คำตอบ โจทย์ควรระบุข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อคำตอบที่ถูกต้อง 1. ควรระบุประเทศของชาวต่างชาติ 2. ชาวต่างชาติทำอะไร ที่ไหน เช่น เข้ามาให้คำปรึกษาในประเทศไทย หรือ ไม่ได้เข้ามาในไทยให้คำปรึกษาและส่งผลมาในไทย 3. เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันหรือไม่
ดังนั้นก่อนที่จะตอบเรื่อง หัก ณ ที่จ่าย ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมก่อน เกี่ยวกับแหล่งเงินได้ค่ะ การให้บริการที่ ชาวต่างชาติ (Outsource) ให้บริการที่ปรึกษานั้น เป็นแหล่งเงินได้(Activity) ที่ทำในไทย หรือ ต่างประเทศ (ดูมาตรา 41 ประกอบ)
1. ถ้าเป็นการทำงานในไทยแหล่งเงินได้ในไทย>> ต้องเสียภาษีในประเทศไทยทุกกรณี ไม่ว่าเงินได้นั้น จะจ่ายใน หรือ ต่างประเทศ >> โดยจะต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ ต้องดู อนุสัญญาภาษีซ้อน ระหว่าง ไทย และ …ประเทศชาวต่างชาติอาศัย.. ประกอบว่ามียกเว้นภาษีหรือไม่ และ ถ้าไม่ยกเว้น ก็สามารถหัก ณ ที่จ่ายได้ตามมาตรา 50 และ DTA ค่ะ 2. ถ้าเป็นการทำงานในต่างประเทศแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ>> ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่ ต้องเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 2 ข้อคือ 1) ชาวต่างชาติอยู่ในไทยถึง 180 วัน 2) นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย (ไม่ว่าจะปีใดก็ตามตามการตีความใหม่ ป.161/2566 และ ป.162/2566) >> - ถ้าเข้าเงื่อนไขไม่ครบทั้ง 2 ข้อ หัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ค่ะ
- ถ้าเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 2 ข้อ หัก ณ ที่จ่าย ได้ค่ะ >> โดยจะต้องหัก ณ ที่จ่ายด้วยอัตราเท่าใด หรือ อาจต้องยกเว้นไม่ให้หัก ณ ที่จ่าย ต้องดู อนุสัญญาภาษีซ้อน ระหว่าง ประเทศไทย และ …ประเทศชาวต่างชาติอาศัย.. ประกอบว่ามียกเว้นภาษีหรือไม่ และ ถ้าไม่ยกเว้น ก็สามารถหัก ณ ที่จ่ายได้ตามมาตรา 50 และ DTA ค่ะ
มาตรา 41 ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทยหรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย |
หลังจากที่พิจารณาแล้วว่าเข้าเงื่อนไขต้องเสียภาษีในประเทศไทย การหัก ณ ที่จ่าย ในประเทศไทย ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ขอยกตัวอย่างว่า ชาวต่างชาติเป็น ชาวฟิลิปปินส์ - อนุสัญญาภาษีซ้อน ระหว่าง ไทย และ ฟิลิปปินส์ ระบุว่า จะต้องเสียภาษีในไทย
(ยกเว้นว่า การให้คำปรึกษานั้นเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อของ วรรค 2 อาจไม่เสียภาษีในไทย) ข้อ (ก) ชาวฟิลิปปินส์อยู่ในไทยไม่ถึง 183 วัน และ ข้อ (ข) ค่าตอบแทนจ่ายโดย บริษัท ฯลฯ ที่ฟิลิปปินส์ และ ข้อ (ค) ค่าตอบแทนนั้นไม่ได้ถูกเรียกเก็บกลับมาที่ประเทศไทย
- มาตรา 50 ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) ค่าที่ปรึกษาที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย (ไม่ถึง180 วัน) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้
