Case study

บริษัทบริจาคให้กับโรงเรียน
| เรื่อง | บริษัทบริจาคให้กับโรงเรียน | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| แหล่งที่มา | Case study | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| วันที่ | 20/04/2026 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ข้อกฎหมาย | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คำถาม | กรณีที่บริษัทที่เป็นนิติบุคคลในไทย มีการบริจาคให้กับโรงเรียน สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้กี่เท่าคะ และมีเงื่อนไขที่จะนำมาหักค่าใช้จ่ายยังไงบ้างคะ |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คำตอบ | การบริจาคให้โรงเรียนสามารถถือเป็น รายจ่ายบริจาค ของบริษัทได้ โดยต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ทางภาษี ดังนี้:
ดังนั้น ถ้าเป็นการบริจาค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2568 เป็นต้นไป ไม่ว่าจะบริจาคผ่าน e-Donation หรือ กระดาษ ก็สามารถลงรายจ่ายได้ 1 เท่า ของรายจ่ายที่จ่ายไป แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร
อธิบายหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับการบริจาค 1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะนำเงิน สิ่งของ หรือสินค้า ทรัพย์สิน มาบริจาค ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตเอง หรือซื้อมาเพื่อขาย ให้ถือเอามูลค่าต้นทุนของสินค้า/ทรัพย์สินตาม Book value (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ดังกล่าวที่สามารถพิสูจน์ได้ เป็นมูลค่าของรายจ่ายที่บริจาค บันทึกลงเป็นค่าบริจาค และกรณีสินค้าตัดสต็อคสินค้าออกจากคลังสินค้า โดยจัดทำรายงานขึ้นใช้ภายใน ประกอบกับหลักฐานการตัดสต๊อคสินค้าออกไปเพื่อบริจาค เช่น หากบริษัทบันทึกสินค้าแบบ Periodic คือบริษัทรับรู้ ยอดซื้อเป็นค่าใช้จ่าย และรับรู้สินค้าปลายงวดด้วยยอดคงเหลือจริงตามรายงานสินค้าคงเหลือ ณ สิ้นงวด ที่ลดลงได้เลย / กรณีเป็นทรัพย์สิน ก็ให้รับรู้ กรณีเป็นทรัพย์สินของบริษัทฯ ให้ถือเอามูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือจากการคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน Book value เป็นมูลค่าของรายจ่ายที่บริจาค บันทึกลงเป็นค่าบริจาค สำหรับการรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่นั้น จะต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ดังนี้ 1. บริษัท(ผู้บริจาค) มีกำไรทางภาษีหรือไม่ 1) ถ้าบริษัทขาดทุน ไม่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เนื่องจาก มาตรา 65 ตรี (3)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ระบุว่า บริษัทสามารถรับรู้รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ และและรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ (ดังนั้น เมื่อบริษัทไม่มีกำไรสุทธิ ย่อมหมายความว่า บริษัทไม่สามารถรับรู้รายจ่ายทางภาษีได้ ) 2) ถ้าบริษัท มีกำไรทางภาษี (พิจารณารายจ่ายบริจาค 1 เท่า)
2. ตรวจสอบรายชื่อสถานที่รับบริจาค หากเป็นการบริจาคให้แก่ โรงพยาบาลรัฐบาล สถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาองค์การของรัฐบาล โรงเรียนเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วย สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และ มูลนิธิหรือสมาคม ที่อยู่ในมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรี ประกาศกำหนดตามมาตรา 47 (7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร จะสามารถลงเป็นรายจ่ายบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี นำมาคำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร หากเป็นการบริจาคให้แก่มูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่อยู่ในมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตามมาตรา 47 (7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ถือเป็นการให้โดยเสน่หา ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร รวมทั้งค่าภาษีขายที่ไม่ได้เรียกเก็บจากมูลนิธิฯ ดังกล่าวด้วย
ดังนั้น หากบริษัทตรวจสอบรายชื่อหน่วยรับบริจาคตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศไว้แล้ว หากมีรายชื่อหน่วยรับบริจาคดังกล่าว ก็สามารถลงเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ตามเงื่อนข้อ 1 หากไม่มีก็จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม (สามารถตรวจสอบรายชื่อหน่วยรับบริจาคที่ website กรมสรรพากรตาม Link ) :
2. ภาษีเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่าย 3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม - กรณีบริจาคเป็นเงินสด ไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม - กรณีบริจาคเป็น สิ่งของ สินค้าที่มีไว้เพื่อขาย หรือทรัพย์สิน ให้พิจารณาดังนี้ 3.1 กรณีบริษัทได้นำสิ่งของหรือสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย หรือทรัพย์สิน ไปบริจาคให้กับหน่วยรับบริจาคมีรายชื่อตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศไว้ (ตรวจสอบรายชื่อเรียบร้อยแล้วตามข้อ 1) ถือเป็นการบริจาคสินค้าให้แก่การกุศลสาธารณะ หรือรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา บริษัทจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริจาคนี้ ตามมาตรา 81 (1)(น) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (4)(ข) แห่งพระราชกฤษฎีกา(ฉบับที่ 239) บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีขาย รวมถึงไม่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30 โดยทางหน่วยรับบริจาคดังกล่าว จะต้องจัดทำหนังสืออนุโมนาการรับบริจาค พร้อมระบุ รายละเอียดสินค้า + จำนวนชิ้น ที่ได้รับบริจาค หรือ ทรัพย์สินที่บริจาค ให้แก่บริษัทฯ หากสินค้า/ทรัพย์สิน ที่ตั้งใจซื้อ/สร้างมาเพื่อบริจาค มีภาษีซื้อ ภาษีซื้อดังกล่าวถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ไม่สามารถนำมาเครดิตหักกับภาษีขายได้ แต่บริษัทฯ สามารถนำมาบันทึกรวมเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน ตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 243) พ.ศ. 2534 และข้อ 2 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)ฯ ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2535
3.2 กรณีบริษัทฯ บริจาคสินค้า/ทรัพย์สิน ให้แก่หน่วยรับบริจาคที่ไม่มีรายชื่อตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศไว้ (ตรวจสอบรายชื่อเรียบร้อยแล้วตามข้อ 1) ตามมาตรา 47 (7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 3 (4)(ข) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำมูลค่าสินค้าที่ซื้อ / ทรัพย์สิน BV มารวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีขาย โดยใช้ราคาตลาด (ตามที่ซื้อมา) นำส่ง VAT 7% ยื่นแบบภ.พ.30 ด้วย
อ้างอิงคำตอบ
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||
