Case study

ค่าใช้จ่ายจากการสนับสนุนงานวิจัยรับรู้เป็นรายจ่ายได้หรือไม่


เรื่อง ค่าใช้จ่ายจากการสนับสนุนงานวิจัยรับรู้เป็นรายจ่ายได้หรือไม่
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 31/08/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทฯ ประกอบธุรกิจขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ และได้มีการนำระบบซึ่งเป็นสินค้าของบริษัทไปให้มหาวิทยาลัยใช้เพื่อการวิจัย (ยังไม่ได้มีการขายจริง แต่อาจมีการขายในอนาคต) โดยบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์และสิ่งของเพื่อสนับสนุนงานวิจัยดังกล่าว แต่ไม่ได้มีเอกสารหรือข้อตกลงโครงการวิจัยแนบมาจากมหาวิทยาลัย 

ขอสอบถามว่า 

1.ค่าใช้จ่ายที่บริษัทฯ ได้จ่ายเพื่อสนับสนุนงานวิจัยลักษณะนี้ สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทและนำมาหักในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่ 

2.หากจะสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ บริษัทฯ ต้องดำเนินการเพิ่มเติมอย่างไร เช่น ต้องมีข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย หรือขึ้นทะเบียนโครงการวิจัยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่

คำตอบ

คำตอบข้อ 1

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)


 กรณีบริษัทนำระบบหรืออุปกรณ์ไปให้มหาวิทยาลัยใช้ทำงานวิจัย และมีค่าใช้จ่ายซื้อวัสดุอุปกรณ์สนับสนุนดังกล่าว โดยไม่ได้มีเอกสารหรือข้อตกลงโครงการวิจัยแนบมาจากมหาวิทยาลัยแนบ เป็นมอบให้ฟรี โดยไม่ได้มีเงื่อนไขพิเศษใด 
หากการให้สินค้า(อุปกรณ์และสิ่งของ) ฟรี ดังกล่าวไม่ได้เข้าเงื่อนไขการแจกสินค้าตัวอย่างให้แก่ผู้บริโภคคนสุดท้าย เพื่อการส่งเสริมการขาย ตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (7) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) 

จะถือเป็น รายจ่ายต้องห้าม ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากถือ รายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หา หรือการให้เปล่า ผู้รับไม่มีพันธะต้องตอบแทนใด ๆ ดังนั้น มูลค่าต้นทุนของสินค้า(อุปกรณ์และสิ่งของ) ที่ให้ไปจะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ไม่สามารถหักเป็นรายจ่ายในการการคำนวณกำไรสุทธิได้ (ต้องบวกกลับในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบภ.ง.ด.50) 

มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

  (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่


2. ภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการให้สินค้า(อุปกรณ์และสิ่งของ) ฟรี

      กรณีบริษัทฯ ส่งมอบสินค้า(อุปกรณ์และสิ่งของ) ให้แก่มหาวิทยาลัย เพื่อนำไปใช้ในงานวิจัย โดยบริษัทฯ ไม่ได้เรียกเก็บเงินจากมหาวิทยาลัยนั้น เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้า ที่บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) ประกอบกับมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อบริษัทฯ ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่มหาวิทยาลัย ตามมาตรา 78 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องจัดทำใบกำกับภาษี (จะออกใบกำกับภาษีหรือไม่ก็ได้) ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 ฯ ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 

    ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะตามเงื่อนไขการแจกสินค้าตัวอย่างเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ที่ไม่ต้องนับรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (7) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40)  เพราะว่าตามหลักการเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย นั้น สินค้าที่แจกเป็นตัวอย่าง เพื่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ต้องเป็นการแจกให้แก่ผู้บริโภคคนสุดท้ายและเป็นการทั่วไป


มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
          (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ

 

มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

        (8) ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้าไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง

        (9) สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า


มาตรา 78 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
             (1) การขายสินค้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) (4) หรือ (5) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย
                   (ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า
                   (ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ
                   (ค) ได้ออกใบกำกับภาษี
 ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี


คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 86/2542

เรื่อง      หลักเกณฑ์การจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นแบบเต็มรูป

   ข้อ 2 ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งมีการกระทำดังต่อไปนี้ ถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8) หรือการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น โดยไม่จำต้องจัดทำใบกำกับภาษี

