Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

การเสียอากรแสตมป์ เกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ (PO + Invoice)


เรื่อง การเสียอากรแสตมป์ เกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ (PO + Invoice)
แหล่งที่มา Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วันที่ วันที่ถาม 21/05/2026 - วันที่ตอบ 03/06/2026
ประเภทภาษี อากรแสตมป์
ข้อกฎหมาย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 ฯ
ปุจฉา
ขอความรู้เกี่ยวกับความเข้าใจในการติดอากรแสตมป์ด้วยนะคะ โดยจากการศึกษาคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 เรื่อง การเสียอากรแสตมป์ ซึ่งมีตัวอย่างต่าง ๆ นั้น พบว่า
1. กรณีที่มีการลงนามในสัญญากันทั้งฝ่ายผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้างให้ติดอากรแสตมป์ นับวันที่คนสุดท้ายลงนาม (ถ้าไม่ได้ระบุวันที่ลงนาม ให้ใช้วันที่สัญญา)
2. กรณีที่ไม่มีการลงนามสัญญาทั้งสองฝ่าย ให้ติดอากรแสตมป์ในวันที่ต่อไปนี้
    2.1 ผู้รับจ้างออกใบเสนอราคาและผู้ว่าจ้างมีการลงนามกลับมา
         -> ติดอากร นับวันที่ลงนามที่ระบุในใบเสนอราคา ถ้าไม่ได้ระบุวันที่ลงนามกลับมาให้ใช้วันที่ใบเสนอราคา
    2.2 ผู้รับจ้างออกใบเสนอราคาและ ผู้ว่าจ้างไม่ลงนามกลับมา แต่ออกเป็นใบสั่งจ้างส่งกลับมา
         -> ติดอากร นับวันที่ระบุในใบสั่งจ้าง
    2.3 ไม่มีการออกใบเสนอราคา แต่มีใบสั่งจ้างงานมาซึ่งผู้รับจ้างไม่ได้เซ็นต์กลับ แต่ผู้รับจ้างออกใบแจ้งหนี้กลับไป 
         -> ติดอากร นับวันที่ออกใบแจ้งหนี้
    2.4 ผู้รับจ้างออกใบเสนอราคาและ ผู้ว่าจ้างไม่ลงนามกลับมา
รวมถึงไม่ออกใบสั่งจ้าง ตกลงกันด้วยปากเปล่า ต่อมาผู้รับจ้างออกใบแจ้งหนี้ ผู้ว่าจ้างก็ไม่เซ็นต์กลับมา แต่โอนเงินมาให้เลย
         -> ไม่ต้องติดอากรแสตมป์
    2.5 ผู้รับจ้างออกใบเสนอราคาและ ผู้ว่าจ้างไม่ลงนามกลับมา
รวมถึงไม่ออกใบสั่งจ้าง ตกลงกันด้วยปากเปล่า ต่อมาผู้รับจ้างออกใบแจ้งหนี้ ผู้ว่าจ้างมีการลงนามในใบแจ้งหนี้ ก่อนจะโอนเงินมาให้
         -> อยากทราบว่า  กรณี 2.5 นี้ ใบแจ้งหนี้ ถือเป็นสัญญาจ้างทำของที่ต้องติดอากรไหมคะ
วิสัชนา
1. เกี่ยวกับตราสารเช่าอสังหาริมทรัพย์ และตราสารจ้างทำของ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.153/2559 ฯ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับตราสารจ้างทำของที่ต้องปิดอากรแสตมป์ดังนี้
    1.1 ตราสารเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ ตามลักษณะแห่งตราสาร 1. แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ และตราสารจ้างทำของ ตามลักษณะแห่งตราสาร 4. แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เป็นตราสารที่กำหนดให้ต้องเสียอากรแสตมป์ โดยมีวิธีการเสียอากรแสตมป์ดังนี้
         (1) ปิดแสตมป์ทับกระดาษ เป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย และขีดฆ่าแสตมป์
นั้นแล้ว หรือ 
         (2) ชำระเป็นตัวเงินเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย
    1.2 ตราสารดังต่อไปนี้ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร 
