ก่อนจะตอบขออธิบายเบื้องต้นเกี่ยวกับประกันภัยดังนี้ ตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 “วินาศภัย” หมายความว่า ความเสียหายอย่างใดๆ บรรดาที่จะพึงประมาณเป็นเงินได้และหมายความรวมถึงความสูญเสียในสิทธิผลประโยชน์หรือรายได้ด้วย "การประกันวินาศภัย" หมายถึง การประกันภัยที่ไม่ใช่ประกันชีวิต เช่น ประกันอัคคีภัย ประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ประกันภัยเบ็ดเตล็ด ฯลฯ ตัวอย่างประเภทของประกันวินาศภัยประเภท | ตัวอย่างความคุ้มครอง | ประกันอัคคีภัย | บ้าน อาคาร ทรัพย์สินเสียหายจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า ภัยธรรมชาติ ฯลฯ | ประกันภัยรถยนต์ | คุ้มครองรถเสียหายจากอุบัติเหตุ ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ฯลฯ | ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง | คุ้มครองสินค้าระหว่างขนส่ง เรือเดินทะเล | ประกันภัยเบ็ดเตล็ด | เช่น ประกันการเดินทาง, ประกันสุขภาพ (ที่ไม่ใช่แบบตลอดชีพ), ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก, ประกันโจรกรรม ฯลฯ |
ประกันชีวิต คือ การประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับชีวิตของผู้เอาประกันภัย โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ หากผู้เอาประกัน เสียชีวิต หรือ มีชีวิตอยู่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งอาจรวมถึงความคุ้มครองอื่น ๆ เช่น การทุพพลภาพ หรือโรคร้ายแรง ประเภทของประกันชีวิตประเภท | รายละเอียด | ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ | คุ้มครองทั้งชีวิต (จนถึงอายุที่กำหนด เช่น 99 ปี) มีเงินคืนเมื่อเสียชีวิต | ประกันชีวิตแบบกำหนดระยะเวลา | คุ้มครองช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 10, 20 ปี ถ้าเสียชีวิตภายในช่วงนั้นจะจ่ายเงิน หากครบสัญญาแล้วยังมีชีวิตอยู่ อาจไม่มีผลตอบแทน | ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ | ผสมระหว่างการคุ้มครองชีวิตและการออมเงิน มีเงินคืนระหว่างสัญญา | ประกันชีวิตแบบบำนาญ | เน้นเก็บออมระยะยาว รับเงินรายงวดหลังเกษียณ | ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-linked) | คุ้มครองชีวิตพร้อมลงทุนในกองทุนรวม ผู้เอาประกันมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแต่โอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่า |
ความแตกต่างประกันชีวิต และประกันวินาศภัยเปรียบเทียบ | ประกันชีวิต | ประกันวินาศภัย | คุ้มครอง | ชีวิต/ร่างกายผู้เอาประกัน | ทรัพย์สิน ความเสียหาย เหตุการณ์ทั่วไป | ระยะเวลา | ยาวนาน เช่น 10-30 ปี หรือตลอดชีพ | ระยะสั้น เช่น รายปี | มีเงินคืนไหม | มีเงินคืน/เงินออม | ส่วนใหญ่ไม่มี เว้นแต่มีเงื่อนไขพิเศษ | ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT | ไม่อยู่ในบังคับต้องเสีย VAT | ต้องเสีย VAT หากไม่ใช่ประกันชีวิต | ภาษีหัก ณ ที่จ่าย WHT | ไม่หัก WHT | หัก WHT 1% |
กฏหมายภาษีเกี่ยวกับประกันชีวิต
- การประกอบกิจการประกันชีวิต อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(3) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นจะไม่อยู่ในบังคับเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ไม่อยู่ข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฏากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528
มาตรา 77/3 นอกจากกรณีตามมาตรา 91/4 กิจการใดที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 หรือได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/3 ย่อมไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 นี้
มาตรา 91/2 ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (3) การรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต
มาตรา 91/5ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้แก่รายรับดังต่อไปนี้ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับหรือพึงได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการ (3) สำหรับกิจการรับประกันชีวิตตามมาตรา 91/2 (3) รายรับจากการประกอบกิจการ ได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ
มาตรา 91/6อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะมีดังต่อไปนี้ (1) ร้อยละ 0.1 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 (7) (2) ร้อยละ 2.5 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 (3) (ก) และมาตรา 91/5 (4) (3) ร้อยละ 3.0 สำหรับรายรับตามมาตรา 91/5 นอกจากกรณีตาม (1) และ (2)
|
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
"ข้อ 12/1 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดไว้ในข้อ 8 ข้อ 9 (2) ข้อ 10 ข้อ 12 ข้อ 12/3 และข้อ 12/4 แต่ไม่รวมถึงการจ่าย ค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0 “(1/1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563 โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.5” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.324/2563 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป) “(1/2) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมิน ที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และได้ดำเนินการนำส่งภาษี ด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.354/2566 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป) (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0
|
กฏหมายภาษีเกี่ยวกับประกันวินาศภัย
- การประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัย เป็นการให้บริการอันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่จะได้มีการออกใบกำกับภาษีหรือได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่นเกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการนั้น ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงเกิดขึ้นเมื่อได้ออกใบกำกับภาษีหรือได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบริษัทผู้รับประกันภัยในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้เอาประกันภัยเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตามมาตรา 82/4 แห่งประมวลรัษฎากร และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น (10) “บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง...
มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ
มาตรา 78/1 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
|
2. เมื่อผู้จ่ายเป็นบริษัทฯ จ่ายค่าเบี้ยประกันวินาศภัยให้แก่บริษัทฯ ซึ่งประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยในประเทศไทย ต้องมีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% ของค่าเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฏากร ประกอบกับ ข้อ 12/3 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
"ข้อ 12/3 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันวินาศภัย ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยในประเทศไทย หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.101/2544 ใช้บังคับ 16 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไป) |
คำถาม-ตอบข้อ 1 1.จ่ายเงินประกันกลุ่มการเดินทาง(คุ้มครองหลายคน) ได้รับกรมธรรม์คุ้มครองเฉพาะอุบัติเหตุไม่มีเรื่องเที่ยวบินดีเลย์หรือจำพวกกระเป๋าเสียหาย ใบเสร็จจาก บ.ประกันภัย ไม่มี VAT คำถาม เหตุใดจึงไม่มี VAT
คำตอบ การที่บริษัทจ่ายค่าเบี้ยประกันที่กรมธรรม์ คุ้มครองเฉพาะ"อุบัติเหตุส่วนบุคคล" เป็นกรมธรรม์ที่มุ่งเฉลี่ยภัยอันเนื่องจากการตายการสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพของบุคคลหนึ่งเป็นสำคัญ จึงถือเป็นการรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(3) แห่งประมวลรัษฎากรดังนั้นจะไม่อยู่ในบังคับเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
คำถาม-ตอบข้อ 2 2.จ่ายเงินประกันการเดินทางได้รับกรมธรรม์คุ้มครองอุบัติเหตุและเที่ยวบินดีเลย์หรือจำพวกกระเป๋าเสียหาย ใบเสร็จจาก บ.ประกันภัย บางบริษัทไม่มี VAT และบางบริษัทมี VAT คำถาม เพราะสาเหตุใดจึงมีทั้งสองแบบ
คำตอบ ขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบของความคุ้มครองในกรมธรรม์ ดังนี้: - ถ้ากรมธรรม์ คุ้มครองเฉพาะชีวิตหรืออุบัติเหตุส่วนบุคคล รวมอยู่ด้วย → จะไม่มี VAT
- ถ้ากรมธรรม์ คุ้มครองทรัพย์สินหรือความเสียหายจากเที่ยวบินล่าช้า กระเป๋าเสียหาย ฯลฯ โดยไม่มีการคุ้มครองอุบัติเหตุหรือชีวิตด้วย → ต้องเสีย VAT
อย่างไรบริษัทจะต้องสอบถามกับทางบริษัทประกันภัยให้ชัดเจน ถึงเงื่อนในกรมธรรม์ว่ามีการคุ้มครองใดบ้าง