     (1) ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าประการใดๆ โดยไม่ได้นำสินค้านั้นไปใช้ในการผลิตสินค้า การให้บริการ การบริหารงานของกิจการ หรือเพื่อประโยชน์ของทรัพย์สินที่มีไว้ในการประกอบกิจการของตนเอง ซึ่งเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อนำสินค้าไปใช้หรือส่งมอบสินค้าให้บุคคลอื่นเพื่อใช้ ตามมาตรา 78/3 แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 7 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ.2534)ฯ ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2534


        (12) ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งไม่ต้องนำค่าตอบแทนที่มีลักษณะและเงื่อนไขตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 79(4) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ต้องจัดทำใบกำกับภาษี เนื่องจากไม่มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ


คำตอบข้อ 2

แนวทางการดำเนินการเพื่อให้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้

หากบริษัทต้องการนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาหักลดหย่อนภาษีนิติบุคคลจริงๆ ควรดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้:

  • ทำข้อตกลงโครงการวิจัยอย่างเป็นทางการ : 
     จัดทำสัญญาหรือบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างบริษัทกับมหาวิทยาลัย ระบุชัดเจนว่าเป็น “โครงการวิจัยและพัฒนา” มีขอบเขตงานวิจัย และครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่บริษัทรับผิดชอบ การมีเอกสารทางการจะช่วยพิสูจน์ว่ารายจ่ายนั้นเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการวิจัยจริง

     
  • ลงทะเบียนโครงการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : 
     หากต้องการใช้สิทธิ R&D 2 เท่า ให้หน่วยงานของมหาวิทยาลัย (หรือบริษัทวิจัยร่วม) ยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็น ผู้รับทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี กับกรมสรรพากร (ตามประกาศอธิบดีฯ) โครงการวิจัยดังกล่าวควรได้รับการรับรองจากหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สวทช ซึ่งจะออกใบรับรองโครงการหรือยืนยันในระบบ RDIMS การลงทะเบียนนี้ช่วยให้บริษัทสามารถอ้างอิงใบเสร็จรับเงินจากโครงการว่าจ่ายให้แก่ผู้รับจ้างวิจัยที่ถูกต้องได้

     
  • จัดทำหลักฐานทางการเงินและภาษี: 
     บริษัทต้องขอใบกำกับภาษี หรือใบเสร็จรับเงินจากมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานวิจัยทุกครั้งที่จ่ายค่าใช้จ่ายโครงการวิจัย เพื่อใช้เป็นหลักฐานการจ่ายจริงตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร 

     
  • ขอรับหนังสือรับรองและใบสำคัญ : หากมีส่วนที่เป็นการสนับสนุนด้านการศึกษา เช่น บริจาคแก่ภาคการศึกษา) ควรขอใบสำคัญรับรองจากสถานศึกษาหรือหน่วยงานรับเงิน เพื่อใช้หักลดหย่อนภาษี และหากถือเป็นโครงการ R&D ที่ได้รับการส่งเสริม ควรขอหนังสือรับรองโครงการจากหน่วยงานที่กำกับดูแล เช่น สกสว. หรือ สวทช. เพื่อใช้ประกอบการยื่นสิทธิ์ภาษี

การดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้ จะทำให้บริษัทมีหลักฐานครบถ้วนตามที่กรมสรรพากรกำหนด ทั้งสัญญาจ้างงานวิจัย ใบเสร็จรับเงิน และใบรับรองโครงการวิจัย ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้โดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ตามพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 297

กฏหมายที่เกี่ยวข้อง


พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539


มาตรา ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา




คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 103/2544

เรื่องภาษีเงินได้ รายจ่ายเพื่อการวิจัยอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานหรือการวิจัยเชิงประยุกต์

      ข้อ 1   กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้ว่าจ้างหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่ได้รับการประกาศให้เป็นผู้รับทำการวิจัยและพัฒนา โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ว่าจ้างได้ยื่นโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ว่าจ้างดังกล่าวต่อสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติก่อนหรือหลังการว่าจ้าง เพื่อตรวจสอบและรับรองว่าโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการวิจัยอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานหรือการวิจัยเชิงประยุกต์ เมื่อโครงการ ดังกล่าวได้รับการตรวจสอบและได้รับการรับรองจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติแล้ว ก็ให้ถือว่าโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการวิจัยอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานหรือการวิจัยเชิงประยุกต์

