Case study

แนวทางการจัดการภาษีและบัญชีกรณีสินค้าล้าสมัย และการปรับราคาต้นทุนสินค้าตามฤดูกาล


เรื่อง แนวทางการจัดการภาษีและบัญชีกรณีสินค้าล้าสมัย และการปรับราคาต้นทุนสินค้าตามฤดูกาล
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 20/10/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทดำเนินธุรกิจขายสินค้าแฟชั่นประเภท แก้วน้ำ กระเป๋า และ สินค้าใช้ในบ้าน โดยในแต่ละปีมีการออกสินค้าใหม่ 4 ฤดูกาล (4 Seasons) เมื่อสินค้าหมดฤดูกาล บริษัทจะทำการลดราคาขาย และเมื่อเวลาผ่านไป 1–2 ปี สินค้าบางรายการจะถูกย้ายไปจำหน่ายที่ Outlet ซึ่งจะมีการลดราคาลงอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะขายไม่ได้จริง ๆ และต้องทำลายสินค้าในที่สุด 

บริษัทมีความประสงค์จะสอบถามว่า: 

1. เมื่อมีการย้ายสินค้าไปยัง Outlet บริษัทสามารถปรับลดราคาต้นทุนของสินค้าคงคลังแต่ละหน่วยได้ทันทีหรือไม่ เช่น ปรับราคาต้นทุนจาก 700 บาท เหลือ 350 บาท

2. หากสามารถปรับลดได้: การบันทึกผลต่างจากการปรับราคาต้นทุนไปที่บัญชี “ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ” เป็นแนวทางที่ถูกต้องตามหลักบัญชีและภาษีอากรหรือไม่? มีหลักเกณฑ์หรือแนวทางจากกรมสรรพากรที่สามารถอ้างอิงได้หรือไม่?

3. หากไม่สามารถปรับลดราคาต้นทุนได้ทันที มีแนวทางใดที่สามารถดำเนินการได้ตามหลักบัญชีและภาษีอากร เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินค้าคงคลังที่มีมูลค่าลดลงตามเวลาและฤดูกาล?

คำตอบ

เนื่องจากโจทย์ไม่ได้แจ้งว่าบริษัทมีนโยบายคำนวณบัญชีสินค้าคงเหลือด้วยวิธีใด จะขอสมมุติเป็น วิธี FIFO

1.การปรับลดต้นทุนสินค้าคงเหลือเมื่อย้ายสินค้าไป Outlet (หลักการบัญชี NPAEs และ FIFO)

เมื่อสินค้าหมดฤดูกาลและถูกย้ายไปขายที่ Outlet ในราคาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บริษัท สามารถและควรปรับลดมูลค่าต้นทุนสินค้าคงเหลือต่อหน่วยลงให้สะท้อนมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net Realizable Value - NRV) ของสินค้านั้นทันทีตามหลักบัญชีเกณฑ์คงค้าง (Accrual) ภายใต้มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) หลัก “ราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า” ระบุไว้ว่าสินค้าคงเหลือต้องไม่แสดงมูลค่าสูงเกินกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจริงจากการขาย 

          ดังนั้น หากราคาทุนเดิมของสินค้าสูงกว่าราคาขายสุทธิที่คาดว่าจะได้รับ เช่น ทุน 700 บาท แต่คาดว่าจะขายได้ 350 บาท บริษัทต้องปรับลดมูลค่าทุนของสินค้าคงเหลือให้เหลือเท่ากับ 350 บาท (NRV) การใช้วิธีนี้สอดคล้องกับวิธีบัญชี FIFO ที่บริษัทใช้คำนวณต้นทุน เนื่องจาก FIFO เป็นวิธีคำนวณต้นทุนออก (Cost Flow) ส่วนหลัก NRV เป็นหลักการวัดมูลค่าปลายงวด ดังนั้นการปรับลดมูลค่าต้นทุนตาม NRV สามารถทำได้โดยไม่ขัดกับวิธี FIFO ที่ใช้อยู่ (FIFO กำหนดลำดับต้นทุนสินค้า แต่ไม่ห้ามการตีราคาลดมูลค่าหากมูลค่าตลาดต่ำกว่าทุน)

การปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้สะท้อนมูลค่าที่ลดลงนี้ถือเป็นการปฏิบัติทางบัญชีที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) เพราะบริษัทจะรับรู้ผลขาดทุนจากมูลค่าสินค้าที่ลดลงในช่วงเวลาที่มูลค่าลดลงจริง แทนที่จะรอจนสินค้าถูกขายขาดทุนหรือทำลายในอนาคต ซึ่งช่วยแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่แท้จริงของกิจการในงวดนั้นๆ

