Case study

หัก ณ​ ที่จ่าย สำหรับการว่าจ้างผู้ให้บริการชาวต่างชาติ (Outsource) เพื่อให้คำปรึกษาและออกแบบในโครงการของบริษัท


เรื่อง หัก ณ​ ที่จ่าย สำหรับการว่าจ้างผู้ให้บริการชาวต่างชาติ (Outsource) เพื่อให้คำปรึกษาและออกแบบในโครงการของบริษัท
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 17/05/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ข้อกฎหมาย
คำถาม

ทางบริษัทได้ว่าจ้างผู้ให้บริการชาวต่างชาติ (Outsource) เพื่อให้คำปรึกษาและออกแบบในโครงการของบริษัท โดยจะมีการโอนค่าบริการเข้าบัญชีธนาคารในประเทศไทย จึงมีคำถามว่า: 

1. กรณีผู้ให้บริการเป็นชาวต่างชาติ รับเงินผ่านบัญชีธนาคารไทย บริษัทสามารถหักภาษี ณ ที่จ่าย (WHT) ได้หรือไม่? 

2. หากสามารถหักได้ บริษัทควรหักผ่านระบบ e-Withholding Tax (e-WHT) หรือหักแบบปกติและยื่นแบบภาษีกับกรมสรรพากรเอง? 

3. หากต้องยื่นแบบภาษี บริษัทสามารถใช้ เลขหนังสือเดินทาง (Passport number) ของผู้ให้บริการเป็นเลขอ้างอิงแทนเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax ID) ได้หรือไม่? 

4. หากไม่สามารถใช้เลข Passport ได้ บริษัทควรดำเนินการอย่างไร? 

ขอบคุณมากค่ะ

คำตอบ


คำตอบ

โจทย์ควรระบุข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อคำตอบที่ถูกต้อง
 1. ควรระบุประเทศของชาวต่างชาติ 

2. ชาวต่างชาติทำอะไร ที่ไหน เช่น เข้ามาให้คำปรึกษาในประเทศไทย หรือ ไม่ได้เข้ามาในไทยให้คำปรึกษาและส่งผลมาในไทย

3. เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันหรือไม่


ดังนั้นก่อนที่จะตอบเรื่อง หัก ณ ที่จ่าย ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมก่อน เกี่ยวกับแหล่งเงินได้ค่ะ  

การให้บริการที่ ชาวต่างชาติ (Outsource) ให้บริการที่ปรึกษานั้น เป็นแหล่งเงินได้(Activity) ที่ทำในไทย หรือ ต่างประเทศ (ดูมาตรา 41 ประกอบ)


1. ถ้าเป็นการทำงานในไทยแหล่งเงินได้ในไทย>> ต้องเสียภาษีในประเทศไทยทุกกรณี ไม่ว่าเงินได้นั้น จะจ่ายใน หรือ ต่างประเทศ >> โดยจะต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ ต้องดู อนุสัญญาภาษีซ้อน ระหว่าง ไทย และ …ประเทศชาวต่างชาติอาศัย.. ประกอบว่ามียกเว้นภาษีหรือไม่ และ ถ้าไม่ยกเว้น ก็สามารถหัก ณ ที่จ่ายได้ตามมาตรา 50 และ DTA ค่ะ

2. ถ้าเป็นการทำงานในต่างประเทศแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ>>  ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่ ต้องเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 2 ข้อคือ  1) ชาวต่างชาติอยู่ในไทยถึง 180 วัน  2) นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย (ไม่ว่าจะปีใดก็ตามตามการตีความใหม่ ป.161/2566 และ ป.162/2566)   >> 