สรุปคำตอบ 1) หากชาวต่างชาติ (ฟิลิปปินส์) ได้รับเงินได้จากบริษัทในไทย โดยเข้ามาทำงานในไทย และอยู่ในไทยไม่ถึง 180 วัน บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตรา 15% ของเงินได้ พร้อมนำส่งแบบ ภงด.1 2) หากชาวต่างชาติ (ฟิลิปปินส์) ได้รับเงินได้จากบริษัทในไทย โดยเข้ามาทำงานในไทย และอยู่ในไทยถึง 180 วัน บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราก้าวหน้า ของเงินได้ พร้อมนำส่งแบบ ภงด.1
อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับ ภาษีเก็บจากเงินได้
ข้อ 15 บริการส่วนบุคคล 1. ในบังคับบทของข้อ 16, 18, 19, 20 และ 21 เงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทนอื่นที่คล้ายคลึงกันหรือเงินได้จากการบริการส่วนบุคคล (รวมทั้งบริการวิชาชีพ) ให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐนั้นเว้นไว้แต่ว่าการบริการดังกล่าวกระทำในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)ถ้าได้ให้บริการเช่นนั้นแล้วค่าตอบแทนหรือเงินได้ที่ได้รับจากการนั้นอาจเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)นั้น 2. แม้จะมีบทบัญญัติของวรรค 1 อยู่ ค่าตอบแทนหรือเงินได้ที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งได้รับในส่วนที่เกี่ยวกับการบริการส่วนบุคคล (รวมทั้งบริการวิชาชีพ) ที่ได้ให้ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง(ฟิลิปปินส์)ให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐแรก(ฟิลิปปินส์)ถ้า (ก)ผู้รับอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)ช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน90 วัน ในกรณีการบริการด้านวิชาชีพและ183 วัน ในกรณีการบริการด้านอื่นๆ ในปีปฏิทินที่เกี่ยวข้องและ (ข) ค่าตอบแทนหรือเงินได้นั้นจ่ายโดยหรือในนามของบุคคลผู้ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก(ฟิลิปปินส์)และ (ค) ค่าตอบแทนหรือเงินได้นั้นมิได้ตกเป็นภาระแก่สถานประกอบการถาวร ซึ่งบุคคลผู้จ่ายค่าตอบแทนหรือเงินได้นั้นมีอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง(ไทย) 3. คำว่า "บริการวิชาชีพ" รวมถึงกิจกรรมอิสระทางวิทยาศาสตร์ วรรณคดี ศิลป การศึกษาหรือการสอนรวมทั้งกิจกรรมอิสระทางแพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปัตย์ ทันตแพทย์ และ นักบัญชี 4. แม้จะมีบทก่อนๆ ของข้อนี้อยู่ค่าตอบแทนในส่วนที่เกี่ยวกับการทำงานเป็นลูกเรือหรืออย่างอื่นในเรือหรืออากาศยานที่ดำเนินกิจการด้านการจราจรระหว่างประเทศโดยวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐนั้น |
มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงาน และได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสามที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ |
มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้นั้นไม่ว่าหน้าที่ หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว |
คำถาม-ตอบข้อ 1 1. กรณีผู้ให้บริการเป็นชาวต่างชาติ รับเงินผ่านบัญชีธนาคารไทย บริษัทสามารถหักภาษี ณ ที่จ่าย (WHT) ได้หรือไม่?
