Case study

ภาระภาษีการจ่ายค่าประกันภัย การเดินทาง (ไม่ใช่ประกันชีวิต) ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม เเละภาษีหัก ณ ที่จ่าย


เรื่อง ภาระภาษีการจ่ายค่าประกันภัย การเดินทาง (ไม่ใช่ประกันชีวิต) ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม เเละภาษีหัก ณ ที่จ่าย
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 29/05/2025
ประเภทภาษี
ข้อกฎหมาย
คำถาม

 ภาระภาษีการจ่ายค่าประกันภัย(ไม่ใช่ประกันชีวิต) ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม เเละภาษีหัก ณ ที่จ่าย  ดังนี้ 

1. จ่ายเงินประกันกลุ่มการเดินทาง(คุ้มครองหลายคน) ได้รับกรมธรรม์คุ้มครองเฉพาะอุบัติเหตุไม่มีเรื่องเที่ยวบินดีเลย์หรือจำพวกกระเป๋าเสียหาย ใบเสร็จจาก บ.ประกันภัย ไม่มี VAT คำถาม เหตุใดจึงไม่มี VAT 

2. จ่ายเงินประกันการเดินทาง ได้รับกรมธรรม์คุ้มครองอุบัติเหตุและเที่ยวบินดีเลย์หรือจำพวกกระเป๋าเสียหาย ใบเสร็จจาก บ.ประกันภัย บางบริษัทไม่มี VAT และบางบริษัทมี VAT คำถาม เพราะสาเหตุใดจึงมีทั้งสองแบบ 

3. กรณีด้านท้ายกรมธรรม์มีทั้งจ่ายประกันตรงและผ่านตัวแทน/นายหน้า คำถาม จะต้อง WHT ใคร 

4. ตามข้อ 12/3 ท.ป. 4/2528 บอกว่าให้หักเบี้ยประกันทุกอย่างที่จ่ายให้บริษัทประกันภัย แต่ข้อมูลอื่นบอกว่าหักเฉพาะประกันสุขภาพที่มี VAT คำถาม ข้อมูลใดถูก 

5. เราจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลหรือประกันชีวิต หรือเป็นทั้ง 2 อย่างรวมกัน เนื่องจากหัวเอกสารเป็นประกันการเดินทาง  

คำตอบ

ก่อนจะตอบขออธิบายเบื้องต้นเกี่ยวกับประกันภัยดังนี้

ตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535

“วินาศภัย” หมายความว่า ความเสียหายอย่างใดๆ  บรรดาที่จะพึงประมาณเป็นเงินได้และหมายความรวมถึงความสูญเสียในสิทธิผลประโยชน์หรือรายได้ด้วย

"การประกันวินาศภัย" หมายถึง การประกันภัยที่ไม่ใช่ประกันชีวิต เช่น ประกันอัคคีภัย ประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ประกันภัยเบ็ดเตล็ด ฯลฯ

ตัวอย่างประเภทของประกันวินาศภัย

ประเภท

ตัวอย่างความคุ้มครอง

ประกันอัคคีภัย

บ้าน อาคาร ทรัพย์สินเสียหายจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า ภัยธรรมชาติ ฯลฯ

ประกันภัยรถยนต์

คุ้มครองรถเสียหายจากอุบัติเหตุ ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ฯลฯ

ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง

คุ้มครองสินค้าระหว่างขนส่ง เรือเดินทะเล

ประกันภัยเบ็ดเตล็ด

เช่น ประกันการเดินทาง, ประกันสุขภาพ (ที่ไม่ใช่แบบตลอดชีพ), ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก, ประกันโจรกรรม ฯลฯ


ประกันชีวิต คือ การประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับชีวิตของผู้เอาประกันภัย โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ หากผู้เอาประกัน เสียชีวิต หรือ มีชีวิตอยู่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งอาจรวมถึงความคุ้มครองอื่น ๆ เช่น การทุพพลภาพ หรือโรคร้ายแรง

ประเภทของประกันชีวิต

ประเภท

รายละเอียด

ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

คุ้มครองทั้งชีวิต (จนถึงอายุที่กำหนด เช่น 99 ปี) มีเงินคืนเมื่อเสียชีวิต

ประกันชีวิตแบบกำหนดระยะเวลา

คุ้มครองช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 10, 20 ปี ถ้าเสียชีวิตภายในช่วงนั้นจะจ่ายเงิน หากครบสัญญาแล้วยังมีชีวิตอยู่ อาจไม่มีผลตอบแทน