ข้อ 2   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งได้จ่ายค่าจ้างให้กับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่ได้รับการประกาศให้เป็นผู้รับทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีตามหลักเกณฑ์ตามข้อ1 จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ100 ของรายจ่ายดังกล่าว ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 297) พ.ศ.2539


ประกาศกระทรวงการคลัง

เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 3)

เรื่อง กำหนดหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ที่รับทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี

---------------------------------------------

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศกำหนดหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ที่รับทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ที่รับทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งออกตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 271) พ.ศ. 2539 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2537

ข้อ หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่รับทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายค่าจ้าง จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5

ข้อ หน่วยงานของรัฐและเอกชนตามข้อ 2 จะต้องมีฐานะเป็น

                           (ก) กระทรวง ทบวง กรม หรือองค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล และกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้นและหมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลด้วย

                           (ข) บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล นิติบุคคลอื่น หรือบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร

                           ทั้งนี้ เฉพาะที่ประกอบกิจการรับทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทย

                           ในกรณีผู้รับทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีตาม (ข) ซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ ประกอบกิจการรับทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโดยมีการประกอบกิจการอื่นรวมอยู่ด้วย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว คำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของแต่ละกิจการแยกต่างหากจากกัน แต่ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้นำกำไรสุทธิ และขาดทุนสุทธิของทั้งสองกิจการมารวมเข้าด้วยกัน

ข้อ การวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยี โดยหน่วยงานของรัฐและเอกชน ตามข้อ 2 จะต้องมีลักษณะเป็นการวิจัยและพัฒนา ดังต่อไปนี้

                           (ก) การวิจัยอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน ซึ่งหมายถึง การวิจัยตามแบบแผน หรือการค้นคว้าอย่างจริงจัง โดยมุ่งที่จะค้นพบความรู้ใหม่ และมีความมุ่งหวังว่าความรู้ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีในการผลิต หรือการให้บริการ หรือโดยมุ่งที่จะนำความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดมาสู่ผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีในการผลิต หรือการให้บริการที่มีอยู่เดิม หรือ

                           (ข) การวิจัยเชิงประยุกต์ ซึ่งหมายถึงการนำผลการวิจัยอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานมาใช้เป็นแบบแผน แบบพิมพ์เขียว หรือแบบแปลนสำหรับผลิตภัณฑ์ กรรมวิธี หรือการให้การบริการซึ่งทำขึ้นมาใหม่ เปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุง ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเพื่อขายหรือใช้เอง และรวมถึงการประดิษฐ์ต้นแบบครั้งแรก ซึ่งไม่สามารถใช้ในเชิงพาณิชย์ นอกจากนั้น การวิจัยเชิงประยุกต์ยังรวมถึงการคิดค้นสูตร (Conceptual formulation) และการออกแบบผลิตภัณฑ์ กรรมวิธี หรือการให้บริการในรูปต่าง ๆ และการสาธิตเบื้องต้น หรือโครงการนำร่อง โดยมีเงื่อนไขว่าโครงการดังกล่าวไม่สามารถที่จะถูกดัดแปลง หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การวิจัยเชิงประยุกต์ไม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงตามปกติหรือตามระยะเวลาของผลิตภัณฑ์ ระบบการผลิต กรรมวิธีการผลิต การให้บริการหรือกิจการอื่น ๆ ที่กำลังดำเนินงาน แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ จะทำให้มีความก้าวหน้าก็ตาม

ข้อ 5กรณีที่หน่วยงานของรัฐตามข้อ 3(ก) เป็นผู้รับทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ให้ระบุไว้ในสัญญาและในใบรับเงินว่า เป็นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีตามที่กำหนดไว้ในข้อ 4

ข้อ 6หน่วยงานของรัฐและเอกชน ที่ประสงค์จะรับทำการวิจัย และพัฒนาตามข้อ 2 ต้องยื่นคำขอต่อกรมสรรพากรเพื่อพิจารณาเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

                           กรณีหน่วยงานของรัฐและเอกชนตามวรรคหนึ่งที่ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และรับทำการวิจัยและพัฒนาให้กับบุคคลใด ให้ปฏิบัติในการออกใบรับตามมาตรา 105 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้

