Case study

เงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในด้านการตลาด ค่าโฆษณา


เรื่อง เงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในด้านการตลาด ค่าโฆษณา
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 24/01/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเเละบริษัทจะได้รับเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในด้านการตลาด ค่าโฆษณา จากบริษัท MasterCard Singapore จำนวน 10,000,000 บาท  โดยที่บริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการติดต่อผู้จัดทำการตลาดเองเช่นผู้จัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ โบรชัวร์เอง และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายกับ MasterCard โดยที่ส่งรายละเอียดไปให้ MasterCard เพื่อเป็นการเเจ้งรายละเอียดให้ทราบ โดยที่ MasterCard ต้องจ่ายเงินตามรายละเอียดที่บริษัทเเจ้งไปเท่านั้น รบกวนสอบถามว่าเงินช่วยเหลือที่บริษัทได้รับจะเป็นค่าส่งเสริมการขายไหมครับ

คำตอบ

ตอบ ก่อนอื่นต้องแยกพิจารณาว่า  เงินที่ได้รับมานั้น ถือเป็น

  1. ค่าส่งเสริมการขาย / เงินสนับสนุนการตลาด (Marketing Support / Sales Promotion)  หรือ
  2. ค่าบริการ (Service Fee) จากการให้บริการด้านการตลาด  หรือ 
  3. เงินชดเชยค่าใช้จ่าย (Reimbursement)

ขอสมมุติว่า  

  • บริษัทไทยที่ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต  ชื่อว่า บริษัท A  
  • บริษัท Master Card Singapore  ชื่อว่า บริษัท S  นะคะ  


ประเด็นพิจารณา

เงินสนับสนุนการตลาด

(Marketing Support / Sales Promotion)

ค่าบริการ

(Service Fee)

เงินชดเชยค่าใช้จ่าย (Reimbursement)

ผู้ได้รับปประโยชน์จากกิจกรรมส่งเสริมการขาย

บริษัท A  

บริษัท S  

บริษัท S  

เนื้อหาของธุรกรรม

เงินสนับสนุนให้บริษัทดำเนินกิจกรรมทางการตลาดเพื่อเพิ่มยอดใช้บัตร  

เงินค่าจ้างตอบแทนการให้บริการแก่ผู้จ่ายเงิน

เงินคืนค่าใช้จ่ายที่บริษัทสำรองจ่ายแทนผู้อื่น

ใบแจ้งหนี้จากผู้ให้บริการ (บุคคลที่ 3) เป็นชื่อใคร

บริษัท A  

บริษัท A  

บริษัท S  

ลักษณะการจ่ายเงิน

จ่ายตามจริง แต่ไม่เกินงบประมาณที่ตกลงร่วมกัน

จ่ายตามสัญญาค่าบริการ

จ่ายคืนตามใบเสร็จจริงเท่านั้น

เป็นรายได้ของบริษัท A หรือไม่

เป็นรายได้อื่น

เป็นรายได้หลัก

ไม่เป็นรายได้

ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่

ต้องนำมาคำนวณ

ต้องนำมาคำนวณ 

ไม่ต้องนำมาคำนวณ


จากข้อเท็จจริงที่สมาชิกสอบถามมา ระบุว่า  บริษัท ได้รับเงินจาก Mastercard Singapore จำนวน 10,000,000 บาท

โดยบริษัทเป็นผู้วางแผน ติดต่อผู้จัดทำการตลาด / โฆษณา  ชำระค่าใช้จ่ายให้ผู้ให้บริการเอง  โดย บริษัท MasterCard เป็นเพียงผู้จ่ายชำระเงินเท่านั้น   ไม่มีสิทธิเลือก เปลี่ยน หรือควบคุมผู้ให้บริการโดยตรง และไม่ได้ผลประโยชน์โดยตรงจากการจัดกิจกรรมดังกล่าว และเป็นการให้เงินสนับสนุนโดยไม่มีเเงื่อนไขข้อเรียกร้องใดๆให้บริษัทกระทำตอบแทน การกระทำนี้จึง เข้าเกณฑ์ “ค่าส่งเสริมการขาย / เงินสนับสนุนการตลาด” ชัดเจน  ไม่ถือเป็นการให้บริการ (เพราะไม่ได้ทำตามคำสั่งหรือรับจ้าง) และ ไม่ถือเป็นการสำรองจ่าย (Reimbursement) (เพราะไม่ใช่ประโยชน์แก่บริษัท MasterCard) 


