Case study

บริษัทบริจาคให้กับโรงเรียน


เรื่อง บริษัทบริจาคให้กับโรงเรียน
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 20/04/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

กรณีที่บริษัทที่เป็นนิติบุคคลในไทย มีการบริจาคให้กับโรงเรียน สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้กี่เท่าคะ และมีเงื่อนไขที่จะนำมาหักค่าใช้จ่ายยังไงบ้างคะ


คำตอบ

การบริจาคให้โรงเรียนสามารถถือเป็น รายจ่ายบริจาค ของบริษัทได้ โดยต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ทางภาษี ดังนี้:

  • หักรายจ่ายได้ 2 เท่า : หากการบริจาคเข้าลักษณะเป็นการสนับสนุนการศึกษาตามมาตรการของรัฐ บริษัทมีสิทธิหักรายจ่ายได้  2 เท่าของมูลค่าที่บริจาค ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น โครงการที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงศึกษาธิการ หรือเป็นการบริจาคเพื่อสร้างอาคารเรียนให้สถานศึกษาของทางราชการตามที่กฎหมายกำหนด โดย หักรายจ่ายได้ 2 เท่า ของรายจ่ายที่จ่ายไปแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณะประโยชน์ และเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากรหากบริษัทได้บริจาคและเข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.ฏ.768

    ศึกษาเงื่อนไขการบริจาคเพิ่มเติมได้ที่ Module: Update กฏหมาย
     >> 
    บริจาคให้แก่สถานศึกษา ผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) หักรายจ่ายได้ 2 เท่า (1 ม.ค.65-31 ธ.ค.67) (ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายขยายระเวลาออกมาเพิ่ม)
      
  • หักรายจ่ายได้ 1 เท่า : หากไม่เข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.ฏ.768 : หากการบริจาคไม่เข้าเงื่อนไขการหัก 2 เท่าข้างต้น บริษัทก็ยังสามารถถือเป็นรายจ่ายบริจาคได้ตามจริง (1 เท่าของจำนวนที่จ่ายไป) นำมาคำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

    หลักฐานที่ต้องมี 
           บริษัทต้องมีหลักฐานจากผู้รับบริจาค
    เป็นหนังสือหรือใบรับรองการบริจาคที่ออกโดยโรงเรียน ระบุชื่อผู้บริจาค จำนวนเงินหรือมูลค่าที่บริจาค และวันที่ที่ได้บริจาค ไว้อย่างชัดเจน เพื่อยืนยันสิทธิการหักรายจ่ายบริจาค เช่น หนังสือขอบคุณ ใบอนุโมทนา หรือใบเสร็จรับเงินของหน่วยรับบริจาค


ดังนั้น ถ้าเป็นการบริจาค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2568 เป็นต้นไป ไม่ว่าจะบริจาคผ่าน e-Donation หรือ กระดาษ ก็สามารถลงรายจ่ายได้ 1 เท่า ของรายจ่ายที่จ่ายไป แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร



อธิบายหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับการบริจาค

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล


กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะนำเงิน สิ่งของ หรือสินค้า ทรัพย์สิน มาบริจาค ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตเอง หรือซื้อมาเพื่อขาย ให้ถือเอามูลค่าต้นทุนของสินค้า/ทรัพย์สินตาม Book value  (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ดังกล่าวที่สามารถพิสูจน์ได้ เป็นมูลค่าของรายจ่ายที่บริจาค บันทึกลงเป็นค่าบริจาค และกรณีสินค้าตัดสต็อคสินค้าออกจากคลังสินค้า โดยจัดทำรายงานขึ้นใช้ภายใน ประกอบกับหลักฐานการตัดสต๊อคสินค้าออกไปเพื่อบริจาค เช่น หากบริษัทบันทึกสินค้าแบบ Periodic คือบริษัทรับรู้ ยอดซื้อเป็นค่าใช้จ่าย และรับรู้สินค้าปลายงวดด้วยยอดคงเหลือจริงตามรายงานสินค้าคงเหลือ ณ สิ้นงวด ที่ลดลงได้เลย / กรณีเป็นทรัพย์สิน ก็ให้รับรู้