                           (ก) กรณีรับทำการวิจัยและพัฒนาให้กับบุคคลอื่น ให้ออกใบรับในนามของหน่วยงานที่ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น โดยให้แยกใบรับสำหรับรายได้จากกิจการดังกล่าวต่างหากจากรายได้จากกิจการอื่น

                           (ข) กรณีทำการวิจัยและพัฒนาให้กับตนเอง ให้ออกใบรับให้กับตนเอง เสมือนเป็นการรับทำวิจัยและพัฒนาให้กับบุคคลอื่นตาม (ก)

(ดูประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 4)

ข้อ 7ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป

(ดูประกาศกรมสรรพากร ลงวันที่ 5 กันยายน 2545 )





https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/8251pp58004km_R_D.pdf


 


อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

กรณีบริษัทฯ ส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าฟรี เพื่อใช้จัดกิจกรรม

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 30/08/2021 - วันที่ตอบ 30/09/2021

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 77/1 (8) และ (9) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2543

ปุจฉา

รบกวนสอบถามอาจารย์

    1.ลูกค้าขอสินค้าฟรี เพื่อใช้จัดกิจกรรมของร้าน โดยที่บริษัทฯ ไม่ได้เรียกเก็บเงินจากลูกค้า ทางบริษัทฯ มีภาระภาษีอะไรบ้าง และต้องออกใบกำกับภาษีไหม

   2. ลูกค้าขอให้ช่วยเหลือ เพื่อเอาสินค้าไปทดแทนสินค้าเดิมเนื่องจากสูญหายหรือชำรุด มีภาระภาษีอะไรบ้าง และต้องออกใบกำกับภาษีไหม

วิสัชนา

ตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) และมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า

    “มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น....

        (8) “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง

            (ก) สัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อแล้ว หรือสัญญาจะขายสินค้าที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

            (ข) ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนเพื่อขาย

            (ค) ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร

            (ง) นำสินค้าไปใช้ไม่ว่าประการใดๆ เว้นแต่การนำสินค้าไปใช้เพื่อการประกอบกิจการของตนเอง โดยตรงตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

            (จ) มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87 (3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง

            (ฉ) มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการ มีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงสินค้าคงเหลือ และหรือทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ประกอบการซึ่งได้ควบเข้ากัน หรือได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการใหม่อันได้ควบเข้ากัน หรือผู้รับโอนกิจการต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3

            (ช) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

        (9) “สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด...

    มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามบทบัญญัติในหมวดนี้

        (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ...”

ตามข้อ 2 (7) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ฯ ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2535 ได้กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี สำหรับมูลค่าของสินค้าตัวอย่างที่แจก เนื่องจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้

    “ข้อ 2 ค่าตอบแทนที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการดังต่อไปนี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี

        (7) มูลค่าของสินค้าตัวอย่างที่แจก เนื่องจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย…"



 

ต่อข้อถามขอเรียนว่า

1. กรณีบริษัทฯ ส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า เพื่อใช้จัดกิจกรรมของร้าน โดยบริษัทฯ ไม่ได้เรียกเก็บเงินจากลูกค้า นั้น เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าที่บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) ประกอบกับมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อบริษัทฯ ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าตามมาตรา 78 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ไม่จำต้องจัดทำใบกำกับภาษี (จะออกใบกำกับภาษีหรือไม่ก็ได้) ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 ฯ ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 

    ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะตามเงื่อนไขการแจกสินค้าตัวอย่างเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ที่ไม่ต้องนับรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (7) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40)  เพราะว่าตามหลักการเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย นั้น สินค้าที่แจกเป็นตัวอย่าง เพื่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ต้องเป็นการแจกให้แก่ผู้บริโภคคนสุดท้าย


2. กรณีลูกค้าขอให้ช่วยเหลือ เพื่อเอาสินค้าไปทดแทนสินค้าเดิม เนื่องจากเหตุดังต่อไปนี้

    (1) เนื่องจากสินค้าสูญหาย โดยบริษัทฯ ไม่ได้เรียกเก็บเงินจากลูกค้า นั้น เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าที่บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) ประกอบกับมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อบริษัทฯ ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าตามมาตรา 78 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ไม่จำต้องจัดทำใบกำกับภาษี (จะออกใบกำกับภาษีหรือไม่ก็ได้) ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 ฯ ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เช่นเดียวกับข้อ 1

