Case study

การแก้ไขสัญญาเงินกู้ และมีเรียกเก็บค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียม (Entry & Exit Fee 3%) ของเงินกู้


เรื่อง การแก้ไขสัญญาเงินกู้ และมีเรียกเก็บค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียม (Entry & Exit Fee 3%) ของเงินกู้
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 17/03/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท A (ผู้กู้) และบริษัท B (ผู้ให้กู้) ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน ได้เข้าทำสัญญาเงินกู้โดยผู้ให้กู้เรียกเก็บค่าธรรมเนียม Entry Fee และ Exit Fee ในอัตรา 3% และ 3% ของจำนวนเงินกู้ตามลำดับ ทั้งนี้บริษัท A จะต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวพร้อมกับดอกเบี้ยและเงินต้นเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเงินกู้ หรือเมื่อบริษัท A เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี

ทั้งนี้บริษัท A จะทำการทยอยเบิกเงินกู้เป็นงวดๆ และไม่ได้รับเงินกู้ทั้งหมดภายในคราวเดียว

ต่อมาคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายมีความประสงค์จะแก้ไขเงื่อนไขของการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว โดยกำหนดเงื่อนไขใหม่ดังนี้

สำหรับเงินกู้คงค้าง ณ ปี 2025 จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม Entry Fee และ Exit Fee ในอัตรา 1% ต่อปี เป็นระยะเวลา 6 ปี นับจากปี 2025 เป็นต้นไป และสำหรับเงินกู้ที่มีการเบิกใช้ในปีถัดไป ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 6% ของเงินต้นที่มีการเบิกใช้ในปีนั้น

ทั้งนี้บริษัท A จะต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวพร้อมกับดอกเบี้ยและเงินต้นเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเงินกู้ หรือเมื่อบริษัท A เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี 

คำถาม:

1) สำหรับเงื่อนไขได้เข้าทำสัญญาเงินกู้โดยผู้ให้กู้ทำคิดค่าธรรมเนียม entry fee และ exit fee ในอัตรา 3% และ 3% ตามลำดับของจำนวนเงินกู้ และบริษัท A จะต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวพร้อมกับดอกเบี้ยและเงินต้นเมื่อครบกำหนดของสัญญาเงินกู้ หรือเมื่อบริษัท A เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี

บริษัท A ควรรับรู้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเมื่อมีการเบิกใช้เงินกู้หรือไม่แต่ละครั้งหรือไม่ หรือควรรับรู้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวในช่วงเวลาใด

2) หากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายแก้ไขเงื่อนไขการคำนวณค่าธรรมเนียมตามที่กล่าวข้างต้น จะส่งผลให้แนวทางการรับรู้ค่าใช้จ่ายของบริษัท A เปลี่ยนแปลงไปจากแนวทางตามข้อ 1 หรือไม่

สำหรับคำถามบัญชี รบกวนอ้างอิงมาตราฐานการบัญชี TFRS for NPAEs

3) คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายมีความประสงค์จะแก้ไขเงื่อนไขของสัญญาเงินกู้ โดยวิธีการยืนยันผ่านอีเมล เนื่องจากไม่สะดวกในการจัดทำเอกสาร addendum เพื่อลงนามเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในสัญญาเงินกู้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาดังนี้

Amendments and Waivers

No amendment or variation of this Agreement shall be binding on any party unless such variation is in writing and duly signed by all the Parties.

ทั้งนี้ สัญญาฉบับเดิมได้มีการลงนามโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์

จึงขอสอบถามว่าบริษัท A และบริษัท B สามารถแก้ไขเงื่อนไขของสัญญาโดยวิธีการยืนยันผ่านอีเมลดังกล่าวได้หรือไม่หรือควรดำเนินการแก้ไขสัญญาด้วยวิธีการใด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านกฎหมายหรือข้อโต้แย้งจากกรมสรรพากร

สำหรับคำถามที่เกี่ยวกับการแก้ไขสัญญา รบกวนอ้างอิงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คำตอบ

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 23 เรื่อง ต้นทุนการกู้ยืม

คู่มืออธิบายมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 23 เรื่อง ต้นทุนการกู้ยืม

