Case study

บริษัทมีทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว 15 ล้านบาท ในปี 2568 ทางบริษัทจะทำการลดทุนให้เหลือ 5 ล้านบาท บริษัทจะสามารถใช้กรณีลดอัตราภาษีได้หรือไม่


เรื่อง บริษัทมีทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว 15 ล้านบาท ในปี 2568 ทางบริษัทจะทำการลดทุนให้เหลือ 5 ล้านบาท บริษัทจะสามารถใช้กรณีลดอัตราภาษีได้หรือไม่
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 14/11/2025
ประเภทภาษี
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2560 มีทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว 15 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ได้ใช้อัตราภาษีอยู่ในกรณีทั่วไปแล้วในอดีต  ในปี 2568 ทางบริษัทจะทำการลดทุนให้เหลือ 5ล้านบาท และคาดว่า รายได้ก็ยังคงไม่เกิน 30 ล้านบาท

คำถาม   ในปี2568 บริษัทจะสามารถใช้กรณีลดอัตราภาษีได้หรือไม่

คำตอบ

ตอบ  บริษัท ไม่สามารถใช้กรณีลดอัตราภาษี SMEs  (โตแล้วโตเลย กลับไปเป็นเด็กอีกไม่ได้แล้วค่ะ)


เหตุผลเนื่องจาก   ตาม มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 ได้กำหนดให้ใช้อัตราภาษี SMEs  กับบริษัทที่เข้าเงื่อนไข  มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกินห้าล้านบาท และ มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาท  แต่ เงื่อนไขนี้ต้องมีตลอดทุกรอบระยะเวลาบัญชี  


จากข้อเท็จจริงของบริษัทตามที่แจ้งมาบริษัทจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2560 มีทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว 15 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ได้ใช้อัตราภาษีอยู่ในกรณีทั่วไปแล้วในอดีต ดังนั้น บริษัท ไม่สามารถใช้กรณีลดอัตราภาษี SMEs ได้แล้วค่ะสรุปได้ดังนี้

มาตรา 6(3)(ข) ลดอัตราภาษี : ร้อยละสิบห้าของกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกินสามแสนบาทแต่ไม่เกินสามล้านบาท และ

มาตรา 6(3)(ข) ลดอัตราภาษี :ร้อยละยี่สิบของกำไรสุทธิ สำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกินสามล้านบาทขึ้นไป และ

มาตรา 7(2) ยกเว้นภาษีเงินได้     ส่วนที่ไม่เกินสามแสนบาทแรก       และ

มาตรา 8  ต้องไม่มีทุนที่ชําระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีใดเกินห้าล้านบาทและต้องไม่มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีใดเกินสามสิบล้านบาท



www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/cit/2567/110368Ins50.pdf

 


พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร
 ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554
 --------------------------------


"มาตรา 6ให้ลดอัตราภาษีเงินได้ตาม (ก)ของ (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแห่งบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรและคงจัดเก็บในอัตราดังต่อไปนี้ทั้งนี้เฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาท

     (1) .. 

     (2) ..

     (3) กำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคมพ.ศ. 2558 เป็นต้นไปให้คงจัดเก็บในอัตราดังต่อไปนี้

  • ...

               (ข)ร้อยละสิบห้าของกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกินสามแสนบาทแต่ไม่เกินสามล้านบาท และร้อยละยี่สิบของกำไรสุทธิ สำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกินสามล้านบาทขึ้นไป สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป


มาตรา  7 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชําระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาทสำหรับกำไรสุทธิดังต่อไปนี้

               (1) กำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแรกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคมพ.ศ. 2555 แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคมพ.ศ. 2555

(2) กำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกินสามแสนบาทแรกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคมพ.ศ. 2556 เป็นต้นไป"

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 564 (พ.ศ. 2556)ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2556 เป็นต้นไป)

มาตรา  8บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้รับสิทธิในการลดอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 6 และการยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 7 ต้องไม่มีทุนที่ชําระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีใดเกินห้าล้านบาทและต้องไม่มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีใดเกินสามสิบล้านบาททั้งนี้ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคมพ.ศ. 2555 เป็นต้นไป


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

กิจการ SMEs เคยเพิ่มทุน 6 ล้าน ต่อมาลดทุนจดทะเบียนลงเหลือ 5 ล้าน

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 07/05/2025 - วันที่ตอบ 26/08/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554

