เอกสารที่จำเป็นและหลักเกณฑ์นำเข้าสินค้าโดยทั่วไปการนำเข้าสินค้าจำเป็นต้องจัดเตรียมเอกสารที่ครบถ้วนเพื่อใช้ในการบันทึกบัญชีและยื่นภาษีดังนี้: - Commercial Invoice (Invoice/ใบกำกับราคา/สินค้า)
จากผู้ขายต่างประเทศ แสดงรายการสินค้าพร้อมราคาและเงื่อนไขการซื้อขาย ใช้เป็นหลักฐานมูลค่าสินค้าและฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (หากเป็นผู้ซื้อจดทะเบียน VAT ก็ขอเครดิตภาษีซื้อจากการเสียภาษีนำเข้าได้) - Import Declaration (ใบขนสินค้าขาเข้า)
เอกสารที่กรมศุลกากรออก (หรือยื่นผ่านตัวแทน) เพื่อแสดงรายละเอียดสินค้าและคำนวณภาษี อากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบขนขาเข้านี้เป็นหลักฐานทางบัญชีที่สำคัญ “แสดงสิทธิในสินค้า” ช่วยให้นักบัญชีรับรู้กรรมสิทธิ์และภาระภาษีได้ถูกต้อง - Air Waybill (AWB) หรือ Bill of Lading (B/L)
เอกสารการขนส่งสินค้าทางอากาศหรือทางทะเลจากบริษัทขนส่ง เอกสารนี้ใช้ตรวจสอบเส้นทางการขนส่งและเป็นข้อมูลยืนยันการจัดส่งสินค้า (ไม่ใช่เอกสารภาษี แต่สำคัญทางการบันทึกว่าสินค้าถึงไทย) - Packing List (ใบ Packing List)
แสดงรายละเอียดการบรรจุหีบห่อ (กรณีนำเข้าเเยกเฉพาะ shipment ของบริษัทเอง) - ใบเสร็จรับเงิน ค่าอากร /ภาษีมูลค่าเพิ่ม นำเข้า ที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร เมื่อชำระภาษี (อากรขาเข้า, VAT) เอกสารนี้ระบุจำนวนภาษีที่ชำระจริง ผู้ซื้อจึงใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อได้ เช่น DHL จะออก DHL Duty Invoice/Tax Invoice รวมหัก VAT ทั้งหมดจากกรมศุลกากรให้ผู้รับเป็นผู้ชำระ
- ใบอนุญาตนำเข้าสำหรับสินค้าเฉพาะ หากสินค้าบางประเภทต้องมีใบอนุญาต เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เป็นต้น ต้องยื่นใบอนุญาตให้ตรงกับประเภทสินค้า
- ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificates of Origin) เพื่อใช้ขอลดอัตราอากรขาเข้า (หากสินค้ามีสิทธิภายใต้ข้อตกลงการค้า) ตัวอย่างเช่น สินค้าจากจีนเมื่อมี Form E จะยกเว้นอากรขาเข้า 0%
จากคำถาม บริษัท ได้นำเข้าสินค้าตัวอย่างผ่าน Alibaba โดยใช้บริการขนส่ง เช่น DHL, FedEx, ไปรษณีย์ไทย ซึ่งจะเรียกว่าเป็นผู้ขนส่งด่วน (ซึ่งมักจะซื้อขายกันด้วยเงื่อนไข Incoterm DDP) บริษัทควรมีเอกสารตามด้านบน อย่างน้อยดังนี้ ข้อ 1 Commercial Invoice (Invoice/ใบกำกับราคา/สินค้า) เพื่อยืนยันว่าบริษัทได้ซื้อสินค้าจากใคร (พิสูจน์ผู้รับตามมาตรา 65 ตรี(18) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2 Import Declaration (ใบขนสินค้าขาเข้า) กรณีไม่ได้ขนเข้ามาเฉพาะสินค้าของบริษัท (ไม่ได้แยก shipment) ดังนั้น เอกสารที่จะขอจากผู้ขนส่งด่วน จะได้เป็นเอกสารใบขนสินค้ารวม เพื่อยืนยันว่าบริษัทนำสินค้าเข้ามาถูกต้อง ข้อ 5 ใบเสร็จรับเงิน ค่าอากร /ภาษีมูลค่าเพิ่ม นำเข้า (เฉพาะในส่วนที่เป็นสินค้าของบริษัท)เพื่อยืนยันว่าบริษัทได้ชำระภาษีนำเข้า และ อากรขาเข้าครบถ้วน อธิบายเพิ่มเติม เกี่ยวกับ 1.เอกสารและภาษีตามมูลค่าสินค้านำเข้าตามกฎหมายปัจจุบัน สินค้าที่นำเข้าทุกชิ้น (แม้มูลค่า CIF ไม่เกิน 1,500 บาท) ต้องชำระ VAT 7% ทั้งหมด แต่ยังคง ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า เหมือนเดิม ดามประกาศกรมศุลกากรที่ 191/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์ของน่าเข้าที่ได้รับยกเว้นอากรตามประเกท 12 ภาค 4 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 แต่ต้องจ่าย VAT ผ่านกรมศุลกากร (ผู้ให้บริการขนส่งเป็นผู้เก็บให้) ในขณะที่สินค้ามูลค่าสูงกว่ากำหนดต้องเสียทั้ง อากรขาเข้า (Customs Duty) ตามพิกัดสินค้าที่กำหนด และ VAT 7% (คำนวณจาก CIF+อากร) เอกสารพื้นฐานในการนำเข้าสินค้ากรณีมูลค่าสูงมีเช่นเดียวกับปกติ (ใบขน, ใบกำกับ/ใบเสร็จ, Invoice เป็นต้น) แต่สินค้าราคาไม่เกินจะไม่มีการคำนวณอากรขาเข้าและไม่ต้องออกเอกสารอากร (เช่น แบบฟอร์มใบเสร็จส่วนอากร = 0 บาท) ต่างจากกรณีราคาสูงที่ต้องมีเอกสารชำระอากรควบคู่กัน 2.การคำนวณและจัดการภาษีนำเข้า- อากรขาเข้า (Import Duty) :