  • ถ้าเข้าเงื่อนไขไม่ครบทั้ง 2 ข้อ หัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ค่ะ
  • ถ้าเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 2 ข้อ หัก ณ ที่จ่าย ได้ค่ะ >> โดยจะต้องหัก ณ ที่จ่ายด้วยอัตราเท่าใด หรือ อาจต้องยกเว้นไม่ให้หัก ณ ที่จ่าย  ต้องดู อนุสัญญาภาษีซ้อน ระหว่าง ประเทศไทย และ …ประเทศชาวต่างชาติอาศัย..  ประกอบว่ามียกเว้นภาษีหรือไม่ และ ถ้าไม่ยกเว้น ก็สามารถหัก ณ ที่จ่ายได้ตามมาตรา 50 และ DTA ค่ะ

     

มาตรา 41   ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทยหรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ


     ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
  
        ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย



 

หลังจากที่พิจารณาแล้วว่าเข้าเงื่อนไขต้องเสียภาษีในประเทศไทย  การหัก ณ ที่จ่าย ในประเทศไทย  ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ขอยกตัวอย่างว่า ชาวต่างชาติเป็น ชาวฟิลิปปินส์

  • อนุสัญญาภาษีซ้อน ระหว่าง ไทย และ ฟิลิปปินส์  ระบุว่า จะต้องเสียภาษีในไทย

(ยกเว้นว่า การให้คำปรึกษานั้นเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อของ  วรรค 2 อาจไม่เสียภาษีในไทย)

ข้อ (ก)  ชาวฟิลิปปินส์อยู่ในไทยไม่ถึง 183 วัน และ

ข้อ (ข)   ค่าตอบแทนจ่ายโดย บริษัท ฯลฯ ที่ฟิลิปปินส์ และ

ข้อ (ค)  ค่าตอบแทนนั้นไม่ได้ถูกเรียกเก็บกลับมาที่ประเทศไทย


  • มาตรา 50  ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2)  ค่าที่ปรึกษาที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย (ไม่ถึง180 วัน) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้

สรุปคำตอบ 
 
1) หากชาวต่างชาติ (ฟิลิปปินส์) ได้รับเงินได้จากบริษัทในไทย โดยเข้ามาทำงานในไทย และอยู่ในไทยไม่ถึง 180 วัน บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตรา 15ของเงินได้ พร้อมนำส่งแบบ ภงด.1 

2) หากชาวต่างชาติ (ฟิลิปปินส์) ได้รับเงินได้จากบริษัทในไทย โดยเข้ามาทำงานในไทย และอยู่ในไทยถึง 180 วัน บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราก้าวหน้า ของเงินได้ พร้อมนำส่งแบบ ภงด.1 





อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์
  เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับ ภาษีเก็บจากเงินได้


ข้อ 15 บริการส่วนบุคคล

1. ในบังคับบทของข้อ 16, 18, 19, 20 และ 21 เงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทนอื่นที่คล้ายคลึงกันหรือเงินได้จากการบริการส่วนบุคคล (รวมทั้งบริการวิชาชีพ) ให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐนั้นเว้นไว้แต่ว่าการบริการดังกล่าวกระทำในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)ถ้าได้ให้บริการเช่นนั้นแล้วค่าตอบแทนหรือเงินได้ที่ได้รับจากการนั้นอาจเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)นั้น

2.  แม้จะมีบทบัญญัติของวรรค 1 อยู่ ค่าตอบแทนหรือเงินได้ที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งได้รับในส่วนที่เกี่ยวกับการบริการส่วนบุคคล (รวมทั้งบริการวิชาชีพ) ที่ได้ให้ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง(ฟิลิปปินส์)ให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐแรก(ฟิลิปปินส์)ถ้า

   (ก)ผู้รับอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)ช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน90 วัน ในกรณีการบริการด้านวิชาชีพและ183 วัน ในกรณีการบริการด้านอื่นๆ ในปีปฏิทินที่เกี่ยวข้องและ

   (ข)   ค่าตอบแทนหรือเงินได้นั้นจ่ายโดยหรือในนามของบุคคลผู้ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก(ฟิลิปปินส์)และ