2.การบันทึกบัญชีส่วนต่างของราคาทุนที่ปรับลด และข้อพิจารณาตามหลักภาษีอากร

การบันทึกบัญชี : 
 ส่วนต่างที่เกิดจากการปรับลดมูลค่าทุนสินค้าคงเหลือลง เช่น ส่วนที่ลดลง 350 บาทต่อหน่วยในกรณีตัวอย่าง ควรรับรู้เป็น 
ค่าใช้จ่ายจากการตีราคาสินค้าคงเหลือลดลง โดยแสดงเป็นส่วนหนึ่งของ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) ในงบกำไรขาดทุนของงวดบัญชีนั้น แนวปฏิบัตินี้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีไทย (TAS 2 และกรอบของ NPAEs) ซึ่งกำหนดว่า “มูลค่าที่ลดลงของสินค้าคงเหลือเนื่องจากการปรับให้เท่ามูลค่าสุทธิที่จะได้รับต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายและแสดงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนขายในงวดที่มีการปรับมูลค่าสินค้าลดลง 

ดังนั้น การนำส่วนต่างขาดทุนนี้ไปบันทึกในบัญชี “ค่าใช้จ่ายอื่นๆ” จึงไม่ใช่วิธีที่แนะนำ ถึงแม้ในทางปฏิบัติจะจัดเป็นค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน แต่ทางที่ถูกต้องตามมาตรฐานคือ ให้รวมไว้ในต้นทุนขาย เพื่อความโปร่งใสของงบการเงิน การจัดประเภทค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนขาย ช่วยให้ผู้อ่านงบการเงินเข้าใจว่าต้นทุนสินค้าที่ขายได้รวมการลดมูลค่าสินค้าคงเหลือแล้ว และเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักการจัดประเภทรายการบัญชีที่ถูกต้อง

คู่มืออธิบายมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ

การเปิดเผยข้อมูล การวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือ และวิธีที่ใช้คำนวณต้นทุน
 
ตัวอย่างที่ 7.1
สินค้าคงเหลือแสดงด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิท่จีะได้รับแล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่าราคาทุนของสินค้า คงเหลือคำนวณโดยวิธีเข้าก่อนออกก่อน ยกเว้นงานระหว่างคำนวณ โดยวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
ต้นทุนในการซื้อประกอบด้วยราคาซื้อและค่าใช้จ่ายทางตรงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าคงเหลือนั้น เช่น ค่าภาษีอากร ค่าขนส่งหักด้วยส่วนลดและเงินที่ได้รับคืนจากการซื้อสินค้า
ต้นทุนของสินค้าสำเร็จรูปประกอบด้วยค่าวัตถุดิบ ค่าแรงทางตรง ค่าใช้จ่ายอื่นทางตรง และค่าโสหุ้ย ในการผลิต
มูลค่าสุทธิที่จะได้รับประมาณจากราคาที่คาดว่าจะได้ตามปกติของธุรกิจหักด้วยค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เพื่อให้สินค้านั้นสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขายในระหว่างปี
     บริษัทได้ทำการตั้งค่าเผื่อมูลค่าสินค้าลดลงสำหรับสินค้าเก่าล้าสมัยหรือเสื่อมคุณภาพ


ทางภาษีเงินได้นิติบุคคล : 
 บริษัทสามารถเลือกตีราคาสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นปี ด้วยราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร คือ กรมสรรพากรยอมรับ การบันทึกมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดตามราคาตลาด (ซึ่งเทียบได้กับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ) หากต่ำกว่าทุนจริง โดยให้ใช้ราคานั้นเป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาในปีถัดไปด้วย การปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือในกรณีสินค้าที่ราคาตกต่ำ/ล้าสมัยจึงสามารถรับรู้เป็น รายจ่ายทางภาษี ได้ตามเงื่อนไขดังกล่าว ไม่ขัดกับกฎหมายภาษีแต่อย่างใด ทั้งนี้ บริษัทควรดำเนินการอย่าง สม่ำเสมอและมีหลักฐานพิสูจน์มูลค่าตลาดที่ลดลง เช่น เอกสารแสดงการลดราคาขาย, นโยบายบริษัทเกี่ยวกับการตีราคาสินค้าคงคลัง, หรือรายงานการทำลายสินค้าล้าสมัย (ในกรณีสินค้าที่ขายไม่ออกและต้องทำลาย) เพื่อให้สรรพากรตรวจสอบได้ว่าเป็นการลดมูลค่าตามสภาพความเป็นจริง มิใช่การสร้างรายการเพื่อหวังหักเป็นรายจ่ายในทางภาษีโดยไม่มีสาเหตุ

หมายเหตุ : เมื่อบริษัทเลือกใช้วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดตามราคาตลาด (ต่ำกว่าทุน) แล้ว จะต้องใช้วิธีนี้อย่างต่อเนื่องทุกปี หรือหากประสงค์จะเปลี่ยนหลักเกณฑ์การตีราคาสินค้าคงเหลือ จะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรตามที่กฎหมายกำหนด

3. แนวทางสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินค้าคงเหลือ (กรณีไม่ปรับลดราคาทุนทันที)

หากสมมติว่า ไม่สามารถปรับลดราคาทุนของสินค้าคงเหลือได้ทันที เมื่อมีการย้ายสินค้าไป Outlet เช่น อาจด้วยเหตุผลด้านนโยบายภายในหรือเพื่อพิจารณาความชัดเจนของมูลค่าที่ลดลง บริษัทควรมีแนวทางอื่นเพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินค้าคงเหลือที่ลดลงตามเวลาและฤดูกาล ดังนี้:

  • การตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ (Inventory Write-down Allowance) : 
     บริษัทอาจใช้วิธีตั้ง บัญชีค่าเผื่อสินค้าคงเหลือลดมูลค่า สำหรับสินค้าที่ล้าสมัยหรือมูลค่าลดลงตามอายุ/ฤดูกาลของสินค้า โดยประเมินเป็นจำนวนเงินที่คาดว่ามูลค่าจะสูญเสียไป แล้วบันทึกค่าเผื่อฯ นี้เป็นการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือทางบัญชี ในระหว่างปีบริษัทสามารถทยอยตั้งสำรองส่วนนี้สำหรับสินค้าที่ขายไม่ออกหรือเสื่อมความนิยม เพื่อให้มูลค่าสินค้าคงเหลือสุทธิในงบการเงินสะท้อนมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจริงจากการขายได้ใกล้เคียงความจริงที่สุด วิธีนี้เป็นการประยุกต์หลักเกณฑ์เกณฑ์คงค้าง โดยรับรู้การสูญเสียมูลค่าทันทีที่คาดว่าจะเกิดขึ้น แทนที่จะรอจนเกิดการขาดทุนจริงเมื่อขายหรือทำลายสินค้า

สำหรับ NRV Dead stock Slow moving ที่ตั้งสำรอง และถือเป็นรายจ่ายทางบัญชีไว้ นั้น

      กรณีเป็นการตีราคาทุนของสินค้าคงเหลือ บริษัทฯ ต้องถือปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้


มาตรา 65 ทวิการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

    (6) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้คำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย
             การคำนวณราคาทุนตามวรรคก่อนเมื่อได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ใดตามวิชาการบัญชี ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้


กล่าวคือ

     (1) หากเป็นการตั้งสำรอง โดยไม่ดำเนินการตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร สำรองดังกล่าว ย่อมถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (1) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องปรับปรุงบวกกลับในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามแบบ ภ.ง.ด.50

(2) หากบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร โดยทำการตีราคาสินค้าคงเหลือตามราคาตลาดที่ต่ำกว่าราคาทุน ก็ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้

  • การประเมินและตีราคาสินค้าคงเหลือ ณ สิ้นงวดบัญชีอย่างสม่ำเสมอ : 
     ถึงแม้จะไม่ปรับลดทันทีเมื่อย้ายไป Outlet บริษัทก็ควรประเมินมูลค่าสินค้าคงเหลือทุกสิ้นไตรมาสหรือสิ้นปี และ ตีราคาลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นรอบบัญชีตามหลัก “ราคาทุนหรือราคาตลาดที่ต่ำกว่า” อย่างเคร่งครัด ตัวอย่างเช่น สินค้าที่ค้างสต็อกมานานเกินหนึ่งปีอาจประเมินว่ามูลค่าจะลดลง 50% ของทุน และหากยังขายไม่ออกจนถึง 2 ปีอาจต้องตั้งด้อยค่าหรือเตรียมทำลาย ซึ่งในงบสิ้นปีควรตีราคาเหลือมูลค่า ศูนย์ หรือมูลค่าซาก (ถ้ามี) เป็นต้น การประเมินเช่นนี้ทำให้งบการเงินปลายงวดสะท้อน “มูลค่าที่แท้จริง” ของสินค้าคงเหลือที่มีอยู่ และเป็นไปตามหลักความระมัดระวัง (Conservatism) ในทางบัญชี
  • การจำหน่ายหรือทำลายสินค้าคงเหลือที่เสื่อมค่าพร้อมหลักฐาน : 
     ในกรณีที่สินค้าบางส่วน ไม่สามารถขายได้จริงๆ และต้องทำลาย ตามที่กล่าวมา เมื่อดำเนินการทำลายสินค้าควรจัดทำเอกสารหลักฐาน เช่น รายงานคณะกรรมการตรวจนับและทำลายสินค้า, ภาพถ่าย, และบันทึกการปรับปรุงบัญชีตัดสินค้าดังกล่าวออกจากสต็อกทันที 
    ให้บริษัทฯ นำไปถือเป็นรายจ่ายในการดำเนินงาน ในงวดที่ทำลาย ลงบัญชีผลเสียหายจากการทำลายสินค้า เช่นเดียวกับรายจ่ายในการดำเนินกิจการทั่วไป โดยไม่นำไปถือเป็นต้นทุนสินค้าที่ขาย เนื่องจากบริษัทฯ มิได้ขายสินค้านั้นออกไปแต่อย่างใด การดำเนินการนี้จะทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือในระบบบัญชีถูกต้อง (ไม่มีสินค้าที่ไม่มีอยู่จริงหรือขายไม่ออกตกค้างเกินความจริง) และในการเสียภาษีบริษัทก็สามารถถือเอาค่าสินค้าที่ทำลายนี้เป็น รายจ่ายทางภาษีได้ โดยต้องเก็บหลักฐานการทำลายไว้ชี้แจงต่อกรมสรรพากรเมื่อมีการตรวจสอบ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร สินค้าที่ไม่มีมูลค่าจะตีราคาตามมูลค่าตลาดซึ่งเป็นศูนย์ได้อยู่แล้วในงบสิ้นปี โดยการทำลายสินค้าให้ปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2541ฯ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 