คำถาม-ตอบข้อ 3 3.กรณีด้านท้ายกรมธรรม์มีทั้งจ่ายประกันตรงและผ่านตัวแทน/นายหน้า คำถาม จะต้อง WHT ใคร
คำตอบ - ถ้าจ่าย ตรงกับบริษัทประกันภัย
- กรณีจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต ไม่ต้องหัก WHT - กรณีจ่ายค่าเบี้ยประกันวินาศภัย ต้องหัก WHT 1% ตามข้อ 12/3 ของคำสั่งกรมสรรพากที่ ท.ป. 4/2528ฯ
- ถ้าจ่าย ผ่านนายหน้าหรือตัวแทน:
- กรณีจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต ไม่ต้องหัก WHT - กรณีจ่ายค่าเบี้ยประกันวินาศภัย ต้องหัก WHT 1% ตามข้อ 12/3 ของคำสั่งกรมสรรพากที่ ท.ป. 4/2528ฯ แม้บริษัทฯ จะได้ทำประกันภัยผ่านนายหน้าหรือตัวแทน และมีการโอนเงินให้นายหน้าหรือตัวแทน ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทรับประกันวินาศภัย จากเอกสารที่แนบมาให้นั้น ทั้งกรมธรรม์และใบเสร็จรับเงินจะได้รับจากบริษัทประกันภัย ไม่ใช่จากบริษัทตัวแทนหรือนายหน้า ดังนั้น บริษัทฯ จะต้องหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% ของเงินได้ ให้แก่บริษัทประกันภัย และออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย(50ทวิ) โดยระบุเป็นชื่อบริษัทประกันภัย
คำถาม-ตอบข้อ 4 4.ตามข้อ 12/3 ท.ป. 4/2528 บอกว่าให้หักเบี้ยประกันทุกอย่างที่จ่ายให้บริษัทประกันภัย แต่ข้อมูลอื่นบอกว่าหักเฉพาะประกันสุขภาพที่มี VAT คำถาม ข้อมูลใดถูก
คำตอบ กรณีที่บริษัทฯ จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่กับบริษัทประกันภัยนั้น จะต้องมาพิจารณาว่า เป็นการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยอะไร อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ ไม่ใช่จะหัก ณ ที่จ่ายทุกเบี้ยประกัน ความเข้าใจนี้ยังไม่ถูกต้องคะ - กรณีจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต ไม่ต้องหัก WHT - กรณีจ่ายค่าเบี้ยประกันวินาศภัย ต้องหัก WHT 1% ตามข้อ 12/3 ของคำสั่งกรมสรรพากที่ ท.ป. 4/2528ฯ
คำถาม-ตอบข้อ 5 5.เราจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลหรือประกันชีวิต หรือเป็นทั้ง 2 อย่างรวมกัน เนื่องจากหัวเอกสารเป็นประกันการเดินทาง
คำตอบ ให้ดู รายละเอียดในกรมธรรม์ “ตารางผลประโยชน์” และ “ข้อตกลงความคุ้มครอง” หรือสอบถามกับบริษัทประกันภัยถึงความคุ้มครองในกรมธรรม์ จะไม่สามารถดูจากหัวเอกสารเพียงอย่างเดียวได้ ประเภท | ลักษณะ | ประกันชีวิต | มีความคุ้มครองการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ | ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล | คุ้มครองกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจาก "อุบัติเหตุ" เท่านั้น | ประกันการเดินทาง | เป็นชื่อรวม อาจประกอบด้วยหลายความคุ้มครอง เช่น อุบัติเหตุ, ความล่าช้า, ทรัพย์สิน |
หากในกรมธรรม์ระบุว่า คุ้มครองเฉพาะการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ → จัดเป็น "อุบัติเหตุส่วนบุคคล" การที่บริษัทจ่ายค่าเบี้ยประกันที่กรมธรรม์ คุ้มครอง"อุบัติเหตุส่วนบุคคล" เป็นกรมธรรม์ที่มุ่งเฉลี่ยภัยอันเนื่องจากการตายการสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพของบุคคลหนึ่งเป็นสำคัญ จึงถือเป็นการรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(3) แห่งประมวลรัษฎากรดังนั้นจะไม่อยู่ในบังคับเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
อ้างอิงคำตอบ
เรื่อง | จ่ายประกันรถผ่านโบกเกอร์ ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทรับประกันวินาศภัย ต้องหัก ณ ที่จ่ายบริษัทอะไร | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 11/09/2023 - วันที่ตอบ 11/11/2023 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย | ข้อกฎหมาย | คำสั่งกรมสรรพากที่ ท.