Case study

การว่าจ้างบุคคลธรรมดาทำหน้าที่รับ-ส่งเอกสาร (Messenger) เป็นรายครั้ง โดยมียอดเงินไม่ถึง 1,000 บาท


เรื่อง การว่าจ้างบุคคลธรรมดาทำหน้าที่รับ-ส่งเอกสาร (Messenger) เป็นรายครั้ง โดยมียอดเงินไม่ถึง 1,000 บาท
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 10/07/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บ.ไทย ได้ใช้บริการบุคคลธรรมดา ในการรับ-ส่งเอกสาร/อื่นๆ และชำระเงินเป็นรายครั้ง โดยแต่ละครั้งค่าจ้างไม่ถึง 1,000 บาท แต่มีการจ้างต่อเนื่องทำให้ยอดรวมเกิน 1,000 บาท

1. จ่ายเป็นรายครั้ง ยอดไม่ถึง 1,000 บาทในแต่ละคราว

2. จ่ายเป็นยอดรวม ซึ่งรายครั้งไม่ถึง 1,000 บาทแต่ยอดรวมเกิน 1,000 บาท

3. หากพนักงานได้สำรองจ่ายไปก่อนและนำมาเบิกรวม โดยไม่สามารถระบุผู้รับเงินในแต่ละครั้งได้ (อาจจะเป็นคนเดิม หรือ เปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ) แต่พนักงานจะจัดเตรียม ใบเบิกค่าแมสเซนเจอร์ (ระบุวัตถุประสงค์ในแต่ละคราว พร้อมยอดเงิน) และพนักงานจะมีการเซ็นต์กำกับ

อยากทราบว่า บ. ต้องมีการหัก ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ และหักอย่างไร หรือมีประเด็นสำคัญอื่นที่ต้องระวัง

คำตอบ

การว่าจ้างบุคคลธรรมดาทำหน้าที่รับ-ส่งเอกสาร (Messenger) เป็นรายครั้ง โดยมียอดเงินไม่ถึง 1,000 บาท แต่ทำอย่างต่อเนื่อง หรือให้พนักงานสำรองจ่ายไปก่อนนั้น มีหลักเกณฑ์ทางภาษีที่ต้องพิจารณาแยกตามสถานการณ์ ดังนี้

1. การจำแนกประเภทเงินได้ตามกฎหมาย


คำตอบ :  ต้องจำแนกประเภทเงินได้ก่อนว่าเป็นเงินได้ประเภทใด เป็นการจ้างบริการขนส่งหรือบริการ โดยให้แยกตาม"ความรับผิดชอบในเนื้อหาของงาน" ดังนี้

1. ข้อแตกต่างในทางกฎหมายสรรพากร

ประเด็น

ค่าขนส่ง (หัก 1%) 

ค่าบริการส่งเอกสาร/จ้างทำของ (หัก 3%) 

 

ประเภทเงินได้

 
 

เข้าลักษณะตามมาตรา 40(8) เป็นธุรกิจรับขนส่งโดยเฉพาะ

 
 

เข้าลักษณะมาตรา 40(8) เป็นการจ้างทำของ/ให้บริการทั่วไป

 
 

ความรับผิดชอบหลัก

 
 

ต้องเป็นการจ้างเพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งของจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง โดยผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ส่งมอบของ ผู้รับจ้างมีหน้าที่นำของไปส่งให้ถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัย โดยที่ผู้รับจ้างไม่มีหน้าที่ต้องไปทำนิติกรรมหรือกระทำการใด ๆ แทนผู้ว่าจ้าง ณ ปลายทางเลย รับผิดชอบเฉพาะ "ความปลอดภัยของตัวสินค้า/พัสดุ" ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง (สินค้าต้องไม่พัง ไม่สูญหาย)

 
 

รับผิดชอบใน "ความสำเร็จของงาน" และมีการกระทำอื่น ๆ ร่วมด้วย (เช่น ต้องไปเข้าคิว, ต้องเซ็นเอกสาร, ต้องเก็บเช็ค)

 

เช่น จ้าง Messenger ให้ไปส่งเอกสาร และ ต้องรอเซ็นรับ-ส่ง เอกสารกลับมา, จ้างให้ไป ยื่นแบบภาษี ที่สรรพากร, จ้างให้ไป วางบิลและเก็บเช็ค ที่บริษัทลูกค้า ซึ่งต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร มีการเซ็นชื่อในฐานะผู้ส่ง/ผู้รับ หรือมีการทวงถามและส่งมอบเช็ค

 
 

ลักษณะผู้รับจ้าง

 
 

มักเป็นผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ, บจก.ขนส่ง, หรือบุคคลที่มีอาชีพรับขนของโดยเฉพาะ เช่น ส่งของผ่าน Kerry / Flash / ไปรษณีย์ไทย