กรณีเป็นทรัพย์สินของบริษัทฯ ให้ถือเอามูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือจากการคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน Book value   เป็นมูลค่าของรายจ่ายที่บริจาค บันทึกลงเป็นค่าบริจาค


สำหรับการรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่นั้น จะต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ดังนี้


1. บริษัท(ผู้บริจาค) มีกำไรทางภาษีหรือไม่

1) ถ้าบริษัทขาดทุน ไม่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เนื่องจาก มาตรา 65 ตรี (3)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ระบุว่า บริษัทสามารถรับรู้รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ และและรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ  (ดังนั้น เมื่อบริษัทไม่มีกำไรสุทธิ ย่อมหมายความว่า บริษัทไม่สามารถรับรู้รายจ่ายทางภาษีได้ ) 

2) ถ้าบริษัท มีกำไรทางภาษี (พิจารณารายจ่ายบริจาค 1 เท่า) 

  • เงินสด/ต้นทุนสินค้าที่บริจาค/ทรัพย์สิน BV  มีมูลค่าไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิทางภาษี บริษัท สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ทั้งจำนวน    
  • เงินสด/ต้นทุนสินค้าที่บริจาค/ทรัพย์สิน BV  มีมูลค่าเกิน 2% ของกำไรสุทธิทางภาษี บริษัท สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้  เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิทางภาษี

   2. ตรวจสอบรายชื่อสถานที่รับบริจาค


หากเป็นการบริจาคให้แก่ โรงพยาบาลรัฐบาล สถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาองค์การของรัฐบาล โรงเรียนเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วย สถาบันอุดมศึกษาเอกชน  และ มูลนิธิหรือสมาคม ที่อยู่ในมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรี ประกาศกำหนดตามมาตรา 47 (7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร จะสามารถลงเป็นรายจ่ายบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี นำมาคำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

หากเป็นการบริจาคให้แก่มูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่อยู่ในมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตามมาตรา 47 (7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ถือเป็นการให้โดยเสน่หา ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร รวมทั้งค่าภาษีขายที่ไม่ได้เรียกเก็บจากมูลนิธิฯ ดังกล่าวด้วย


มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

 (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่

           (ข) รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้ในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 44) )
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 444) )
             (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 51) พ.ศ. 2562 ให้ใช้บังคับกับการคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มใน หรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป)



ดังนั้น   หากบริษัทตรวจสอบรายชื่อหน่วยรับบริจาคตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศไว้แล้ว หากมีรายชื่อหน่วยรับบริจาคดังกล่าว ก็สามารถลงเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ตามเงื่อนข้อ 1 หากไม่มีก็จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม (สามารถตรวจสอบรายชื่อหน่วยรับบริจาคที่ website กรมสรรพากรตาม Link ) :
 https://epayapp.rd.go.th/rd-edonation/check-donation/whitelist


 


          


         

ประกาศกระทรวงการคลัง

ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒)

เรื่อง กำหนดองค์การ สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาลและสถานศึกษา ตามมาตรา ๔๗(๗)(ข)

แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา ๓(๔)(ข) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๓๙) พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกา

ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๕๔) พ.ศ. ๒๕๓๕

---------------------------------------------

ข้อ ๒ ให้กำหนดสภากาชาดไทย วัดวาอาราม สถานพยาบาลขององค์การของรัฐบาล หรือสถานศึกษาของรัฐแต่ไม่รวมถึงสถานศึกษาของทางราชการ เป็นองค์การ สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาล และสถานศึกษา ตามมาตรา ๔๗ (๗) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา ๓ (๔) (ข) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๓๙) พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๕๔) พ.ศ. ๒๕๓๕

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๘๑๓)ฯ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๗ เป็นต้นไป)

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 44)

เรื่องกำหนดรายจ่ายเพื่อการสาธารณประโยชน์ รายจ่ายเพื่อการศึกษาและรายจ่าย เพื่อการกีฬา ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร

        ข้อ 2 รายจ่ายเพื่อการศึกษา ได้แก่ รายจ่ายในการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินที่จ่ายให้แก่หรือเพื่อกิจการดังต่อไปนี้

