Case study

ภาระภาษี เมื่อ ร้านอาหาร ให้อินฟลูเอนเซอร์ มาทานอาหารที่ร้าน และให้รีวิวร้านอาหาร


เรื่อง ภาระภาษี เมื่อ ร้านอาหาร ให้อินฟลูเอนเซอร์ มาทานอาหารที่ร้าน และให้รีวิวร้านอาหาร
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 13/07/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทฯ ประกอบกิจการร้านอาหาร และมีการจ้าง อินฟลูเอนเซอร์ มารีวิวอาหาร และบรรยากาศในร้าน โดยอาจจ่ายค่าจ้าง หรือไม่จ่ายค่าจ้างก็ได้ 

1. กรณีบริษัท ไม่ได้จ่ายค่าจ้าง แต่ไม่เก็บค่าอาหาร 

2. กรณีบริษัท จ่ายค่าจ้าง แต่ไม่เก็บค่าอาหาร 

3. กรณีบริษัท ไม่ได้จ่ายค่าจ้าง เเต่จะให้ส่วนลดค่าอาหารกับ อินฟลูเอนเซอร์ ที่มารีวิวอาหาร 99% 

คำถาม   ทั้ง 3 กรณีมีภาระภาษีอย่างไรบ้างคะ 

คำตอบ


กรณีที่ 1 บริษัท ไม่ได้จ่ายค่าจ้าง แต่ไม่เก็บค่าอาหาร

ตอบ  การที่บริษัท ไม่ได้จ่ายค่าจ้าง แต่ไม่เก็บค่าอาหาร ถือเสมือนว่า  บริษัทจ้าง อินฟลูเอนเซอร์ ตามราคาค่าอาหาร

1.1 บริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษี 

1.2 บริษัทฯ ต้องบันทึกรายงานภาษีขาย 

1.3  ใช้ เอกสารใบกำกับภาษี  เป็นหลักฐานการบันทึกบัญชีภาษีขายได้บ้าง 

1.4 ค่าอาหาร ถือเป็นเงินได้ของ อินฟลูเอนเซอร์   มีภาระภาษีหักณที่จ่าย ถ้าถึงเกณฑ์ที่ต้องหักภาษี 


สรุป

         ค่าโฆษณา"หมายถึงค่าใช้จ่ายที่จ่ายเพื่อเผยแพร่หรือประชาสัมพันธ์สินค้า บริการ หรือกิจกรรมให้บุคคลทั่วไปรับรู้ ผ่านสื่อหรือช่องทางต่าง ๆ เพื่อจูงใจให้เกิดการซื้อสินค้า หรือ รับบริการ 

การที่บริษัทจ้างอินฟลูเอนเซอร์   ให้มารับประทานอาหารที่ร้านเพื่อรีวิวร้านอาหาร  หรือทำคลิปลงโซเชียลมีเดียต่างๆ อาทิ YouTube ถือเป็นรับจ้างค่าโฆษณา

  • เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร
  • เมื่อบริษัทฯ เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าว มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 2% ของค่าบริการตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 10 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
  • ถือเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสินค้า หรือการให้บริการ โดยไม่มีค่าตอบแทน ตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร  เพื่อการส่งเสริมการขาย  ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีขาย  ตามมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร  


มาตรา 40   เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7)แล้ว  


คำสั่งกรมสรรพากร
 ที่ ท.ป. 4/2528
 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย


ข้อ 10ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าโฆษณาให้แก่ผู้รับซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 2.0
 
(ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.6/2528)
                    “ข้อ 10/1 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมินที่เป็นค่าโฆษณาให้แก่ผู้รับซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และได้ดำเนินการนำส่งภาษีด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0”
  


มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(8) " ขาย " หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง..


มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ



กรณีที่ 2 บริษัท  จ่ายค่าจ้าง แต่ไม่เก็บค่าอาหาร

ตอบ  การที่บริษัท  จ่ายค่าจ้าง แต่ไม่เก็บค่าอาหาร ถือเสมือนว่า  บริษัทจ้าง อินฟลูเอนเซอร์  ด้วยค่าจ้าง + ค่าอาหาร

ภาระภาษี และคำตอบทางภาษี ไม่ว่าจะเป็น ประเภทเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีขาย ภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา(อินฟลูเอนเซอร์)   เหมือนกับคำตอบ กรณีที่ 1 ทุกประการ   (ต่างกันแค่จำนวนเงินที่จะสูงกว่า กรณีที่ 1 เท่านั้น)



กรณีที่ 3 บริษัท   ไม่ได้จ่ายค่าจ้าง  แต่จะให้ส่วนลดค่าอาหาร 99% ไม่เก็บค่าอาหาร

ตอบ  การที่บริษัท จะ ให้ส่วนลด อินฟลูเอนเซอร์ ที่มารีวิวอาหาร 99% ถือเสมือนว่า  บริษัทจ้าง อินฟลูเอนเซอร์ ตามราคา 99% ของค่าอาหาร    ซึ่ง ถือเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสินค้า หรือการให้บริการ โดยไม่มีค่าตอบแทน ตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร  เพื่อการส่งเสริมการขาย  ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีขาย  ตามมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร  

1) บริษัทไม่สามารถลดยอดใบกำกับภาษีขายได้ เนื่องจากไม่ถูกต้อง  การที่จะลดภาษีขาย ต้องเป็นส่วนลดที่แท้จริงเท่านั้น 

2) มีความเสี่ยงถูกประเมินรายได้จากการขายสินค้า/ให้บริการ ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าหนักงานประเมินมีอำนาจประเมินรายได้เพิ่ม ตามมาตรา 65 ทวิ(4) แห่งประมวลรัษฎากร และ ต้องนำส่งภาษีขายเพิ่มเติมด้วย (กรณีที่บริษัทนำส่งภาษีขายไม่ครบถ้วน) 


มาตรา 65 ทวิการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน


มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(8) " ขาย " หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง..


มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ


 

อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

ภาระภาษีของเงินได้พึงประเมิน เน็ตไอดอล - เป็นพรีเซ็นเตอร์/บล็อกเกอร์ – รับรีวิวสินค้า / รับเป็นตัวแทนขายสินค้า (Dropship)

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 15/01/2025 - วันที่ตอบ 11/03/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (2) , (8) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

กรณีที่บริษัทฯ มีการจ่ายเงินส่วนแบ่ง % จากยอดขายให้กับ net idol ที่จะมา co-branding กับบริษัทฯ (กล่าวคือ บริษัทฯ เป็น owner ของ stock สินค้า แต่เมื่อใดที่บริษัทฯ ขายสินค้าได้ จะต้องแบ่ง % จากยอดขายให้กับ net idol ด้วย)เป็นเงินได้ประเภทอะไรหรือคะมองเป็นคอมมิชชั่น หรือส่วนแบ่งกำไร หรือยอดขายเฉย ๆ แล้วต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

วิสัชนา

1. “เน็ตไอดอล” 

    สวย หล่อ เซ็กซี่ ฮากระจาย ไลฟ์สไตล์แบบจัดเต็ม ที่สร้างให้ใครหลายคนกลายเป็น “เน็ตไอดอล” ผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์ หนึ่งในพลังการตลาดยุคออนไลน์ เมื่อคนไทยชอบตามอย่างคนดัง

    “เน็ตไอดอล” จัดเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงในโลกออนไลน์ โดยอาศัยพลังของ “โซเชียลมีเดีย” เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร สร้างให้คนธรรมดาๆ กลายเป็นคนดังในโลกออนไลน์ได้ในชั่วข้ามคืน

    เน็ตไอดอลในยุคปัจจุบันค่อนข้างหลากหลาย  ไม่ได้จำกัดแค่คนหน้าตาสวย หล่อ และโพรไฟล์ดีเท่านั้น หลายคนแจ้งเกิดจากศัลกรรมทำสวย กลายเป็นกูรูความงามให้คนติดตามได้ในเวลาอันรวดเร็ว บางคนมาแนวให้ความรู้ สอนร้องเพลง สอนแต่งหน้า มีไม่น้อยที่อาศัยความฮา ตลกขบขัน มาเป็นจุดขาย และมีจำนวนมากที่แจ้งเกิดด้วยแนวเซ็กซี่ พริตตี้เงินล้าน สร้างยอดไลค์ให้แฟนคลับหนุ่มๆ ได้ติดตาม เป็นหมื่นเป็นแสนไลค์ได้ในเวลาไม่นาน