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

ผสมระหว่างการคุ้มครองชีวิตและการออมเงิน มีเงินคืนระหว่างสัญญา

ประกันชีวิตแบบบำนาญ

เน้นเก็บออมระยะยาว รับเงินรายงวดหลังเกษียณ

ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-linked)

คุ้มครองชีวิตพร้อมลงทุนในกองทุนรวม ผู้เอาประกันมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแต่โอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่า


ความแตกต่างประกันชีวิต และประกันวินาศภัย

เปรียบเทียบ

ประกันชีวิต

ประกันวินาศภัย

คุ้มครอง

ชีวิต/ร่างกายผู้เอาประกัน

ทรัพย์สิน ความเสียหาย เหตุการณ์ทั่วไป

ระยะเวลา

ยาวนาน เช่น 10-30 ปี หรือตลอดชีพ

ระยะสั้น เช่น รายปี

มีเงินคืนไหม

มีเงินคืน/เงินออม

ส่วนใหญ่ไม่มี เว้นแต่มีเงื่อนไขพิเศษ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT

ไม่อยู่ในบังคับต้องเสีย VAT

ต้องเสีย VAT หากไม่ใช่ประกันชีวิต

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย WHT

ไม่หัก WHT 

หัก WHT 1%



กฏหมายภาษีเกี่ยวกับประกันชีวิต


  1. การประกอบกิจการประกันชีวิต อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(3) แห่งประมวลรัษฎากร  ดังนั้นจะไม่อยู่ในบังคับเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
  2. ไม่อยู่ข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฏากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528

มาตรา 77/3 นอกจากกรณีตามมาตรา 91/4 กิจการใดที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 หรือได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/3 ย่อมไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 นี้


มาตรา 91/2 ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้

      (3) การรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต


มาตรา 91/5ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้แก่รายรับดังต่อไปนี้ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับหรือพึงได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการ

      (3) สำหรับกิจการรับประกันชีวิตตามมาตรา 91/2 (3) รายรับจากการประกอบกิจการ ได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ


มาตรา 91/6อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะมีดังต่อไปนี้
             (1) ร้อยละ 0.1 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 (7)
 (2) ร้อยละ 2.5 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 (3) (ก) และมาตรา 91/5 (4)
             (3) ร้อยละ 3.0 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 นอกจากกรณีตาม (1) และ (2)



คำสั่งกรมสรรพากร
 ที่ ท.ป. 4/2528
 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย


"ข้อ 12/1 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดไว้ในข้อ 8 ข้อ 9 (2) ข้อ 10 ข้อ 12 ข้อ 12/3 และข้อ 12/4 แต่ไม่รวมถึงการจ่าย ค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น


         (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0
                    “(1/1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563 โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.5”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.324/2563 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)
                    “(1/2) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมิน ที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และได้ดำเนินการนำส่งภาษี ด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.354/2566 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป)
 
(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0




กฏหมายภาษีเกี่ยวกับประกันวินาศภัย


  1. การประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัย เป็นการให้บริการอันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่จะได้มีการออกใบกำกับภาษีหรือได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่นเกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการนั้น ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงเกิดขึ้นเมื่อได้ออกใบกำกับภาษีหรือได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบริษัทผู้รับประกันภัยในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้เอาประกันภัยเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตามมาตรา 82/4 แห่งประมวลรัษฎากร และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร


มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

       (10) “บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง...


มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ


มาตรา 78/1 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
             (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) 
ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย
                   (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ
                   (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น
 ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี




     2. เมื่อผู้จ่ายเป็นบริษัทฯ จ่ายค่าเบี้ยประกันวินาศภัยให้แก่บริษัทฯ ซึ่งประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยในประเทศไทย ต้องมีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% ของค่าเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส  แห่งประมวลรัษฏากร ประกอบกับ ข้อ 12/3 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528


คำสั่งกรมสรรพากร
 ที่ ท.ป. 4/2528
 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย


  "ข้อ 12/3 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันวินาศภัย ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยในประเทศไทย หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.101/2544 ใช้บังคับ 16 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไป)




คำถาม-ตอบข้อ 1

1.จ่ายเงินประกันกลุ่มการเดินทาง(คุ้มครองหลายคน) ได้รับกรมธรรม์คุ้มครองเฉพาะอุบัติเหตุไม่มีเรื่องเที่ยวบินดีเลย์หรือจำพวกกระเป๋าเสียหาย ใบเสร็จจาก บ.ประกันภัย ไม่มี VAT 