                           (1) สถานศึกษา หอสมุดหรือห้องสมุด หรือสถาบันวิจัย ทั้งนี้ เฉพาะของทางราชการ

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 444)ฯ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป)



2. ภาษีเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่าย 
 การบริจาคไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดให้หัก


3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม


            - กรณีบริจาคเป็นเงินสด ไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม

            - กรณีบริจาคเป็น สิ่งของ สินค้าที่มีไว้เพื่อขาย หรือทรัพย์สิน ให้พิจารณาดังนี้


3.1 กรณีบริษัทได้นำสิ่งของหรือสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย หรือทรัพย์สิน ไปบริจาคให้กับหน่วยรับบริจาคมีรายชื่อตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศไว้ (ตรวจสอบรายชื่อเรียบร้อยแล้วตามข้อ 1)  ถือเป็นการบริจาคสินค้าให้แก่การกุศลสาธารณะ หรือรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา   บริษัทจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริจาคนี้ ตามมาตรา 81 (1)(น) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (4)(ข) แห่งพระราชกฤษฎีกา(ฉบับที่ 239)  

บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีขาย รวมถึงไม่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30  โดยทางหน่วยรับบริจาคดังกล่าว จะต้องจัดทำหนังสืออนุโมนาการรับบริจาค พร้อมระบุ รายละเอียดสินค้า + จำนวนชิ้น ที่ได้รับบริจาค หรือ ทรัพย์สินที่บริจาค ให้แก่บริษัทฯ


หากสินค้า/ทรัพย์สิน ที่ตั้งใจซื้อ/สร้างมาเพื่อบริจาค มีภาษีซื้อ ภาษีซื้อดังกล่าวถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ไม่สามารถนำมาเครดิตหักกับภาษีขายได้ แต่บริษัทฯ สามารถนำมาบันทึกรวมเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน ตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 243) พ.ศ. 2534 และข้อ 2 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)ฯ ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2535


มาตรา 81 ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

    (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการดังต่อไปนี้

             (น) การขายสินค้าหรือการให้บริการตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  ( ดูพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534 )


พระราชกฤษฎีกา
 ออกตามความในประมวลรัษฎากร
 ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239)
 พ.ศ. 2534
 ------------------------

มาตรา ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการขายสินค้า ดังต่อไปนี้


(4) การบริจาคสินค้าให้แก่

      (ก) สถานพยาบาลและสถานศึกษา ของทางราชการ

      (ข) องค์การหรือแก่สถานสาธารณกุศล หรือแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่น นอกจากที่กล่าวใน (ก) ทั้งนี้ ตามที่รัฐมาตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 254) พ.ศ. 2535 ใช้บังคับ 1 มกราคม 2535 เป็นต้นไป)
 
(ดูประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม หลักเกณฑ์การพิจารณาประกาศฯ)
 
(ดูประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 2 กำหนดองค์การ สาธารณกุศลฯ)



มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

 (6 ทวิ) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้นแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (4) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2535 เป็นต้นไป )
             ( 
ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) พ.ศ. 2534 )

พระราชกฤษฎีกา
ออกตามความในประมวลรัษฎากร
 ว่าด้วยภาษีซื้อที่ใช้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 243)

พ.ศ. 2534

 มาตรา ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำภาษีซื้อตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)

เรื่อง    การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ ภาษีซื้อดังต่อไปนี้ ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

        (3) ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

          

            3.2 กรณีบริษัทฯ บริจาคสินค้า/ทรัพย์สิน ให้แก่หน่วยรับบริจาคที่ไม่มีรายชื่อตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศไว้ (ตรวจสอบรายชื่อเรียบร้อยแล้วตามข้อ 1) ตามมาตรา 47 (7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 3 (4)(ข) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 


เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำมูลค่าสินค้าที่ซื้อ / ทรัพย์สิน BV มารวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีขาย โดยใช้ราคาตลาด (ตามที่ซื้อมา) นำส่ง VAT 7% ยื่นแบบภ.พ.30 ด้วย


มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น  
        (8) “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้าไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง….

มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ



คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 52/2537

เรื่อง      ภาษีเงินได้นิติบุคคล การคำนวณรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีตามมาตรา 65 ตรี(3) แห่งประมวลรัษฎากร


---------------------------------------------


                เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจและแนะนำสำหรับกรณีการหักรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ตามมาตรา 65 ตรี(3) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้


                ข้อ 1 กรณีรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จ่ายไปแต่ละรายการมีจำนวนสูงกว่าหรือเท่ากับ 2/104 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายทั้งสองรายการ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นคำนวณหักรายจ่ายแต่ละรายการได้เท่ากับ 2/104 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายทั้งสองรายการ


                ข้อ 2 กรณีรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จ่ายไปแต่ละรายการ โดยรายการหนึ่งมีจำนวนสูงกว่าหรือเท่ากับ 2/104 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายทั้งสองรายการ และอีกรายการหนึ่งมีจำนวนต่ำกว่า 2/104 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายทั้งสองรายการ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นคำนวณหักรายจ่ายสำหรับรายการที่มีจำนวนต่ำกว่าเสียก่อนโดยให้คำนวณหักได้เท่ากับจำนวนที่จ่ายจริง หลังจากนั้นจึงให้คำนวณหักรายจ่ายสำหรับรายการที่เหลือได้ไม่เกิน 2/102 ของกำไรสุทธิหลังจากหักรายจ่ายรายการแรกออกไปแล้ว


                ข้อ 3 กรณีรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จ่ายไปแต่ละรายการ โดยทั้งสองรายการมีจำนวนต่ำกว่า 2/104 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายทั้งสองรายการ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลคำนวณหักรายจ่ายแต่ละรายการได้เท่ากับจำนวนที่จ่ายไปจริง โดยจะเลือกหักรายจ่ายจากรายการใดก่อนก็ได้


                ข้อ 4 ระเบียบ คำสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือแนวทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ ให้เป็นอันยกเลิก


ตัวอย่างการคำนวณแนบท้าย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.52/2537




พระราชกฤษฎีกา

ออกตามความในประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 768)

พ.ศ. 2566

            พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

            โดยที่เป็นการสมควรยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ในบางกรณี

            อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 3 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

            มาตรา  1  พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 768) พ.ศ. 2566”

            มาตรา  2  พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

            มาตรา  3  ให้ยกเลิก

            (1) พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 420) พ.ศ. 2547

            (2) พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 476) พ.ศ. 2551

            (3) พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๕๕) พ.ศ. 2561

            มาตรา  4  ในพระราชกฤษฎีกานี้

            “สถานศึกษา” หมายความว่า

            (1) สถานศึกษาของรัฐ

            (2) โรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน

            (3) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

            (4) สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ

            (5) สถาบันอุดมศึกษาซึ่งคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศอนุมัติโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 29/2560 เรื่อง การส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ ลงวันที่ 26 พฤษภาคม พุทธศักราช 2560

            “ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ระบบที่ใช้สร้างและเก็บรักษาข้อมูลการบริจาคในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร

            มาตรา  5  ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่สถานศึกษาที่ได้กระทำ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ดังต่อไปนี้

            (1) สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อน ตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนเงินที่บริจาค

            (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้เป็นจำนวนสองเท่าของรายจ่ายที่บริจาค ไม่ว่าจะได้จ่ายเป็นเงินหรือทรัพย์สิน

            มาตรา  6  การยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 5 (1) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

            (1) ต้องนำเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 5 (1) มารวมคำนวณกับเงินได้ที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรกำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนสองเท่าของเงินที่ได้จ่ายตามกรณีที่กำหนดไว้และไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่าย และหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร

            (2) เมื่อรวมคำนวณเงินได้ตาม (1) แล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร

            (3) หลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

            มาตรา  7  การยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 5 (2) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

            (1) ต้องนำเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 5 (2) มารวมคำนวณกับรายจ่ายที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรกำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนสองเท่าของรายจ่ายและไม่เกินร้อยละสิบของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

            (2) เมื่อรวมคำนวณรายจ่ายตาม (1) แล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา ตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

            (3) หลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

            มาตรา  8  ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน หรือการขายสินค้า หรือสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการบริจาคให้แก่สถานศึกษา โดยผู้โอนจะต้องไม่นำต้นทุนของทรัพย์สินหรือสินค้า ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าว มาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั้งนี้ สำหรับการบริจาคที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

