Case study

บริษัทมี gain/loss ON FORWARD CONTRACTS จะมีผลต่อภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไรบ้าง และจะบันทึกบัญชีเมื่อวันที่รับรู้ gain/loss และวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีอย่างไรบ้าง


เรื่อง บริษัทมี gain/loss ON FORWARD CONTRACTS จะมีผลต่อภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไรบ้าง และจะบันทึกบัญชีเมื่อวันที่รับรู้ gain/loss และวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีอย่างไรบ้าง
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 22/02/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

ถ้าหากบริษัทมี gain/loss ON FORWARD CONTRACTS จะมีผลต่อภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไรบ้าง และจะบันทึกบัญชีเมื่อวันที่รับรู้ gain/loss และวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีอย่างไรบ้าง

คำตอบ

ตอบ บริษัท จะบันทึกบัญชีสิ้นรอบอย่างไร จะต้องแยกก่อนว่า เป็นการซื้อ Forward Contract  (FC) แบบใด

โดยการรับรู้รายการของ Forward Contract   โดยทั่วไปจะสามารถรับรู้รายการได้ 2 แบบ โดยจะรับรู้อย่างไร จะต้องดูว่าการซื้อ FC นั้น มีรายการที่เป็นวัตถุประสงค์ของการป้องกันความเสี่ยงหรือไม่ 


แบบที่ 1  :  มีรายการที่เป็นวัตถุประสงค์ของการป้องกันความเสี่ยง (มี Hedge Object) เช่น เจ้าหนี้การค้า (AP)
เนื่องจากกิจการรับรู้ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จากเจ้าหนี้การค้า (AP) ดังนั้นผล กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่รับรู้รายการ  ณ วันสิ้นรอบ(หรือสิ้นเดือนกรณีปิดงบรายเดือน) จึงสามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ 

ตัวอย่างบันทึกบัญชี:
(DR) สินทรัพย์ FC
  (CR) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน  (PL)
 
 (CR) เจ้าหนี้การค้า  


แบบที่ 2 : กรณีมีเฉพาะ FC อย่างเดียว (ไม่มี Hedge Object) : การป้องกันความเสี่ยงในกระเเสเงินสด
เนื่องจากไม่มีรายการในกำไรขาดทุนที่เกิดจากวัตถุประสงค์การป้องกันความเสี่ยง (เช่น AP) จึงไม่สามารถนำมาหักล้างกับเจ้าหนี้ ดังนั้นผล กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่รับรู้รายการ  ณ วันสิ้นรอบ จึงไม่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้

ตัวอย่างบันทึกบัญชี:
(DR) สินทรัพย์ FC
  (CR) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน   – (PL)
 
 (CR) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ค้างรับจาก FC – (BS)



สรุปทางภาษี   ทางภาษีเกี่ยวกับการจองเรทอัตราแลกเปลี่ยน (Forward Contract : FC) นั้น มีเงื่อนไขเกี่ยวกับ การรับรู้รายการดังนี้


แบบที่ 1 (มี Hedge Object)  :  รายการที่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้  เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร Unrealize Gain/Loss from Exchange Rate : คือกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง(ไม่มีการจ่ายจริง)   แต่ตามมาตรา 65 ทวิ(5) แห่งประมวลรัษฎากร กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง  สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้  เพราะเข้าลักษณะตามมาตรา 65 ทวิ(5) การปรับปรุง เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยได้


แบบที่ 2 (ไม่มี Hedge Object) :  รายการที่ยังไม่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้Unrealize Gain/Loss from Exchange Rate  ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร Unrealize Gain/Loss from Exchange Rate : คือกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง(ไม่มีการจ่ายจริง)  และตามมาตรา 65 ทวิ(5) แห่งประมวลรัษฎากร กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงนี้  ไม่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้  เนื่องจากไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 65 ทวิ(5) (ไม่มีหนี้สิน) 


อ้างอิงกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

 (5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

  (ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (ข) ให้เลือกใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และคำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ หรือวิธีการอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาทั้งนี้ เมื่อใช้วิธีการใดในการคำนวณค่าหรือราคาดังกล่าวแล้ว ให้ใช้วิธีการนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้
  (ข) กรณีธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนด ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้
เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน
ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้ใช้วิธีการคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น



     มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

    (9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้




อ้างอิงคำตอบ

  1. เอกสารบทความ  PDF  บทความ Forward Contract กับการบัญชีป้องกันความเสี่ยง 

 


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินที่มีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