คำตอบ การจะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยหรือไม่นั้น ไม่ได้ดูว่ามีการจ่ายเงินที่ไหน และผู้รับเงินจะได้รับจากบัญชีในประเทศไทยหรือบัญชีต่างประเทศ แต่ให้พิจารณาเรื่องแหล่งเงินได้ตามที่อธิบายไปด้านบน
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อันดับแรกจะต้องทราบก่อนว่า บุคคลธรรมดาต่างชาติคนนี้ อยู่ในประเทศอะไร มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทยหรือไม่ สมมุติเป็นชาวฟิลิปปินส์
แหล่งเงินได้ | ไม่มี DTA กับประเทศไทย | มี DTA กับประเทศไทย | เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในไทย (ภ.พ.36) | 1. ทำงานที่ต่างประเทศ ไม่ได้เข้ามาในประเทศไทย ส่งผลงานบริการมาใช้ในไทย เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ที่ปรึกษา ม.40(2) นำส่ง ภ.ง.ด.1 | ไม่หัก WHT | ไม่หัก WHT
| นำส่ง VAT 7% | 2. ทำงานในประเทศไทย อยู่ในไทยไม่ถึง 180 วัน ส่งผลงานบริการมาใช้ในไทย เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ที่ปรึกษา ม.40(2) นำส่ง ภ.ง.ด.1 | หัก WHT 15% | - หัก WHT 15% (การให้คำปรึกษานั้นไม่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อของวรรค 2 ที่กำหนดไว้ใน DTA หัวข้อบริการส่วนของบริการส่วนบุคลอิสระ) - ไม่หัก WHT (การให้คำปรึกษานั้นเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อของวรรค 2 ที่กำหนดไว้ใน DTA หัวข้อบริการส่วนของบริการส่วนบุคลอิสระ) การให้คำปรึกษานั้นเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อของ วรรค 2 อาจไม่เสียภาษีในไทย ข้อ (ก) ชาวฟิลิปปินส์อยู่ในไทยไม่ถึง 90 วัน กรณีบริการวิชาชีพ หรือไม่ถึง 183 วัน กรณีบริการอื่นๆ และ ข้อ (ข) ค่าตอบแทนจ่ายโดย บริษัท ฯลฯ ที่ฟิลิปปินส์ และ ข้อ (ค) ค่าตอบแทนนั้นไม่ได้ถูกเรียกเก็บกลับมาที่ประเทศไทย
| นำส่ง VAT 7% | 3. ทำงานในประเทศไทย อยู่ในไทยถึง 180 วัน ส่งผลงานบริการมาใช้ในไทย เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ที่ปรึกษา ม.40(2) นำส่ง ภ.ง.ด.1 | หัก WHT อัตราก้าวหน้า | - หัก WHT อัตราก้าวหน้า
- ไม่หัก WHT (การให้คำปรึกษานั้นเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อของวรรค 2 ที่กำหนดไว้ใน DTA หัวข้อบริการส่วนของบริการส่วนบุคลอิสระ) การให้คำปรึกษานั้นเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อของ วรรค 2 อาจไม่เสียภาษีในไทย ข้อ (ก) ชาวฟิลิปปินส์อยู่ในไทยไม่ถึง 90 วัน กรณีบริการวิชาชีพ หรือไม่ถึง 183 วัน กรณีบริการอื่นๆ และ ข้อ (ข) ค่าตอบแทนจ่ายโดย บริษัท ฯลฯ ที่ฟิลิปปินส์ และ ข้อ (ค) ค่าตอบแทนนั้นไม่ได้ถูกเรียกเก็บกลับมาที่ประเทศไทย
| นำส่ง VAT 7% |
การจ่ายค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติ เข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบุคคลชาวต่างชาติมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร - กรณีชาวต่างชาติเป็นผู้ที่มีสัญชาติของประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าที่ปรึกษาให้แก่ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของเงินได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 50 (1) วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่ง พร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้
- และเมื่อมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีในประเทศไทย เมื่อถึงกำหนดสิ้นปีบุคคลธรรมดาชาวต่างชาตินี้ ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามแบบ ภ.ง.ด.90 ส่วนใครจะยื่นให้อันนี้ก็ต้องแล้วแต่จะตกลงกันคะ เช่น บริษัทฯ เป็นตัวแทนในการนำส่งให้
(2) กรณีชาวต่างชาติเป็นผู้ที่มีสัญชาติของประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ค่าที่ปรึกษาทางธุรกิจและออกแบบในโครงการ เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการบริการส่วนบุคคลอิสระ หากชาวต่างชาตินั้น ไม่ได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย หรือเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะในปีรัษฎากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมกันแล้วไม่เกินกำหนดเวลาที่กำหนดแห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศคู่ภาคีนั้น ๆ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และเมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติ บริษัทไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
** ซึ่งคำตอบข้อนี้จะต้องพิจารณาลักษณะงานของการให้คำปรึกษาประกอบด้วย ว่าเข้าตามเงื่อนไขตาม DTA หรือไม่
อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับ ภาษีเก็บจากเงินได้