    (2) เนื่องจากชำรุด หากบริษัทฯ มีข้อตกลงในการขายสินค้า ว่า ยอมรับคืนสินค้าที่ชำรุด บริษัทฯ ก็ย่อมมีสิทธิออกใบลดหนี้เพื่อรับคืนสินค้าที่ชำรุด และออกใบกำกับภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งไปทดแทนให้แก่ลูกค้า ด้วยปริมาณ และมูลค่าเดิมที่เท่ากัน ก็ย่อมกระทำได้ โดยบริษัทฯ จะไม่เกิดภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับสินค้าชำรุดที่รับคืนกลับมา บริษัทฯ มีสิทธิทำลายตามแนวทางปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 79/2543 ฯ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541



 

เครดิต อาจารย์ Panita Alongkornwarakit


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"





เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

24/03/2014

เลขที่หนังสือ

กค 0702/1693

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 77/1 (10) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกิจการผลิตสุรา ได้จัดตั้งหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นภายในบริษัทฯ และได้ยื่นคำขอให้เป็นผู้รับทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539 ประกอบกับประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 3) เรื่อง กำหนดหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ที่รับทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ลงวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2539 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง
 

      บริษัทฯ ขอหารือกรณีหน่วยงานวิจัยฯ ได้ให้บริการทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใน "โครงการพัฒนาเครื่องต้นแบบสำหรับยกลังขวดเปล่าแบบชนิดที่ติดตั้งอยู่กับที่ (Fixed Robot)" (โครงการวิจัยฯ) ซึ่งเป็นโครงการที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การรับรองว่าเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ป.103/2544 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 แก่บริษัทฯ เอง ว่า

 

      1. กรณีหน่วยงานวิจัยฯ ทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้แก่บริษัทฯ ตามข้อ 6 (ข) ของประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 3)ฯ ลงวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2539 บริษัทฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539 
เมื่อหน่วยงานวิจัยฯ ออกใบรับเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้แก่บริษัทฯ เอง และหน่วยงานวิจัยฯ ไม่มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่บริษัทฯ ใช่หรือไม่
 

      2. กรณีโครงการวิจัยฯ มีกำหนดเวลาในการดำเนินโครงการเกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี บริษัทฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายดังกล่าวตามส่วนของงานที่ทำเสร็จในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี หรือจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่าย ในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดโครงการทั้งจำนวน
และบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกใบรับและใบกำกับภาษีอย่างไร
 

      3. กรณีบริษัทฯ ยื่นคำขอให้ สวทช. รับรองโครงการวิจัยฯ โดยระบุว่ามีค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการจำนวน 1,500,500 บาท แต่ สวทช. แจ้งว่าค่าใช้จ่ายที่ สวทช. เห็นว่าเหมาะสมมีจำนวน 1,364,641.57 บาท บริษัทฯ มีสิทธิบันทึกบัญชีทรัพย์สินจำนวน 1,500,500 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 100 ของรายจ่ายเป็นจำนวน 2,729,283.50 บาท (1,364,641.75 x 2) ใช่หรือไม่ และต่อมาภายหลังจากที่ สวทช. ได้รับรองโครงการวิจัยฯ แล้ว บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการวิจัยฯ เพิ่มขึ้นบริษัทฯ
จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อการวิจัยฯ ในส่วนที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่
 

      4. กรณีบริษัทฯ ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539 ไปแล้ว ต่อมาบริษัทฯ ได้นำเครื่องจักรต้นแบบที่เกิดจากโครงการวิจัยฯ ไปใช้ผลิตสินค้าหรือขายให้แก่บุคคลอื่น
จะถือว่าบริษัทฯ ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวน จำนวน 2,729,283.50 บาท หรือไม่ จะต้องรับผิดชำระภาษีและเงินเพิ่มหรือไม่ อย่างไร
 

