Case study

สิทธิ์ในการเลือกนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะตามเกณฑ์เงินสด หรือเกณฑ์สิทธิ์


เรื่อง สิทธิ์ในการเลือกนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะตามเกณฑ์เงินสด หรือเกณฑ์สิทธิ์
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 02/02/2025
ประเภทภาษี ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ข้อกฎหมาย
คำถาม

สิทธิ์ในการเลือกนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะตามเกณฑ์เงินสด หรือเกณฑ์สิทธิ์

1.  กิจการธนาคาร กิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และธุรกิจประกันชีวิต ต้องใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้นใช่หรือไม่ 

2.  บุคคลธรรมดา มีสิทธิ์เลือกนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะด้วยหรือไม่

3.  กิจการธนาคาร  เเละ กิจการเยี่ยงธนาคาร  ต่างกันอย่างไร เเละใช้เกณฑ์ใดในการนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะ 

4.  นาย A  ให้นาย B กู้เงินตั้งเเต่ปี 2567 คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5%  ปัจจุบัน  นาย B ยังไม่ได้คืนทั้งเงินต้นเเละดอกเบี้ย  นาย A ยังจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่

คำตอบ


คำตอบ 1


1.   ตามมาตรา 91/8 แห่งประมวลรัษฎากร  ไม่ได้ระบุห้ามไว้ว่า ธุรกิจ กิจการธนาคาร กิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และธุรกิจประกันชีวิต ซึ่งใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ  จะต้องใช้เกณฑ์สิทธิ์ (ความคิดส่วนตัวคิดว่า การใช้เกณฑ์เดียวกัน เพียงเพื่อความสะดวกและง่ายในการบันทึกบัญชีและนำส่งภาษีเท่านั้นค่ะ)  


2.   การคำนวณรายรับตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์ และการปฏิบัติทางบัญชี และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับเมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้วให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้    ดังนั้น ถ้าบริษัทเลือกนำส่งตามเกณฑ์สิทธิ์แล้วให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้


3. วรรคสองของ   มาตรา 91/8 แห่งประมวลรัษฎากร  ระบุว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5  มีสิทธิที่จะเลือกได้ โดย การคำนวณรายรับ จะต้อง 

  1. เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์ และการปฏิบัติทางบัญชี
  2. คำนวณรายรับ ซึ่งนิยามรายรับตามมาตรา 91/1(1) หมายความ ถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับ (เกณฑ์เงินสด) หรือพึงได้รับ (เกณฑ์สิทธิ์)


4.  คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 75/2541  ข้อ 1 ระบุว่า หากได้ใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะรายนั้น ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และการปฏิบัติทางบัญชี



มาตรา 91/8ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ตามมาตรา 91/6 แต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2
             การคำนวณรายรับตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์ และการปฏิบัติทางบัญชี และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับเมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้วให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้
             ( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.75/2541 )
             ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าวเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 (6) ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในมาตรา 91/6 รวมทั้งมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 34) พ.ศ.2541 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2542 เป็นต้นไป )



มาตรา 91/1ในหมวดนี้
             (1) “รายรับ” หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ



คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 75/2541

เรื่องการใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

---------------------------------------------


                เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจและแนะนำสำหรับกรณีการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะของกิจการธนาคาร กิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และธุรกิจประกันชีวิต ซึ่งใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/5 แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้


                ข้อ 1  ในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะของกิจการธนาคาร กิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ กิจการธุรกิจหลักทรัพย์ และกิจการประกันภัยเฉพาะกรณีการรับประกันชีวิต การคำนวณรายรับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย หากได้ใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามข้อ 4.1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.77/2541 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2541 ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะรายนั้น ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และการปฏิบัติทางบัญชีตามมาตรา 91/8 วรรคสองแห่งประมวลรัษฎากร แล้ว


หมายเหตุ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 75/2541 อ้างอิงไปที่ ท.ป.1/2528 ข้อ 4.1 (ปัจจุบัน แก้ไขโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 155/2549  การคำนวณรายได้และรายจ่ายของ กิจการธนาคาร กิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และธุรกิจประกันชีวิต จะอยู่ที่ข้อ 3.1 และ 3.2  ค่ะ 


คำสั่งกรมสรรพากร  ที่ ท.ป. 1/2528
 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล

ข้อ 3บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายใดได้ปฏิบัติในการคำนวณรายได้และรายจ่ายตามข้อต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีใด ให้ถือว่าการปฏิบัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะต้องถือปฏิบัติตามวิธีการที่ได้รับอนุมัตินั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงจากอธิบดีกรมสรรพากร
 3.1 
การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบ กิจการธนาคาร ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ กิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และกิจการธุรกิจหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ให้ใช้เกณฑ์สิทธิตามข้อ 2 โดยการคำนวณรายได้และรายจ่ายสำหรับดอกเบี้ยต้องคำนวณตามวิธีดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Method) ตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.329/2563 ให้ใช้บังคับสำหรับการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)
 การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่ง
ประกอบกิจการประกันชีวิต กิจการธุรกิจบัตรเครดิต หรือกิจการอื่นทำนองเดียวกัน ให้ใช้เกณฑ์สิทธิตามข้อ เว้นแต่รายได้ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยสำหรับระยะเวลาหลังจากที่ได้ผิดนัดชำระติดต่อกันเป็นเวลาเกินหกเดือน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะนำดอกเบี้ยส่วนนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับชำระก็ได้ เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
                   (1) คาดหมายได้แน่นอนว่าจะไม่สามารถได้รับชำระหนี้ และ
                   (2) มีกรณีแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า ลูกหนี้ไม่มีเงินหรือทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระ เช่น
                         (ก) มีหลักประกันไม่คุ้มกับหนี้ที่ต้องชำระ
                         (ข) ลูกหนี้ดำเนินธุรกิจขาดทุนติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี หรือเลิกกิจการแล้ว หรืออยู่ระหว่างการชำระบัญชี
                         (ค) ได้ดำเนินคดีแพ่งหรือได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้แล้ว
                         (ง) ได้ดำเนินคดีล้มละลาย หรือได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว
 
3.2 การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการประกันชีวิต ให้ใช้เกณฑ์สิทธิตามข้อ 2 เว้นแต่รายได้ส่วนที่เป็นเบี้ยประกันชีวิต บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะนำรายได้ส่วนนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับชำระก็ได้


 





















อ้างอิง

เรื่อง

การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ บริษัทประกันชีวิต มีดอกเบี้ยรับจากเงินฝากกระแสรายวัน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 05/09/2024 - วันที่ตอบ 10/09/2024

ประเภทภาษี

ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ข้อกฎหมาย

มาตรา 91/8 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

1. บริษัทประกันชีวิต มีดอกเบี้ยรับจากเงินฝากกระแสรายวันต้องนำมาคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะไหมค่ะ

2. แล้วฐานภาษีจากดอกเบี้ยที่ได้รับต้องเป็นเกณ์เงินสด (ได้รับดอกเบี้ยที่แสดงในบัญชีแล้ว)หรือใช้เกณฑ์เงินสด + เกณฑ์คงค้าง (ที่ประมาณการดอกเบี้ยรับตามจำนวนวันให้ครบงวดเดือนภาษีค่ะ)

วิสัชนา

1. ตามมาตรา 91/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการรับประกันชีวิต สำหรับรายรับจากการประกอบกิจการ ได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ ดังนี้

    “มาตรา 91/5 ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้แก่รายรับดังต่อไปนี้ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับหรือพึงได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการ

         (3) สำหรับกิจการรับประกันชีวิตตามมาตรา 91/2 (3) รายรับจากการประกอบกิจการ ได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 33) พ.ศ.2541 ใช้บังคับ 1 มกราคม พ.ศ. 2542 เป็นต้นไป)


 2. ตามมาตรา 91/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนด

    “มาตรา 91/8 ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ตามมาตรา 91/6 แต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2

         การคำนวณรายรับตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์ และการปฏิบัติทางบัญชี และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับเมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้วให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้

(ดู คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.75/2541 ประกอบ)

         ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าวเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 (6) ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในมาตรา 91/6 รวมทั้งมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 34) พ.ศ.2541 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2542 เป็นต้นไป)


 
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. กรณีบริษัทประกันชีวิต ได้รับรายรับดอกเบี้ยรับจากเงินธนาคารไม่ว่าจะเป็นเงินฝากประเภทใด บริษัทฯ ต้องนำมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งสิ้น

2. หลักเกณฑ์ในการคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับดอกเบี้ยรับของกิจการประกันชีวิต เป็นไปตามมาตรา 91/8 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ที่กำหนดให้บริษัทฯ มีสิทธิเลือกใช้เกณฑ์เงินสดหรือเกณฑ์สิทธิก็ได้ แต่เมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้วให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