คำถาม 

เหตุใดจึงไม่มี VAT 


คำตอบ
การที่บริษัทจ่ายค่าเบี้ยประกันที่กรมธรรม์ คุ้มครองเฉพาะ"อุบัติเหตุส่วนบุคคล" เป็นกรมธรรม์ที่มุ่งเฉลี่ยภัยอันเนื่องจากการตายการสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพของบุคคลหนึ่งเป็นสำคัญ จึงถือเป็นการรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(3) แห่งประมวลรัษฎากรดังนั้นจะไม่อยู่ในบังคับเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 



คำถาม-ตอบข้อ 2

2.จ่ายเงินประกันการเดินทางได้รับกรมธรรม์คุ้มครองอุบัติเหตุและเที่ยวบินดีเลย์หรือจำพวกกระเป๋าเสียหาย ใบเสร็จจาก บ.ประกันภัย บางบริษัทไม่มี VAT และบางบริษัทมี VAT 

คำถาม 

เพราะสาเหตุใดจึงมีทั้งสองแบบ 


คำตอบ
ขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบของความคุ้มครองในกรมธรรม์ ดังนี้:

  • ถ้ากรมธรรม์ คุ้มครองเฉพาะชีวิตหรืออุบัติเหตุส่วนบุคคล รวมอยู่ด้วย → จะไม่มี  VAT
  • ถ้ากรมธรรม์ คุ้มครองทรัพย์สินหรือความเสียหายจากเที่ยวบินล่าช้า กระเป๋าเสียหาย ฯลฯ โดยไม่มีการคุ้มครองอุบัติเหตุหรือชีวิตด้วย → ต้องเสีย VAT

อย่างไรบริษัทจะต้องสอบถามกับทางบริษัทประกันภัยให้ชัดเจน ถึงเงื่อนในกรมธรรม์ว่ามีการคุ้มครองใดบ้าง



คำถาม-ตอบข้อ 3

3.กรณีด้านท้ายกรมธรรม์มีทั้งจ่ายประกันตรงและผ่านตัวแทน/นายหน้า 

คำถาม 

จะต้อง WHT ใคร 


คำตอบ

  • ถ้าจ่าย ตรงกับบริษัทประกันภัย 
     - กรณีจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต 
    ไม่ต้องหัก WHT 
     - กรณีจ่ายค่าเบี้ยประกันวินาศภัย 
    ต้องหัก WHT 1% ตามข้อ 12/3 ของคำสั่งกรมสรรพากที่ ท.ป. 4/2528ฯ


  • ถ้าจ่าย ผ่านนายหน้าหรือตัวแทน:
     - กรณีจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต 
    ไม่ต้องหัก WHT
     - กรณีจ่ายค่าเบี้ยประกันวินาศภัย 
    ต้องหัก WHT 1% ตามข้อ 12/3 ของคำสั่งกรมสรรพากที่ ท.ป. 4/2528ฯ
             แม้บริษัทฯ จะได้ทำประกันภัยผ่านนายหน้าหรือตัวแทน และมีการโอนเงินให้นายหน้าหรือตัวแทน ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทรับประกันวินาศภัย จากเอกสารที่แนบมาให้นั้น ทั้งกรมธรรม์และใบเสร็จรับเงินจะได้รับ
    จากบริษัทประกันภัย ไม่ใช่จากบริษัทตัวแทนหรือนายหน้า ดังนั้น บริษัทฯ จะต้องหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% ของเงินได้ ให้แก่บริษัทประกันภัย และออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย(50ทวิ) โดยระบุเป็นชื่อบริษัทประกันภัย



คำถาม-ตอบข้อ 4

4.ตามข้อ 12/3 ท.ป. 4/2528 บอกว่าให้หักเบี้ยประกันทุกอย่างที่จ่ายให้บริษัทประกันภัย แต่ข้อมูลอื่นบอกว่าหักเฉพาะประกันสุขภาพที่มี VAT 

คำถาม 

ข้อมูลใดถูก 


คำตอบ

กรณีที่บริษัทฯ จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่กับบริษัทประกันภัยนั้น จะต้องมาพิจารณาว่า เป็นการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยอะไร อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ ไม่ใช่จะหัก ณ ที่จ่ายทุกเบี้ยประกัน ความเข้าใจนี้ยังไม่ถูกต้องคะ  

     - กรณีจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต ไม่ต้องหัก WHT 
      - กรณีจ่ายค่าเบี้ยประกันวินาศภัย 
ต้องหัก WHT 1% ตามข้อ 12/3 ของคำสั่งกรมสรรพากที่ ท.ป. 4/2528ฯ


คำถาม-ตอบข้อ 5

5.เราจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลหรือประกันชีวิต หรือเป็นทั้ง 2 อย่างรวมกัน เนื่องจากหัวเอกสารเป็นประกันการเดินทาง 


คำตอบ

ให้ดู รายละเอียดในกรมธรรม์ “ตารางผลประโยชน์” และ “ข้อตกลงความคุ้มครอง” หรือสอบถามกับบริษัทประกันภัยถึงความคุ้มครองในกรมธรรม์ จะไม่สามารถดูจากหัวเอกสารเพียงอย่างเดียวได้

ประเภท

ลักษณะ

ประกันชีวิต

     มีความคุ้มครองการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ

ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล

  คุ้มครองกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจาก "อุบัติเหตุ" เท่านั้น

ประกันการเดินทาง

     เป็นชื่อรวม อาจประกอบด้วยหลายความคุ้มครอง เช่น อุบัติเหตุ, ความล่าช้า, ทรัพย์สิน

หากในกรมธรรม์ระบุว่า คุ้มครองเฉพาะการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ → จัดเป็น "อุบัติเหตุส่วนบุคคล"

การที่บริษัทจ่ายค่าเบี้ยประกันที่กรมธรรม์ คุ้มครอง"อุบัติเหตุส่วนบุคคล" เป็นกรมธรรม์ที่มุ่งเฉลี่ยภัยอันเนื่องจากการตายการสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพของบุคคลหนึ่งเป็นสำคัญ จึงถือเป็นการรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(3) แห่งประมวลรัษฎากรดังนั้นจะไม่อยู่ในบังคับเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย


อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

จ่ายประกันรถผ่านโบกเกอร์ ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทรับประกันวินาศภัย ต้องหัก ณ ที่จ่ายบริษัทอะไร

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 11/09/2023 - วันที่ตอบ 11/11/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากที่ ท.ป. 4/2528ฯ แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.101/2544

ปุจฉา

เนื่องจากบริษัทฯ ได้ทำประกันรถผ่านโบกเกอร์ และมีการโอนเงินให้โบกเกอร์ แต่เอกสารที่ได้รับเป็นเอกสารและใบเสร็จรับเงินจากบริษัทประกันภัย ทางบริษัทฯ ได้ออกหัก ณ ที่จ่าย 1% เป็นชื่อบริษัทประกันภัย แบบนี้ทางบริษัทฯ ทำถูกต้องไหมคะ หรือบริษัทฯ ควรหัก ณ ที่จ่าย 1% กับบริษัทที่เป็นโบกเกอร์คะ

วิสัชนา

ตามข้อ 12/3 ของคำสั่งกรมสรรพากที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.101/2544ฯ ใช้บังคับ 16 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไป กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันวินาศภัย ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ของเงินได้ดัวนี้

    "ข้อ 12/3 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันวินาศภัย ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยในประเทศไทย หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0”  ”

 

    ดังนั้น แม้บริษัทฯ จะได้ทำประกันรถผ่านโบกเกอร์ และมีการโอนเงินให้โบกเกอร์ ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทรับประกันวินาศภัย เอกสารที่ได้รับจึงต้องเป็นเอกสารและใบเสร็จรับเงินจากบริษัทประกันภัย การที่บริษัทฯ ได้ออกหักหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 1% ของเงินได้ โดยระบุเป็นชื่อบริษัทประกันภัย เช่นนี้ บริษัทฯ ปฏิบัติถูกต้องดีงามแล้ว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

เรื่อง

ภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีค่าเบี้ยประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

13/10/2006

เลขที่หนังสือ

กค 0706/8580

ประเภทภาษี

ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ข้อกฎหมาย

มาตรา 91/2(3) และมาตรา 91/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     บริษัท ก. ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท บริษัทฯ เรียกเก็บค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยที่ถือกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล และบริษัทฯ เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวบริษัทฯ ขอหารือว่า ค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่