ตอบเพิ่มเติม :   ผลทางภาษี



ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

บริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมการขาย



รายจ่ายที่จ่ายไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการสามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(13) แห่งประมวลรัษฎากร

ภาษีซื้อของรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ สามารถนำมาเครดิตภาษีได้ ไม่เข้าลักษณะภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักจากภาษีขายตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร

กรณีจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ถ้ามีจ่ายค่าบริการ จ้างทำของ ค่าเช่า ฯลฯ ที่เข้าลักษณะที่กำหนดให้ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย บริษัทจะต้องหัก ณ ที่จ่าย ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่กหมายกำหนด ตาม ท.ป.4/2528

บริษัทรับเงินสนับสนุนจากบริษัท Master card



รายรับที่ได้จากค่าสนับสนุน ถือเป็นรายรับเนื่องจากกิจการ บริษัทจะต้องนำมารวมเป็นรายได้อื่น เพื่อคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับเงินมาตามเกณฑ์สิทธิมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร 

ค่าสนับสนุน ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภาษีขาย) เนื่องจาก ไม่ใช่รายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการ ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร

ผู้รับเงินไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 


มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

(13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ


มาตรา 65  เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
(ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
(ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด
             การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
             ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ และวิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป


มาตรา 82/5 ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3
             (1) กรณีไม่มีใบกำกับภาษีหรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ เว้นแต่เป็นกรณีมีเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) )
             (2) กรณีใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) )
 
(3) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) )
             (4) ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) )
             (5) ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) )
             (6) ภาษีซื้อตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) )
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 121) )
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 129) )
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 151) )
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 250) )
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 252) )


มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ




คำสั่งกรมสรรพากร
 ที่ ท.ป. 4/2528
 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย


ข้อ 6ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายค่าเช่าหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สิน ตามมาตรา 40(5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่รวมถึงค่าแห่งอาคารหรือโรงเรือนที่ได้รับกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น…


ข้อ 8ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน เฉพาะที่เป็นค่าจ้างทำของ ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น


ข้อ 10ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าโฆษณาให้แก่ผู้รับซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 2.0


   "ข้อ 12/1 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดไว้ในข้อ 8 ข้อ 9 (2) ข้อ 10 ข้อ 12 ข้อ 12/3 และข้อ 12/4 แต่ไม่รวมถึงการจ่าย ค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น



หมายเหตุ ไม่ได้นำมาลงให้หมดนะคะ เนื่องจากไม่ได้สอบถามมา อย่างไรถ้ามีเคสจ่ายสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  Ref : https://www.rd.go.th/3479.html


อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

ทำให้สัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน (เครื่องซักผ้า แอร์ ตู้เย็น) / บริษัท ได้รับเงินสนับสนุนโครงการต่าง ๆ จากภาครัฐและเอกชน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 18/06/2025 - วันที่ตอบ 06/10/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65, มาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

1. รบกวนสอบถาม หากบริษัทฯ มีการทำให้สัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน (เครื่องซักผ้า แอร์ ตู้เย็น)ต้องยื่น อส.4ข ไหมค่ะ แล้วการคำนวณต้องใช้เงินต้นรวมดอกเบี้ยไหมค่ะ

2. รบกวนสอบถาม หากบริษัท ได้รับเงินสนับสนุนโครงการต่าง ๆ จากภาครัฐและเอกชนต้องนำรายได้นี้มารวมคำนวณภาษีนิติบุคคลตอนปลายปีไหมคะ

วิสัชนา

1.ตามลักษณะตราสาร 3. เช่าซื้อทรัพย์สิน ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียอากรในอัตรา 1 บาทต่อทุกจำนวนเงินค่าเช่าซื้อ 1,000 บาท หรือเศษของเงิน 1,000 บาท แห่งราคาทั้งหมด โดยไม่หักเงินชำระล่วงหน้า (เงินดาวน์) ตามบทบัญญัติมาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บ ทั้งนี้ ผู้เช่าซื้อเป็นผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์  

    ตามข้อ 2 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เรื่อง    กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร สำหรับตราสารบางลักษณะ ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินที่ต้องเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน เฉพาะที่นิติบุคคลหรือสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นผู้ให้เช่าซื้อทรัพย์สินนั้น

    “ข้อ 2  ให้กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ตามมาตรา 103(3) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับตราสารแห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้...