ข้อ 15 บริการส่วนบุคคล 1. ในบังคับบทของข้อ 16, 18, 19, 20 และ 21 เงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทนอื่นที่คล้ายคลึงกันหรือเงินได้จากการบริการส่วนบุคคล (รวมทั้งบริการวิชาชีพ) ให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐนั้นเว้นไว้แต่ว่าการบริการดังกล่าวกระทำในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)ถ้าได้ให้บริการเช่นนั้นแล้วค่าตอบแทนหรือเงินได้ที่ได้รับจากการนั้นอาจเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)นั้น 2. แม้จะมีบทบัญญัติของวรรค 1 อยู่ ค่าตอบแทนหรือเงินได้ที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งได้รับในส่วนที่เกี่ยวกับการบริการส่วนบุคคล (รวมทั้งบริการวิชาชีพ) ที่ได้ให้ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง(ฟิลิปปินส์)ให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐแรก(ฟิลิปปินส์)ถ้า (ก)ผู้รับอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)ช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน90 วัน ในกรณีการบริการด้านวิชาชีพและ183 วัน ในกรณีการบริการด้านอื่นๆ ในปีปฏิทินที่เกี่ยวข้องและ (ข) ค่าตอบแทนหรือเงินได้นั้นจ่ายโดยหรือในนามของบุคคลผู้ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก(ฟิลิปปินส์)และ (ค) ค่าตอบแทนหรือเงินได้นั้นมิได้ตกเป็นภาระแก่สถานประกอบการถาวร ซึ่งบุคคลผู้จ่ายค่าตอบแทนหรือเงินได้นั้นมีอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง(ไทย) 3. คำว่า "บริการวิชาชีพ" รวมถึงกิจกรรมอิสระทางวิทยาศาสตร์ วรรณคดี ศิลป การศึกษาหรือการสอนรวมทั้งกิจกรรมอิสระทางแพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปัตย์ ทันตแพทย์ และ นักบัญชี 4. แม้จะมีบทก่อนๆ ของข้อนี้อยู่ค่าตอบแทนในส่วนที่เกี่ยวกับการทำงานเป็นลูกเรือหรืออย่างอื่นในเรือหรืออากาศยานที่ดำเนินกิจการด้านการจราจรระหว่างประเทศโดยวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐนั้น |
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ถึงแม้ว่าผู้รับจ้างชาวต่างชาติจะทำงานในต่างประเทศ หรือเข้ามาทำงานในประเทศไทย หากมีการนำผลของการให้คำปรึกษามาใช้ในประเทศไทย จะถือเป็นการให้บริการในต่างประเทศ หรือเข้ามาให้บริการในไทย และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ในประเทศไทย ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ชาวต่างชาติมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในไทย เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 ในอัตรา 7% และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ ให้แก่ผู้ประกอบการในต่างประเทศตามมาตรา 83/6 (1) (2) แห่งประมวลรัษฎากร
คำถาม-ตอบข้อ 2 2. หากสามารถหักได้ บริษัทควรหักผ่านระบบ e-Withholding Tax (e-WHT) หรือหักแบบปกติและยื่นแบบภาษีกับกรมสรรพากรเอง?
คำตอบ หากพิจารณาแล้วว่าบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติ เข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% หรือ อัตราก้าวหน้าของเงินได้ แล้วแต่กรณี ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่ง พร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ หากยื่นผ่านระบบ E-Filling ได้รับการขยายเป็นวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ โดยปัจจุบันสรรพากรได้ยกเลิกการยื่นแบบกระดาษที่สรรพากรแล้ว ให้ยื่นแบบผ่านระบบ E-Filling เท่านั้น ยกเว้นมีเหตุจำเป็นไม่สามารถยื่นแบบผ่านสื่อบันทึกในระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ ให้จัดทำหนังสือแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจยื่นได้ แจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากร ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่
และหากบริษัทจะทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผ่านระบบ e-Withholding Tax (e-WHT) ก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของชาวต่างชาติเสียก่อน
รายละเอียด Update กฏหมาย : https://tax-ez.info/Update/View/a10nMZM4/ ยกเลิกการยื่นแบบภาษี หัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.1, 2, 3, 53 ทางกระดาษ ให้ยื่นทาง Internet เท่านั้น !!
คำถาม-ตอบข้อ 3-4 3. หากต้องยื่นแบบภาษี บริษัทสามารถใช้ เลขหนังสือเดินทาง (Passport number) ของผู้ให้บริการเป็นเลขอ้างอิงแทนเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax ID) ได้หรือไม่? 4. หากไม่สามารถใช้เลข Passport ได้ บริษัทควรดำเนินการอย่างไร?