ปุจฉา

ขอสอบถาม เรื่อง ลดทุนจดทะเบียน ค่ะบริษัทฯ เปิดเมื่อปี 2537 ทุน 4 ล้าน ต่อมาปี 2562 เพิ่มทุน เป็น 6 ล้าน และปี 2567 ทางบริษัทฯ ได้ลดทุน เหลือ 5 ล้าน ซึ่งตั้งแต่เปิดดำเนินกิจการทางบริษัท มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้าน
 อยากทราบว่า
ปี 2567 มีสิทธิ์ได้รับ SME มั้ยคะ

วิสัชนา

ตามมาตรา 4 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 ได้กำหนดให้ยกเว้น และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาท ซึ่งพอสรุปความได้ดังนี้

1. คุณสมบัติของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทแรก สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคมพ.ศ. 2556 เป็นต้นไป (ตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554) และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 15% ของกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป (ตามมาตรา 6 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554) 

     (1) ต้องไม่เคยมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีใดเกิน 5,000,000 บาท และ

     (2) ต้องไม่เคยมีรายได้จากการขายสินค้า และการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีใดเกิน 30 ล้านบาท

     ทั้งนี้ ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป

(มาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554) 


2.รายได้จากการขายสินค้า และรายได้จากการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินกว่า 30 ล้านบาท

     (1) รายได้จากการขายสินค้า หมายความว่า รายได้จากจำหน่าย จ่าย หรือโอนสินค้า อันได้แก่ ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ที่มีไว้เพื่อขายเท่านั้น ไม่ว่าจะโดยมีหรือไม่มีประโยชน์หรือค่าตอบแทน และให้หมายความรวมถึงสัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว และการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร

     (2) รายได้จากการให้บริการ หมายความว่า รายได้จากการประกอบกิจการให้บริการ รวมทั้งรายได้จากการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า อาทิ ดอกเบี้ยรับ เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร

     อนึ่ง รายได้จากการขายสินค้า และการให้บริการดังกล่าว ย่อมหมายความรวมถึง รายได้ตามที่เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 65 ทวิ (4) หรือมาตรา 71 ทวิ รวมทั้งรายได้ที่กฎหมายกำหนดให้ถือว่าเป็นการขายสินค้าเฉพาะที่มีเพื่อขายตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ด้วย


3.สำหรับรายได้อื่นใดที่ไม่ใช่รายได้จากการประกอบกิจการขายสินค้าที่มีเพื่อเขาย หรือรายได้จากการให้บริการในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี จึงไม่นับรวมอยู่ในจำนวน 30 ล้านบาท อาทิ

     (1) กำไรจากการขายทรัพย์สิน

     (2) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการคำนวณค่าหรือราคาเงินตราต่างประเทศให้เป็นเงินตราไทย ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร

     (3) รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการส่งเสริมการขาย เช่น ส่วนลดเงินสด ส่วนลดพิเศษ ส่วนลดตามเป้า (Rebate/ Target Promotion) ค่าบริการหัวชั้น เงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยขน์ที่ได้จากการให้โดยเสน่หา

     (4) รายได้จากการให้โดยเสน่หา

     (5) รายได้จากการบริจาค

     (6) ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการละเมิด หรือการประกันภัย

     (7) ค่าปรับเนื่องจากผิดสัญญา


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ เปิดดำเนินกิจการตั้งแต่ปี 2537 มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วจำนวน 4 ล้านบาท ต่อมาปี 2562 บริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วเป็น 6 ล้านบาท และในปี 2567 ทางบริษัทฯ ได้ลดทุนจดทะเบียนลงเหลือ 5 ล้าน ถึงแม้ตั้งแต่เปิดดำเนินกิจการทางบริษัท มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ก็ตาม เนื่องจากบริษัทฯ ได้เคยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว เกินกว่า 5 ล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 ถึง 2566 บริษัทฯ จึงไม่ได้สิทธิยกเว้นและลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 แต่อย่างใด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

ระหว่างปีเพิ่มทุน 7 ล้านบาท แต่ก่อนสิ้นรอบลดทุนมาไม่เกิน 5 ล้านบาท ถือว่ายังเป็นบริษัท SMEs

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 26/01/2023 - วันที่ตอบ 30/01/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554