 
 

มักเป็น Messenger รายบุคคล หรือบริษัทจัดหา Messenger

 
 

หน้าที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

 
 

ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ณ) แห่งประมวลรัษฎากร

 
 

ต้องเสีย VAT 7% (หากผู้รับจ้างมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ตามมาตรา 77/1(10) และ มาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร

 

หัก ณ ที่จ่าย

หักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ตามข้อ 12/4 ของคำสั่งกรมสรรพาการที่ ท.ป. 4/2528 ฯ

หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพาการที่ ท.ป. 4/2528 ฯ


2. ประเด็นการหักภาษี ณ ที่จ่าย


คำตอบ ต้องพิจารณาก่อนว่าบริษัท ได้มีการจัดทำสัญญาระยะยาวกับผู้รับขนส่งบุคคลธรรมดาในการรับ-ส่งเอกสาร/อื่น ๆ หรือไม่

- หากข้อเท็จจริง : บริษัทไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกับผู้ให้บริการขนส่ง
- จ่ายเป็นครั้ง ๆ ตามการใช้บริการจริง เช่น ส่งของแต่ละรอบ / บิลละไม่ถึง 1,000 บาท
- ไม่ได้ตกลงสัญญาระยะยาว / ไม่มีภาระผูกพันต่อเนื่อง

  • แม้ในทางกฎหมายแพ่ง การขนส่งแต่ละครั้งถือเป็น “นิติกรรม” หรือ “สัญญา” เฉพาะกิจอยู่แล้ว
     แต่ไม่ถือเป็น “สัญญาระยะยาว” ตามแนวคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.112/2545 ข้อ 4
  • การจ่ายแต่ละครั้งจึงถือเป็น “Transaction อิสระ”
  • หากมูลค่าต่อครั้งไม่ถึง 1,000 บาท → ไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • แม้เมื่อรวมกันทั้งปีจะเกิน 1,000 บาท ก็ ไม่ต้องย้อนหลังมาหัก เพราะแต่ละการจ่ายไม่ได้เกิดจาก “สัญญาเดียวกัน

สรุปแนวคำตอบทางปฏิบัติ ให้แยกเป็นแต่ละกรณี โดยพิจารณา หลักการ “ต่อสัญญา” และ “ต่อครั้ง”

ลักษณะการจ่าย

ผลทางภาษีหัก ณ ที่จ่าย

1.จ่ายครั้งหนึ่งไม่ถึง 1,000 บาท และ ไม่มีสัญญาระยะยาว

ไม่ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

2.จ่ายครั้งหนึ่งไม่ถึง 1,000 บาท แต่มี สัญญาระยะยาว / สัญญาครอบคลุมหลายครั้งรวมเกิน 1,000 บาท

- ค่าขนส่ง ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 1ทุกครั้ง (แม้แต่ละครั้งไม่ถึง 1,000) ตามข้อ 12/4 ของคำสั่งกรมสรรพาการที่ ท.ป. 4/2528 ฯ 

- ค่าบริการ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3ทุกครั้ง (แม้แต่ละครั้งไม่ถึง 1,000) ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพาการที่ ท.ป. 4/2528 ฯ 

3.จ่ายครั้งหนึ่งเกิน 1,000 บาท ไม่ว่าจะมีสัญญาหรือไม่มีสัญญาระยะยาว

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ทันที

4.จ่ายหลายครั้งที่ไม่ถึง 1,000 บาท แต่รวมกันภายหลังเกิน 1,000 บาท และเป็น สัญญาเดียวกัน / ลักษณะต่อเนื่องกัน

ต้องหักภาษีรวมทั้งจำนวน ตามข้อ 2 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.112/2545

5.จ่ายแต่ละครั้งเป็นอิสระต่อกัน (ไม่ใช่สัญญาระยะยาว)

ไม่ต้องหัก แม้รวมทั้งปีเกิน 1,000 บาท


สถานการณ์ที่ 1 : จ่ายเป็นรายครั้ง ยอดไม่ถึง 1,000 บาทในแต่ละคราว

ข้อสรุป : ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย (แต่มีเงื่อนไขสำคัญ)

  • หลักกฎหมาย : ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ข้อ 12/7 กำหนดว่า การจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(8) ที่มีจำนวนตามสัญญารายหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 1,000 บาท ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • ข้อควรระวัง : คำว่า "ตามสัญญารายหนึ่ง ๆ" หมายความว่าในแต่ละคราวที่มีการว่าจ้าง ต้องเป็นการตกลงจ้างเสร็จสิ้นเป็นครั้ง ๆ ไป ไม่มีข้อตกลงหรือข้อผูกพันล่วงหน้าว่าจะต้องจ้างกันอีกในอนาคต เช่น โทรเรียกเมื่อต้องการใช้งาน จ่ายเงิน จบสัญญาเป็นรายครั้ง