15/01/1998

เลขที่หนังสือ

กค 0811/00463

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

ประเด็นปัญหา

ข้อหารือ

     บริษัทฯ และบริษัทในเครือได้ดำเนินธุรกิจซื้อขายสินค้าและบริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีการกู้ยืมเป็นเงินตราต่างประเทศ จึงมีเงินตรา ทรัพย์สินและหนี้สินที่มีมูลค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศคงเหลืออยู่ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี (31 ธันวาคม) ซึ่งต้องคำนวณเป็นมูลค่าเงินตราไทย ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ได้มีประกาศให้ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว (MANAGED FLOAT) ทำให้เกิดความผันผวนในระบบอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรงและต่อเนื่องมาโดยตลอด จึงส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและวิธีการทางบัญชี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากเหตุดังกล่าว บริษัทฯ จึงดำเนินการดังนี้
        1. กรณีที่บริษัทฯ ทำ
สัญญาซื้อหรือขายสินค้าและบริการเป็นเงินตราต่างประเทศ บริษัทฯได้ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ากับธนาคาร ซึ่งกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย (FORWARD RATE) แน่นอนตามสัญญานั้น
 
       2. กรณีที่บริษัทฯ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเป็นเงินตราต่างประเทศและได้ทำสัญญาประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (SWAP) พร้อมกันในคราวเดียว ซึ่งกำหนดเป็นมูลค่าเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (FORWARD RATE) ไว้แน่นอนตามสัญญาแล้วจากข้อเท็จจริงทั้ง 2 กรณี บริษัทฯ เห็นว่า
          1. เนื่องจากบริษัทฯ ได้ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า(FORWARD RATE) ไว้กับธนาคารแล้ว จึงไม่ควรมีผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีสำหรับยอดคงเหลือของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวที่เป็นเงินตราต่างประเทศเพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องคำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (5)ทั้งนี้เพราะบริษัทฯ ไม่ต้องรับผิดชอบในความเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนอีก ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ IAS ฉบับที่ 21 ที่ให้คำนวณค่าหรือราคาของเงินตราต่างประเทศที่มียอดคงเหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีด้วยอัตราปิด(CLOSING RATE) เช่นเดียวกับประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (5) เว้นเสียแต่ได้ทำสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (FORWARD RATE) ไว้
ความเห็นของบริษัทฯ ในกรณีดังกล่าวถูกต้องหรือไม่


 
     2. กรณีที่บริษัทฯ ทำการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้ากับธนาคารสำหรับทรัพย์สินหรือหนี้สิน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (EXCHANGE RISK) โดยใช้วิธีการบันทึกบัญชี HEDGE ACCOUNTING ตามมาตรฐานการบัญชีของ AICPA(SFSAS ฉบับที่ 52 เรื่อง FOREIGN CURRENCY กำหนดโดย FASB) ทั้งนี้ ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับดังกล่าวมีนัยสำคัญคือจะต้องบันทึกบัญชีธนาคารตามภาระผูกพันอัตราแลกเปลี่ยนเดียวกับในวันที่เกิดรายการ และบันทึกผลต่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการกับอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เป็นกำไรหรือขาดทุนจากการทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราล่วงหน้า รวมทั้ง ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ถ้าทรัพย์สินหรือหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศมียอดคงเหลืออยู่ก็ต้องคำนวณค่าหรือราคาของเงินตราต่างประเทศด้วยอัตราปิด(CLOSING RATE) เช่นเดียวกับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (5) แต่การคำนวณเงินตราต่างประเทศตามภาระผูกพันของธนาคารที่มีต่อบริษัทฯ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ก็ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเดียวกันกับที่ใช้คำนวณทรัพย์สินหรือหนี้สินของบริษัทฯ เพราะมูลหนี้เกิดจากทรัพย์สินหรือหนี้สินเงินตราต่างประเทศจำนวนเดียวกัน ย่อมไม่มีผลต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนความเห็นของบริษัทฯถูกต้องหรือไม่      ทั้งนี้ การอ้างมาตรฐานการบัญชีดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งกำหนดให้บริษัทฯ จัดทำงบการเงิน โดยคำนึงถึงมาตรฐานการบัญชีของไทยซึ่งกำหนดโดยสมาคมนักบัญชี และผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี และในกรณีที่มาตรฐานการบัญชีของไทยยังครอบคลุมไม่ถึง ก็ให้ใช้มาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IAS) หรือมาตรฐานการบัญชีของสหรัฐอเมริกา (AICPA) ตามลำดับ  

แนววินิจฉัย

     1. ปัจจุบันได้มีประกาศกระทรวงการคลังให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว (MANAGEDFLOAT) ดังนั้น ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทฯ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.72/2540 เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 โดยบริษัทฯ อาจเลือกนำผลกำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินมารวมเป็นรายได้หรือรายจ่ายได้ทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชี ตามข้อ 1 หรือจะเลือกนำเฉพาะผลกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่มีการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา ตามประกาศกระทรวงการคลังมาเป็นรายได้หรือรายจ่ายในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามข้อ 2 หรือจะเลือกคำนวณกำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินตามส่วนเฉลี่ยของมูลค่าทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกเป็นต้นไป แต่ไม่เกินห้ารอบระยะเวลาบัญชี ตามข้อ 3 แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.72/2540 ฯลฯ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ก็ได้