  (ค)   ค่าตอบแทนหรือเงินได้นั้นมิได้ตกเป็นภาระแก่สถานประกอบการถาวร ซึ่งบุคคลผู้จ่ายค่าตอบแทนหรือเงินได้นั้นมีอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)

3.   คำว่า "บริการวิชาชีพ" รวมถึงกิจกรรมอิสระทางวิทยาศาสตร์ วรรณคดี ศิลป การศึกษาหรือการสอนรวมทั้งกิจกรรมอิสระทางแพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปัตย์ ทันตแพทย์ และ นักบัญชี

4.   แม้จะมีบทก่อนๆ ของข้อนี้อยู่ค่าตอบแทนในส่วนที่เกี่ยวกับการทำงานเป็นลูกเรือหรืออย่างอื่นในเรือหรืออากาศยานที่ดำเนินกิจการด้านการจราจรระหว่างประเทศโดยวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐนั้น



 

มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้

         (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
           ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี  

          ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงาน และได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
            
ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสามที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้



 

มาตรา 40   เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

      (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้นั้นไม่ว่าหน้าที่ หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว



คำถาม-ตอบข้อ 1

1. กรณีผู้ให้บริการเป็นชาวต่างชาติ รับเงินผ่านบัญชีธนาคารไทย บริษัทสามารถหักภาษี ณ ที่จ่าย (WHT) ได้หรือไม่? 


คำตอบ

การจะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยหรือไม่นั้น ไม่ได้ดูว่ามีการจ่ายเงินที่ไหน และผู้รับเงินจะได้รับจากบัญชีในประเทศไทยหรือบัญชีต่างประเทศ แต่ให้พิจารณาเรื่องแหล่งเงินได้ตามที่อธิบายไปด้านบน


1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

อันดับแรกจะต้องทราบก่อนว่า บุคคลธรรมดาต่างชาติคนนี้ อยู่ในประเทศอะไร มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทยหรือไม่ สมมุติเป็นชาวฟิลิปปินส์


แหล่งเงินได้

ไม่มี DTA กับประเทศไทย

มี DTA กับประเทศไทย

เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในไทย
 (ภ.พ.36)

1. ทำงานที่ต่างประเทศ ไม่ได้เข้ามาในประเทศไทย ส่งผลงานบริการมาใช้ในไทย

 เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ที่ปรึกษา ม.40(2) นำส่ง ภ.ง.ด.1

ไม่หัก WHT

ไม่หัก WHT


นำส่ง VAT 7%

2. ทำงานในประเทศไทย อยู่ในไทยไม่ถึง 180 วัน ส่งผลงานบริการมาใช้ในไทย

 เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ที่ปรึกษา ม.40(2) นำส่ง ภ.ง.ด.1

หัก WHT 15%

- หัก WHT 15%

(การให้คำปรึกษานั้นไม่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อของวรรค 2  ที่กำหนดไว้ใน DTA หัวข้อบริการส่วนของบริการส่วนบุคลอิสระ)

- ไม่หัก WHT 

(การให้คำปรึกษานั้นเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อของวรรค 2  ที่กำหนดไว้ใน DTA หัวข้อบริการส่วนของบริการส่วนบุคลอิสระ)

การให้คำปรึกษานั้นเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อของ วรรค 2 อาจไม่เสียภาษีในไทย

   ข้อ (ก)  ชาวฟิลิปปินส์อยู่ในไทยไม่ถึง 90 วัน กรณีบริการวิชาชีพ หรือไม่ถึง 183 วัน กรณีบริการอื่นๆ และ

  ข้อ (ข)   ค่าตอบแทนจ่ายโดย บริษัท ฯลฯ ที่ฟิลิปปินส์ และ

  ข้อ (ค)  ค่าตอบแทนนั้นไม่ได้ถูกเรียกเก็บกลับมาที่ประเทศไทย


นำส่ง VAT 7%

3. ทำงานในประเทศไทย อยู่ในไทยถึง 180 วัน ส่งผลงานบริการมาใช้ในไทย

 เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ที่ปรึกษา ม.40(2) นำส่ง ภ.ง.ด.1

