ตอบ บริษัท จะบันทึกบัญชีสิ้นรอบอย่างไร จะต้องแยกก่อนว่า เป็นการซื้อ Forward Contract (FC) แบบใด โดยการรับรู้รายการของ Forward Contract โดยทั่วไปจะสามารถรับรู้รายการได้ 2 แบบ โดยจะรับรู้อย่างไร จะต้องดูว่าการซื้อ FC นั้น มีรายการที่เป็นวัตถุประสงค์ของการป้องกันความเสี่ยงหรือไม่
แบบที่ 1 : มีรายการที่เป็นวัตถุประสงค์ของการป้องกันความเสี่ยง (มี Hedge Object) เช่น เจ้าหนี้การค้า (AP) เนื่องจากกิจการรับรู้ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จากเจ้าหนี้การค้า (AP) ดังนั้นผล กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่รับรู้รายการ ณ วันสิ้นรอบ(หรือสิ้นเดือนกรณีปิดงบรายเดือน) จึงสามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ตัวอย่างบันทึกบัญชี: (DR) สินทรัพย์ FC (CR) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (PL) (CR) เจ้าหนี้การค้า
แบบที่ 2 : กรณีมีเฉพาะ FC อย่างเดียว (ไม่มี Hedge Object) : การป้องกันความเสี่ยงในกระเเสเงินสด เนื่องจากไม่มีรายการในกำไรขาดทุนที่เกิดจากวัตถุประสงค์การป้องกันความเสี่ยง (เช่น AP) จึงไม่สามารถนำมาหักล้างกับเจ้าหนี้ ดังนั้นผล กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่รับรู้รายการ ณ วันสิ้นรอบ จึงไม่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ตัวอย่างบันทึกบัญชี: (DR) สินทรัพย์ FC (CR) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน – (PL) (CR) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ค้างรับจาก FC – (BS)
สรุปทางภาษี ทางภาษีเกี่ยวกับการจองเรทอัตราแลกเปลี่ยน (Forward Contract : FC) นั้น มีเงื่อนไขเกี่ยวกับ การรับรู้รายการดังนี้
แบบที่ 1 (มี Hedge Object) : รายการที่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร Unrealize Gain/Loss from Exchange Rate : คือกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง(ไม่มีการจ่ายจริง) แต่ตามมาตรา 65 ทวิ(5) แห่งประมวลรัษฎากร กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เพราะเข้าลักษณะตามมาตรา 65 ทวิ(5) การปรับปรุง เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยได้
แบบที่ 2 (ไม่มี Hedge Object) : รายการที่ยังไม่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้Unrealize Gain/Loss from Exchange Rate ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร Unrealize Gain/Loss from Exchange Rate : คือกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง(ไม่มีการจ่ายจริง) และตามมาตรา 65 ทวิ(5) แห่งประมวลรัษฎากร กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงนี้ ไม่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เนื่องจากไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 65 ทวิ(5) (ไม่มีหนี้สิน)
อ้างอิงกฎหมาย มาตรา 65 ทวิการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ (ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (ข) ให้เลือกใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และคำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาทั้งนี้ เมื่อใช้วิธีการใดในการคำนวณค่าหรือราคาดังกล่าวแล้ว ให้ใช้วิธีการนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้ (ข) กรณีธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนด ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น
|
มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้
|
อ้างอิงคำตอบ - เอกสารบทความ PDF บทความ Forward Contract กับการบัญชีป้องกันความเสี่ยง

เรื่อง | ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินที่มีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 15/01/1998 | เลขที่หนังสือ | กค 0811/00463 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ข้อกฎหมาย | ประเด็นปัญหา | ข้อหารือ | บริษัทฯ และบริษัทในเครือได้ดำเนินธุรกิจซื้อขายสินค้าและบริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีการกู้ยืมเป็นเงินตราต่างประเทศ จึงมีเงินตรา ทรัพย์สินและหนี้สินที่มีมูลค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศคงเหลืออยู่ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี (31 ธันวาคม) ซึ่งต้องคำนวณเป็นมูลค่าเงินตราไทย ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ได้มีประกาศให้ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว (MANAGED FLOAT) ทำให้เกิดความผันผวนในระบบอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรงและต่อเนื่องมาโดยตลอด จึงส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและวิธีการทางบัญชี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากเหตุดังกล่าว บริษัทฯ จึงดำเนินการดังนี้ 1. กรณีที่บริษัทฯ ทำสัญญาซื้อหรือขายสินค้าและบริการเป็นเงินตราต่างประเทศ บริษัทฯได้ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ากับธนาคาร ซึ่งกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย (FORWARD RATE) แน่นอนตามสัญญานั้น 2. กรณีที่บริษัทฯ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเป็นเงินตราต่างประเทศและได้ทำสัญญาประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (SWAP) พร้อมกันในคราวเดียว ซึ่งกำหนดเป็นมูลค่าเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (FORWARD RATE) ไว้แน่นอนตามสัญญาแล้วจากข้อเท็จจริงทั้ง 2 กรณี บริษัทฯ เห็นว่า 1. เนื่องจากบริษัทฯ ได้ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า(FORWARD RATE) ไว้กับธนาคารแล้ว จึงไม่ควรมีผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีสำหรับยอดคงเหลือของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวที่เป็นเงินตราต่างประเทศเพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (5)ทั้งนี้เพราะบริษัทฯ ไม่ต้องรับผิดชอบในความเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนอีก ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ IAS ฉบับที่ 21 ที่ให้คำนวณค่าหรือราคาของเงินตราต่างประเทศที่มียอดคงเหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีด้วยอัตราปิด(CLOSING RATE) เช่นเดียวกับประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (5) เว้นเสียแต่ได้ทำสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (FORWARD RATE) ไว้ความเห็นของบริษัทฯ ในกรณีดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ 2. กรณีที่บริษัทฯ ทำการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้ากับธนาคารสำหรับทรัพย์สินหรือหนี้สิน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (EXCHANGE RISK) โดยใช้วิธีการบันทึกบัญชี HEDGE ACCOUNTING ตามมาตรฐานการบัญชีของ AICPA(SFSAS ฉบับที่ 52 เรื่อง FOREIGN CURRENCY กำหนดโดย FASB) ทั้งนี้ ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับดังกล่าวมีนัยสำคัญคือจะต้องบันทึกบัญชีธนาคารตามภาระผูกพันอัตราแลกเปลี่ยนเดียวกับในวันที่เกิดรายการ และบันทึกผลต่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการกับอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เป็นกำไรหรือขาดทุนจากการทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราล่วงหน้า รวมทั้ง ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ถ้าทรัพย์สินหรือหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศมียอดคงเหลืออยู่ก็ต้องคำนวณค่าหรือราคาของเงินตราต่างประเทศด้วยอัตราปิด(CLOSING RATE) เช่นเดียวกับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (5) แต่การคำนวณเงินตราต่างประเทศตามภาระผูกพันของธนาคารที่มีต่อบริษัทฯ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ก็ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเดียวกันกับที่ใช้คำนวณทรัพย์สินหรือหนี้สินของบริษัทฯ เพราะมูลหนี้เกิดจากทรัพย์สินหรือหนี้สินเงินตราต่างประเทศจำนวนเดียวกัน ย่อมไม่มีผลต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนความเห็นของบริษัทฯถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้ การอ้างมาตรฐานการบัญชีดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งกำหนดให้บริษัทฯ จัดทำงบการเงิน โดยคำนึงถึงมาตรฐานการบัญชีของไทยซึ่งกำหนดโดยสมาคมนักบัญชี และผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี และในกรณีที่มาตรฐานการบัญชีของไทยยังครอบคลุมไม่ถึง ก็ให้ใช้มาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IAS) หรือมาตรฐานการบัญชีของสหรัฐอเมริกา (AICPA) ตามลำดับ
| แนววินิจฉัย | 1. ปัจจุบันได้มีประกาศกระทรวงการคลังให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว (MANAGEDFLOAT) ดังนั้น ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทฯ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.72/2540 เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 โดยบริษัทฯ อาจเลือกนำผลกำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินมารวมเป็นรายได้หรือรายจ่ายได้ทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชี ตามข้อ 1 หรือจะเลือกนำเฉพาะผลกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่มีการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา ตามประกาศกระทรวงการคลังมาเป็นรายได้หรือรายจ่ายในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามข้อ 2 หรือจะเลือกคำนวณกำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินตามส่วนเฉลี่ยของมูลค่าทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกเป็นต้นไป แต่ไม่เกินห้ารอบระยะเวลาบัญชี ตามข้อ 3 แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.72/2540 ฯลฯ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ก็ได้ 2. กรณีบริษัทฯ มีทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ และบริษัทฯได้ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าคงที่ (FORWARD RATE) ไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อชำระหรือรับชำระราคาทรัพย์สินหรือหนี้สิน