 


เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) และข้อกฎหมายเกี่ยวกับนิติกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ขอสรุปคำแนะนำดังนี้

1) การรับรู้ค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียม (Entry & Exit Fee 3%)


ทางบัญชี ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 23 ต้นทุนการกู้ยืม 
 กรณีเป็นต้นทุนการกู้ยืมอื่น 
ไม่ใช่ต้นทุนการกู้ยืมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้มา การก่อสร้าง หรือการผลิตสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนของสินทรัพย์

  • การรับรู้รายการ : เนื่องจากค่าธรรมเนียม Entry Fee และ Exit Fee เป็นต้นทุนที่เกิดจากการกู้ยืมและมีจำนวนที่แน่นอน (Fixed Percentage) แม้จะจ่ายในอนาคต แต่ภาระผูกพันเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการเบิกใช้เงินกู้
  • ช่วงเวลาที่รับรู้ : บริษัท A ควรรับรู้ค่าธรรมเนียมตามสัดส่วนของเงินกู้ที่เบิกใช้ในแต่ละครั้ง เป็นค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีที่ต้นทุนนั้นเกิดขึ้น ควรลงเป็นต้นทุนทางการเงิน บริษัทฯ ส่วนใหญ่จะแสดงรวมกับดอกเบี้ยจ่าย
     โดยบันทึกบัญชีดังนี้เป็น 

Dr. ค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมการกู้ยืม / ดอกเบี้ยจ่าย       xx
             Cr. ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย / ดอกเบี้ยค้างจ่าย                       xx

  • เหตุผล : แม้จะยังไม่มีการจ่ายเงินสดจนกว่าจะครบกำหนดสัญญาหรือชำระบัญชี แต่ตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) เมื่อมีการเบิกเงินกู้ ความสัญญาสมบูรณ์และเกิดภาระหนี้สินที่ต้องชำระในอนาคตแล้ว จึงต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายตามงวดที่เกิดรายการเบิกใช้เงินนั้นๆ 

ทางภาษี

  • ค่าธรรมเนียม Entry Fee และ Exit Fee ที่จ่ายให้กับบริษัท B (ผู้ให้กู้) เกี่ยวกับการดำเนินการกู้เงิน ในทางภาษีอากร ถือเป็นต้นทุนทางการเงิน เช่นเดียวกับทางบัญชี เพราะรายการที่เกิดขึ้นเนื่องจากการกู้ยืมเงิน 
  • ต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในปีที่ดำเนินการกู้ยืมเงินทั้งจำนวน รับรู้ตรงกับทางบัญชี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า กู้ยืมเงินไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด หากกู้ยืมไปเพื่อซื้อหรือสร้างทรัพย์สินถาวร ก็อาจต้องถือเป็น "ต้นทุนเงินกู้ยืม" ที่ต้องนำไปรวมเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สิน แต่ถ้ากู้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ก็ให้ลงเป็น รายจ่ายดำเนินงานในงบกำไรขาดทุน

2) ผลกระทบจากการแก้ไขเงื่อนไขการคำนวณใหม่

การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขจะทำให้แนวทางการบันทึกบัญชีเปลี่ยนไปตามลักษณะของค่าธรรมเนียมที่กำหนดใหม่ ดังนี้ :

  • สำหรับเงินกู้คงค้าง (1% ต่อปี เป็นเวลา 6 ปี) :
    • ลักษณะนี้จะเปลี่ยนจากค่าธรรมเนียมจ่ายครั้งเดียว (One-time fee) เป็น ค่าธรรมเนียมตามระยะเวลา 
    • การรับรู้ : บริษัท A ต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายแบบ เส้นตรง (Straight-line) หรือตามส่วนเงินกู้ในแต่ละปีตลอดระยะเวลา 6 ปี ไม่ใช่รับรู้ก้อนเดียวตอนเบิกใช้เหมือนข้อแรก เนื่องจากมีเงื่อนไขสัญญาบังคับไว้