คำตอบ 2 


ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาสามารถเลือกได้ตามมาตรา 91/8 แห่งประมวลรัษฎากร ว่าจะใช้เกณฑ์เงินสด หรือ เกณฑ์สิทธิ  ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น นิติบุคคล หรือ บุคคลธรรมดา  ก็สามารถเลือกได้ค่ะ (แต่แนะนำเกณฑ์เงินสดดีกว่าค่ะ เนื่องจาก จะได้สอดคล้องกับเงินที่ได้รับ เสียภาษีช้าลงค่ะ)  

** สรุป การรับรู้รายได้ของบุคคลธรรมดา รับรู้ตามเกณฑ์เงินสด แต่ การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สามารถเลือกได้ค่ะ กล่าวคือไม่จำเป็นจะต้องเป็นเกณฑ์เดียวกัน 


มาตรา 91/8ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ตามมาตรา 91/6 แต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2
             การคำนวณรายรับตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์ และการปฏิบัติทางบัญชี และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับเมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้วให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้
             ( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.75/2541 )
             ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าวเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 (6) ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในมาตรา 91/6 รวมทั้งมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 34) พ.ศ.2541 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2542 เป็นต้นไป )



คำตอบ 3


กิจการธนาคาร  ตามมาตรา 91/2(1)  กับ การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคาร ตามมาตรา 91/2(5)   ไม่เหมือนกันค่ะ 



มาตรา 91/2 ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้
   (1) การธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายเฉพาะ

  (5) การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น การให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่าง ๆ



เรื่อง

บุคคลธรรมดามีรายได้จากการรับแลกเปลี่ยนเงินตรา ให้กับคนไทยและต่างประเทศ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 24/05/2024 - วันที่ตอบ 25/05/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (8), มาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

รบกวนสอบถามดังนี้ค่ะ หนูอยู่ต่างประเทศเป็นหลัก จะกลับไทยในปีหนึ่งๆ ไม่เกิน 30 วัน ทำอาชีพแลกเปลี่ยนสกุลเงินตราให้กับคนไทยด้วยกัน มีทั้งที่อยู่ที่ไทยและมีทั้งที่อยู่ที่ต่างประเทศโดยมีเงินหมุนเวียนและมีการกินส่วนต่างผ่านบัญชีธนาคารของไทยกรณีของหนูแบบนี้ จำเป็นต้องยื่นเสียภาษีในฝั่งไทยหรือไม่คะ

วิสัชนา

หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร เป็นไปตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร

1. หลักแหล่งเงินได้ (Source Rule) สำหรับเงินได้ที่เกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย ดังนี้

    1.1 เงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย หรือเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ เพื่อกิจการของนายจ้างในประเทสไทย ได้แก่

          (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และ

          (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจาการรับทำงานให้ ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

    1.2 เงินได้เนื่องจากเงินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ได้แก่

         (3) เงินได้เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Properties) อาทิ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปี ตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร และ

         (4) เงินได้เนื่องจากผลได้จากทุน (Capital Gain) อาทิ ดอกเบี้ย หรือเงินได้ในลักษณะทำนองเดียวกับดอกเบี้ย เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผลได้อื่นใดจากการถือครองหลักทรัพย์หรือตราสารทุนหรือตราสารหนี้ รวมทั้ง โทเคนดิจิทัล หรือคริปโตเคอเรนซี ตามมาตรา 40 (4) (ก) – (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร

    1.3 เงินได้เนื่องจากกิจการที่ทำในประเทศไทย ได้แก่

         (5) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน หรือเงินได้จากการผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินหรือซื้อขายเงินผ่อน ตามมาตรา 40 (5) (ก) – (ค) แห่งประมวลรัษฎากร

         (6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

         (7) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ ตามมาตรา 40 (7) แห่งประมวลรัษฎากร และ

         ( 8 ) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตรกรรม การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นใด นอกจากที่ระบุในมาตรา 40 (1) – (7) แห่งประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร  

         กรณีผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย ย่อมมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร ไม่ว่าได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และไม่ว่าจะได้มีการจ่ายเงินได้นั้นในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม



 

2.หลักถิ่นที่อยู่ (Resident Rule) 

    กรณีผู้มีเงินได้จากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ จะมีหน้าทีเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร จะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร ต้องครบองค์ประกอบดังต่อไปนี้

    2.1 เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน ในปีภาษีที่ได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ ซึ่งได้แก่ ปีภาษี พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป

    2.2 เป็นผู้ได้รับเงินได้ในต่างประเทศในปีภาษีที่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ดังนี้

         (1) เงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ เพื่อกิจการของนายจ้างในต่างประเทศ