คำตอบ กรณีจ่ายเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ซึ่งบุคคลดังกล่าวจะต้องขอมีและใช้เลขประจำตัวต่ออธิบดีกรมสรรพากรเท่านั้นไม่สามารใช้เลขหนังสือเดินทาง (Passport number) ในการยื่นแบบเสียภาษีในประเทศไทยได้ ดังนั้น หากคนต่างชาติดังกล่าวเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย พึงต้องยื่นแบบ ลป.01 เพื่อขอมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่มีเงินได้ กรณีที่ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ก็ไม่มีหน้าที่ต้องมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรต่ออธิบดีกรมสรรพากร เนื่องจากหน้าที่ในการขอมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเป็นของผู้มีเงินได้ ไม่ใช่เป็นของผู้จ่ายเงินได้ แต่ผู้จ่ายเงินได้อาจมีข้อกำหนดในการขอรับเงินจากตนได้นั้น ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรที่ถูกต้องมาแสดงด้วย โดยเฉพาะคนต่างชาติที่เข้ามาประกอบกิจการหรือมีหน้าที่งานที่ก่อให้เกิดเงินได้กับผู้จ่ายเงินได้ในประเทศไทย โดยแจ้งล่วงหน้าตั้งแต่เริ่มทำสัญญา ก็อาจพอช่วยได้บ้าง
อ้างอิงคำตอบ เรื่อง | บริษัทฯ จ่ายค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วันในปีภาษี | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 31/05/2024 - วันที่ตอบ 05/06/2024 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม,อากรแสตมป์ | ข้อกฎหมาย | มาตรา 40 (2), มาตรา 50 (1), มาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | ประเภทธุรกิจอัญมณีดำเนินกิจการในรูปนิติบุคคลบริษัทจำกัด ได้ทำการจ้างที่ปรึกษาด้านการตลาดเป็นชาวต่างชาติบุคคลธรรมดา (อยู่ในไทยไม่เกิน 180 วัน) ให้ชำระเงินโดยโอนเงินไปที่ประเทศฮ่องกง อยากทราบว่า จะต้องยื่นแบบภาษีประเภทใดบ้างค่ะ มีหลักเกณฑ์พิจารณาอย่างไร และขอข้อกฎหมายอ้างอิงด้วยนะคะ | วิสัชนา | กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วันในปีภาษี 1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การจ่ายค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติเข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร (1) กรณีชาวต่างชาติเป็นผู้ที่มีสัญชาติของประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าที่ปรึกษาให้แก่ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศ ย่อมมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของเงินได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร (2) กรณีชาวต่างชาติเป็นผู้ที่มีสัญชาติของประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ค่าที่ปรึกษาทางธุรกิจ เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการบริการส่วนบุคคลอิสระ หากชาวต่างชาตินั้น มิได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย หรือเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ ในปีรัษฎากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมกันแล้วไม่เกินกำหนดเวลาที่กำหนดแห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศคู่ภาคีนั้น ๆ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และเมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติ บริษัทย่อมไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากผู้รับจ้างได้ให้บริการที่ปรึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้มีการนำเสนอรายงานในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจ้างซึ่งเป็นผู้ประกอบการในต่างประเทศจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/13 แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ผู้จ่ายเงินค่าบริการ มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศ (ผู้รับจ้าง) มีหน้าที่ต้องเสียตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ให้แก่ผู้ประกอบการในต่างประเทศตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 4 ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย การนำส่งภาษีเงินได้ การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และการยื่นรายการ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2544
3. อากรแสตมป์ กรณีทำสัญญาจ้างที่ปรึกษา เข้าสักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของที่อยู่ในบังคับต้องเสียอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ต่อทุกจำนวนสินจ้าง 1,000 บาท และเศษของ 1,000 บาท ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์
|