สมมติ

  • เบิกเงินกู้ 10 ล้านบาท
  • Entry fee 3% = 300,000
  • Exit fee 3% = 300,000

ต้นทุนเงินกู้รวม = 600,000 บาท ระยะเวลา 6 ปี

ค่าใช้จ่ายธรรมเนียม/ดอกเบี้ยจ่ายต่อปี = 100,000 บาท

  • สำหรับเงินกู้ที่เบิกใช้ใหม่ (6% ของยอดเบิกใช้) :
    • ยังคงหลักการเดียวกับข้อ 1 คือรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย ณ วันที่มีการเบิกใช้เงินกู้แต่ละครั้ง เนื่องจากเป็นค่าธรรมเนียมที่ผูกกับยอดเงินต้นที่เกิดขึ้นใหม่
       >> ค่าใช้จ่ายธรรมเนียม/ดอกเบี้ยจ่าย = 600,000 บาท ในงวดที่กู้ยืมใหม่  
  • สรุป : แนวทางเปลี่ยนไปแน่นอน โดยในส่วนของเงินกู้เดิมจะต้องเฉลี่ยรับรู้เป็นรายปีตามเกณฑ์คงค้างตลอด 6 ปีที่ระบุในเงื่อนไขใหม่

3) การแก้ไขสัญญาผ่านอีเมล (Legal & Tax Perspective)

ในประเด็นนี้มี 2 จุดที่ต้องพิจารณา คือข้อกำหนดในสัญญาเดิม (Contractual Clause) และกฎหมายที่รองรับ

มุมมองทางกฎหมาย (พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์)

ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม):

  • มาตรา 7 : ข้อมูลที่ทำขึ้นในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น อีเมล) มีผลผูกพันทางกฎหมายและใช้เป็นหลักฐานได้
  • มาตรา 9 : หากกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการลงลายมือชื่อ การใช้วิธีการใดๆ ที่สามารถระบุตัวตนเจ้าของลายมือชื่อและแสดงเจตนาตามข้อความนั้นได้ ถือว่าเป็นการลงลายมือชื่อแล้ว

ข้อควรระวังและการจัดการความเสี่ยง

แม้กฎหมายจะรองรับ แต่อาจมีประเด็นเรื่อง "No amendment... unless in writing and duly signed" ในสัญญาเดิม:

  1. ความเสี่ยงด้านกฎหมาย : หากอีเมลที่ส่งโต้ตอบกันไม่มีการใช้ Digital Signature เช่น DocuSign หรือ Adobe Sign ที่มีมาตรฐาน หรือไม่มีการระบุชัดเจนว่าเป็นการแก้ไขสัญญาอย่างเป็นทางการ อาจถูกโต้แย้งได้ว่าไม่ "Duly signed" ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม
  2. ความเสี่ยงด้านภาษี (กรมสรรพากร) : กรมสรรพากรมักตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่มีผลต่อรายได้/ค่าใช้จ่าย (โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกันตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร) การมีเพียงอีเมลโต้ตอบอาจทำให้เจ้าพนักงานประเมินมองว่าหลักฐานไม่เพียงพอ หรือเป็นการถ่ายโอนกำไร

คำแนะนำในการดำเนินการ

  • วิธีที่ 1 (แนะนำ) แนวทางที่เหมาะสมที่สุด ทำ Loan Agreement Addendum และ
  • ลงนาม electronic signature
  • อ้างอิงสัญญาฉบับเดิม
  • วิธีที่ 2 (แนะนำ) : จัดทำเป็น "Letter of Amendment" สั้นๆ 1-2 หน้า ระบุเฉพาะข้อความที่ขอแก้ไข แล้วส่งผ่านระบบ E-Signature (เช่น DocuSign) วิธีนี้ถือว่า "In writing and duly signed" ตามมาตรฐานสากลและกฎหมายไทย
  • วิธีที่ 3 : หากจะใช้อีเมลจริงๆ ควรแนบไฟล์ PDF ที่ระบุรายละเอียดการแก้ไขสัญญา และให้ผู้มีอำนาจของทั้งสองฝ่ายตอบกลับอีเมลด้วยข้อความที่แสดงเจตนายอมรับอย่างชัดเจน (แต่อาจจะยังมีความเสี่ยงในการพิสูจน์ตัวตนมากกว่าวิธีแรก)