            มาตรา  9  บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้ ต้องไม่นำเงินบริจาคที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ดังกล่าวไปหักลดหย่อนเป็นเงินบริจาคตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร หรือต้องไม่นำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ดังกล่าวไปหักเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร และยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 420) พ.ศ. 2547 แล้วแต่กรณี อีก

       



อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

การให้เช่ารถบรรทุก เช่าเครื่องจักร / เงินบริจาคที่จะได้รับสิทธิลดหย่อน 2 เท่า

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 22/04/2024 - วันที่ตอบ 28/04/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 81/1 แห่งประมวลรัษฎากร, พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 768), พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 663)

ปุจฉา

1. รบกวนสอบถามเกี่ยวกับรายได้ค่าเช่า ดังนี้ค่ะ

    1.1 บริษัทฯ ขายสินค้า ซึ่งจดทะเบียน VAT มีรายได้จากการให้เช่ารถบรรทุก 100,000 บาทต่อปี และรายได้จากการให้เช่าเครื่องจักร 150,000 บาทต่อปี โดยเป็นการให้บริษัทอื่นเช่า รายได้ดังกล่าวบริษัทฯ ต้องนำส่ง VAT ด้วยใช่หรือไม่คะ และจะต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย 5% ใช่หรือไม่คะ

    1.2 ถ้าเป็นบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT รายได้ค่าเช่าดังกล่าว จะไม่ต้องนำส่ง VAT แต่จะยังถูกหัก ณ ที่จ่าย เช่นกันใช่หรือไม่คะ


2. รบกวนสอบถามเกี่ยวกับเงินบริจาคที่จะได้รับสิทธิลดหย่อน 2 เท่า ดังนี้ ค่ะ

    2.1  เงินบริจาคเพื่อการศึกษา ถ้าเป็นการบริจาคให้โรงเรียน ต้องผ่านระบบ E-donation เท่านั้น ถึงจะหักลดหย่อนได้ 2 เท่าใช่หรือไม่คะ และในใบรับเงินบริจาคต้องระบุว่าเป็นการบริจาค 1. เพื่อจัดหาสื่อการเรียนการสอน 2. เพื่อจัดหาอาคารสถานที่ 3. เพื่อจัดหาบุคคากร ด้วยหรือไม่คะ จึงสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อน 2 เท่าได้ค่ะ

    2.2 ถ้าเป็นการบริจาคให้โรงเรียนเอกชนผ่านระบบ E-donation ต้องมีรายชื่ออยู่ในรายชื่อสถานศึกษาที่สามารถหักลดหย่อนเงินบริจาค ให้ 1 ได้ 2 ถึงจะสามารถหักเงินบริจาคได้ 2 เท่าใช่หรือไม่คะ และถ้าไม่มีอยู่ในรายชื่อสามารถหัก 1 เท่าได้ตามปกติใช่หรือไม่คะ

    2.3 เงินบริจาคโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง สามารถหักลดหย่อน ได้ 2 เท่า โดยบริจาคแบบปกติ หรือผ่าน E-donation ก็ได้ ใช่หรือไม่คะ

วิสัชนา

1. เกี่ยวกับรายได้ค่าเช่า ดังนี้ค่ะ

    1.1 บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT โดยทั่วไปประกอบกิจการขายสินค้า บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริษัทอื่นเช่ารถบรรทุก 100,000 บาทต่อปี และรายได้จากการให้เช่าเครื่องจักร 150,000 บาทต่อปี เช่นนี้ รายได้ดังกล่าวบริษัทฯ ต้องนำส่ง VAT ด้วย และจะต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย 5% ถูกต้องแล้วครับ

    1.2 ถ้าเป็นบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT เช่น ประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือรายได้จากการประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เนื่องจากรายได้ค่าเช่าดังกล่าว มีจำนวนไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จึงยังคงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81/1 แห่งประมวลรัษฎากร แต่จะยังถูกหัก ณ ที่จ่าย ในอัตรา 5% เช่นกัน ถูกต้องแล้วครับ