คำนวณจากมูลค่ารวม CIF (รวมราคาสินค้า+ประกัน+ค่าขนส่งระหว่างประเทศ) x อัตราอากรตามพิกัด พิจารณาสิทธิพิเศษทางการค้า เช่น หากมี C/O หรือ Form E (FTA จีน-ไทย) ก็จะได้ลดหรือยกเว้นอากรขาเข้า - ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) :
คำนวณจาก (CIF + อากรขาเข้า) x 7% ทุกรายการต้องจ่าย VAT แม้มูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท โดยผู้นำเข้า (ผู้จดทะเบียน VAT) สามารถนำใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีจากศุลกากร (หรือ DHL Duty Invoice) มาหักเป็นเครดิตภาษีซื้อได้ DHL หรือไปรษณีย์ไทยจะเป็นผู้เก็บ VAT ในนามผู้นำเข้า โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม - ภาษีสรรพสามิต/ภาษีอื่นๆ :
หากสินค้าเป็นประเภทเสียภาษีพิเศษ เช่น สุรา ยาสูบ น้ำมัน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมระยะนี้สรรพสามิตคิดจากฐานราคาแนะนำขาย (ดังข้อกฎหมายปัจจุบัน) ควรตรวจสอบรายละเอียดสินค้าว่าต้องจ่ายภาษีพิเศษหรือค่าธรรมเนียมใดเพิ่มเติม (บางสินค้าควบคุมอาจมีภาษีมหาดไทย) ผู้ประกอบการควรคำนวณภาษีทั้งหมดเหล่านี้รวมเข้าไปในต้นทุนสินค้า - การจ่ายและใบเสร็จ :
ภาษีนำเข้าและ VAT ชำระที่กรมศุลกากร (โดยผู้ให้บริการขนส่งอาจสำรองจ่ายก่อน) ซึ่งกรมศุลกากร จะออกใบเสร็จรับเงินแสดงการชำระ (ใบสีฟ้า) แต่เนื่องจากเคสอิเล็กทรอนิกส์กรมศุลฯ ปล่อยให้ผู้ขนส่งออกใบเรียกเก็บภาษี (เช่น DHL Duty Invoice) แก่ผู้รับ เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานยืนยันการจ่ายภาษี (นำไปใช้ขอหักภาษีซื้อได้)
3. การบันทึกบัญชี สินค้าที่นำเข้าเพื่อจำหน่ายจะบันทึกเป็น สินค้าคงเหลือ ตามราคาทุน (CIF) รวมต้นทุนการขนส่งและอากรขาเข้า โดยหักภาษีมูลค่าเพิ่มที่สามารถขอคืนได้ คือ ตามมาตรฐานบัญชี ต้นทุนสินค้ารวม “ราคาซื้อ + อากรขาเข้า + ภาษีอื่น (หลังหักภาษีที่ขอคืนได้)” บวก “ค่าขนส่ง ค่าบรรทุก” ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนำเข้าที่ขอคืนได้ จะรับรู้แยกเป็น “VAT รอคืน” ไม่รวมในต้นทุนสินค้า กรณีสินค้าให้เป็นตัวอย่างหรือสาธิต (สินค้าตัวอย่าง) หากไม่นำไปจำหน่าย ควรบันทึกเป็น ค่าใช้จ่าย เช่น ค่าโฆษณาหรือค่าตัวอย่าง แทนการถือเป็นสินค้าคงเหลือ เพราะไม่ใช่สินค้านำมาเพื่อขาย ค่าขนส่งนำเข้าและภาษีที่ไม่สามารถขอคืนได้จะคิดรวมในต้นทุนสินค้าหรือบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายแล้วแต่กรณี ตัวอย่างเช่น หากชำระ VAT นำเข้า ผู้ซื้อจดทะเบียนจะบันทึก VAT เป็นยอดหนี้จ่าย (แล้วค่อยรอการคืนเครดิต) แต่ถ้าไม่จด VAT อาจบันทึก VAT นั้นเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุน
4. ตัวอย่างเอกสารจากบริษัทขนส่งและการใช้งาน - Air Waybill (AWB):
เอกสารเลขอ้างอิงการขนส่งสินค้าทางอากาศ บริษัทขนส่ง (DHL/FedEx) จะออกให้ เพื่อเช็คสถานะและยืนยันสินค้าถึงไทย ไม่ใช่เอกสารทางภาษี แต่ใช้อ้างอิงการนำเข้า - ใบขนสินค้าขาเข้า (Customs Import Entry):