สรุป : 
 การปรับลดมูลค่าต้นทุนสินค้าคงเหลือทันทีเมื่อสินค้าหมดฤดูกาลและย้ายไป Outlet เป็นวิธีที่สอดคล้องกับทั้งหลักการบัญชี (NPAEs, เกณฑ์คงค้าง) และกฎหมายภาษีอากร โดยช่วยสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินค้าคงเหลือที่ลดลง ทำให้งบการเงินไม่ขัดต่อความเป็นจริง กรณีที่สามารถปรับลดได้ บริษัทควรบันทึกผลขาดทุนส่วนนี้รวมในต้นทุนขาย และจัดทำเอกสารให้รอบคอบเพื่อประโยชน์ด้านภาษี หากบริษัทไม่ปรับลดทันที ก็จำเป็นต้องใช้แนวทางอื่น เช่น การตั้งค่าเผื่อฯ หรือการประเมินมูลค่าสินค้าคงเหลือเป็นระยะ เพื่อให้หลักการบัญชีและภาษีอากรถูกต้องตรงกัน และรายงานมูลค่าสินค้าคงเหลือไม่สูงเกินความจริงตามเวลาที่ผ่านไป

สรุปแนวทางการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือเมื่อย้ายสินค้าไป Outlet

ประเด็น

หลักการบัญชี (TFRS for NPAEs / TAS 2)

การปฏิบัติทางภาษี (ประมวลรัษฎากร)

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

1. วิธีวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือ

ต้องแสดงมูลค่าตาม “ราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า”

มาตรา 65 ทวิ (6): ยอมรับการตีราคาตามราคาตลาดที่ต่ำกว่าทุน

ประเมินราคาตลาดของสินค้า Outlet และปรับมูลค่าต้นทุนให้เท่ากับ NRV

2. วิธีคำนวณต้นทุน (Cost Flow)

FIFO ใช้กำหนดลำดับต้นทุนออก ไม่ขัดต่อหลัก NRV

ใช้วิธี FIFO ต่อเนื่อง แต่สามารถตีราคาปลายงวดให้เท่ากับ NRV ได้

3. การบันทึกส่วนต่างขาดทุนจากการปรับมูลค่า

บันทึกเป็น “ค่าใช้จ่ายจากการตีราคาสินค้าคงเหลือลดลง” และรวมใน ต้นทุนขาย (COGS)

ถือเป็นรายจ่ายได้ หากมูลค่าลดลงจริงและมีหลักฐานประกอบ

บันทึกผลขาดทุนในหมวดต้นทุนขาย ไม่ควรใช้บัญชี “ค่าใช้จ่ายอื่นๆ”

4. การตั้งสำรองสินค้าคงเหลือลดมูลค่า (Allowance)

ใช้ได้เพื่อสะท้อนมูลค่าที่ลดลง

หากไม่ตีราคาจริง → เป็นรายจ่ายต้องห้าม ม.65 ตรี (1) ต้องบวกกลับ

ตั้งค่าเผื่อได้เพื่อวัตถุประสงค์ทางบัญชี แต่ต้องบวกกลับทางภาษี

5. การตีราคาสินค้าคงเหลือปลายงวด

ต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุกปี ตามหลัก “ราคาทุนหรือราคาตลาดที่ต่ำกว่า”

มาตรา 65 ทวิ (6): ต้องใช้หลักเกณฑ์เดียวกันต่อเนื่องทุกปี เว้นแต่ได้รับอนุมัติเปลี่ยน

ประเมินมูลค่าทุกสิ้นงวด และตีราคาตาม NRV อย่างสม่ำเสมอ

6. การทำลายสินค้าคงเหลือ

บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายจากการทำลาย (ไม่รวมในต้นทุนขาย)

ถือเป็นรายจ่ายได้ หากมีหลักฐานตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541

จัดทำรายงานคณะกรรมการทำลายสินค้า ภาพถ่าย และหนังสือแจ้งสรรพากร

7. ความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis)

รับรู้ผลขาดทุนจากการลดมูลค่าทันทีเมื่อมูลค่าลดลงจริง

ช่วยสะท้อนผลการดำเนินงานและฐานะการเงินที่แท้จริงในงวดนั้น

8. เอกสารที่ควรจัดเก็บเพื่อใช้ตรวจสอบภาษี

ใช้ยืนยันมูลค่าตลาดที่ลดลง เช่น ใบลดราคา, นโยบายตีราคา, รายงานทำลายสินค้า

จัดเก็บไว้ครบถ้วนเพื่อชี้แจงต่อกรมสรรพากรเมื่อมีการตรวจสอบ


กฏหมายที่เกี่ยวข้อง : 
 - มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 2 (สินค้าคงเหลือ) และ TFRS for NPAEs
 - คู่มืออธิบายมาตรฐานการบัญชี TAS 2 โดยสภาวิชาชีพบัญชีtfac.or.th.
 - คู่มือประเด็นด้านต้นทุนและค่าใช้จ่าย กรมสรรพากร (มิ.ย. 2567)
rd.go.th;
 

มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ
             (1) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

การตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 01/06/2019 - วันที่ตอบ 04/06/2019

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

-

ปุจฉา

บริษัทฯ ตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยไว้ 100% ณ วันที่ตั้งค่าเผื่อได้บวกกลับใน ภ.ง.ด.50 ทั้งหมดแล้วครับ แต่ภายหลังสินค้ากลับมาได้รับความนิยมจึงสามารถขายได้ตามราคาตลาด
 เรียนสอบถามอาจารย์ครับว่า
สามารถนำต้นทุนของสินค้าที่ขายได้ มาเป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้หรือไม่ครับ(21 มี.ค. 2019 14:24 น.)

วิสัชนา

บริษัทฯ ตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยไว้ 100% ณ วันที่ตั้งค่าเผื่อได้บวกกลับใน ภ.ง.ด.50 ทั้งหมดแล้วครับ โดยมิได้ทำการตีราคาสินค้าคงเหลือดังกล่าวให้เป็นไปตามราคาตลาดที่ต่ำกว่าราคาทุน การปฏิบัติในส่วนนี้ของบริษัทฯ จึงถูกต้องแล้ว ในทางภาษีอากร ยังคงมีต้นทุนตามเดิม แต่ถ้าราคาตลาด ณ วันที่ตั้งค่าเผื่อต่ำกว่าราคาทุน ก็จะเป็นอีกกรณีหนึ่ง ในกรณีนี้ จึงให้ยืนว่า เป็นการปฏิบัติเฉพาะในทางบัญชีเท่านั้น
 แต่ภายหลังสินค้ากลับมาได้รับความนิยมจึงสามารถขายได้ตามราคาตลาด เช่นนี้ ให้บริษัทฯ กลับรายการค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยกลับมา และถือเป็นต้นทุน ทั้งในทางบัญชีและทางภาษีอากร แต่ในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ให้ปรับปรุงรายการการกลับรายการ โดยไม่ถือเป็นรายได้หรือลดค่าใช้จ่ายทางภาษีอากร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

Employee benefits ผลประโยชน์พนักงาน NRV Dead stock Slow moving ที่ตั้งสำรอง และถือเป็นรายจ่ายทางบัญชี

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 19/04/2024 - วันที่ตอบ 21/04/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ตรี (9) , มาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

อาจารย์คะ Employee benefits ที่ตั้งสำรองไว้ NRV Dead stock Slow moving ต้องบวกกลับหรือไม่คะรบกวนอาจารย์ช่วยอธิบายหน่อยคะ

วิสัชนา

ผลประโยชน์ของพนักงาน (Employee benefits) หมายถึง สิ่งตอบแทนทุกรูปแบบที่กิจการให้เพื่อแลกเปลี่ยนกับบริการที่ได้รับจากพนักงานหรือการเลิกจ้าง แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

    ประเภทที่ 1. ผลประโยชน์ระยะสั้นสำหรับพนักงาน (Short-term employee benefits) หมายถึง ผลประโยชน์ของพนักงาน (ที่มิใช่ผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง) ซึ่งคาดว่าจะจ่ายชำระทั้งจำนวนก่อน 12 เดือนหลังวันสิ้นรอบระยะเวลารายงานประจำปีที่พนักงานได้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง

    ประเภทที่ 2. ผลประโยชน์หลังออกจากงาน (Post employment benefits) หมายถึง ผลประโยชน์ของพนักงาน (ที่มิใช่ผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง และผลประโยชน์ระยะสั้นของพนักงาน) ซึ่งมีการจ่ายหลังจากการจ้างงานสิ้นสุดลงผลประโยชน์ระยะยาวอื่นของพนักงาน

    ประเภทที่ 3. ผลประโยชน์ระยะยาวอื่นของพนักงาน (Other long-term employee benefits) หมายถึง ผลประโยชน์ทั้งหมดของพนักงานที่มิใช่ผลประโยชน์ระยะสั้นของพนักงาน ผลประโยชน์หลังออกจากงาน และผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง

    ประเภทที่ 4. ผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง (Termination benefits) หมายถึง ผลประโยชน์ของพนักงานที่ให้เพื่อแลกเปลี่ยนกับการเลิกจ้างงานของพนักงาน ซึ่งเป็นผลจากข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

    (1) การตัดสินใจของกจิการที่จะเลิกจ้างพนักงานก่อนวันออกจากงานตามปกติหรือ

    (2) การตัดสินใจของพนักงานที่จะยอมรับข้อเสนอของผลประโยชน์เพื่อแลกเปลี่ยนกับ การเลิกจ้าง

2. ลักษณะสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว (Dead Stock

    เขียนโดย: เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ Hotmail สร้างเมื่อ: 14 พฤศจิกายน 2565

    ลักษณะสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว (Dead Stock) เป็นปัญหาการจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง เนื่องจากสินค้าที่ไม่ เคลื่อนไหวทำให้การจัดเก็บสินค้าที่เคลื่อนไหวได้ดีมีปัญหา ส่งผลต่อการจัดการพื้นที่ในคลังทำให้การนำสินค้าเข้าจัดเก็บหรือ การจ่ายกอกมีปัญหา เนื่องจากสินค้าไม่เคลื่อนไหวกีดขวาง ตัวอย่าง ประเภทของสินค้าไม่เคลื่อนไหว มีดังนี้

    - สินค้าคืนจากลูกค้าและขายไม่ได้ (Reject Cargoes)

    - สินค้าเสียหาย (Damage Cargoes)

    - สินค้าล้าสมัยขายไม่ได้ (Out of Date Goods)

    - สินค้าซื้อมากแต่ใช้น้อยหรือไม่ได้ใช้ (Slow Move Cargoes)

    - สินค้าไม่เคลื่อนไหว (Sleepy Cargoes)

    - เศษซาก/ของเสีย (Scrap & Waste Cargoes)

    - สินค้ามีแต่ในบัญชีแต่สินค้าจริงไม่มี (Cargoes on Paper)

    - สินค้าไม่มีราคาแต่ทางบัญชียังคงมีมูลค่า (Non Value Cargoes)

    - ระยะเวลาที่จำแนกสินค้าไม่เคลื่อนไหว

    การจำแนกระยะเวลาสินค้าที่เข้าสู่คลังเก็บสินค้าจะเป็นตัวชี้วัดความเคลื่อนไหวของสินค้าโดยผู้เกี่ยวข้องเป็นผู้กำหนดระยะเวลาของสินค้าที่อยู่ในคลังว่า ระยะเวลาที่จัดเก็บนานเท่าใดถึงจะเรียกว่าเป็นสินค้าไม่เคลื่อนไหว และแบ่งประเภทสินค้าตามระยะเวลาของการจัดเก็บสินค้าในคลังตัวอย่างเช่น โรงงานอาหารกระป๋อง ได้กำหนดประเภทสินค้าตามระยะเวลาเอาไว้ ดังนี้

    - สินค้าเคลื่อนไหวเร็ว (Fast Moving) คือสินค้าที่เก็บไว้ในคลังสินค้า ไม่เกิน 7 วัน

    - สินค้าปกติ (Normal Moving) คือสินค้าที่เก็บไว้ในคลังสินค้า 7 – 14 วัน

    - สินค้าเคลื่อนไหวช้า (Slow Moving) คือสินค้าที่เก็บไว้ในคลังสินค้านานกว่า 14 วัน

    - เคลื่อนไหวช้ามาก (Very Slow Moving) คือสินค้าที่เก็บไว้ในคลังสินค้านานกว่า 30 วัน

    - ไม่เคลื่อนไหว (Dead Moving) คือสินค้าที่เก็บไว้ในคลังสินค้านานกว่า 45 วัน

    เมื่อกำหนดประเภทสินค้าตามระยะเวลาที่อยู่ในคลังสินค้าได้แล้ว เจ้าหน้าที่คลังสินค้าจะกำหนดพื้นที่การจัดเก็บสินค้าตามระยะเวลาสินค้าที่อยู่ในคลัง โดยกำหนดให้สินค้าที่เคลื่อนไหวได้ดี อยู่ในพื้นที่ที่จัดเก็บและนำออกได้ง่าย ส่วนสินค้าที่เคลื่อนไหวได้ช้าจะเก็บไว้ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก การเก็บสินค้าในคลังสินค้าตามระยะเวลาที่จัดเก็บสามารถเห็นถึงแนวโน้มการผลิตและการขายได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบการควบคุมด้วยสายตา (Visual Control) เข้ามาประยุกต์ใช้ร่วมกัน โดยกำหนดพื้นที่ จัดเก็บตามสีหรือระดับการเคลื่อนไหว เช่นสินค้าเคลื่อนไหวเร็ว จัดเก็บหรือมีป้ายชี้บ่งสีเขียว สินค้าเคลื่อนไหวของสินค้าได้โดยง่าย

    วิธีการลดปริมาณสินค้าไม่เคลื่อนไหว โดยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการจัดการสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว ไม่สามารถผลักภาระความรับผิดชอบให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยเฉพาะ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย อาทิ

    ฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด

    - ผลักดันยอดขายผ่านฝ่ายขายหรือตัวแทนจำหน่าย โดยให้ผลตอบแทน (Incentives) ที่สูงสำหรับการขายสินค้าไม่เคลื่อนไหว โดยกำหนดให้สูงกว่าการขายสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวปกติหรือสินค้าที่ขายดีอยู่แล้ว

    - กำหนดสัดส่วนการขายสินค้าที่เคลื่อนไหวช้าต่อเดือนเป็นสัดส่วนต่อการขายสินค้าทั้งหมดในรอบเดือน