ป. 4/2528ฯ แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.101/2544 | ปุจฉา | เนื่องจากบริษัทฯ ได้ทำประกันรถผ่านโบกเกอร์ และมีการโอนเงินให้โบกเกอร์ แต่เอกสารที่ได้รับเป็นเอกสารและใบเสร็จรับเงินจากบริษัทประกันภัย ทางบริษัทฯ ได้ออกหัก ณ ที่จ่าย 1% เป็นชื่อบริษัทประกันภัย แบบนี้ทางบริษัทฯ ทำถูกต้องไหมคะ หรือบริษัทฯ ควรหัก ณ ที่จ่าย 1% กับบริษัทที่เป็นโบกเกอร์คะ | วิสัชนา | ตามข้อ 12/3 ของคำสั่งกรมสรรพากที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.101/2544ฯ ใช้บังคับ 16 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไป กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันวินาศภัย ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0 ของเงินได้ดัวนี้ "ข้อ 12/3 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันวินาศภัย ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยในประเทศไทย หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0” ” ดังนั้น แม้บริษัทฯ จะได้ทำประกันรถผ่านโบกเกอร์ และมีการโอนเงินให้โบกเกอร์ ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทรับประกันวินาศภัย เอกสารที่ได้รับจึงต้องเป็นเอกสารและใบเสร็จรับเงินจากบริษัทประกันภัย การที่บริษัทฯ ได้ออกหักหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 1% ของเงินได้ โดยระบุเป็นชื่อบริษัทประกันภัย เช่นนี้ บริษัทฯ ปฏิบัติถูกต้องดีงามแล้ว
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" | เรื่อง | ภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีค่าเบี้ยประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 13/10/2006 | เลขที่หนังสือ | กค 0706/8580 | ประเภทภาษี | ภาษีธุรกิจเฉพาะ | ข้อกฎหมาย | มาตรา 91/2(3) และมาตรา 91/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร | ข้อหารือ | บริษัท ก. ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท บริษัทฯ เรียกเก็บค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยที่ถือกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล และบริษัทฯ เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวบริษัทฯ ขอหารือว่า ค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ | แนววินิจฉัย | กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล เป็นกรมธรรม์ที่มุ่งเฉลี่ยภัยอันเนื่องจากการตายการสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพของบุคคลหนึ่งเป็นสำคัญ จึงถือเป็นการรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(3) แห่งประมวลรัษฎากร โดยฐานภาษีสำหรับกิจการรับประกันชีวิต ตามมาตรา 91/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ ดังนั้น ค่าเบี้ยประกันภัยจึงไม่ใช่ฐานภาษีสำหรับกิจการรับประกันชีวิต ตามมาตรา 91/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ไม่ต้องนำค่าเบี้ยประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลที่ได้รับจากผู้เอาประกันภัยมาเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ | เลขตู้ | 69/34570 |
เรื่อง | กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุให้แก่บริษัทรับประกันวินาศภัย | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 30/08/2017 - วันที่ตอบ 12/09/2017 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | ข้อ 2 (77) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509), กฎกระทรวง ฉบับที่ 263 (พ.ศ. 2549) | ปุจฉา | บริษัทฯ ของเราได้ทำประกันอุบัติเหตุหมู่ให้กับพนักงาน ในกรณีนี้ค่าประกันที่บริษัทประกันเรียกเก็บมามีภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % ไหมคะ แล้วเราสามารถหัก ณ ที่จ่าย 1% ได้ด้วยหรือเปล่าคะขอบคุณค่ะ | วิสัชนา | กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุให้แก่บริษัทรับประกันวินาศภัย ซึ่งไม่ใช่การประกันชีวิตจึงอยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% และบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% ของเงินได้ ถูกต้องแล้ว อนึ่ง ตามข้อ 2 (77) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ได้กำหนดยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการประกันภัยกลุ่มเฉพาะในส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ดังนี้ (77) เงินได้เท่าที่นายจ้างจ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักร สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มที่มีกำหนดเวลาไม่เกินหนึ่งปี เฉพาะในส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับ (ก) ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะการรักษาพยาบาลในประเทศไทย (ข) ลูกจ้าง ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ ในขณะที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 เป็นต้นไป” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 263 (พ.ศ. 2549) ใช้บังคับ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป)