เรื่อง | บริษัทฯ จดทะเบียนในประเทศไทย จด VAT ได้มีการจ่ายค่าที่ปรึกษาไปให้บุคคลธรรมดาที่อยู่ USA | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 24/09/2024 - วันที่ตอบ 24/10/2024 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 50 (1), มาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | ขอเรียนถาม เรื่อง บริษัทฯ จดทะเบียนในประเทศไทย จด VAT ค่ะ ได้มีการจ่ายค่าที่ปรึกษาไปให้บุคคลธรรมดาที่อยู่ USA อยากถามว่า บริษัทจะต้องยื่น ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 ไหมคะ | วิสัชนา | 1.กรณีบริษัทจ่ายค่าที่ปรึกษาทางธุรกิจ (ที่ไม่มีการถ่ายทอด Knowhow) ไปให้บุคคลธรรมดาที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา (USA) นั้น เนื่องจากเงินได้ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นบริการส่วนบุคคล ฉะนั้น หากบุคคลธรรมดาผู้ให้คำปรึกษาไม่ได้อยู่ในประเทศไทยรวมกันแล้วเกินกว่า 90 วัน และมิได้มีฐานประกอบการประจำอยู่เป็นปกติวิสัยในประเทศไทยและเงินได้นั้นไม่ตกเป็นภาระแก่สถานประกอบการถาวรหรือฐานประกอบการประจำอยู่เป็นปกติวิสัยในประเทศไทยเกินกว่า 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐหรือเป็นเงินไทยในจำนวนเทียบเท่ากันในปีรัษฎากรแล้ว เงินค่าจ้างที่ปรึกษาของบุคคลธรรมดา ที่ได้รับจากการทำงานให้คำปรึกษาดังกล่าว ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามข้อ 15 วรรคหนึ่ง แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีจากเงินได้ และเมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ค่าที่ปรึกษาไปให้บุคคลธรรมดาในประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ประการใด * อนุโลมตามหนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/5664 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2548
2.เนื่องจากการให้บริการคำปรึกษากระทำในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้มีการนำมาใช้ในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้ประกอบการในต่างประเทศจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/13 แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ผู้จ่ายเงินค่าบริการ มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศ (ที่ปรึกษา) มีหน้าที่ต้องเสียตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ให้แก่ผู้ประกอบการในต่างประเทศตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | จ่ายเงินให้ชาวต่างชาติ ที่ไม่มีเลขผู้เสียภาษีของบุคคลต่างชาติ | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 27/01/2015 - วันที่ตอบ 30/01/2015 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ข้อกฎหมาย | - | ปุจฉา | คุณ “กี้ บัญชี” ได้เขียนไปในไทม์ไลน์ “สุเทพ พงษ์พิทักษ์” เมื่อ 27 มกราคม 2558 เวลา 22:59 น. ว่า ผมมีข้อสงสัยอยู่ข้อหนึ่งครับ กรณีที่เราจ่ายเงินค่าจ้างให้กับบุคคลต่างชาติ แล้วเราหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ในอัตราร้อย 15 แต่ปัญหาอยู่ตรงที่เราไม่มีเลขผู้เสียภาษีของบุคคลต่างชาติดังกล่าว จะดูจาก Passport ก็มีไม่ครบ 13 หลัก อย่างนี้ทางเราจะทำอย่างไรดีครับ | วิสัชนา | ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีจ่ายเงินได้ให้แก่คนต่างด้าว ทั้งกรณีบุคคลธรรมดา และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งต้องขอมีและใช้เลขประจำตัวต่ออธิบดีกรมสรรพากรเท่านั้น ดังนั้น หากคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย พึงต้องยื่นแบบ ลป.01 เพื่อขอมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่มีเงินได้ กรณีที่มิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ก็ไม่มีหน้าที่ต้องมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรต่ออธิบดีกรมสรรพากร เนื่องจากหน้าที่ในการขอมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเป็นของผู้มีเงินได้ มิใช่เป็นของผู้จ่ายเงินได้ แต่ผู้จ่ายเงินได้อาจมีข้อกำหนดในการขอรับเงินจากตนได้นั้น ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรที่ถูกต้องมาแสดงด้วย โดยเฉพาะคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบกิจการหรือมีหน้าที่งานที่ก่อให้เกิดเงินได้กับผู้จ่ายเงินได้ในประเทศไทย โดยแจ้งล่วงหน้าตั้งแต่เริ่มทำสัญญา ก็อาจพอช่วยได้บ้าง สำหรับคนต่างด้าวที่มิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอำกรแต่อย่างใด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
|