สถานการณ์ที่ 2 : จ่ายเป็นยอดรวม ซึ่งรายครั้งไม่ถึง 1,000 บาท แต่ยอดรวมเกิน 1,000 บาท

ข้อสรุป : ต้องพิจารณา "เจตนาของสัญญา" เป็นหลัก

  • กรณีที่ 2.1 มีข้อตกลงต่อเนื่อง (ต้องหัก 1% หรือ 3%) : หากบริษัทมีข้อตกลงล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือโดยวาจา ว่าจะจ้างบุคคลนี้เป็นประจำทุกวัน/ทุกสัปดาห์ แล้วให้มาวางบิลรวมเพื่อรับเงินเดือนละครั้ง แม้การวิ่งงานแต่ละครั้งจะราคาเพียง 300-500 บาท แต่เมื่อรวมเงินตามข้อตกลงแล้วเกิน 1,000 บาท บริษัทมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% หรือ 3% จากยอดรวมทั้งหมด
  • กรณีที่ 2.2 จ้างแยกขาดจากกันจริง ๆ (ไม่ต้องหัก) : หากเป็นการจ้างเป็นครั้ง ๆ สัญญาจบลงทุกครั้งที่ส่งเอกสารเสร็จ (ไม่มีข้อผูกพัน) แต่ในทางปฏิบัติ ฝ่ายบัญชีรวบรวมใบเสร็จ/ใบสำคัญมาทำจ่ายพร้อมกันสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้งเพื่อความสะดวกในการเขียนเช็ค กรณีนี้ในทางภาษีถือว่าสัญญารายหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 1,000 บาท จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่แนะนำว่า ควรแยกจ่ายเป็นรายครั้งๆ ไป เพื่อลดการพิสูจน์ว่าไม่ใช่สัญญาระยะยาว และเป็นการให้บริการแต่ละครั้งไม่ถึง 1,000 บาทจริง 

สถานการณ์ที่ 3 : พนักงานสำรองจ่ายไปก่อน นำมาเบิกรวม และไม่สามารถระบุตัวผู้รับเงินได้

ข้อสรุป : ความเสี่ยงสูงด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล (ค่าใช้จ่ายต้องห้าม)

กรณีนี้แบ่งออกเป็น 2 ด้านที่บริษัทต้องระวังดังนี้ :

  • ด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย : ตามแนววินิจฉัยกรมสรรพากร (เช่น หนังสือหารือ เลขที่ กค 0706/6175) หากพนักงานสำรองจ่ายเงินสดส่วนตัวไปก่อน โดยที่บริษัทไม่ได้เป็นผู้ออกใบสั่งจ้างโดยตรง และบริษัทไม่สามารถทราบยอดหรือตัวผู้รับจ้างล่วงหน้าได้ พนักงานและบริษัทจะไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในขณะที่จ่ายเงินคราวนั้น ๆ
  • ด้านรายจ่ายของบริษัท : แม้จะไม่ติดปัญหาเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่บริษัทจะมีปัญหาเรื่อง "การพิสูจน์ผู้รับเงิน" ตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากร (รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ) ซึ่งสรรพากรมีสิทธิบวกกลับเป็น รายจ่ายต้องห้าม ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50)

3. ประเด็นสำคัญอื่นที่ต้องระวังและแนวทางแก้ไข 


เพื่อให้บริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายใน สถานการณ์ที่ 3 ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อย่างถูกต้อง และปลอดภัยจากการตรวจสอบของสรรพากร แนะนำให้ปรับกระบวนการเอกสารดังนี้ :

  1. แนบหลักฐานบัตรประชาชนของผู้รับเงิน : แม้จะเปลี่ยนคนไปเรื่อย ๆ หรือเป็นคนเดิม แต่ใน "ใบเบิกค่าแมสเซนเจอร์" หรือ "ใบสำคัญจ่าย (Voucher)" ควรให้พนักงานขอถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชน หรือให้ผู้รับจ้างเซ็นชื่อ-นามสกุล พร้อมเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และเบอร์โทรศัพท์ ในช่องผู้รับเงินทุกครั้ง เพื่อให้บริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่าจ่ายเงินให้แก่บุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง
  2. การจัดทำใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (ตามแนวทางกรมสรรพากร) : หากไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินจากคนขับได้จริง ๆ ให้ใช้ "ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (ตามแบบที่กรมสรรพากรยอมรับ)" โดยให้พนักงานผู้สำรองจ่ายเป็นผู้รับรองการจ่ายเงิน พร้อมแนบหลักฐานการเรียกใช้บริการ (เช่น หน้าจอประวัติการสั่งงานจากแอปพลิเคชัน Messenger หากเป็นการเรียกผ่าน App) หรือหลักฐานการโอนเงิน (Slip) เข้าบัญชีธนาคารของผู้รับจ้างคนนั้น ๆ
    • สรุปคำแนะนำ : พยายามหลีกเลี่ยงการลงบัญชีโดยมีเพียงใบเบิกภายในที่พนักงานเซ็นกำกับฝ่ายเดียวโดยไม่มีเอกสารเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลภายนอก (ผู้รับเงินจริง) เพราะจะมีความเสี่ยงสูงมากที่เจ้าหน้าที่สรรพากรจะให้เป็น รายจ่ายต้องห้าม ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากร (รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