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
เรื่อง | ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีภาระภาษีจากสัญญารับประกันวินาศภัย | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 08/11/2004 | เลขที่หนังสือ | กค 0706/พ./9916 | ประเภทภาษี | ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 82/3, มาตรา 82/10, มาตรา 86/10 | ข้อหารือ | 1. การทำสัญญาประกันวินาศภัยซึ่งมีระยะเวลาคุ้มครองหนึ่งปี หากมีการยกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดความคุ้มครองภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากเบี้ยประกันภัยและได้ชำระไปแล้ว จะขอคืนได้หรือไม่ 2. กรณีบริษัทรับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย และผู้เอาประกันภัยจะต้องโอนซากรถยนต์ให้กับบริษัทรับประกันภัยการโอนซากรถยนต์ดังกล่าวนี้จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ และบุคคลใดเป็นผู้มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มดังความละเอียดแจ้งแล้วนั้น | แนววินิจฉัย | การประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัยเป็นการให้บริการอันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่จะได้มีการออกใบกำกับภาษีหรือได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่นเกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการนั้น ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเกิดขึ้นเมื่อได้ออกใบกำกับภาษีหรือได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบริษัทผู้รับประกันภัยในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้เอาประกันภัยเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตามมาตรา 82/4 แห่งประมวลรัษฎากร และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละ เดือนภาษี ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น 1. กรณีที่มีการยกเลิกสัญญาประกันภัยก่อนครบกำหนดความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยหากการยกเลิกสัญญาประกันภัยดังกล่าวเข้าลักษณะเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด ตามมาตรา 82/10 แห่ง ประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) เรื่องกำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10(1)(2)(3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2542 แล้ว บริษัทรับประกันภัยมีสิทธินำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้นั้นได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 82/10 และมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งได้ถูกบริษัทผู้รับประกันภัยเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีซื้อ) ไปแล้ว และได้นำไปเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำภาษีซื้อไปคำนวณหักออกจากภาษีขายในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว เมื่อผู้เอาประกันภัยได้รับใบลดหนี้ ให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปรากฏตามใบลดหนี้ดังกล่าวมาหักออกจากภาษีซื้อของตนในเดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้นั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร
2. กรณีบริษัทรับประกันภัยได้รับโอนซากรถยนต์คันที่ได้รับประกันภัยไว้หลังจากที่ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์แล้วนั้น การรับโอนซากรถยนต์ดังกล่าวเข้าลักษณะที่ผู้เอาประกันภัยได้ขาย ทรัพย์สินให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร หากการขายทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 77/1(6) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัทผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นผู้ซื้อซากรถยนต์นั้น ในราคาตามสภาพของรถยนต์ ณ วันที่ขายหรือโอน แล้วนำภาษีขายที่ได้รับมาไปคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร
| เลขตู้ | 67/33202 |