    ในแง่มุมของการตลาดแล้ว เน็ตไอดอล ถือเป็นเครื่องมือการตลาดที่อยู่ในกลุ่ม Influencer Marketing เช่นเดียวกับเซเลบริตี้ หรือดารานักร้อง นักแสดง ที่ไม่ว่าจะใช้สินค้าอะไร หรือเดินทางไปที่ไหน หลายคนก็เริ่มที่จะใช้ตาม

    เมื่ออำนาจของการบอกต่อของเหล่าบรรดาเน็ตไอดอลเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น แบรนด์สินค้าเริ่มจับจองใช้พื้นที่สื่อของเน็ตไอดอลเป็นกระบอกเสียงพูดกับกลุ่มเป้าหมายในโลกออนไลน์ ผ่านรูปแบบของการโพสต์สินค้า หรือแคมเปญบนโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทิวบ์ และโซเชียลแคม โดยที่อัตราการโพสต์ในแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับแต่ละคน ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนบาท

    สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าผู้หญิง เช่น ครีมบำรุงผิว เสื้อผ้า วิธีการส่วนใหญ่จะเป็นการส่งสินค้าให้ทดลองใช้ และทำการรีวิวลงในโซเชียลมีเดียฟรีๆ แต่บางคนก็อาจจะคิดค่าใช้จ่ายในการโพสต์ ขึ้นอยู่กับการตกลงของแต่ละคน

    ทำให้การตลาดแบบ Influencer Marketing เป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะด้วยฐานจำนวนแฟนคลับของเน็ตไอดอลแต่ละคนจะเป็นตัวการันตีว่าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน

    ด้วยความที่เน็ตไอดอล ยังคงได้รับความนิยมอย่างอย่างสูงจากเจ้าของแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่ยังคงเลือกใช้บริการของเน็ตไอดอลเป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดออนไลน์ เพื่อโปรโมตสินค้า

   

2. วิธีการหารายได้ของ “เน็ตไอดอล”

    2.1 เน็ตไอดอล การเป็นเน็ตไอดอลที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เท่ากับมีฐานลูกค้าชั้นดี ก็มีแบรนด์ต่าง ๆ ว่าจ้างให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ ทั้งถ่ายรูปสินค้า ทำคลิปสั้น ๆ หรือโปรโมทวิธีต่าง ๆ ตามตกลง

    2.2 บล็อกเกอร์ โดยบล็อกเกอร์ต้องรีวิวสินค้า เครื่องสำอางก่อน แล้วเขียนแนะนำลงในบล็อก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เป็นประโยชน์กับผู้อ่านอย่างแท้จริง และซื้อสัตย์ต่อผู้บริโภค  

    2.3 ทำคลิปลงโซเชียลมีเดียต่าง อาทิ YouTube เพื่อโฆษณาสินค้าต่าง ๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ

    2.4 ขายของ/เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ซึ่งจะได้ส่วนแบ่งจากยอดขาย โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่หาลูกค้ามาซื้อให้เยอะๆ เท่านั้น  


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัทฯ มีการจ่ายเงินส่วนแบ่ง % จากยอดขายให้กับ net idol ที่จะมา co-branding กับบริษัทฯ ตามข้อเท็จจริงอาจสรุปประเภทเงินได้พึงประเมินของ Net Idol ได้ดังนี้

1. กรณีเน็ตไอดอล - เป็นพรีเซ็นเตอร์เข้าลักษณะเป็นเงินได้ค่ารับจ้างถ่ายแบบโฆษณา เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร

    1.1 สำหรับเน็ตไอดอลชาวไทย หรือชาวต่างชาติที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของเงินได้ และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

    1.2 สำหรับเน็ตไอดอลชาวต่างชาติที่ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) ของเงินได้

    ทั้งนี้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 9 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

  