หัก WHT อัตราก้าวหน้า

- หัก WHT อัตราก้าวหน้า


- ไม่หัก WHT

(การให้คำปรึกษานั้นเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อของวรรค 2  ที่กำหนดไว้ใน DTA หัวข้อบริการส่วนของบริการส่วนบุคลอิสระ)

การให้คำปรึกษานั้นเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อของ วรรค 2 อาจไม่เสียภาษีในไทย

    ข้อ (ก)  ชาวฟิลิปปินส์อยู่ในไทยไม่ถึง 90 วัน กรณีบริการวิชาชีพ หรือไม่ถึง 183 วัน กรณีบริการอื่นๆ และ

   ข้อ (ข)   ค่าตอบแทนจ่ายโดย บริษัท ฯลฯ ที่ฟิลิปปินส์ และ

  ข้อ (ค)  ค่าตอบแทนนั้นไม่ได้ถูกเรียกเก็บกลับมาที่ประเทศไทย


นำส่ง VAT 7%


    การจ่ายค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติ เข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบุคคลชาวต่างชาติมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร

 

  1. กรณีชาวต่างชาติเป็นผู้ที่มีสัญชาติของประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าที่ปรึกษาให้แก่ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของเงินได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 50 (1) วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่ง พร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ 
    • และเมื่อมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีในประเทศไทย เมื่อถึงกำหนดสิ้นปีบุคคลธรรมดาชาวต่างชาตินี้ ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามแบบ ภ.ง.ด.90 ส่วนใครจะยื่นให้อันนี้ก็ต้องแล้วแต่จะตกลงกันคะ เช่น บริษัทฯ เป็นตัวแทนในการนำส่งให้ 


    (2) กรณีชาวต่างชาติเป็นผู้ที่มีสัญชาติของประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ค่าที่ปรึกษาทางธุรกิจและออกแบบในโครงการ เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการบริการส่วนบุคคลอิสระ หากชาวต่างชาตินั้น ไม่ได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย หรือเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะในปีรัษฎากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมกันแล้วไม่เกินกำหนดเวลาที่กำหนดแห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศคู่ภาคีนั้น ๆ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และเมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติ บริษัทไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร 


** ซึ่งคำตอบข้อนี้จะต้องพิจารณาลักษณะงานของการให้คำปรึกษาประกอบด้วย ว่าเข้าตามเงื่อนไขตาม DTA หรือไม่


อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์
  เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับ ภาษีเก็บจากเงินได้


ข้อ 15 บริการส่วนบุคคล

1. ในบังคับบทของข้อ 16, 18, 19, 20 และ 21 เงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทนอื่นที่คล้ายคลึงกันหรือเงินได้จากการบริการส่วนบุคคล (รวมทั้งบริการวิชาชีพ) ให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐนั้นเว้นไว้แต่ว่าการบริการดังกล่าวกระทำในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)ถ้าได้ให้บริการเช่นนั้นแล้วค่าตอบแทนหรือเงินได้ที่ได้รับจากการนั้นอาจเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)นั้น

2.  แม้จะมีบทบัญญัติของวรรค 1 อยู่ ค่าตอบแทนหรือเงินได้ที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งได้รับในส่วนที่เกี่ยวกับการบริการส่วนบุคคล (รวมทั้งบริการวิชาชีพ) ที่ได้ให้ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง(ฟิลิปปินส์)ให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐแรก(ฟิลิปปินส์)ถ้า

   (ก)ผู้รับอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)ช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน90 วัน ในกรณีการบริการด้านวิชาชีพและ183 วัน ในกรณีการบริการด้านอื่นๆ ในปีปฏิทินที่เกี่ยวข้องและ

   (ข)   ค่าตอบแทนหรือเงินได้นั้นจ่ายโดยหรือในนามของบุคคลผู้ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก(ฟิลิปปินส์)และ