ปุจฉา

บริษัทหนึ่ง รอบระยะเวลาบัญชี 1 มกราคม - 31 ธันวาคม จดทะเบียนจัดตั้ง 10 มกราคม 2565 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ยังไม่ดำเนินงานปีนี้ปี 2566 คาดการณ์ว่าจะมีโครงการใหญ่ เดือนมกราคม 2566 จึงจดทะเบียนเพิ่มทุนอีก 6 ล้านบาท รวมเป็น 7 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่า ได้เลิกล้มโครงการใหญ่ไปแต่จะทำโครงการเล็กลง โดยรายได้ทั้งปี 2566 ประมาณการไว้ราว 20 ล้านบาท จึงจะจดทะเบียนลดทุนลง 2 ล้านบาท ให้เหลือทุนจดทะเบียนเป็น 5 ล้านบาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 นี้

เรียนถามอาจารย์ว่า

    รอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ นี้จะมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท แต่ว่าระหว่างปี 2566 เคยมีการเพิ่มทุนและมีทุนจดทะเบียนเป็น 7 ล้านบาท และก็จดทะเบียนลดทุนลงเหลือ 5 ล้านบาท ก่อนสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 นั้นบริษัทฯ นี้ก็ยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในความเป็น SME โดยได้รับยกเว้นภาษีของกำไรสุทธิส่วนแรก 300,000 บาท และได้รับการลดหย่อนอัตราภาษีจาก 20% เป็น 15% สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท ถูกต้องหรือไม่ครับ

วิสัชนา

ตามมาตรา 4 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 ได้กำหนดให้ยกเว้น และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาท ซึ่งพอสรุปความได้ดังนี้

1. คุณสมบัติของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทแรก สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคมพ.ศ. 2556 เป็นต้นไป (ตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554) และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 15% ของกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป (ตามมาตรา 6 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554)

    (1) ต้องไม่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีใดเกิน 5,000,000 บาท และ

    (2) ต้องไม่มีรายได้จากการขายสินค้า และการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีใดเกิน 30 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป

(มาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554)

  

2. รายได้จากการขายสินค้า และรายได้จากการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินกว่า 30 ล้านบาท

    (1) รายได้จากการขายสินค้า หมายความว่า รายได้จากจำหน่าย จ่าย หรือโอนสินค้า อันได้แก่ ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ที่มีไว้เพื่อขายเท่านั้น ไม่ว่าจะโดยมีหรือไม่มีประโยชน์หรือค่าตอบแทน และให้หมายความรวมถึงสัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว และการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร

    (2) รายได้จากการให้บริการ หมายความว่า รายได้จากการประกอบกิจการให้บริการ รวมทั้งรายได้จากการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า อาทิ ดอกเบี้ยรับ เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร

    อนึ่ง รายได้จากการขายสินค้า และการให้บริการดังกล่าว ย่อมหมายความรวมถึง รายได้ตามที่เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 65 ทวิ (4) หรือมาตรา 71 ทวิ รวมทั้งรายได้ที่กฎหมายกำหนดให้ถือว่าเป็นการขายสินค้าเฉพาะที่มีเพื่อขายตามมาตรา 70 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ด้วย


 

3. สำหรับรายได้อื่นใดที่ไม่ใช่รายได้จากการประกอบกิจการขายสินค้าที่มีเพื่อเขาย หรือรายได้จากการให้บริการในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี จึงไม่นับรวมอยู่ในจำนวน 30 ล้านบาท อาทิ

    (1) กำไรจากการขายทรัพย์สิน

    (2) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการคำนวณค่าหรือราคาเงินตราต่างประเทศให้เป็นเงินตราไทย ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร

    (3) รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการส่งเสริมการขาย เช่น ส่วนลดเงินสด ส่วนลดพิเศษ ส่วนลดตามเป้า (Rebate/ Target Promotion) ค่าบริการหัวชั้น เงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยขน์ที่ได้จากการให้โดยเสน่หา

    (4) รายได้จากการให้โดยเสน่หา

    (5) รายได้จากการบริจาค

    (6) ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการละเมิด หรือการประกันภัย

    (7) ค่าปรับเนื่องจากผิดสัญญา

https://www.facebook.com/.../pfbid02Cy7zvFLt2thP9Jt6nXhBJ...


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    กรณีในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วเป็น 7 ล้านบาท แต่บริษัทฯ ก็ได้จดทะเบียนลดทุนลงเหลือ 5 ล้านบาท ก่อนสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 เช่นนี้ บริษัทฯ ยังคงมีคุณสมบัติที่จะได้สิทธิลดอัตรา และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 เนื่องจาก ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี บริษัทฯ ไม่เคยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วเกินกว่า 5 ล้านบาท แต่อย่างใด บริษัทฯ ย่อมได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยได้รับการลดอัตรา และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 ดังกล่าวข้างต้น


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