แนววินิจฉัย

     กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล เป็นกรมธรรม์ที่มุ่งเฉลี่ยภัยอันเนื่องจากการตายการสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพของบุคคลหนึ่งเป็นสำคัญ จึงถือเป็นการรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(3) แห่งประมวลรัษฎากร โดยฐานภาษีสำหรับกิจการรับประกันชีวิต ตามมาตรา 91/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ ดังนั้น ค่าเบี้ยประกันภัยจึงไม่ใช่ฐานภาษีสำหรับกิจการรับประกันชีวิต ตามมาตรา 91/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ไม่ต้องนำค่าเบี้ยประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลที่ได้รับจากผู้เอาประกันภัยมาเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

เลขตู้

69/34570



เรื่อง

กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุให้แก่บริษัทรับประกันวินาศภัย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 30/08/2017 - วันที่ตอบ 12/09/2017

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

ข้อ 2 (77) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509), กฎกระทรวง ฉบับที่ 263 (พ.ศ. 2549)

ปุจฉา

บริษัทฯ ของเราได้ทำประกันอุบัติเหตุหมู่ให้กับพนักงาน ในกรณีนี้ค่าประกันที่บริษัทประกันเรียกเก็บมามีภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % ไหมคะ แล้วเราสามารถหัก ณ ที่จ่าย 1% ได้ด้วยหรือเปล่าคะขอบคุณค่ะ

วิสัชนา

กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุให้แก่บริษัทรับประกันวินาศภัย ซึ่งไม่ใช่การประกันชีวิตจึงอยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% และบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% ของเงินได้ ถูกต้องแล้ว
 อนึ่ง ตามข้อ 2 (77) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ได้กำหนดยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการประกันภัยกลุ่มเฉพาะในส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ดังนี้
      (77) เงินได้เท่าที่นายจ้างจ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักร สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มที่มีกำหนดเวลาไม่เกินหนึ่งปี เฉพาะในส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับ
           (ก) ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะการรักษาพยาบาลในประเทศไทย

 
          (ข) ลูกจ้าง ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ ในขณะที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว

     ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 เป็นต้นไป”
 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 263 (พ.ศ. 2549) ใช้บังคับ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป)


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีภาระภาษีจากสัญญารับประกันวินาศภัย

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

08/11/2004

เลขที่หนังสือ

กค 0706/พ./9916

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/3, มาตรา 82/10, มาตรา 86/10

ข้อหารือ

    1. การทำสัญญาประกันวินาศภัยซึ่งมีระยะเวลาคุ้มครองหนึ่งปี หากมีการยกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดความคุ้มครองภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากเบี้ยประกันภัยและได้ชำระไปแล้ว จะขอคืนได้หรือไม่
 
    2. กรณีบริษัทรับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย และผู้เอาประกันภัยจะต้องโอนซากรถยนต์ให้กับบริษัทรับประกันภัยการโอนซากรถยนต์ดังกล่าวนี้จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ และบุคคลใดเป็นผู้มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มดังความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

แนววินิจฉัย

    การประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัยเป็นการให้บริการอันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่จะได้มีการออกใบกำกับภาษีหรือได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่นเกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการนั้น ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเกิดขึ้นเมื่อได้ออกใบกำกับภาษีหรือได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบริษัทผู้รับประกันภัยในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้เอาประกันภัยเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตามมาตรา 82/4 แห่งประมวลรัษฎากร และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละ
 เดือนภาษี ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น


     1. กรณีที่มีการยกเลิกสัญญาประกันภัยก่อนครบกำหนดความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยหากการยกเลิกสัญญาประกันภัยดังกล่าวเข้าลักษณะเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด ตามมาตรา 82/10 แห่ง
 ประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) เรื่องกำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10(1)(2)(3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 มกราคม
 พ.ศ. 2542 แล้ว บริษัทรับประกันภัยมีสิทธินำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้นั้นได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 82/10 และมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งได้ถูกบริษัทผู้รับประกันภัยเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีซื้อ) ไปแล้ว และได้นำไปเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำภาษีซื้อไปคำนวณหักออกจากภาษีขายในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว เมื่อผู้เอาประกันภัยได้รับใบลดหนี้ ให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปรากฏตามใบลดหนี้ดังกล่าวมาหักออกจากภาษีซื้อของตนในเดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้นั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร


     2. กรณีบริษัทรับประกันภัยได้รับโอนซากรถยนต์คันที่ได้รับประกันภัยไว้หลังจากที่ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์แล้วนั้น การรับโอนซากรถยนต์ดังกล่าวเข้าลักษณะที่ผู้เอาประกันภัยได้ขาย
 ทรัพย์สินให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร หากการขายทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 77/1(6) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัทผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นผู้ซื้อซากรถยนต์นั้น ในราคาตามสภาพของรถยนต์ ณ วันที่ขายหรือโอน แล้วนำภาษีขายที่ได้รับมาไปคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

67/33202



เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการออกใบกำกับภาษีสำหรับค่านายหน้าในการหาลูกค้าให้บริษัทประกันวินาศภัย

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

02/06/2009

เลขที่หนังสือ

กค 0702/4298

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 78/1 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

   บริษัทฯ ประกอบกิจการเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยและได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการดังกล่าวจากสำนักงาน คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยโดยมีขั้นตอนการปฏิบัติงานดังนี้

1. บริษัทฯ มีหน้าที่จัดหากรมธรรม์ประกันภัยที่เหมาะสม เช่น ประกันภัยรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันภัยขนส่ง ทางทะเล และประกันภัยเบ็ดเตล็ด ให้กับลูกค้าซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล กรมธรรม์ประกันภัยออกโดยบริษัท ผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย

2. เมื่อลูกค้าตกลงซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว บริษัทฯ จะแจ้งให้บริษัทผู้รับประกันภัยออกกรมธรรม์ประกันภัย โดยบริษัทผู้รับประกันภัยจะออกเอกสารให้กับลูกค้าประกอบด้วยกรมธรรม์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินในนามของลูกค้าผู้ทำประกันและส่งเอกสารดังกล่าวมาให้กับบริษัทฯ บริษัทฯ จะดำเนินการส่งกรมธรรม์ประกันภัย ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษีให้กับลูกค้า พร้อมเรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยแทนบริษัทผู้รับประกันภัยตามหนังสือมอบอำนาจที่ให้ไว้กับบริษัทฯ และเมื่อได้รับค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าแล้ว บริษัทฯ จะลงชื่อผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงินของบริษัทผู้รับประกันภัย และมอบใบเสร็จรับเงินให้กับลูกค้า

3. บริษัทผู้รับประกันภัยตกลงให้บริษัทฯ นำส่งค่าเบี้ยประกันภัยที่เรียกเก็บภายใน 60 - 90 วัน เมื่อครบกำหนด จึงนำส่งเงินค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวโดยหักค่านายหน้าที่บริษัทฯ ได้รับจากค่าเบี้ยประกันภัยก่อน พร้อมออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ให้กับบริษัทผู้รับประกันภัยในวันที่ได้รับเงิน โดยบริษัทผู้รับประกันภัยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ในวันเดียวกัน  

   บริษัทฯ จึงขอทราบว่า บริษัทฯ ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน สำหรับค่านายหน้าที่ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยในวันที่ได้รับชำระเงินค่านายหน้าถูกต้องหรือไม่

แนววินิจฉัย

กรณีบริษัทฯ เป็นนายหน้าให้บริการจัดหาลูกค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เพื่อซื้อกรมธรรม์ประกันภัย เช่น ประกันภัยรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันภัยขนส่งทางทะเล และประกันภัยเบ็ดเตล็ด ให้กับบริษัทประกันฯ ในราชอาณาจักร เข้าลักษณะเป็นการให้บริการ ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับการให้บริการดังกล่าว เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น กล่าวคือ เมื่อได้รับชำระค่าบริการ ดังนั้น การที่ บริษัทฯ ได้รับชำระค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าแล้ว แม้บริษัทผู้รับประกันภัย ตกลงให้บริษัทฯ นำส่งค่าเบี้ยประกันภัยที่เรียกเก็บภายใน 60 - 90 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา บริษัทฯ ได้นำส่งเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทฯ ผู้รับประกันภัย โดยหักค่านายหน้าที่บริษัทฯ ได้รับจากค่าเบี้ยประกันภัยก่อนแล้วจึงนำส่งเงินค่าเบี้ยประกันภัยส่วนที่เหลือให้บริษัทผู้รับประกันภัย บริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับค่านายหน้าให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยในวันที่ได้รับชำระค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าทุกครั้งที่ได้รับชำระค่าเบี้ยประกันภัยและจะต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 78/1 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทผู้รับประกันภัยต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ในวันเดียวกัน ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 3/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่ง ประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26กันยายน พ.ศ. 2528

เลขตู้

72/36650



หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