ได้รับจากกรมศุลกากร (ผ่านระบบ e-Import ของ DHL/FedEx/ไปรษณีย์) เมื่อมีการยื่นพิธีการ ใช้บันทึกรายละเอียดสินค้า, พิกัด, อัตราภาษี เอกสารนี้สำคัญในบัญชีเพื่อรับรู้ต้นทุนสินค้าและเป็นหลักฐานยืนยันทุกรายการสินค้า - ใบแจ้งหนี้ค่าใช้จ่ายของผู้ขนส่ง (Shipping Invoice):
บริษัทขนส่ง เช่น DHL/FedEx จะออก Invoice เก็บค่าขนส่ง + ภาษี (กรณี DDP จะรวมภาษีทั้งหมด) สำหรับ DHL/GDS จะมี Duty Invoice/Tax Invoice แสดงรายการอากรและ VAT ที่เก็บได้ ใช้เป็นหลักฐานรายการค่าใช้จ่ายจ่ายจริง - ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี (Customs Tax Receipt):
เมื่อชำระภาษี (อากร/VAT) จะได้ใบเสร็จจากกรมศุลกากรหรือบริษัทขนส่ง (สีฟ้าหรือใน DHL Invoice) เป็นหลักฐานยืนยันการชำระภาษี สามารถนำไปหักเป็นเครดิตภาษีซื้อ - Commercial Invoice จากผู้ขาย:
หลักฐานการซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ระบุราคาต่อหน่วย, จำนวน ใช้คำนวณต้นทุนเบื้องต้น ควรเก็บไว้ให้ครบถ้วน - ใบ Packing List:
ใช้สำหรับตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าในการนำเข้า (รายการในแต่ละกล่อง) - ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificates of Origin) :
หากมี Form E (จีน) หรือ Certificates of Origin, ให้แนบไว้ลดอัตราอากรขาเข้า - ใบอนุญาตต่างๆ:
หากสินค้าควบคุม เช่น เครื่องมือแพทย์ ยา อาหารสัตว์ ต้องใช้ใบอนุญาตหรือเอกสารเฉพาะตามกฎหมาย
เอกสารแต่ละฉบับนี้จะถูกนำมาใช้ร่วมกัน : ใบขนขาเข้าใช้ในการชำระภาษีและรับสินค้าออกจากศุลกากร, ใบเสร็จ VAT เป็นหลักฐานภาษี, ใบแจ้งชิปปิ้งสำหรับต้นทุนขนส่ง, Commercial Invoice/CO เพื่อคำนวณอากรและต้นทุน, Packing List ตรวจสินค้า การจัดเก็บเอกสารครบถ้วนช่วยให้การบันทึกบัญชีและยื่นภาษีถูกต้องตามกฎหมายไทย สรุปเอกสารและหลักเกณฑ์การนำเข้าสินค้าผ่าน Alibaba
เอกสาร / รายการ | รายละเอียด / การใช้งาน | การใช้ทางบัญชี / ภาษี | หมายเหตุ | Commercial Invoice (ใบกำกับราคา/สินค้า) | เอกสารจากผู้ขาย แสดงรายการสินค้าและราคา ใช้ยืนยันมูลค่านำเข้า
| ใช้คำนวณต้นทุนและภาษี มูลค่าเพิ่ม,แนบกับใบขนสินค้าขาเข้า | ใช้เป็นหลักฐานรับรู้มูลค่าสินค้าและเครดิตภาษีซื้อ (ถ้าจดทะเบียน VAT) | Import Declaration (ใบขนสินค้าขาเข้า) | เอกสารกรมศุลกากรแสดงรายละเอียดสินค้าและอัตราภาษี
| ใช้รับรู้กรรมสิทธิ์และต้นทุนสินค้านำเข้า | สำคัญต่อการบันทึกบัญชีและภาษีซื้อ | Air Waybill (AWB) / Bill of Lading (B/L) | หลักฐานการขนส่งสินค้าทาง อากาศหรือทางเรือ | ใช้ตรวจสอบการนำเข้า สินค้า | ไม่ใช่เอกสารภาษีแต่จำเป็นสำหรับการยืนยันการส่งมอบ สินค้า | Packing List | รายการบรรจุสินค้า ใช้ตรวจนับกับใบขนสินค้า | ช่วยตรวจสอบสินค้ารับเข้า | ควรเก็บแนบคู่กับ Commercial Invoice | ใบเสร็จรับเงินชำระอากรและ VAT
| เอกสารจากศุลกากรหรือบริษัท ขนส่งเมื่อชำระอากร/ภาษี | ใช้เป็นหลักฐานขอคืนภาษีซื้อ และรับรู้ต้นทุน | สำคัญที่สุดในการยืนยันการชำระภาษี | ใบอนุญาตนำเข้า (ถ้ามี) | ใช้กับสินค้าควบคุม เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง | แสดงความถูกต้องทาง กฎหมาย | แนบกับใบขนกรณีสินค้า พิเศษ | ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) | เพื่อขอลดอัตราอากรตามสิทธิ FTA เช่น Form E จากจีน | ใช้ลดหรือยกเว้น อากรขาเข้า | ช่วยลดต้นทุนสินค้านำเข้า | กรณีสินค้ามูลค่า ≤ 1,500 บาท | ยกเว้นอากรขาเข้า แต่ยังต้องชำระ VAT 7% | VAT ชำระผ่านบริษัทขนส่ง และใช้ขอเครดิตได้ | เก็บเอกสารจาก DHL/FedEx/ไปรษณีย์ เป็นหลักฐาน | กรณีสินค้ามูลค่า > 1,500 บาท | ต้องเสียทั้งอากรขาเข้าและ VAT | บันทึกต้นทุนสินค้ารวมอากร, VAT แยกเป็นภาษีซื้อ | ตรวจสอบพิกัดศุลกากรให้ถูกต้อง | การบันทึกบัญชี | - สินค้าสำหรับขาย = บันทึกเป็นสินค้าคงเหลือ, - สินค้าตัวอย่าง = ค่าใช้จ่าย | VAT ที่ขอคืนได้ บันทึกเป็น ภาษีซื้อรอคืน(ข้ามเดือน) / หากขอคืนภายในเดือนก็บันทึกเป็น ภาษีซื้อ | ต้นทุนรวม CIF + อากร + ภาษีอื่น (ไม่รวม VAT ที่ขอคืนได้) |