ตัวอย่าง Letter of Amendment (บันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติม)

(Draft) Letter of Amendment to the Loan Agreement

วันที่ : [ระบุวันที่]
เรื่อง : การแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขค่าธรรมเนียมในสัญญาเงินกู้
เรียน : กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ บริษัท B (ผู้ให้กู้) และ บริษัท A (ผู้กู้)

        อ้างถึงสัญญาเงินกู้ฉบับลงวันที่ [ระบุวันที่ในสัญญาเดิม] ("สัญญาเดิม") ระหว่างบริษัท A และบริษัท B โดยที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์จะปรับปรุงเงื่อนไขการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม (Fees) เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน คู่สัญญาจึงตกลงแก้ไขเนื้อหาในสัญญาเดิมดังนี้:

1. การแก้ไขเงื่อนไขค่าธรรมเนียม (Amendment of Fees): คู่สัญญากันตกลงยกเลิกเงื่อนไขการเก็บ Entry Fee และ Exit Fee เดิม (อัตรา 3% และ 3%) และให้ใช้เงื่อนไขใหม่ดังต่อไปนี้แทน:

  • สำหรับยอดเงินกู้คงค้าง ณ สิ้นปี 2025: ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียม Entry Fee และ Exit Fee ในอัตรารวม 1% ต่อปี ของยอดเงินต้นคงค้าง โดยมีกำหนดระยะเวลา 6 ปีต่อเนื่องกัน นับตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป
  • สำหรับเงินกู้ที่มีการเบิกใช้ใหม่ (Drawdown) ตั้งแต่ปีถัดไปเป็นต้นไป: ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 6% ของยอดเงินต้นที่มีการเบิกใช้จริงในแต่ละครั้ง (ครั้งเดียว)

2. กำหนดการชำระคืน (Terms of Payment): บริษัท A (ผู้กู้) จะดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมข้างต้น พร้อมกับดอกเบี้ยและเงินต้น เมื่อครบกำหนดตามระยะเวลาในสัญญาเงินกู้ หรือเมื่อบริษัท A เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี (แล้วแต่เหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นก่อน)

3. ข้อกำหนดอื่น ๆ: ข้อความและเงื่อนไขอื่น ๆ ในสัญญาเดิมที่ไม่ได้ถูกแก้ไขโดยหนังสือฉบับนี้ ให้ยังคงมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ทุกประการ

ทั้งนี้ คู่สัญญาตกลงให้การลงนามในหนังสือฉบับนี้ผ่านวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signature) มีผลผูกพันตามกฎหมายเสมือนการลงลายมือชื่อในเอกสารฉบับกระดาษทุกประการ

ข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยทางภาษี (Revenue Department Audit)

การคำนวณอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม (Transfer Pricing): 
 เนื่องจากเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน หากมีการลดอัตราค่าธรรมเนียมลง เช่น จาก 3%+3% เป็น 1% ต่อปี ควรมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ (Business Justification) เช่น การปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้บริษัทกู้ยืมมีกระแสเงินสดดีขึ้น หรือเพื่อให้สอดคล้องกับอัตราตลาด (Market Rate) ในขณะนั้น เพื่อป้องกันสรรพากรประเมินเป็นรายได้พึงประเมินในราคาตลาด


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

การยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะจากการจ่าย Front end Fee ให้แก่บริษัทในเครือเดียวกัน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 13/01/2022 - วันที่ตอบ 09/04/2022

ประเภทภาษี

ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ข้อกฎหมาย

ข้อหารือเลขที่ กค 0702/1833 ลงวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561 (เลขตู้: 81/40589), มาตรา 40 (4)(ก), มาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 3 (32) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534

ปุจฉา

สอบถามเกี่ยวกับการจ่าย Front end Fee ให้บริษัทในเครือจะได้รับยกเว้น SBT ไหมค่ะ

วิสัชนา

กรณีบริษัทฯ กู้ยืมเงินจากบริษัทในเครือเดียวกัน โดยบริษัทฯ ได้มีการจ่ายค่าธรรมเนียม Front end Fee นอกเหนือไปจากค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืม นั้น