2. กรณีบล็อกเกอร์– รับรีวิวสินค้า หรือทำคลิปลงโซเชียลมีเดียต่างๆ อาทิ YouTube เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการรับจ้างโฆษณา ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 2% ของเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 10 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป


3. กรณีรับเป็นตัวแทนขายสินค้า (Dropship) โดยทั่วเข้าลักษณะเป็นนายหน้าตัวแทน เงินได้ที่ได้รับถือเป็นค่านายหน้า

    3.1 โดยทั่วไปเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามอัตราของเงินได้สุทธิ ตามมาตรา 50 (1) วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

    3.2 กรณีมีหลักฐานในการประกอบกิจการให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ได้ประกอบกิจการในรูปแบบของการทำธุรกิจและสามารถพิสูจน์รายจ่ายในการประกอบกิจการได้ ซึ่งต้องมีลักษณะการประกอบกิจการดังนี้

          (1) ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและ

          (2) ได้จัดตั้งเป็นสำนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีอาคารสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง หรือเช่าจากบุคคลอื่น โดยมีหลักฐาน เช่น หลักฐานการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ สัญญาเช่าสำนักงาน และ

          (3) มีการลงทุนด้วยการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ มีค่าใช้จ่ายสำนักงาน และ

          (4) มีการจ้างลูกจ้างหรือพนักงานในการประกอบกิจการ โดยมีหลักฐานตามสัญญาจ้างแรงงาน หลักฐานการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และหลักฐานการแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง ในกรณีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่มีภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายและนำส่ง จะต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับการยื่นรายการเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงานตามแบบ ภ.ง.ด.1 ก. และ

          (5) มีค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ เช่น ค่ารับรอง หรือค่าบริการเพื่อประโยชน์ในการติดต่องานกับลูกค้า

          ในการประกอบกิจการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่เป็นค่าบริการอื่น ๆ ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ให้บริษัทฯ คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของเงินได้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ  คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


  

เรื่อง

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินค่าโฆษณา

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

05/02/2007

เลขที่หนังสือ

กค 0706/1035

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(8) และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.4/2528ฯ

ข้อหารือ

     บริษัท บ. แจ้งว่า บริษัทฯ ประกอบกิจการเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์โดยผลิต และจำหน่ายนิตยสาร รวมทั้ง หนังสือในเครือเดียวกัน บริษัทฯ มีรายได้หลักจากการโฆษณา ตลอดจนจำหน่ายหนังสือให้แก่สมาชิก และบุคคลทั่วไป บริษัทฯ ได้จัดทำหนังสือเป็นหนังสือรายปีเพื่อขาย ตัวเลข ค.ศ. จะเปลี่ยนไปตามปี ซึ่งจะเป็นหนังสือที่รวบรวมร้านอาหารที่มีคุณภาพและบริการที่ดี จำนวนกว่า 150 ร้านค้า ทั่วประเทศ โดยมีการดำเนินงานซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. ร้านอาหารที่มีการลงรายละเอียดในหนังสือและในเวปเพจแต่ไม่ลงรูป จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
2. ร้านอาหารที่มีการลงรายละเอียดโฆษณาในหนังสือและในเวปเพจและลงรูปเฉพาะในหนังสือ ซึ่งเรียกว่าการแยกสี จะต้องเสียค่าใช้จ่าย 4,000 บาท
3. ร้านอาหารที่มีการลงรายละเอียดและรูปทั้งในหนังสือและในเวปเพจ จะต้องเสียค่าใช้จ่าย6,000 บาท
  
บริษัทฯ จึงขอทราบว่า การดำเนินงานประเภทที่ 2 และ 3 จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าใด

แนววินิจฉัย

     เงินได้ที่บริษัทฯ ได้รับจากลูกค้าถือเป็นค่าโฆษณา เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมินดังกล่าวจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 2.0ตามข้อ 10 ของ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวล รัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528

เลขตู้

70/34757



เรื่อง

สวัสดิการให้ผู้บริหารนำสินค้าของบริษัทฯ ไปใช้ส่วนตัว / การนำสินค้าไปแจกดารา หรือ influencer

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 08/02/2022 - วันที่ตอบ 14/04/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (4), มาตรา 79/3 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