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น (11) “ผู้นำเข้า” หมายความว่า ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำเข้า (12) “นำเข้า” หมายความว่า นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และให้หมายความรวมถึงการนำสินค้าที่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรออกจากเขตปลอดอากรโดยมิใช่เพื่อส่งออกด้วย ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 35) พ.ศ. 2544 ) (18) “ภาษีซื้อ” หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามมาตรา 82/4 วรรคสี่ และให้หมายความรวมถึง (ก) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสียเมื่อนำเข้าสินค้า (ข) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสีย เนื่องจากได้รับโอนสินค้านำเข้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรตามมาตรา 82/15 มาตรา 78/2 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การนำเข้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร มาตรา 79/2 ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา การนำเข้าสินค้าที่ผู้นำเข้าได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือตามกฎหมายอื่น ให้นำอากรขาเข้าซึ่งได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนดังกล่าวมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ได้แก่ราคาสินค้าบวกด้วยค่าประกันภัยและค่าขนส่งถึงด่านศุลกากรที่นำสินค้านั้นเข้าในราชอาณาจักร เว้นแต่ (ก) ในกรณีที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศให้ราคาในท้องตลาดสำหรับของประเภทใดประเภทหนึ่งที่ต้องเสียอากรตามราคาเป็นรายเฉลี่ยตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ. (ข) ในกรณีที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินราคาเพื่อเสียอากรขาเข้าใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ. |
อ้างอิงคำตอบ เรื่อง | บุคคลธรรมดานำเข้าสินค้าจากจีน | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 22/11/2021 - วันที่ตอบ 05/01/2022 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 40 (8), มาตรา 77/1 (11) แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | บุคคลธรรมดานำเข้าสินค้าจากจีน โดยการจ่ายจากการซื้อเงินหยวนจากการประกาศขายใน FB จะเป็นค่าใช้จ่ายได้มั๊ยคะ และถ้าจะจดเป็นบริษัท สามารถเป็นค่าใช้จ่ายได้รึไม่คะ | วิสัชนา | 1.กรณีเป็นผู้ประกอบการบุคคลธรรมดานำเข้าสินค้าจากประเทศจีนมาเพื่อจำหน่าย เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร โดยการจ่ายจากการซื้อเงินหยวนที่ประกาศขายใน FB นั้น ในการคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้มีเงินได้มีสิทธิเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ตามมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรประกอบกับมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 โดยเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ในอัตรา 60% ของเงินได้ หรือจะเลือกหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร ก็ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงิน และพิสูจน์ผู้รับเงินได้ ซึ่งอาจประยุกต์หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เกี่ยวกับการส่งออกชายแดนตามข้อ 2 วรรคสี่ ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 เรื่อง การส่งออกสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับสิทธิเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ดังนี้ “กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ได้นำเข้าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรจากประเทศที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศไทย ถือว่าผู้ประกอบการเป็นผู้นำเข้า ตามมาตรา 77/1 (11) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้ประกอบการ ต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้ (1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการได้ซื้อสินค้าดังกล่าวจากผู้ขายในประเทศจีน เช่น คำสั่งซื้อ (2) หลักฐานใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ขายสินค้า (3) หลักฐานการบรรจุหีบห่อ (Packing List) เว้นแต่สินค้าทีไม่จำต้องบรรจุหีบห่อ ก็ไม่จำต้องมี Packing List เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมิน (4) หลักฐานที่แสดงว่ามีการรับชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการ เช่น หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ขายในประเทศจีน กรณีผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงหลักฐานดังกล่าว แต่ได้บันทึกรายการนำเข้าสินค้าในรายงานภาษีซื้อ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ บัญชีเงินสดจ่าย หรือบัญชีซื้อ ถือว่าผู้ประกอบการมีหลักฐานที่แสดงว่าจ่ายชำระราคาค่าสินค้าหรือมีหลักฐานที่แสดงว่ามีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการ (5) หลักฐานใบกำกับภาษีซื้อ และรายงานภาษีซื้อ (6) หลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าในนามของผู้ประกอบการที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรเช่นนี้ ก็ย่อมใช้เป็นค่าใช้จ่ายได้
2. กรณีจดเป็นบริษัทจำกัด ก็ให้ใช้หลักฐานต่างๆ การซื้อที่พิสูจน์ผู้รับได้ ตามข้อ 1 ข้างต้น ก็ย่อมสามารถนำมาถือเป็นค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | ระเบียบการนำเข้า และการค้นหาอัตราภาษีอากร | แหล่งที่มา | FAQ กรมศุลกากร | วันที่ | 18/01/2019 | คำถาม | ระเบียบการนำเข้า และการค้นหาอัตราภาษีอากร | คำตอบ | 1. ผู้นำเข้าต้องเข้ามาลงทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 64/2561 2. กรณีนำเข้าสินค้าต้องกำกัด (สินค้าควบคุมการนำเข้า) ต้องขอใบอนุญาตก่อนนำเข้า (สามารถค้นหาพิกัดที่เป็นสินค้าต้องกำกัดได้ทางเว็บไซต์กรมศุลกากร-> บริการอิเล็กทรอนิกส์ -> ใบอนุญาต/ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ -> Reference Files->Permission Goods Excel) 3. สำหรับการค้นหาพิกัดอัตราศุลกากรสามารถค้นหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมศุลกากร -> บริการอิเล็กทรอนิกส์ ->ค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร |
เรื่อง | ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ในการนำเข้า | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 06/07/2023 - วันที่ตอบ 17/08/2023 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 83/6 (2)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | กรณีที่ผู้ขายต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมชมบริษัทฯ ลูกค้าในไทย และได้มีการนำสินค้ามาสาธิตให้ดูด้วย โดยทางบริษัทฯ ได้สนใจในสินค้านั้น และขอซื้อสินค้าที่ทางผู้ขายต่างประเทศถือเข้ามาสาธิตด้วยเลย ในเรื่องของการจ่ายได้จ่ายตาม PI ค่ะ แต่จะไม่มีการนำเข้าสินค้านี้เข้ามาอีกค่ะ เพราะได้เอาของที่ผู้ของถือเข้ามาสาธิตแล้ว จึงขออนุญาตเรียนสอบถามอาจารย์เพิ่มเติมดังนี้ค่ะ 1. จะมีประเด็นกับทางภาษีศุลกากรมั้ยคะเพราะถือว่าสินค้าเปรียบเสมือนเป็นการหิ้วเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีการ 2. ในส่วนของบัญชีจะเกิดผลกระทบอะไรมั้ยคะเพราะต้นทุนสินค้าจะมีแค่ราคาสินค้าอย่างเดียวไม่มีค่าใช้จ่ายในการนำเข้ามาค่ะ | วิสัชนา | ตามมาตรา 83/6 (2)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร “มาตรา 83/6 เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือ ราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้า หรือค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี (1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3 “(2) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการจากต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรทั้งนี้ เฉพาะ (ก) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน (ข) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการอื่นนอกจากบริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ทุกราย” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 53) พ.ศ. 2564 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 เป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติที่มีผลแก้ไขเปลี่ยนแปลงการเสียหรือการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 10 ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับหรือการจ่ายเงินตั้งแต่วันที่หนึ่งของเดือนที่เจ็ดถัดจากเดือนที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป) (ดู คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.104/2544 ) (3) ผู้ประกอบการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ให้นำมาตรา 83/5 วรรคสอง มาใช้บังคับ”
กรณีตามข้อเท็จจริง ผู้ขายต่างประเทศเข้ามาในไทย เพื่อเยี่ยมชมบริษัทฯ ซึ่งเป็นลูกค้า และได้มีการนำสินค้ามาสาธิตให้ดูด้วย โดยทางบริษัทฯ ได้สนใจในสินค้านั้น และขอซื้อสินค้าที่ทางผู้ขายต่างประเทศถือเข้ามาสาธิตด้วยเลย โดยบริษัทฯ ได้จ่ายตาม PI (Proforma Invoice) ของผู้ขายในต่างประเทศ เช่นนี้ 1. เกี่ยวกับประเด็นภาษีศุลกากร นั้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไม่ได้ผ่านการดำเนินพิธีการทางศุลกากร ย่อมมีความเสี่ยงเป็นธรรมดา ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ มูลค่าของสินค้าเป็นจำนวนมาก 2. ให้บริษัทฯ นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6 (2)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วนำจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาใช้เป็นภาษีซื้อ ในเดือนที่มีการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว แล้วบันทึกรายการซื้อสินค้านั้น เป็นสินค้าหรือทรัพย์สินของบริษัทฯ โดยจัดทำรายงานการซื้อสินค้าดังกล่าว เพื่อชี้แจงเจ้าพนักงานสรรพากรที่เกี่ยวข้องต่อไปแต่หากมีวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องเพิ่มเติม ก็ควรดำเนินการต่อไปนะครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
|