         (2) เช่าซื้อทรัพย์สิน ตามลักษณะแห่งตราสาร 3 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เฉพาะที่นิติบุคคลหรือสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นผู้ให้เช่าซื้อทรัพย์สินนั้น”

    ดังนั้น กรณีบริษัทฯ เป็นผู้ให้เช่าซื้อทรัพย์สิน จึงต้องยื่น อส.4 ข เพื่อขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ต่อเจ้าพนักงานสรรพากร ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาท้องที่ที่บริษัทฯ ตั้งอยู่


2. กรณีบริษัท ได้รับเงินสนับสนุนโครงการต่าง ๆ จากภาครัฐและเอกชน ต้องนำรายได้ดังกล่าวมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีนิติบุคคล โดยถือเป็นรายได้เนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ  คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

กิจการร่วมค้าได้เงินสนับสนุนโครงการ Soft Power กระทรวงวัฒนธรรม ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 13/08/2025 - วันที่ตอบ 27/10/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

-

ปุจฉา

กิจการร่วมค้า A เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ได้จ้างให้บริษัท B เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ วันหนึ่งบริษัท B ทำหนังสือขออนุญาตกิจการร่วมค้า A นำภาพยนตร์ที่ตนผลิตให้แก่กิจการร่วมค้า A ไปขอเงินสนับสนุนโครงการ soft power จากกระทรวงวัฒนธรรมฯ และได้เงินมา โดยกระทรวงวัฒนธรรมฯ ระบุให้งบประมาณกับภาพยนตร์ที่ผลิตโดยบริษัท B 

คำถาม

1.บริษัท B ต้องออกใบกำกับภาษีให้กระทรวงวัฒน ฯ ไหม

2.บริษัท B ลงบัญชีอย่างไร

3.บริษัท B ต้องโอนเงินให้กิจการร่วมค้า A ไหมคะ

วิสัชนา

กรณีตามข้อเท็จจริง

1. บริษัท B ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเงินสนับสนุนโครงการ Soft Power จึงไม่มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม แต่อย่างใด

2. บริษัท B ลงบัญชีเป็นรายได้อื่น สำหรับเงินสนับสนุนโครงการ Soft Power ที่ได้รับ

3. บริษัท B ต้องโอนเงินให้กิจการร่วมค้า A หรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับกิจการร่วมค้า A แต่ตามความเห็นส่วนตัวเห็นว่า บริษัท B พึงต้องโดยเงินสนับสนุนให้แก่กิจการร่วมค้า A ซึ่งเป็นเจ้าของภาพยนตร์ โดยมารยาทและความเป็นธรรม


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

ได้รับเงิน Incentive จากยอดการรับชำระเงินผ่าน True Money เมื่อถึงเป้าหมายที่กำหนด / Budget Ad เงินสนับสนุนเพื่อนำไปใช้ในการจ้างโฆษณา

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 03/09/2024 - วันที่ตอบ 10/09/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545ฯ ,ข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ล

ปุจฉา

บริษัท A จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจเป็นคลินิกเสริมความงาม โดยจดทะเบียนเป็นสถานประกอบการพยาบาล ซึ่งไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เนื่องจากในอดีตบริษัทเคยมีการขายสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี บริษัทจึงเข้าจดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบันบริษัทไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ยังคงอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่

    ขณะนี้บริษัท A ได้รับข้อเสนอจากบริษัท True Money (TM) ให้รับ Incentive ตามยอดรายรับที่บริษัทได้รับผ่านช่องทางการชำระเงินของ True Money และยังได้รับข้อเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินสนับสนุนสำหรับการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทต้องทำการจ้างโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Facebook เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้ามาใช้บริการ True Money มากขึ้น แล้วนำส่งเอกสารหลักฐานการโฆษณาให้แก่บริษัท TM เพื่อพิจารณาอนุมัติรายจ่ายดังกล่าว หากเห็นว่ายอดการรับเงินผ่าน True Money เพิ่มขึ้น บริษัท TM จะมอบเงินสนับสนุนค่าโฆษณานี้ต่อไป

จากกรณีดังกล่าว บริษัท A ขอสอบถามหลักเกณฑ์ด้านภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ดังนี้:

1. Incentive:

    บริษัท A เห็นว่าการได้รับเงิน Incentive จากยอดการรับชำระเงินผ่าน True Money เมื่อถึงเป้าหมายที่กำหนดนั้นถือเป็นการจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการขาย ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 77/1 (8) และมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น บริษัท A จึงไม่ต้องนำเงิน Incentive ดังกล่าวไปรวมคำนวณเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตาม เงิน Incentive ดังกล่าวอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ของเงินได้ เนื่องจากเป็นการส่งเสริมการขาย


2. Budget Ad:

    บริษัท A พิจารณาว่าเงินสนับสนุนที่ได้รับเพื่อนำไปใช้ในการจ้างโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าหันมาใช้ True Money เพิ่มขึ้นนั้น ถือเป็นการให้เงินโดยมีเงื่อนไขและมีการกระทำคือการจ้างโฆษณาต่อ ซึ่งถือว่าเป็นการให้บริการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เงินสนับสนุนดังกล่าวไม่ใช่การส่งเสริมการขายโดยตรง ดังนั้น บริษัท A เป็นเพียงผู้นำเงินดังกล่าวไปใช้ในการจ้างโฆษณาต่อและไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมจากบริษัท TM จึงเห็นว่าเงินสนับสนุนดังกล่าวไม่เข้าข่ายที่จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด


คำถาม :

บริษัท A จึงขอหารือว่าการดำเนินการดังกล่าวมีความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษีหรือไม่ และขอคำแนะนำหรือการอ้างอิงถึงข้อหารือกรมสรรพากรเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป

วิสัชนา

กรณีบริษัท A จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจเป็นคลินิกเสริมความงาม โดยจดทะเบียนเป็นสถานประกอบการพยาบาล ซึ่งไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เนื่องจากในอดีตบริษัทเคยมีการขายสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี บริษัทจึงเข้าจดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบันบริษัทไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ยังคงอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่

    ขณะนี้บริษัท A ได้รับข้อเสนอจากบริษัท True Money (TM) ให้รับ Incentive ตามยอดรายรับที่บริษัทได้รับผ่านช่องทางการชำระเงินของ True Money และยังได้รับข้อเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินสนับสนุนสำหรับการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทต้องทำการจ้างโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Facebook เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้ามาใช้บริการ True Money มากขึ้น แล้วนำส่งเอกสารหลักฐานการโฆษณาให้แก่บริษัท TM เพื่อพิจารณาอนุมัติรายจ่ายดังกล่าว หากเห็นว่ายอดการรับเงินผ่าน True Money เพิ่มขึ้น บริษัท TM จะมอบเงินสนับสนุนค่าโฆษณานี้ต่อไป

จากกรณีดังกล่าว บริษัท A ขอสอบถามหลักเกณฑ์ด้านภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ดังนี้:

1. Incentive:

    บริษัท A เห็นว่าการได้รับเงิน Incentive จากยอดการรับชำระเงินผ่าน True Money เมื่อถึงเป้าหมายที่กำหนดนั้นถือเป็นการจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการขาย ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 77/1 (8) และมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น บริษัท A จึงไม่ต้องนำเงิน Incentive ดังกล่าวไปรวมคำนวณเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่อย่างใด

    เงิน Incentive ดังกล่าว ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ของเงินได้ เนื่องจากไม่เข้าลักษณะเป็นรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นได้ให้บริการแก่ผู้รับบริการซึ่งผู้ให้บริการทราบโดยชัดแจ้งว่าผู้รับบริการนั้นมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้รับบริการมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการต่อแน่นอน ตามข้อ 7 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545ฯ



 

2. Budget Ad:

    กรณีบริษัท A พิจารณาเห็นว่า เงินสนับสนุนที่ได้รับเพื่อนำไปใช้ในการจ้างโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าหันมาใช้ True Money เพิ่มขึ้นนั้น ถือเป็นการให้เงินโดยมีเงื่อนไข และมีการกระทำคือการจ้างโฆษณาต่อ ซึ่งถือว่าเป็นการให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้เงินสนับสนุนดังกล่าวไม่ใช่การส่งเสริมการขายโดยตรง ดังนั้น บริษัท A เป็นเพียงผู้นำเงินดังกล่าวไปใช้ในการจ้างโฆษณาต่อและไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมจากบริษัท TM แต่เป็นรายได้ค่าบริการจึงอยู่ในบังคับที่ต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