  (ค)   ค่าตอบแทนหรือเงินได้นั้นมิได้ตกเป็นภาระแก่สถานประกอบการถาวร ซึ่งบุคคลผู้จ่ายค่าตอบแทนหรือเงินได้นั้นมีอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง(ไทย)

3.   คำว่า "บริการวิชาชีพ" รวมถึงกิจกรรมอิสระทางวิทยาศาสตร์ วรรณคดี ศิลป การศึกษาหรือการสอนรวมทั้งกิจกรรมอิสระทางแพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปัตย์ ทันตแพทย์ และ นักบัญชี

4.   แม้จะมีบทก่อนๆ ของข้อนี้อยู่ค่าตอบแทนในส่วนที่เกี่ยวกับการทำงานเป็นลูกเรือหรืออย่างอื่นในเรือหรืออากาศยานที่ดำเนินกิจการด้านการจราจรระหว่างประเทศโดยวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งให้เก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐนั้น



2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ถึงแม้ว่าผู้รับจ้างชาวต่างชาติจะทำงานในต่างประเทศ หรือเข้ามาทำงานในประเทศไทย หากมีการนำผลของการให้คำปรึกษามาใช้ในประเทศไทย จะถือเป็นการให้บริการในต่างประเทศ หรือเข้ามาให้บริการในไทย และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ในประเทศไทย ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ชาวต่างชาติมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในไทย เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 ในอัตรา 7% และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ ให้แก่ผู้ประกอบการในต่างประเทศตามมาตรา 83/6 (1) (2) แห่งประมวลรัษฎากร 



คำถาม-ตอบข้อ 2

2. หากสามารถหักได้ บริษัทควรหักผ่านระบบ e-Withholding Tax (e-WHT) หรือหักแบบปกติและยื่นแบบภาษีกับกรมสรรพากรเอง? 


คำตอบ

หากพิจารณาแล้วว่าบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติ เข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% หรือ อัตราก้าวหน้าของเงินได้ แล้วแต่กรณี ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่ง พร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ หากยื่นผ่านระบบ E-Filling ได้รับการขยายเป็นวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ โดยปัจจุบันสรรพากรได้ยกเลิกการยื่นแบบกระดาษที่สรรพากรแล้ว ให้ยื่นแบบผ่านระบบ E-Filling เท่านั้น ยกเว้นมีเหตุจำเป็นไม่สามารถยื่นแบบผ่านสื่อบันทึกในระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ ให้จัดทำหนังสือแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจยื่นได้ แจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากร ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่


และหากบริษัทจะทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผ่านระบบ e-Withholding Tax (e-WHT) ก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของชาวต่างชาติเสียก่อน


รายละเอียด Update กฏหมาย : https://tax-ez.info/Update/View/a10nMZM4/

ยกเลิกการยื่นแบบภาษี หัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.1, 2, 3, 53 ทางกระดาษ ให้ยื่นทาง Internet เท่านั้น !!



คำถาม-ตอบข้อ 3-4

3. หากต้องยื่นแบบภาษี บริษัทสามารถใช้ เลขหนังสือเดินทาง (Passport number) ของผู้ให้บริการเป็นเลขอ้างอิงแทนเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax ID) ได้หรือไม่? 

4. หากไม่สามารถใช้เลข Passport ได้ บริษัทควรดำเนินการอย่างไร? 