สัญญาดังกล่าวย่อมมีผลบังคับใช้ระหว่างบริษัทฯ และธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้นเท่านั้น แต่ในการคำนวณมูลค่าหรือราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี (31 ธันวาคม) เพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ บริษัทฯ จะต้องคำนวณค่าหรือราคาทรัพย์สินเป็นเงินตราไทย ตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้และคำนวณค่าหรือราคาหนี้สินเป็นเงินตราไทย ตามอัตราเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขาย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรค 1 แห่งประมวลรัษฎากร และหากบริษัทฯ มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ บริษัทฯ มีสิทธินำผลขาดทุนนั้น มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นได้ 3. กรณีที่บริษัทฯ ทำสัญญากู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงินเป็นเงินตราต่าประเทศและได้ทำสัญญาประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (SWAP) เป็นกรณีที่บริษัทฯ ได้จัดเตรียมวิธีการเพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของกิจการ แต่อย่างไรก็ตามในการคำนวณมูลค่าหรือราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินของกิจการ บริษัทฯ ยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรค 1 แห่งประมวลรัษฎากรเช่นเดียวกับข้อ 2 หรือจะเลือกปฏิบัติ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 72/2540 ฯลฯ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ตามข้อ 1. ก็ได้ | เลขตู้ | 61/26296 |
เรื่อง | กำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการปรับลูกหนี้เจ้าหนี้ เเละ Forward contract สามารถรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่ | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 28/05/2020 - วันที่ตอบ 16/06/2020 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ข้อกฎหมาย | มาตรา 65 ทวิ (5) วรรคแรกแห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | 1. กรณีมีทรัพย์สินและหนี้สิน เช่น ลูกหนี้และเจ้าหนี้คงเหลือเป็นเงินตราต่างประเทศ ณ วันสิ้นงวดบัญชี บริษัทฯ ปรับปรุงโดย ช้อัตราแลกเปลี่ยนของ BOT ทำให้เกิดผลต่าง ซึ่งบันทึกเป็นกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้หรือไม่คะ 2. กรณีมีสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ายังไม่ถึงกำหนด (Forward contract) ณ วันสิ้นงวด ธนาคารมีการคำนวณราคาตลาดของสัญญาซื้อขายล่วงหน้านั้น และบริษัทฯ ใช้ราคาตลาดตามธนาคาร (Mark to Market) ในการรับรู้กำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้หรือไม่คะทั้งสองกรณีต้นงวดของปีใหม่ ต้องปรับมูลค่าทรัพย์สินหรือหนี้สินให้เท่ากับมูลค่าก่อนปรับอัตราแลกเปลี่ยนตอนสิ้นงวดหรือไม่ (reverse entry) ป.ล. เข้าใจว่าในกรณีแรกสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่กรณีที่ 2 ไม่สามารถใช้ได้ | วิสัชนา | 1. กรณีกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (Gain or Loss of Exchange) อันเนื่องมาจากการตีราคา เงินตรา ทรัพย์สินและหนี้สินที่มีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี เช่น ลูกหนี้และเจ้าหนี้คงเหลือเป็นเงินตราต่างประเทศ ณ วันสิ้นงวดบัญชี ซึ่งบริษัทฯ ปรับปรุงโดยการตีราคาให้เป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคแรกแห่งประมวลรัษฎากร ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป โดยเลือกใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้บริษัทฯ ใช้วิธีการนั้นตลอดไป ตามหลักความสม่ำเสมอ (Consistency) ….วิธีที่ 1 วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ (ซึ่งเป็นวิธีทีเพิ่มเป็นทางเลือกขึ้นมาใหม่) หรือ ....วิธีที่ 2 วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา หรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และคำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ (ซึ่งเป็นวิธีการเดิมที่ได้เคยบัญญัติไว้ก่อนแล้ว) ....เช่นนี้ ให้บริษัทฯ รับรู้กำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาเงินตรา ทรัพย์สิน และหนี้สินดังกล่าว เป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีอากรได้ ถูกต้องแล้ว 2. กรณีมีสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ายังไม่ถึงกำหนด (Forward contract) ณ วันสิ้นงวด ธนาคารมีการคำนวณราคาตลาดของสัญญาซื้อขายล่วงหน้านั้น และบริษัทฯ ใช้ราคาตลาดตามธนาคาร (Mark to Market) ในการรับรู้กำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทฯ ไม่สามารถนำมาถือเป็นรายได้และค่าใช้จ่ายในทางภาษี แล้วแต่กรณีได้ เพราะซ้ำซ้อนกับรายการตามข้อ 1 ถูกต้องแล้ว 3. ทั้งสองกรณี ต้นงวดของปีใหม่ บริษัทฯ ไม่ต้องปรับมูลค่าทรัพย์สินหรือหนี้สินให้เท่ากับมูลค่าก่อนปรับอัตราแลกเปลี่ยนตอนสิ้นงวด (reverse entry) แต่อย่างใด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
|