2. เกี่ยวกับเงินบริจาคที่จะได้รับสิทธิลดหย่อน 2 เท่า ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 768) พ.ศ. 2566 ซึ่งมีเงื่อนไขดังนี้

    “มาตรา 4 ในพระราชกฤษฎีกานี้

         “สถานศึกษา” หมายความว่า

          (1) สถานศึกษาของรัฐ

          (2) โรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน

          (3) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

          (4) สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย กับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ

          (5) สถาบันอุดมศึกษาซึ่งคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษา

ที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศอนุมัติโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีตามค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 29/2560 เรื่อง การส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ ลงวันที่ 26 พฤษภาคม พุทธศักราช 2560 

         “ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ระบบที่ใช้สร้างและเก็บรักษาข้อมูลการบริจาคในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร

    มาตรา 5 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่สถานศึกษาที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ดังต่อไปนี้

         (1) สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนเงินที่บริจาค

         (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้เป็นจำนวนสองเท่าของรายจ่ายที่บริจาค ไม่ว่าจะได้จ่ายเป็นเงินหรือทรัพย์สิน

     มาตรา 6 การยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 5 (1) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้

         (1) ต้องนำเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 5 (1) มารวมคำนวณกับเงินได้ที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรกำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนสองเท่าของเงินที่ได้จ่ายตามกรณีที่กำหนดไว้และไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่าย และหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร

         (2) เมื่อรวมคำนวณเงินได้ตาม (1) แล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร

         (3) หลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

(ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 50) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการบริจาคให้สถานศึกษาผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566 ประกอบ)

    มาตรา 7 การยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 5 (2) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้

         (1) ต้องนำเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 5 (2) มารวมคำนวณกับรายจ่ายที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรกำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนสองเท่าของรายจ่ายและไม่เกินร้อยละสิบของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ หรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข)แห่งประมวลรัษฎากร

         (2) เมื่อรวมคำนวณรายจ่ายตาม (1) แล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

(ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 50) ฯ ลงวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566 ประกอบ)

         (3) หลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

     มาตรา 8 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน หรือการขายสินค้า หรือสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการบริจาคให้แก่สถานศึกษา โดยผู้โอนจะต้องไม่นำต้นทุนของทรัพย์สินหรือสินค้า ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ทั้งนี้ สำหรับการบริจาคที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

     มาตรา 9 บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกานี้ ต้องไม่นำเงินบริจาคที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ดังกล่าวไปหักลดหย่อนเป็นเงินบริจาคตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร หรือต้องไม่นำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ดังกล่าวไปหักเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร และยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 420) พ.ศ. 2547 แล้วแต่กรณี อีก

(ดู ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 50) ฯ ลงวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566 ประกอบ)


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    2.1 เงินบริจาคเพื่อการศึกษา ถ้าเป็นการบริจาคให้โรงเรียน ต้องผ่านระบบ E-donation เท่านั้น ถึงจะหักลดหย่อนได้ 2 เท่า ถูกต้องแล้วครับ และในใบรับเงินบริจาค ไม่ต้องระบุว่าเป็นการบริจาค 1. เพื่อจัดหาสื่อการเรียนการสอน 2. เพื่อจัดหาอาคารสถานที่ 3. เพื่อจัดหาบุคคากร แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 768) พ.ศ. 2566 ดังกล่าวข้างต้น

    2.2 ถ้าเป็นการบริจาคให้โรงเรียนเอกชนผ่านระบบ E-donation ไม่ต้องมีรายชื่ออยู่ในรายชื่อสถานศึกษาดังเช่นกรณีตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 420) พ.ศ. 2538 แต่อย่างใด ขอเพียงเป็น “โรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน” เท่านั้น ก็สามารถหักลดหย่อนเงินบริจาค ให้ 1 ได้ 2 แล้ว

    2.3 เงินบริจาคให้แก่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง สามารถหักลดหย่อน ได้ 2 เท่า โดยบริจาคแบบปกติ หรือผ่าน E-donation ก็ได้ ถูกต้องแล้วครับ ทั้งนี้ ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 663) พ.ศ. 2561 โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป ดังนี้

         “มาตรา 3 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการบริจาคให้แก่สถานพยาบาลของทางราชการ ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป ดังต่อไปนี้