    1.ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรตามหนังสือตอบข้อหารือเลขที่ กค 0702/1833 ลงวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561 (เลขตู้: 81/40589) กำหนดให้ถือว่า ค่าธรรมเนียม front-end-fee ที่ธนาคารฯ เรียกเก็บจากบริษัทฯ เข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์ หรือค่าตอบแทนอื่นๆ ที่ได้จากการกู้ยืม ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร

    2. ตามมาตรา 3 (32) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 571) พ.ศ. 2556 ใช้บังคับ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป กำหนดให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแก่การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากรของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ดังนี้        

       "มาตรา 3 ให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการดังต่อไปนี้

           (32) กิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากรของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมิได้ประกอบกิจการตามมาตรา 91/2 (1) (2) และ (3) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับ เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้

               (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง

                    "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจำนวนตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไป ซึ่งมีความสัมพันธ์กันโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม โดยให้นับระยะเวลาของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมอันได้ควบเข้ากัน หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมผู้โอนกิจการทั้งหมดรวมด้วย

               (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินหรือซื้อตั๋วเงินที่ออกโดยสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน โดยได้รับดอกเบี้ยตามอัตราปกติ

               ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป"

    ดังนั้น กรณีบริษัทในเครือเดียวกัน ได้รับค่าธรรมเนียม Front end Fee นอกเหนือไปจากค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืม จากบริษัทฯ ย่อมได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแก่การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากรของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามเงื่อนไขตามมาตรา 3 (32) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534 ดังกล่าวข้างต้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

จ่ายค่าธรรมเนียม front-end-fee ให้ธนาคาร

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 07/08/2024 - วันที่ตอบ 12/08/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

กรณีที่จ่าย front end fee หุ้นกู้ ทางภาษีสามารถรับรู้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็น exp ทั้งก้อนเลยใช่ไหมครับ แล้วมี reference ไหมครับ

วิสัชนา

Q & A ด้านมาตรฐานการรายงานทางการเงิน

หัวข้อเงินลงทุนตาม TFRS for NPAEs 

มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs)

เดือน พฤษภาคม - สิงหาคม 2564

เรื่อง :รบกวนสอบถามค่ะ

ถาม :ดอกเบี้ย OD และค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้ (Front end fee) ถือเป็นต้นทุนกู้ยืมที่ต้องนำมารวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์หรือไม่ ถ้าต้องนำมารวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์มีหลักการอย่างไร

ตอบ :ตามที่ท่านสอบถามนั้น มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะบทที่ 13 ย่อหน้าที่ 219 ระบุว่า

219. ต้นทุนการกู้ยืม หมายถึง ดอกเบี้ยและต้นทุนอื่นที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมของกิจการ โดยต้นทุนการกู้ยืม อาจรวมถึง ดอกเบี้ยที่เกิดจากการเงินเบิกเกินบัญชีธนาคารและจากเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งภาษีที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยดังกล่าวที่ผู้กู้ต้องรับภาระ จำนวนที่ตัดบัญชีของส่วนลดหรือส่วนเกินที่เกี่ยวกับการกู้ยืม จำนวนที่ตัดบัญชีของรายจ่ายที่เกี่ยวกับการจัดการกู้ยืม และผลต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศส่วนที่นำมาปรับปรุงกับต้นทุนของดอกเบี้ย

    ดังนั้นท่านต้องพิจารณาว่าดอกเบี้ย OD และค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้ (Front end fee) เข้าคำนิยามตามย่อหน้าที่ 219 หรือไม่ หากเข้าคำนิยามตามย่อหน้าที่ 219 ถือเป็นต้นทุนการกู้ยืม

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการกู้ยืมจะรับรู้เป็นต้นทุนสินทรัพย์ต่อเมื่อเป็นไปตามย่อหน้าที่ 222 ถึง 223 ดังนี้

    222. กิจการต้องรวมต้นทุนการกู้ยืมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้มา การก่อสร้างหรือการผลิตสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนของสินทรัพย์นั้น และกิจการต้องรับรู้ต้นทุนการกู้ยืมอื่นเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่ต้นทุนนั้นเกิดขึ้น