      2. 
กรณีบริษัทฯ มีทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ และบริษัทฯได้ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าคงที่ (FORWARD RATE) ไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อชำระหรือรับชำระราคาทรัพย์สินหรือหนี้สิน สัญญาดังกล่าวย่อมมีผลบังคับใช้ระหว่างบริษัทฯ และธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้นเท่านั้น แต่ในการคำนวณมูลค่าหรือราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี (31 ธันวาคม) เพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ บริษัทฯ จะต้องคำนวณค่าหรือราคาทรัพย์สินเป็นเงินตราไทย ตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้และคำนวณค่าหรือราคาหนี้สินเป็นเงินตราไทย ตามอัตราเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขาย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรค 1 แห่งประมวลรัษฎากร และหากบริษัทฯ มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ บริษัทฯ มีสิทธินำผลขาดทุนนั้น มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นได้
 

      3. กรณีที่บริษัทฯ ทำสัญญากู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงินเป็นเงินตราต่าประเทศและได้ทำสัญญาประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (SWAP) เป็นกรณีที่บริษัทฯ ได้จัดเตรียมวิธีการเพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของกิจการ แต่อย่างไรก็ตามในการคำนวณมูลค่าหรือราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินของกิจการ บริษัทฯ ยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรค 1 แห่งประมวลรัษฎากรเช่นเดียวกับข้อ 2 หรือจะเลือกปฏิบัติ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 72/2540 ฯลฯ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ตามข้อ 1. ก็ได้

เลขตู้

61/26296



เรื่อง

กำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการปรับลูกหนี้เจ้าหนี้ เเละ Forward contract สามารถรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 28/05/2020 - วันที่ตอบ 16/06/2020

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (5) วรรคแรกแห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

     1. กรณีมีทรัพย์สินและหนี้สิน เช่น ลูกหนี้และเจ้าหนี้คงเหลือเป็นเงินตราต่างประเทศ ณ วันสิ้นงวดบัญชี บริษัทฯ ปรับปรุงโดย ช้อัตราแลกเปลี่ยนของ BOT ทำให้เกิดผลต่าง ซึ่งบันทึกเป็นกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้หรือไม่คะ

     2. กรณีมีสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ายังไม่ถึงกำหนด (Forward contract) ณ วันสิ้นงวด ธนาคารมีการคำนวณราคาตลาดของสัญญาซื้อขายล่วงหน้านั้น และบริษัทฯ ใช้ราคาตลาดตามธนาคาร (Mark to Market) ในการรับรู้กำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้หรือไม่คะทั้งสองกรณีต้นงวดของปีใหม่ ต้องปรับมูลค่าทรัพย์สินหรือหนี้สินให้เท่ากับมูลค่าก่อนปรับอัตราแลกเปลี่ยนตอนสิ้นงวดหรือไม่ (reverse entry)

ป.ล. เข้าใจว่าในกรณีแรกสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่กรณีที่ 2 ไม่สามารถใช้ได้

วิสัชนา

     1. กรณีกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (Gain or Loss of Exchange) อันเนื่องมาจากการตีราคา เงินตรา ทรัพย์สินและหนี้สินที่มีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี เช่น ลูกหนี้และเจ้าหนี้คงเหลือเป็นเงินตราต่างประเทศ ณ วันสิ้นงวดบัญชี ซึ่งบริษัทฯ ปรับปรุงโดยการตีราคาให้เป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคแรกแห่งประมวลรัษฎากร ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป โดยเลือกใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้บริษัทฯ ใช้วิธีการนั้นตลอดไป ตามหลักความสม่ำเสมอ (Consistency)

       ….วิธีที่ 1 วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ (ซึ่งเป็นวิธีทีเพิ่มเป็นทางเลือกขึ้นมาใหม่) หรือ

       ....วิธีที่ 2 วิธีการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา หรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และคำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ (ซึ่งเป็นวิธีการเดิมที่ได้เคยบัญญัติไว้ก่อนแล้ว)

....เช่นนี้ ให้บริษัทฯ รับรู้กำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาเงินตรา ทรัพย์สิน และหนี้สินดังกล่าว เป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีอากรได้ ถูกต้องแล้ว

     2. กรณีมีสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ายังไม่ถึงกำหนด (Forward contract) ณ วันสิ้นงวด ธนาคารมีการคำนวณราคาตลาดของสัญญาซื้อขายล่วงหน้านั้น และบริษัทฯ ใช้ราคาตลาดตามธนาคาร (Mark to Market) ในการรับรู้กำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทฯ ไม่สามารถนำมาถือเป็นรายได้และค่าใช้จ่ายในทางภาษี แล้วแต่กรณีได้ เพราะซ้ำซ้อนกับรายการตามข้อ 1 ถูกต้องแล้ว

     3. ทั้งสองกรณี ต้นงวดของปีใหม่ บริษัทฯ ไม่ต้องปรับมูลค่าทรัพย์สินหรือหนี้สินให้เท่ากับมูลค่าก่อนปรับอัตราแลกเปลี่ยนตอนสิ้นงวด (reverse entry) แต่อย่างใด


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