คำตอบ

     กรณีจ่ายเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ซึ่งบุคคลดังกล่าวจะต้องขอมีและใช้เลขประจำตัวต่ออธิบดีกรมสรรพากรเท่านั้นไม่สามารใช้เลขหนังสือเดินทาง (Passport number) ในการยื่นแบบเสียภาษีในประเทศไทยได้

     ดังนั้น หากคนต่างชาติดังกล่าวเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย พึงต้องยื่นแบบ ลป.01 เพื่อขอมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่มีเงินได้

     กรณีที่ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ก็ไม่มีหน้าที่ต้องมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรต่ออธิบดีกรมสรรพากร เนื่องจากหน้าที่ในการขอมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเป็นของผู้มีเงินได้ ไม่ใช่เป็นของผู้จ่ายเงินได้ แต่ผู้จ่ายเงินได้อาจมีข้อกำหนดในการขอรับเงินจากตนได้นั้น ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรที่ถูกต้องมาแสดงด้วย โดยเฉพาะคนต่างชาติที่เข้ามาประกอบกิจการหรือมีหน้าที่งานที่ก่อให้เกิดเงินได้กับผู้จ่ายเงินได้ในประเทศไทย โดยแจ้งล่วงหน้าตั้งแต่เริ่มทำสัญญา ก็อาจพอช่วยได้บ้าง

     




อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

บริษัทฯ จ่ายค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วันในปีภาษี

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 31/05/2024 - วันที่ตอบ 05/06/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม,อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (2), มาตรา 50 (1), มาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ประเภทธุรกิจอัญมณีดำเนินกิจการในรูปนิติบุคคลบริษัทจำกัด ได้ทำการจ้างที่ปรึกษาด้านการตลาดเป็นชาวต่างชาติบุคคลธรรมดา (อยู่ในไทยไม่เกิน 180 วัน) ให้ชำระเงินโดยโอนเงินไปที่ประเทศฮ่องกง
 อยากทราบว่า
 
จะต้องยื่นแบบภาษีประเภทใดบ้างค่ะ มีหลักเกณฑ์พิจารณาอย่างไร และขอข้อกฎหมายอ้างอิงด้วยนะคะ

วิสัชนา

กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วันในปีภาษี

1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    การจ่ายค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติเข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร

    (1) กรณีชาวต่างชาติเป็นผู้ที่มีสัญชาติของประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าที่ปรึกษาให้แก่ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศ ย่อมมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของเงินได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

    (2) กรณีชาวต่างชาติเป็นผู้ที่มีสัญชาติของประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ค่าที่ปรึกษาทางธุรกิจ เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการบริการส่วนบุคคลอิสระ หากชาวต่างชาตินั้น มิได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย หรือเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ ในปีรัษฎากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมกันแล้วไม่เกินกำหนดเวลาที่กำหนดแห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศคู่ภาคีนั้น ๆ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และเมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าที่ปรึกษาให้แก่ชาวต่างชาติ บริษัทย่อมไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด



 

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

    เนื่องจากผู้รับจ้างได้ให้บริการที่ปรึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้มีการนำเสนอรายงานในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจ้างซึ่งเป็นผู้ประกอบการในต่างประเทศจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/13 แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ผู้จ่ายเงินค่าบริการ มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศ (ผู้รับจ้าง) มีหน้าที่ต้องเสียตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ให้แก่ผู้ประกอบการในต่างประเทศตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 4 ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย การนำส่งภาษีเงินได้ การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และการยื่นรายการ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 



 

3. อากรแสตมป์

    กรณีทำสัญญาจ้างที่ปรึกษา เข้าสักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของที่อยู่ในบังคับต้องเสียอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ต่อทุกจำนวนสินจ้าง 1,000 บาท และเศษของ 1,000 บาท


 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


เรื่อง

บริษัทฯ จดทะเบียนในประเทศไทย จด VAT ได้มีการจ่ายค่าที่ปรึกษาไปให้บุคคลธรรมดาที่อยู่ USA

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 24/09/2024 - วันที่ตอบ 24/10/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 50 (1), มาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ขอเรียนถาม เรื่อง บริษัทฯ จดทะเบียนในประเทศไทย จด VAT ค่ะ ได้มีการจ่ายค่าที่ปรึกษาไปให้บุคคลธรรมดาที่อยู่ USA