    223. ต้นทุนการกู้ยืมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้มา การก่อสร้าง หรือการผลิตสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขจะรวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์นั้นได้ก็ต่อเมื่อมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าต้นทุนการกู้ยืมดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจแก่กิจการในอนาคต และกิจการสามารถประมาณจำนวนต้นทุนการกู้ยืมได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขมีระบุอยู่ในย่อหน้าที่ 221 ดังนี้

    221. สินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข หมายถึง สินทรัพย์ที่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานในการเตรียมพร้อมเพื่อให้สามารถนำสินทรัพย์นั้นมาใช้ได้ตามประสงค์หรือนำไปขาย ตัวอย่างของสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข ได้แก่ โรงงาน โรงผลิตพลังงาน อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนและสินค้าที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการแปลงสภาพให้พร้อมที่จะขาย ตัวอย่างของสินทรัพย์ที่ไม่เข้าเงื่อนไข เช่น สินค้าที่ทำการผลิตเป็นประจำ สินค้าที่ผลิตเป็นจำนวนมากโดยไม่มีขั้นตอนการผลิตซ้ำ ๆ ในช่วงระยะเวลาสั้น และสินทรัพย์ที่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้ได้ตามประสงค์หรือพร้อมที่จะขายทันทีที่ซื้อ

    นอกจากนี้ท่านต้องปฏิบัติตามย่อหน้าที่ 224 ถึง 230 ของมาตรฐานฉบับดังกล่าว เพื่อให้สามารถปฏิบัติเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมที่อนุญาตให้รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ได้ อย่างครบถ้วน


ตามหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ 0702/1833 ลงวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561 

เรื่อง :ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายค่าธรรมเนียม front-end-fee ข้อกฎหมาย : มาตรา 40 (4) (ก),และมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ :

    บริษัท ก (บริษัท) หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายค่าธรรมเนียม front-end-fee ให้ธนาคาร ข. (ธนาคารฯ) โดยมีข้อเท็จจริงสรุปได้ ดังนี้

    1. บริษัทฯ ประกอบกิจการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ ได้ขอกู้ยืมเงินจากธนาคารฯ ) เป็นจำนวนเงิน 5,000,000 บาท โดยธนาคารฯ คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4.0 และค่าธรรมเนียมร้อยละ 1.0 ของวงเงินกู้ ณ วันที่ได้รับวงเงินกู้ดังกล่าว คือ วันที่ 30 กันยายน 2558

    2. ธนาคารฯ เก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัทฯ เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท บริษัทฯ แจ้งให้ธนาคารฯ ทราบว่า บริษัทฯ จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 1,500 บาท แต่ธนาคารฯ แจ้งว่า ค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

    3. บริษัทฯ ได้นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับค่าธรรมเนียมดังกล่าวด้วยเงินของบริษัทฯเนื่องจากเข้าใจว่า ค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.104/2544 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/1545 เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการของธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ลงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2545

 

แนววินิจฉัย :

    1. ค่าธรรมเนียม front-end-fee ที่ธนาคารฯ เรียกเก็บจากบริษัทฯ เข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์ หรือค่าตอบแทนอื่นๆ ที่ได้จากการกู้ยืม ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้แก่ธนาคารฯ บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้หัก

    2. กรณีบริษัทฯ ได้จ่ายค่าธรรมเนียม front-end-fee ให้แก่ธนาคารฯ โดยบริษัทฯ ได้นำส่งภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับค่าธรรมเนียมดังกล่าว ด้วยเงินของบริษัทฯ เอง พร้อมเงินเพิ่มเป็นจำนวนเงิน 1,522.50 บาท ไว้แล้ว เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2558 เนื่องจากการจ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย บริษัทฯ จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร


 

เลขตู้ : 81/40589


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    กรณีที่บริษัทฯ จ่าย front end fee หุ้นกู้ นั้น ในทางภาษีสามารถรับรู้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ทั้งจำนวน แต่พึงต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายให้แก่ผู้รับค่า front end fee หุ้นกู้ นั้นด้วย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