สอบถามเรื่องการพิจารณายื่นภาษีควรยื่นฐานภาษีที่ราคาตลาด หมายถึงราคาใด ระหว่างราคาทุนกับราคาขาย หรือมีวิธีการทางภาษีที่ต้องปฏิบัติอย่างไร

    กรณี 1.บริษัทฯ ซื้อสินค้าเพื่อทำการซื้อมาขายไป 10 อัน อันละ 50 บาท ขายในราคาอันละ 100 บาท ต่อมาผู้บริหารหยิบสินค้าไปใช้ 1 อัน โดยที่บริษัทฯ มีเขียนอยู่ในนโยบายสวัสดิการผู้บริหารให้สามารถหยิบได้ไม่เกินมูลค่าต่อปีรวมกันอยู่ที่เท่าใด ดังนั้นบริษัทต้องยื่นภาษีที่ฐานราคาทุนหรือราคาขาย

    กรณี 2. บริษัทฯ มีการส่งเสริมการขาย ด้วยการนำสินค้าไปแจกดารา หรือ influencer เพื่อเป็นการโปรโมทสินค้า ดังนั้นทางภาษีควรทำอย่างไรได้บ้าง

วิสัชนา

1. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล

    ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินในอันที่จะประเมินค่าตอบแทนจาการโอนทรัพย์สิน การให้บริการ หรือการให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้เป็นตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน

         คำว่า “ราคาตลาด” หมายความว่า ราคาของค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย ซึ่งคู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกันพึงกำหนดโดยสุจริตในทางการค้า กรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินที่มีลักษณะ ประเภท และชนิดเช่นเดียวกัน ณ วันที่โอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน 

         คำว่า “คู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกัน” หมายความว่า คู่สัญญาที่ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันในการจัดการ การควบคุม หรือร่วมทุน โดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม 

(ข้อ 2 ขอคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 113/2545ฯ )

    ตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 4 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563) อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 400) เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้ และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ลงวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564 กําหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้ว ดังต่อไปนี้

         (1) วิธีการเปรียบเทียบราคาที่มิได้ถูกควบคุม (Comparable Uncontrolled Price Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างราคาที่เรียกเก็บจากการโอนทรัพย์สินหรือการให้บริการสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมกับราคาที่เรียกเก็บจากการโอนทรัพย์สินหรือการให้บริการสําหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

         (2) วิธีราคาขายต่อ (Resale Price Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากําไรจากการขายต่อซึ่งผู้ซื้อทรัพย์สินผ่านธุรกรรมที่ถูกควบคุมได้รับจากการนําทรัพย์สินนั้นไปขายต่อผ่านธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมกับอัตรากําไรจากการขายต่อ ซึ่งได้รับจากการซื้อมาและขายต่อทรัพย์สินผ่านธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

         (3) วิธีราคาทุนบวกกําไรส่วนเพิ่ม (Cost Plus Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากําไรส่วนเพิ่มจากต้นทุน ซึ่งรวมทั้งต้นทุนทางตรงและทางอ้อมในการโอนทรัพย์สิน และให้บริการสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุม กับอัตรากําไรส่วนเพิ่มจากต้นทุนซึ่งรวมทั้งต้นทุนทางตรง และทางอ้อมในการโอนทรัพย์สิน และให้บริการสําหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้  

         (4) วิธีอัตรากําไรสุทธิที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม (Transactional Net Margin Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากําไรสุทธิที่สัมพันธ์กับฐานที่เหมาะสม (เช่น ต้นทุน ยอดขายหรือสินทรัพย์ เป็นต้น) ซึ่งเป็นผลจากการทําธุรกรรมที่ถูกควบคุม กับอัตรากําไรสุทธิที่สัมพันธ์กับฐานเดียวกันนั้น ซึ่งเป็นผลจากการทําธุรกรรมที่ไมถูกควบคุม