      5. กรณีหน่วยงานวิจัยฯ ได้เริ่มดำเนินโครงการวิจัยฯ ไปก่อนที่จะได้ยื่นเสนอโครงการวิจัยฯ ให้ สวทช. รับรอง บริษัทฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 100 สำหรับรายจ่ายดังกล่าวหรือไม่ และหากได้มีการดำเนินโครงการวิจัยฯ ที่ สวทช. ให้การรับรองแล้ว แต่ต่อมาโครงการวิจัยฯ ประสบความล้มเหลว ไม่ได้ดำเนินการต่อ
บริษัทฯ จะได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตามจำนวนที่เกิดขึ้นจริง ใช่หรือไม่

แนววินิจฉัย

     1. กรณีตาม 1 บริษัทฯ มีรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้แก่หน่วยงานวิจัยฯ ของบริษัทฯ ซึ่งได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นผู้รับทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539 บริษัทฯ จะได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินได้ของบริษัทฯ เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายดังกล่าว โดยหน่วยงานวิจัยฯ มีหน้าที่ต้องออกใบรับให้แก่บริษัทฯ เสมือนเป็นการรับทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้บุคคลอื่น ตามข้อ 6 (ข) ของประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 3)ฯ ลงวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2539
 

      กรณีหน่วยงานวิจัยฯ ให้บริการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแก่บริษัทฯ เข้าลักษณะเป็นการใช้บริการเพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรง และเป็นการใช้ในกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีจึงไม่เป็นบริการตามความหมายของมาตรา 77/1 (10) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 1 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการใช้บริการหรือการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรง ตามมาตรา 77/1 (10) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่มีหน้าที่ต้องออกใบรับตามมาตรา 105 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

 

      2. กรณีตาม 2 และ 3 การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539 บริษัทฯ จะต้องใช้เกณฑ์สิทธิ์ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ บริษัทฯ จะต้องนำรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดและต้องเป็นรายจ่ายตามจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง ไปลงเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนมากหรือน้อยกว่ารายจ่ายที่ สวทช. เห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมก็ตาม และหน่วยงานวิจัยฯ จะต้องออกใบรับให้แก่บริษัทฯ ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายจ่ายนั้นด้วย

 

      3. กรณีตาม 4 การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าจ้างเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี จะต้องเป็นรายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการวิจัยและพัฒนาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในข้อ 4 (ก) (ข) ของประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 3)ฯ ลงวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2539 สรุปได้ว่า ต้องเป็นการวิจัยอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานโดยมุ่งที่จะค้นพบความรู้ใหม่ หรือเป็นการวิจัยเชิงประยุกต์ซึ่งนำผลการวิจัยอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานมาใช้เป็นแบบแผน แบบพิมพ์เขียว หรือแบบแปลนฯ และรวมถึงการประดิษฐ์ต้นแบบครั้งแรก บริษัทฯ ซึ่งได้จ่ายค่าจ้างจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายดังกล่าว ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539 ทั้งนี้ ไม่รวมถึงค่าจ้างส่วนที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์ต้นแบบครั้งแรก ซึ่งนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายดังกล่าวไม่ได้

 

        ดังนั้น หากบริษัทฯ ได้นำเครื่องจักรต้นแบบที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไปใช้ผลิตสินค้าหรือขายให้แก่บุคคลอื่น เข้าลักษณะเป็นการกระทำในเชิงพาณิชย์ บริษัทฯ จะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539 เฉพาะส่วนของค่าจ้างที่จัดสร้างเครื่องจักรต้นแบบนั้น ซึ่งหากบริษัทฯ ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไปแล้ว บริษัทฯ จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้เพื่อปรับปรุงรายการดังกล่าว พร้อมทั้งเสียภาษีเงินได้และต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร

 

      4. กรณีตาม 5 กรณีหน่วยงานวิจัยฯ ได้เริ่มดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไปก่อนที่จะได้ยื่นโครงการวิจัยฯ ต่อ สวทช. หาก สวทช. ให้การรับรองว่าโครงการวิจัยฯ ดังกล่าวเป็นการวิจัยอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานหรือการวิจัยเชิงประยุกต์ บริษัทฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 100 สำหรับรายจ่ายดังกล่าว ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539 แต่หากหน่วยงานวิจัยฯ ไม่ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีตามจริงที่ได้รับการตรวจสอบและการรับรองจาก สวทช. บริษัทฯ จะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 100 สำหรับรายจ่ายดังกล่าว ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539

เลขตู้

77/38972

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