    - จัดกลุ่มสินค้าบางประเภท ให้เป็นสินค้าฝากขาย ( Consignment) โดยการกระจายสินค้าฝากขายไปยังลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อลดภาระการจัดเก็บและปริมาณสินค้าในคลังสินค้า

    - ส่งเสริมการตลาดในสินค้าไม่เคลื่อนไหว เช่น ลด แลก แจก แถม เป็นต้น

    ฝ่ายจัดซื้อ

    - ในกรณีซื้อวัตถุดิบต้องมีการคำนวณการสั่งซื้อ โดยจำเป็นต้องรู้ข้อมูลปริมาณการใช้หรือแผนการผลิต ต้นทุนการสั่งซื้อแต่ละครั้ง ต้นทุนการเก็บรักษา ปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำ แล้วจึงคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมต่อไป (Economics Order Quantity : EOQ)

    - จำเป็นต้องจัดหาซัพพลายเออร์สำรอง หรือรายใหม่ ในกรณีที่การสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ปัจจุบันมีปริมาณการสั่งซื้อสินค้าขั้นต่ำในประมาณมาก

    ฝ่ายคลังสินค้า

    - แสดงให้เห็นถึงจำนวนสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหวในคลังสินค้าให้ชัดเจน ดูง่าย โดยจัดพื้นที่ในการเก็บสินค้าไม่เคลื่อนไหวให้อยู่ในที่เดียวกัน และมีป้ายบ่งชี้ประกอบ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนังถึงปัญหาของสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว โดยหวังว่าทุกหน่วยงานจะเข้ามาร่วมแก้ปัญหาด้วยกัน

    ฝ่ายผลิต

    - นำส่วนประกอบของสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว มาใช้ใหม่ (Re-use) หรือรีไซเคิล ตามแต่กรณีโดยเฉพาะสินค้าที่เป็นชินส่วนประกอบ เช่น ผลิตภัณฑ์จากยางบางประเภท เฟอร์นิเจอร์ หรือชิ้นส่วนประกอบยานยนต์ เป็นต้น

    ฝ่ายบุคคล

    - จัดขายสินค้าราคาประหยัดเพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่พนักงาน

    ฝ่ายบัญชี

    - ตัดตัวเลขทางบัญชีและทำลายสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหวและหมดอายุหากจำเป็น

    - บริจาคเป็นสาธารณกุศล ซึ่งสามารถนำมาลดหย่อนภาษีปลายปีได้

    ขั้นตอนในการลดปริมาณสินค้าไม่เคลื่อนไหว สามารถจัดลำดับจากขั้นตอนที่ง่ายที่สุดไปยังขั้นตอนที่ยากที่สุด หรือขั้นตอนที่ใช้ต้นทุนน้อยที่สุดไปยังต้นทุนสูงที่สุด ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องเลือกวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกับธุรกิจและประเภทสินค้าของตนเอง

ที่มา:https://www.iok2u.com/.../logistics-supply.../sc-dead-stock


3. มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net realisable value: NRV)

    “มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ” หมายถึง ราคาโดยประมาณที่คาดว่าจะขายได้ตามลักษณะการประกอบธุรกิจตามปกติ หักด้วย ประมาณการต้นทุนในการผลิตสินค้านั้นให้เสร็จ และต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่ายไปเพื่อให้ขายสินค้านั้นได้

    “มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ” สะท้อนถึงมูลค่าเฉพาะของกิจการ ซึ่งได้อ้างอิงถึงจำนวนเงินสุทธิที่กิจการคาดว่าจะได้รับจากการขายสินค้าตามลักษณะการประกอบธุรกิจตามปกติของกิจการ ซึ่งแตกต่างจาก “มูลค่ายุติธรรม” ที่สะท้อนให้เห็นถึงราคาที่จะได้รับจากรายการที่ เกิดขึ้นในสภาพปกติในการขายสินค้าคงเหลือแบบเดียวกันในตลาดหลัก (หรือตลาดที่ให้ประโยชน์สูงสุด) ระหว่างผู้ร่วมตลาด ณ วันที่วัดมูลค่าต้นทุนของสินค้าคงเหลืออาจจะไม่ได้รับคืน เนื่องจากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับต่ำกว่าต้นทุนด้วยเหตุดังนี้

    • สินค้าคงเหลือเกิดความเสียหาย หรือเกิดความล้าสมัยบางส่วนหรือทั้งหมด

    • ราคาขายลดลง

    • ประมาณการต้นทุนในการทำต่อให้เสร็จหรือประมาณการต้นทุนที่ เกิดขึ้นเพื่อทำให้สินค้าขายได้เพิ่มขึ้น

    การตีราคาสินค้าคงเหลือลดลงจากราคาทุนให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ สอดคล้องกับแนวความคิดที่ว่า สินทรัพย์ไม่ควรแสดงมูลค่าตามบัญชีที่สูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจากการขายหรือประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้

    การลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือลงให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ มักพิจารณาจาก

    • สินค้าแต่ละรายการ

    • กลุ่มสินค้าที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือมีความเกี่ยวพันกัน เช่น