อยากถามว่า

บริษัทจะต้องยื่น ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 ไหมคะ

วิสัชนา

1.กรณีบริษัทจ่ายค่าที่ปรึกษาทางธุรกิจ (ที่ไม่มีการถ่ายทอด Knowhow) ไปให้บุคคลธรรมดาที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา (USA) นั้น เนื่องจากเงินได้ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นบริการส่วนบุคคล ฉะนั้น หากบุคคลธรรมดาผู้ให้คำปรึกษาไม่ได้อยู่ในประเทศไทยรวมกันแล้วเกินกว่า 90 วัน และมิได้มีฐานประกอบการประจำอยู่เป็นปกติวิสัยในประเทศไทยและเงินได้นั้นไม่ตกเป็นภาระแก่สถานประกอบการถาวรหรือฐานประกอบการประจำอยู่เป็นปกติวิสัยในประเทศไทยเกินกว่า 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐหรือเป็นเงินไทยในจำนวนเทียบเท่ากันในปีรัษฎากรแล้ว เงินค่าจ้างที่ปรึกษาของบุคคลธรรมดา ที่ได้รับจากการทำงานให้คำปรึกษาดังกล่าว ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามข้อ 15 วรรคหนึ่ง แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีจากเงินได้ และเมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินได้ค่าที่ปรึกษาไปให้บุคคลธรรมดาในประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ประการใด

     * อนุโลมตามหนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/5664 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2548



 

2.เนื่องจากการให้บริการคำปรึกษากระทำในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้มีการนำมาใช้ในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้ประกอบการในต่างประเทศจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/13 แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ผู้จ่ายเงินค่าบริการ มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศ (ที่ปรึกษา) มีหน้าที่ต้องเสียตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ให้แก่ผู้ประกอบการในต่างประเทศตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

จ่ายเงินให้ชาวต่างชาติ ที่ไม่มีเลขผู้เสียภาษีของบุคคลต่างชาติ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 27/01/2015 - วันที่ตอบ 30/01/2015

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

-

ปุจฉา

คุณ “กี้ บัญชี” ได้เขียนไปในไทม์ไลน์ “สุเทพ พงษ์พิทักษ์” เมื่อ 27 มกราคม 2558 เวลา 22:59 น. ว่า

     ผมมีข้อสงสัยอยู่ข้อหนึ่งครับ กรณีที่เราจ่ายเงินค่าจ้างให้กับบุคคลต่างชาติ แล้วเราหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ในอัตราร้อย 15 แต่ปัญหาอยู่ตรงที่เราไม่มีเลขผู้เสียภาษีของบุคคลต่างชาติดังกล่าว จะดูจาก Passport ก็มีไม่ครบ 13 หลัก อย่างนี้ทางเราจะทำอย่างไรดีครับ

วิสัชนา

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

     กรณีจ่ายเงินได้ให้แก่คนต่างด้าว ทั้งกรณีบุคคลธรรมดา และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งต้องขอมีและใช้เลขประจำตัวต่ออธิบดีกรมสรรพากรเท่านั้น

     ดังนั้น หากคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย พึงต้องยื่นแบบ ลป.01 เพื่อขอมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่มีเงินได้

     กรณีที่มิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ก็ไม่มีหน้าที่ต้องมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรต่ออธิบดีกรมสรรพากร เนื่องจากหน้าที่ในการขอมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเป็นของผู้มีเงินได้ มิใช่เป็นของผู้จ่ายเงินได้ แต่ผู้จ่ายเงินได้อาจมีข้อกำหนดในการขอรับเงินจากตนได้นั้น ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรที่ถูกต้องมาแสดงด้วย โดยเฉพาะคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบกิจการหรือมีหน้าที่งานที่ก่อให้เกิดเงินได้กับผู้จ่ายเงินได้ในประเทศไทย โดยแจ้งล่วงหน้าตั้งแต่เริ่มทำสัญญา ก็อาจพอช่วยได้บ้าง

     สำหรับคนต่างด้าวที่มิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอำกรแต่อย่างใด


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