เรื่อง | ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการออกใบกำกับภาษีสำหรับค่านายหน้าในการหาลูกค้าให้บริษัทประกันวินาศภัย | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 02/06/2009 | เลขที่หนังสือ | กค 0702/4298 | ประเภทภาษี | ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ข้อกฎหมาย | มาตรา 78/1 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร | ข้อหารือ | บริษัทฯ ประกอบกิจการเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยและได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการดังกล่าวจากสำนักงาน คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยโดยมีขั้นตอนการปฏิบัติงานดังนี้ 1. บริษัทฯ มีหน้าที่จัดหากรมธรรม์ประกันภัยที่เหมาะสม เช่น ประกันภัยรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันภัยขนส่ง ทางทะเล และประกันภัยเบ็ดเตล็ด ให้กับลูกค้าซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล กรมธรรม์ประกันภัยออกโดยบริษัท ผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย 2. เมื่อลูกค้าตกลงซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว บริษัทฯ จะแจ้งให้บริษัทผู้รับประกันภัยออกกรมธรรม์ประกันภัย โดยบริษัทผู้รับประกันภัยจะออกเอกสารให้กับลูกค้าประกอบด้วยกรมธรรม์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินในนามของลูกค้าผู้ทำประกันและส่งเอกสารดังกล่าวมาให้กับบริษัทฯ บริษัทฯ จะดำเนินการส่งกรมธรรม์ประกันภัย ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษีให้กับลูกค้า พร้อมเรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยแทนบริษัทผู้รับประกันภัยตามหนังสือมอบอำนาจที่ให้ไว้กับบริษัทฯ และเมื่อได้รับค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าแล้ว บริษัทฯ จะลงชื่อผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงินของบริษัทผู้รับประกันภัย และมอบใบเสร็จรับเงินให้กับลูกค้า 3. บริษัทผู้รับประกันภัยตกลงให้บริษัทฯ นำส่งค่าเบี้ยประกันภัยที่เรียกเก็บภายใน 60 - 90 วัน เมื่อครบกำหนด จึงนำส่งเงินค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวโดยหักค่านายหน้าที่บริษัทฯ ได้รับจากค่าเบี้ยประกันภัยก่อน พร้อมออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ให้กับบริษัทผู้รับประกันภัยในวันที่ได้รับเงิน โดยบริษัทผู้รับประกันภัยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ในวันเดียวกัน บริษัทฯ จึงขอทราบว่า บริษัทฯ ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน สำหรับค่านายหน้าที่ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยในวันที่ได้รับชำระเงินค่านายหน้าถูกต้องหรือไม่ | แนววินิจฉัย | กรณีบริษัทฯ เป็นนายหน้าให้บริการจัดหาลูกค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เพื่อซื้อกรมธรรม์ประกันภัย เช่น ประกันภัยรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันภัยขนส่งทางทะเล และประกันภัยเบ็ดเตล็ด ให้กับบริษัทประกันฯ ในราชอาณาจักร เข้าลักษณะเป็นการให้บริการ ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับการให้บริการดังกล่าว เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น กล่าวคือ เมื่อได้รับชำระค่าบริการ ดังนั้น การที่ บริษัทฯ ได้รับชำระค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าแล้ว แม้บริษัทผู้รับประกันภัย ตกลงให้บริษัทฯ นำส่งค่าเบี้ยประกันภัยที่เรียกเก็บภายใน 60 - 90 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา บริษัทฯ ได้นำส่งเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทฯ ผู้รับประกันภัย โดยหักค่านายหน้าที่บริษัทฯ ได้รับจากค่าเบี้ยประกันภัยก่อนแล้วจึงนำส่งเงินค่าเบี้ยประกันภัยส่วนที่เหลือให้บริษัทผู้รับประกันภัย บริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับค่านายหน้าให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยในวันที่ได้รับชำระค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าทุกครั้งที่ได้รับชำระค่าเบี้ยประกันภัยและจะต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 78/1 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทผู้รับประกันภัยต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ในวันเดียวกัน ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 3/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่ง ประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26กันยายน พ.ศ. 2528 | เลขตู้ | 72/36650 |
|