    • รายการสินค้าที่ มีความเกี่ยวข้องกับสายผลิตภัณฑ์เดียวกันที่ มีวัตถุประสงค์หรือการใช้ประโยชน์ขั้นสุดท้ายคล้ายคลึงกัน หรือมีการผลิตหรือขายในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เดียวกัน และในทางปฏิบัติไม่สามารถประเมินแยกจากรายการอื่นในสายผลิตภัณฑ์เดียวกันได้ ถือเป็นการไม่เหมาะสมที่จะปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือลงโดยใช้เกณฑ์การจัดประเภทของสินค้าคงเหลือ ตัวอย่างเช่น สินค้าสำเร็จรูป หรือสินค้าคงเหลือทุกประเภทในส่วนงานปฏิบัติการใดส่วนงานปฏิบัติการหนึ่ง

    ในการประมาณมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ให้พิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของกิจการในการถือครองสินค้าคงเหลือด้วย ตัวอย่างเช่น

    • กรณีกิจการถือสินค้าคงเหลือไว้เพื่อขายหรือให้บริการตามสัญญาที่แน่นอน ให้ถือตามราคาที่

กำหนดไว้ในสัญญานั้น

    • หากจำนวนตามสัญญาการขายนั้นมีน้อยกว่าปริมาณสินค้าคงเหลือที่ถือครองไว้

    • มูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือส่วนที่เกินกว่าปริมาณในสัญญาให้ถือตามราคาขายโดยทั่วไป

    • กิจการอาจบันทึกประมาณการหนี้สินสำหรับปริมาณสินค้าคงเหลือตามสัญญาขายที่แน่นอนส่วนที่เกินจากปริมาณสินค้าคงเหลือที่ถือไว้หรือที่เกิดจากสัญญาซื้อที่ แน่นอนของกิจการ ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 เรื่อง ประมาณการหนี้สิน หนี้สินที่อาจเกิดขึ้นและสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา: คู่มืออธิบายมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์(เผยแพร่ 15 พฤษภาคม 2563) คู่มืออธิบาย TAS 2 หน้า 9

https://acpro-std.tfac.or.th/uploads/files/TAS2-Manual.pdf


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. Employee benefits ผลประโยชน์พนักงาน ที่บริษัทฯ ได้ตั้งสำรองไว้เป็นหนี้สินผลประโยชน์พนักงาน เพื่อกันเงินไว้จ่ายให้แก่พนักงานเมื่อเลิกจ้าง (Terminate) ซึ่งในทางหลักการบัญชีกำหนดให้บริษัทฯ นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีที่ตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานดังกล่าวนั้น ในทางภาษีอากร ถือว่า รายจ่ายดังกล่าว เป็นรายจ่ายที่บริษัทฯ กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร

    ในรอบระยะเวลาบัญชีที่บริษัทฯ ได้จ่ายเงินผลประโยชน์ดังกล่าวให้แก่พนักงาน ก็ให้นำมาปรับปรุง


2. สำหรับ NRV Dead stock Slow moving ที่ตั้งสำรอง และถือเป็นรายจ่ายทางบัญชีไว้ นั้น

    กรณีเป็นการตีราคาทุนของสินค้าคงเหลือ บริษัทฯ ต้องถือปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้

    “มาตรา 65 ทวิ  

         (6) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คํานวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสําหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย

              การคํานวณราคาทุนตามวรรคก่อน เมื่อได้คํานวณตามหลักเกณฑ์ใด ตามวิชาการบัญชี ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้” 

     กล่าวคือ

     (1) หากเป็นการตั้งสำรอง โดยไม่ดำเนินการตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร สำรองดังกล่าว ย่อมถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ต้องปรับปรุงบวกกลับในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามแบบ ภ.ง.ด.50

     (2) หากบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร โดยทำการตีราคาสินค้าคงเหลือตามราคาตลาดที่ต่ำกว่าราคาทุน ก็ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการขออนุมัติขายสินค้าล้าสมัย

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

11/11/2015

เลขที่หนังสือ

0702/10199

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

บริษัท A ได้หารือเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการขายสินค้าที่ล้าสมัย สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า บริษัท A ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพัดลมอุตสาหกรรมในระบบปรับอากาศและระบายอากาศ บริษัท A มีสินค้าที่ใช้ในการประกอบกิจการที่ล้าสมัยแล้วซึ่งไม่สามารถขายได้ตามราคาตลาด บริษัท A มีความประสงค์จะขออนุมัติกรมสรรพากรเพื่อขายสินค้าล้าสมัยโดยใช้ราคาต้นทุนที่ได้ซื้อมาจึงขอหารือว่า บริษัท A สามารถขายสินค้าดังกล่าวตามราคาต้นทุนที่ซื้อมาได้หรือไม่

แนววินิจฉัย

กรณีที่บริษัท A ประสงค์จะขายสินค้าที่ล้าสมัยตามราคาต้นทุนที่ซื้อมานั้น หากราคาดังกล่าวต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่มีการขายสินค้าได้ ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

78/39920

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