         (1) เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ 
              (ก) ตราสารที่มีค่าเช่าตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป สำหรับตราสารที่กระทำตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป 
              (ข) ตราสารที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เช่า หรือ
              (ค) ตราสารที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน 
         (2) จ้างทำของ 
              (ก) ตราสารที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป สำหรับตราสารที่กระทำตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป หรือ 
              (ข) ตราสารที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ว่าจ้างและมีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป 
         ตราสารดังวกล่าว หากมิได้มีการชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ถือว่าตราสารนั้นไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ต้องชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินและเสียเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 และ 114  แห่งประมวลรัษฎากร
    1.3 ตราสารเช่าที่ต้องเสียอากร หมายถึง เอกสารการเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ ซึ่งผู้ให้เช่าได้ส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้เช่า เพื่อให้ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นภายในกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกัน และผู้เช่าได้ตกลงที่จะชำระค่าเช่าเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย 
         ผู้ให้เช่าตามข้อ 3 มีหน้าที่ต้องเสียอากร 1 บาท ต่อทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งค่าเช่าหรือเงินกินเปล่า หรือทั้งสองอย่างรวมกันตลอดอายุการเช่า
         กรณีสัญญาเช่าที่ไม่ได้กำหนดอายุการเช่าไว้ ให้ถือว่าสัญญาเช่านั้นมีกำหนด 3 ปี
         กรณีสัญญาเช่าใดครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว แต่ผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าอยู่โดยผู้ให้เช่าไม่ได้ทักท้วง และคู่สัญญาไม่ได้ทำสัญญาขึ้นใหม่ให้ถือว่าสัญญาเช่าเดิมนั้นได้เริ่มทำกันใหม่โดยไม่มีกำหนดอายุการเช่าและต้องเสียอากรภายใน 30 วันนับแต่วันที่ถือว่าเริ่มสัญญาใหม่นั้น
    1.4 ตราสารจ้างทำของที่ต้องเสียอากร หมายถึง เอกสารการจ้างทำของซึ่งผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย
         ผู้รับจ้าง มีหน้าที่ต้องเสียอากร 1 บาท ต่อทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 
         กรณีไม่ทราบจำนวนสินจ้างในขณะทำสัญญาจ้างทำของว่าเป็นจำนวนเท่าใด ให้ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควร แล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ประมาณนั้น
         กรณีมีการรับเงินสินจ้างเป็นคราวๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบ ให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน

2. บทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรที่เกี่ยวข้อง
    2.1 ตามมาตรา 109 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า
         “มาตรา 109 สัญญาใดเป็นตราสารซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าหนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้นได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้วให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว...”    
    2.2 ตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า
         “มาตรา 113 ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากรหรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
          1. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นเป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้
          2. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากรและให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย
              (ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
              (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า”
    2.3 ตามมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า
         “มาตรา 114 โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า
          (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
          (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ โดย
               (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
               (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ เรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
               (ค) ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่า ของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า” 
ตามข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 ฯ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับตราสารจ้างทำของที่ต้องปิดอากรแสตมป์ดังนี้ 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
จากผลการศึกษาคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 เรื่อง การเสียอากรแสตมป์ ฯ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ของ คุณ XXX  XXXXX

1. กรณีที่มีการลงนามในสัญญากันทั้งฝ่ายผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้างให้ติดอากรแสตมป์ ตามวันที่คู่สัญญาคนสุดท้ายลงนาม (ไม่พึงมีเงื่อนไขการไม่ระบุวันที่ลงนามในตราสาร “ต้อง” ลงนามเท่านั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของการเสียอากรแสตมป์)

2. กรณีที่ไม่มีการกระทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือสัญญาจ้างทำของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย หากแต่มีการ “กระทำ” หนังสือโต้ตอบที่มีการลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย จนก่อให้เกิดตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตามมาตรา 109 แห่งประมวลรัษฎากร ให้เสียอากรแสตมป์ตามวันที่ต่อไปนี้
    2.1 ผู้รับจ้างออกใบเสนอราคาและผู้ว่าจ้างมีการลงนามกลับมา
         -> ให้เสียอากรแสตมป์ตามวันที่ผู้รับจ้างลงนามกลับมาในใบเสนอราคา 
         -> ถ้าไม่ได้ระบุวันที่ลงนามกลับมา ก็ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ เพราะยังไม่ถือเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตามมาตรา 104 ประกอบมาตรา 109 แห่งประมวลรัษฎากร  
         ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซ่อมเครื่องจักร โดยบริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างออกใบเสนอราคา (Quotation) ให้บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และบริษัท ก จำกัดได้ลงนามในใบเสนอราคาฉบับดังกล่าวในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารจ้างทำของ 
         อนึ่ง กรณีที่คู่สัญญาได้มีหนังสือโต้ตอบที่เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งลงนามในหนังสือโต้ตอบเรียบร้อยแล้ว ตามมาตรา 109 แห่งประมวลรัษฎากร แต่คู่สัญญาได้มีการกระทำตราสารสัญญาจ้างทำของเพิ่มขึ้นอีก เช่นนี้ ผู้รับจ้างไม่มีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์บนหนังสือโต้ตอบดังกล่าว หากแต่มีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์บนตราสารสัญญาจ้างทำของที่ทำขึ้นใหม่เท่านั้น โดยเสียอากรแสตมป์ตามวันที่ได้ทำสัญญาจ้างและลงลายชื่อทั้งสองฝ่าย
         ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซึ่งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง ให้สร้างอาคารสำนักงานโดยบริษัท ก จำกัด แจ้งให้บริษัท ข จำกัด ประเมินราคางานเบื้องต้นในวันที่  1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และบริษัท ข จำกัด ทำใบเสนอราคา (Quotation) ให้แก่บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 ต่อมาบริษัท ก จำกัด และบริษัท  ข จำกัด ได้ทำสัญญาจ้างและลงลายชื่อทั้งสองฝ่ายในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1  เมษายน พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารจ้างทำของ
    2.2 ผู้รับจ้างออกใบเสนอราคา และผู้ว่าจ้างไม่ลงนามกลับมา แต่ออกเป็นใบสั่งจ้าง (PO) ส่งกลับมา โดยมีการลงลายมือชื่อครบทั้งสองฝ่าย
         -> ให้เสียอากรแสตมป์ ตามวันที่ผู้ว่าจ้างลงลายมือชื่อในใบสั่งจ้าง 
         ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซ่อมเครื่องถ่ายเอกสาร โดยบริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง ออกใบเสนอราคา (Quotation) ให้บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 แต่บริษัท ก จำกัด ไม่ได้ลงนามในใบเสนอราคาดังกล่าว ต่อมาบริษัท ก จำกัด ออกใบสั่งจ้าง (Purchase Order) แจ้งให้บริษัท ข จำกัด ทราบในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 ใบสั่งจ้างตามใบเสนอราคาเป็นหนังสือโต้ตอบระหว่างกันและก่อให้เกิดตราสารจ้างทำของ บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 
    2.3 ไม่มีการออกใบเสนอราคา แต่ผู้ว่าจ้างได้ออกใบสั่งจ้างงาน (PO: Purchase Order) มายังผู้รับจ้าง ซึ่งผู้รับจ้างไม่ได้ลงลายมือชื่อตอบรับ โดยตอบรับด้วยวิธีการอื่น ถือว่า นิติกรรมสัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว เพียงเพราะ “คำเสนอ” และ “คำสนอง” ถูกต้องตรงกัน 
          ครั้นเมื่อผู้รับจ้างทำงานตามสัญญาที่ไม่มีลายลักษณ์อักษรแล้วเสร็จ ผู้รับจ้างจึงได้ออกใบแจ้งหนี้กลับไปยังผู้ว่าจ้าง เพื่อแจ้งให้ผู้ว่าจ้างชำระค่าสินจ้าง เช่นนี้ ใบแจ้งหนี้ดังกล่าว ไม่ใช่หนังสือตอบรับใบเสนอราคาที่ก่อให้เกิดตราสารจ้างทำของ 
         -> กรณีนี้ ผู้รับจ้างจึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีตราสารจ้างทำของตามหนังสือโต้ตอบตามนัยมาตรา 109 แห่งประมวลรัษฎากร 
    2.4 ผู้รับจ้างออกใบเสนอราคาและ ผู้ว่าจ้างไม่ลงลายมือชื่อกลับมา รวมถึงไม่ออกใบสั่งจ้าง ตกลงกันด้วยปากเปล่า ต่อมาผู้รับจ้างออกใบแจ้งหนี้ ผู้ว่าจ้างก็ไม่ลงลายมือชื่อกลับมา แต่โอนเงินมาให้เลย
         -> กรณีนี้ สัญญาจ้างทำของได้เกิดขึ้นแล้ว ตามที่ตกลงกันด้วยวาจา ผู้รับจ้างจึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่อย่างใด เช่นเดียวกับข้อ 2.3 
    2.5 ผู้รับจ้างออกใบเสนอราคาและ ผู้ว่าจ้างไม่ลงนามกลับมา รวมถึงไม่ออกใบสั่งจ้าง ตกลงกันด้วยปากเปล่า ต่อมาผู้รับจ้างออกใบแจ้งหนี้ ผู้ว่าจ้างมีการลงนามในใบแจ้งหนี้ ก่อนจะโอนเงินมาให้
         -> กรณีตามข้อ 2.5 นี้ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับข้อ 2.3 และ 2.4 เป็นกรณีที่ไม่มีตราสารที่ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์ การออกใบแจ้งหนี้ของผู้รับจ้าง เพียงเพื่อเรียกเก็บเงินตามปกติประเพณีทางธุรกิจ ไม่ก่อให้เกิดเป็นตราสารสัญญาจ้างทำของที่ต้องเสียอากรแสตม์ แต่อย่างใด                                                                                                                                                                                                                             
         ดังนั้น กรณีเป็นสัญญาจ้างทำของด้วยวาจา (ปากเปล่า) โดยไม่มี PO เพียงแต่มีใบแจ้งหนี้ไปเก็บเงินจากผู้ว่าจ้าง ตามราคาที่ตกลงกัน และได้รับชำระเงินตามใบแจ้งหนี้นั้น โดยไม่ได้ทำสัญญาจ้าง หรือใบเสนอราคา เป็นหนังสือ คงมีเพียงใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้ดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ตามมาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด
    หมายเหตุ 
    กรณีคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ตกลงทำสัญญาจ้างทำของด้วยวาจา จนกระทั่งงานแล้วเสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากระบบบัญชีของผู้ว่าจ้าง ไม่อาจบันทึกรายการทางบัญชีได้หากไม่มีการออกใบสั่งจ้าง (Purchase Order) ตามมาตรฐานระบบควบคุมภายในของผู้ว่าจ้าง ดังนั้น ผู้ว่าจ้างจึงได้ออกใบสั่งจ้าง (PO) ให้แก่ผู้รับจ้าง และผู้รับจ้าง (ก็บ้าจี้!!!) ออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) พร้อมแนบใบสั่งจ้าง (PO) ที่ได้รับมาเพื่อเรียกเก็บเงินจากผู้ว่าจ้าง เช่นนี้ ใบแจ้งหนี้ตามใบสั่งจ้างที่มีลายมือชื่อของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายย่อมเป็น “หนังสือโต้ตอบ” ระหว่างกันและก่อให้เกิดตราสารจ้างทำของ ที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามมาตรา 109 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรตามวันที่ในใบแจ้งหนี้ 
    ตัวอย่าง
    บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซ่อมหลังคาอาคารโรงงาน บริษัท ข จำกัด ได้ซ่อมหลังคาอาคารโรงงานตามที่ตกลงแล้วเสร็จในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ต่อมาบริษัท ก จำกัด ออกใบสั่งจ้าง (Purchase Order) ให้แก่บริษัท ข จำกัด ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 และบริษัท ข จำกัดออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) พร้อมแนบใบสั่งจ้างเรียกเก็บเงินจากบริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 ใบแจ้งหนี้ตามใบสั่งจ้างเป็นหนังสือโต้ตอบระหว่างกันและก่อให้เกิดตราสารจ้างทำของ บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569     
    กรณีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์พิสดาร ที่พาให้หลงเข้าใจผิดไปได้ว่า PO + Invoice ทุกกรณี เป็นหนังสือโต้ตอบที่ต้องเสียอากรแสตมป์ หากแต่ตามตัวอย่างกรณีศึกษาต้องเป็น PO ที่ผู้ว่าจ้างได้ออก “ภายหลัง” งานเสร็จสมบูรณ์แล้วเท่านั้น ที่เมื่อผู้รับจ้างออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) เพื่อเรียกเก็บเงินตาม PO จึงจะเข้าลักษณะเป็นหนังสือโต้ตอบที่ต้องเสียอากรแสตมป์



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ 

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