำนวณแค่ 1 ครั้ง และเดือนใดได้เพิ่ม ให้นำมาสะสมยอดรวมกับของมกราคม เป็นต้น  (ไม่ต้อง x 12) และ ให้บริษัทนำส่งภาษีด้วยแบบภาษี ภ.ง.ด.1 

  


 

40(8)

เงินได้จาก

การพาณิชย์

(ต้องมีการลงทุน การประกอบธุรกิจ

)

-การทำงานแบบธุรกิจ  (สรรพากรมักเทียบเคียงกับ ป.115/2545) 

รูปแบบของการทำธุรกิจและสามารถพิสูจน์รายจ่ายในการประกอบกิจการได้ ซึ่งต้องมีลักษณะการประกอบกิจการดังนี้

   (ก) ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและ

    (ข) ได้จัดตั้งเป็นสำนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีอาคารสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง หรือเช่าจากบุคคลอื่น โดยมีหลักฐาน เช่น หลักฐานการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ สัญญาเช่าสำนักงาน และ

    (ค) มีการลงทุนด้วยการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ มีค่าใช้จ่ายสำนักงาน และ

    (ง) มีการจ้างลูกจ้างหรือพนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีหลักฐานตามสัญญาจ้างแรงงาน หลักฐานการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และหลักฐานการแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง ในกรณีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่มีภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายและนำส่ง จะต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับการยื่นรายการเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงานตามแบบ ภ.ง.ด.1 ก.

    (จ) มีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ เช่น ค่ารับรอง หรือค่าบริการเพื่อประโยชน์ในการติดต่องานกับลูกค้า และ

     (ฉ) มีหนังสือรับรองจากบริษัทประกันชีวิต ว่าไม่มีการจ่ายเงินชดเชยหรือออกค่าใช้จ่ายแทนให้ค่าตอบแทนที่ตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทน ได้รับจากบริษัทประกันชีวิตในการประกอบกิจการตามวรรคหนึ่ง เข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร และในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร โดยให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ หากตัวแทนหรือนายหน้าหรือหัวหน้าตัวแทนไม่สามารถพิสูจน์รายจ่ายและไม่มีหลักฐานในการประกอบกิจการตามวรรคหนึ่ง เงินค่าตอบแทนที่ได้รับจากบริษัทประกันชีวิตเข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร


หทายเหตุ (ฉ) สำหรับกรณีที่ทำธุรกิจประกันชีวิต

หักภาษีณ ที่จ่าย 3% ตาม ท.ป. 4/2528   ข้อ 12/1(1)  นำส่งภาษีด้วยแบบภาษี ภ.ง.ด.3

  


 



อ้างอิงกฏหมาย

มาตรา 40เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
  
   (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน
  (ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.7/2528)(ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.23/2533) (ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.56/2538)(ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545)(ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545)


     
(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว
 


  

มาตรา 50ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้

(1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
  
ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป )
       ( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) )
        (ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.16/2530)      (ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.96/2543)
        (ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545)       (ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545)

ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสามที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ 

 
 

คำสั่งกรมสรรพากร
 ที่ ท.ป. 4/2528
 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย


    "ข้อ 12/1 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดไว้ในข้อ 8 ข้อ 9 (2) ข้อ 10 ข้อ 12 ข้อ 12/3 และข้อ 12/4 แต่ไม่รวมถึงการจ่าย ค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น
                         (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0




อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

การหัก ณ ทีจ่าย แม่บ้านถือเป็นเงินได้ ม.40 (2) หรือ ม.40(8) แห่งประมวลรัษฎากร

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 29/02/2024 - วันที่ตอบ 16/03/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร, สั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ

ปุจฉา

สอบถามเกี่ยวกับการยื่น ภ.ง.ด. ค่ะ

    ถ้าเดือน มกราคม พ.ศ. 2567 ทางบริษัทฯ ได้ยื่นรายได้ของแม่บ้านไว้ใน ภ.ง.ด.1 แต่ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ จะเปลี่ยนไปยื่น ภ.ง.ด.3 ได้ไหมคะแล้วในเดือน มกราคม ที่ยื่นไปแล้วต้องทำการปรับปรุงไหมคะซึ่งรายได้ของแม่บ้านหัก ณ ที่จ่ายของเดือนมกราคม = 0 คะ

วิสัชนา

การปฏิบัติของแม่บ้าน หากมีลักษณะเป็นการใช้แรงงานแต่โดยลำพังของแม่บ้านผู้รับทำงานให้ เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) ของเงินได้สุทธิ ของเงินได้ที่เสมือนหนึ่งว่าจ่ายเต็มทั้งปี

กรณีที่จะถือว่า เงินได้พึงประมินที่จ่ายให้แม่บ้าน เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบริษัทฯ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของเงินได้ ตามข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ และนำส่งตามแบบ ภ.ง.ด.3 นั้น ต้องเป็นการประกอบกิจการที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า แม่บ้านได้ประกอบกิจการในรูปแบบของการทำธุรกิจและสามารถพิสูจน์รายจ่ายในการประกอบกิจการได้ ซึ่งแม่บ้านต้องมีลักษณะการประกอบกิจการดังนี้

     (1) ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและ

     (2) ได้จัดตั้งเป็นสำนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีอาคารสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง หรือเช่าจากบุคคลอื่น โดยมีหลักฐาน เช่น หลักฐานการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ สัญญาเช่าสำนักงาน และ

     (3) มีการลงทุนด้วยการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ มีค่าใช้จ่ายสำนักงาน และ

     (4) มีการจ้างลูกจ้างหรือพนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีหลักฐานตามสัญญาจ้างแรงงาน หลักฐานการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และหลักฐานการแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง ในกรณีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่มีภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายและนำส่ง จะต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับการยื่นรายการเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงานตามแบบ ภ.ง.ด.1 ก. และ

    (5) มีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ เช่น ค่ารับรอง หรือค่าบริการเพื่อประโยชน์ในการติดต่องานกับลูกค้า

จึงขอให้พิจารณาให้รอบคอบในการที่จะเปลี่ยนแปลงแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จาก ภ.ง.ด.1 เป็น ภ.ง.ด.3 เพราะในทางปฏิบัติ การยื่นแบบฯ ผิด ถือว่าไม่ได้ยื่นแบบฯ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