         (2) เงินได้เนื่องจากทรัพย์สินในต่างประเทศ หรือ

         (3) เงินได้เนื่องจากกิจการที่ทำในต่างประเทศ

    2.3 ผู้มีเงินได้จากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ ได้นำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าภายในปีภาษีเดียวกับปีที่ได้รับเงินได้หรือปีภาษีถัดไปจากปีที่ได้รับเงินได้ก็ตาม



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    คุณ (ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม) มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้จากการรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ จากคนไทย ทั้งที่อยู่ในประเทศไทย และที่อยู่ในต่างประเทศ โดยมีเงินหมุนเวียน และได้รับเงินได้ที่เป็นส่วนต่างผ่านบัญชีธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย เช่นนี้ เงินได้ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร โดยถือว่า เป็นผู้มีเงินได้จากทั้งแหล่งเงินได้ในประเทศไทย และจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ โดยได้นำเงินได้เข้ามาในประเทศไทย ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย จึงย่อมมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย

    เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คุณ (ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม) ควรจัดทำรายละเอียดผลต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ให้ชัดแจ้ง มิฉะนั้น หากไม่พิสูจน์หรือพิสูจน์ไม่ได้ เจ้าพนักงานสรรพากรอาจถือเอาเงินได้ที่โอนเข้าบัญชีทุกรายการเป็นเงินได้พึงประเมิน



 

2. กรณีภาษีธุรกิจเฉพาะ

    การประกอบกิจการรับแลกเปลี่ยนเงินตรา เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์



https://www.rd.go.th/publish/seminar/s6_50.pdf



คำตอบ 4


กรณีนาย A ได้ทำสัญญากู้เงิน แต่ยังไม่มีรายรับ (ได้รับหรือพึงได้รับ) และ นาย A ได้เลือกตามมาตรา 91/8 แห่งประมวลรัษฎากร ว่าจะใช้เกณฑ์เงินสด   ดังนั้น ถ้านาย A ยังไม่ได้รับ ก็ยังไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจ 


เรื่อง

การนำส่ง ภ.ธ.40 สำหรับรายได้ดอกเบี้ย บริษัทสามารถใช้ 2 หลักเกณฑ์ เกณฑ์เงินสด เกณฑ์สิทธิ ได้หรือไม่

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 23/02/2024 - วันที่ตอบ 16/03/2024

ประเภทภาษี

ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ข้อกฎหมาย

มาตรา 91/8 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

สอบถาม เรื่อง การนำส่ง ภ.ธ.40 สำหรับรายได้ดอกเบี้ย

    ตามที่เข้าใจ มีทางเลือกสามารถนำส่งได้ตามเกณฑ์เงินสดหริอเกณฑ์สิทธิได้ แต่ถ้าเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งก็ต้องยึดถือไปตลอดไม่สามาถเปลี่ยนได้ เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร แต่ถ้ากรณีบริษัทฯ มีเงินให้กู้ยืมกับหลายบริษัท เงินให้ที่บริษัท A กู้ยืมเลือกใช้เกณฑ์เงินสด แต่เงินให้บริษัท B กู้ยืม บริษัทใช้เกณฑ์สิทธิการให้กู้ยืมทั้ง 2 บริษัท แยกกันชัดเจน บริษัทฯ สามารถทำ tracking ได้ กรณีเช่นนี่บริษัทฯ สามารถเลือกใช้วิธีนำส่ง ภ.ธ.40 ไม่เหมือนกันโดยแยกตามเงินให้กู้ยืมในแต่ละบริษัท และบริษัทไม่ได้มีการเปลี่ยนวิธีในการยื่น ภ.ธ.40 ในแต่ละเงินกู้ บริษัทฯ ทำถูกแล้วใช่รึไม่

วิสัชนา

ตามมาตรา 91/8 แห่งประมวลรัษฎากร

    “มาตรา 91/8 ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ตามมาตรา 91/6 แต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2

         การคำนวณรายรับตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์ และการปฏิบัติทางบัญชี และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับเมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้วให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้...” 



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น เมื่อบริษัทฯ เลือกใช้เกณฑ์เงินสดหรือเกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืม เป็นอย่างใดแล้ว บริษัทฯ ต้องถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้ ตามความในวรรคสองของมาตรา 91/8 แห่งประมวลรัษฎากร ดังกล่าว

    ดังนั้น หากบริษัทฯ เคยเลือกใช้เกณฑ์เงินสดในการคำนวณรายรับดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม บริษัทฯ พึงต้องใช้เกณฑ์เงินสดสำหรับรายรับที่ได้รับจากทุกกิจกรรมการให้กู้ยืม ไม่อาจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