         (5) วิธีแบ่งสรรกําไรของธุรกรรม (Transactional Profit Split Method) โดยการปันส่วนผลกําไร (หรือขาดทุน) ที่ได้รับจากธุรกรรมที่ถูกควบคุม ให้เป็นไปตามส่วนที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแต่ละรายได้มีส่วนร่วมดําเนินการในธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นเพื่อให้แต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้รับส่วนแบ่งตามส่วนที่พึงคาดหมายว่าจะได้รับหากได้มีส่วนร่วมดําเนินการในธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้เว้นแต่ในกรณีที่สามารถนําวิธีการกําหนดราคาวิธีการใดวิธีการหนึ่งตาม (1) ถึง (4) มาปรับใช้เพื่อหาจํานวนกําไรหรือเงินได้พึงประเมินบางส่วนที่คู่สัญญาที่เป็นอิสระพึงได้รับสําหรับการปฏิบัติหน้าที่งานที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นได้ ให้นําวิธีแบ่งสรรกําไรของธุรกรรมมาปรับใช้เฉพาะกับส่วนของกําไรที่คงเหลืออยู่หลังจากหักจํานวนกําไรหรือเงินได้พึงประเมินที่ได้จากการปรับใช้วิธีการกําหนดราคาตาม (1) ถึง (4) แล้ว  


2.ตามมาตรา 79/3 แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการกรณีไม่ได้รับประโยชน์หรือค่าตอบแทน ให้คำนวณมูลค่าของฐานภาษีตาม “ราคาตลาด” ของสินค้าหรือการให้บริการในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

    “มาตรา 79/3 การคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 79 ให้ถือมูลค่าของฐานภาษีเมื่อ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

         (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันสมควร มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าหรือการให้บริการในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

         (2) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีที่ผู้ประกอบการนำสินค้าไปใช้ หรือได้ใช้บริการ ไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น โดยมิใช่เพื่อการประกอบกิจการโดยตรงตามมาตรา 77/1 (8)(ง) หรือ (10) มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าหรือบริการในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

         (3) การขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8)(จ) ที่เกิดจากสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87 (3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

         (4) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้อง เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) มูลค่าของฐานภาษี ให้ถือราคาตลาดตามสภาพหรือปริมาณของสินค้าที่เป็นอยู่ในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

         (5) การขายสินค้าในกรณีผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือ และหรือมีทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการ มีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ

         ราคาตลาดตามมาตรานี้ ให้ถือราคาเฉลี่ยของราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตามที่ได้มีการตรวจสอบ ราคาตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และในกรณีที่ไม่อาจทราบราคาตลาดได้แน่นอน ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดได้” 


 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

  1. กรณีบริษัทฯ มีนโยบายสวัสดิการสำหรับผู้บริหารให้สามารถนำสินค้าของบริษัทฯ ไปใช้ส่วนตัวได้ 1 ชิ้น โดยมูลค่าสินค้ารวมทั้งสิ้นต่อปีต้องไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ เช่นนี้ ให้บริษัทฯ ใช้ “ราคาทุน” ที่บริษัทฯ ซื้อมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีขาย และถือเป็นเงินได้พึงประเมินของกรรมการ โดยถือเป็นรายการสวัสดิการของบริษัทฯ เทียบเคียงได้กับกรณีนำสินค้าไปในในการดำเนินกิจการของบริษัทฯ ทั้งกรณีที่ไม่นับรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี “Non VAT Base” เป็นการใช้ภาษีซื้อตามที่บริษัทฯ ได้ซื้อหามาในราคาทุน อันเป็นราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น


    2.กรณีบริษัทฯ มีการส่งเสริมการขาย ด้วยการนำสินค้าไปแจกดารา หรือ influencer เพื่อเป็นการโปรโมทสินค้า เป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสินค้า หรือการให้บริการ โดยไม่มีค่าตอบแทน เพื่อการส่งเสริมการขาย กรณีนี้ ก็ถือเป็นการนำสินค้าไปใช้ในการดำเนินกิจการด้วยเช่นกัน เพียงแต่เป็นกรณีที่บริษัทฯ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจกรรมดังกล่าว เช่นนี้ “ราคาตลาด” ย่อมได้แก่ ราคาทุนที่บริษัทฯ ซื้อหามาซึ่งสินค้าหรือบริการนั้นมาเช่นเดียวกัน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ  คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