              (1) สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่าย และหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนเงินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นสำหรับการจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา สำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนนั้น

             (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้เป็นจำนวนสองเท่าของรายจ่ายที่บริจาค ไม่ว่าจะได้จ่ายเป็นเงินหรือทรัพย์สิน แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบและรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างและการบำรุงรักษาสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของเอกชนที่เปิดให้ประชาชนใช้เป็นการทั่วไปโดยไม่เก็บค่าบริการใดๆ หรือสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของทางราชการแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของกําไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร

             “สถานพยาบาลของทางราชการ” ตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า สถานพยาบาลซึ่งเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และให้หมายความรวมถึง

             (1) สถานพยาบาลของสถาบันการศึกษาของรัฐ

             (2) สถานพยาบาลขององค์การมหาชนตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน

             (3) สถานพยาบาลของรัฐวิสาหกิจที่เป็นองค์การของรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ

             (4) สถานพยาบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

             (5) สถานพยาบาลของหน่วยงานอื่นของรัฐ

             (6) สถานพยาบาลของสภากาชาดไทย

             การได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 10) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการบริจาคให้แก่สถานพยาบาลของทางราชการ ลงวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562 ประกอบ)

         มาตรา 4 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4  ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน หรือการขายสินค้า หรือสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการบริจาคให้แก่สถานพยาบาลของทางราชการตามมาตรา 3 โดยผู้โอนจะต้องไม่นําต้นทุนของทรัพย์สินหรือสินค้า ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคํานวณภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ทั้งนี้ สำหรับการบริจาคที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด”


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


เรื่อง

ภาษีซื้อสำหรับค่าซื้อสินค้าเพื่อนำมาบริจาคให้กับโรงเรียนของรัฐบาล

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 06/08/2024 - วันที่ตอบ 12/08/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 81 (1) (น) แห่งประมวลรัษฎากร, พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534

ปุจฉา

กรณีซื้อสินค้าบริจาคให้กับ รร. รัฐบาลสามารถนำภาษีซื้อมาใช้ได้ไหมคะหากซื้อชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน 100 บาท ภาษีซื้อ 7 บาท 7 บาทนำไปหักกับภาษีขายของเดือนที่บริจาคได้ไหมคะ

วิสัชนา

การบริจาคสินค้าให้แก่องค์การสถานสาธารณกุศลดังต่อไปนี้ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (น) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534

    (1) สถานพยาบาลและสถานศึกษา ของทางราชการ

    (2) สถานพยาบาลและสถานศึกษา ขององค์การของรัฐนาล

    (3) สภากาชาดไทย

    (4) วัดวาอาราม

    (5) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

    (6) สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ

    (7) สถาบันอุดมศึกษาซึ่งคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศอนุมัติโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 29/2560 เรื่อง การส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ ลงวันที่ 26 พฤษภาคม พุทธศักราช 2560

    (8) โรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน  

    (9) หอสมุด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ของเอกชนที่เปิดให้ใช้เป็นการสาธารณะโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ค่าทำนุบำรุงหรือเงินสนับสนุนใด ๆ

    (10) หอสมุด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ของทางราชการ

    (11) กองทุนผู้สูงอายุตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุ และ สถานพักฟื้น บำบัดและฟื้นฟูเด็ก คนชรา ผู้พิการของเอกชนที่ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ค่าทำนุบำรุงหรือเงินสนับสนุนใด ๆ

    (12) สถานพักฟื้น บำบัด ฟื้นฟูเด็ก คนชรา ผู้พิการของทางราชการ

    (13) มูลนิธิหรือสมาคม กองทุน หรือโครงการ ที่ได้รับการประกาศให้เป็นองค์การสถานสาธารณกุศล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    (14) สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย

    (15) สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

    (16) ทุนการกุศลสมเด็จพระเทพฯ  


 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    ภาษีซื้อสำหรับค่าซื้อสินค้าเพื่อนำมาบริจาคให้กับโรงเรียนของรัฐบาล ไม่สามารถนำภาษีซื้อมาใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เนื่องจากเป็นกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (น) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 ดังกล่าวข้างต้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