(18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ


คำสั่งกรมสรรพากร
ที่ ท.ป. 4/2528
 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย


 

"ข้อ 12/1 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดไว้ในข้อ 8 ข้อ 9 (2) ข้อ 10 ข้อ 12 ข้อ 12/3 และข้อ 12/4 แต่ไม่รวมถึงการจ่าย ค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น
                         (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0
                         “(1/1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563 โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.5”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.324/2563 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)
                         “(1/2) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมิน ที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และได้ดำเนินการนำส่งภาษี ด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.354/2566 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป)
                         (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย 
โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0
                         “(2/1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563 โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.5”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.324/2563 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)
                         “(2/2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึง มูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และได้ดำเนินการนำส่งภาษีด้วยวิธีการที่กำหนดตามมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.354/2566 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป)
 คำว่า “การให้บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า
 คำว่า “ภัตตาคาร” หมายความว่า กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่ม ทั้งนี้ ไม่ว่าในหรือจากสถานที่ซึ่งจัดให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้ ”


"ข้อ 12/4 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าขนส่ง แต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าโดยสารสำหรับการขนส่งสาธารณะให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น
                         (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0
                         (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย 
โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0
 
คำว่า “การขนส่งสาธารณะ ” หมายความว่า การรับส่งผู้โดยสารเป็นการทั่วไปเป็นปกติธุระ ”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 ใช้บังคับ 15 กันยายน 2544 เป็นต้นไป)
 (
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.126/2546)


   “ข้อ 12/7 การจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาท” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 266/2559 ใช้บังคับสำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป)



คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 112/2545

เรื่อง      การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการของธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

---------------------------------------------

                เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบและแนะนำ เกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการของธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

                ข้อ 1 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นค่าบริการให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หากค่าบริการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้ง มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากค่าบริการในแต่ละครั้ง มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ

                        ค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวตามวรรคหนึ่ง หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาสามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ ตัวอย่างเช่น

                        (1) ค่าธรรมเนียมดาร์ฟ

                        (2) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทางโทรเลข ทางไปรษณีย์ และทางโทรศัพท์ หรือทางคอมพิวเตอร์

                        (3) ค่าธรรมเนียมในการออกตั๋วเงิน รับรองตั๋วเงิน ค้ำประกันตั๋วเงิน

                        (4) ค่าธรรมเนียมในการออกตั๋วเงินภายในประเทศ และตั๋วเงินในต่างประเทศ

                        (5) ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเลตเตอร์ออฟเครดิต

                        (6) ค่าธรรมเนียมในการคืนเช็ค

                        (7) ค่าธรรมเนียมในการตรวจสภาพหลักทรัพย์

                        (8) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินต่างประเทศเข้าบัญชีผู้รับโอน

                        (9) ค่าธรรมเนียมเคาน์เตอร์เช็ค

                        (10) ค่าธรรมเนียมในการเรียกเก็บเงินตามเช็ค

                        (11) ค่าธรรมเนียมเช็คของขวัญ

                        (12) ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันลูกค้า

                        (13) ค่าให้บริการใช้โทรศัพท์

                        (14) ค่าใช้คู่สายแต่ละครั้ง

                        (15) ค่าใช้จ่ายยกเลิกตั๋วเงิน

                        (16) ค่าธรรมเนียมจากการที่ลูกค้านำตั๋วแลกเงินจากต่างประเทศมาแลกกับธนาคาร

                        (17) ค่าบริการที่ปรึกษาทางธุรกิจ

                        (18) ค่าบริการจำหน่ายหลักทรัพย์

                ข้อ 2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายค่าบริการ ตามข้อ 1 ให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งแต่ละสัญญา หรือรายการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้งมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท หากการจ่ายเงินหลาย ๆ สัญญาดังกล่าว หรือหลาย ๆ รายการที่ให้บริการ (Transaction) รวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) ได้ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัท ข. จำกัด ประกอบด้วย ค่าใช้คู่สาย 700 บาท ค่าใช้จ่ายยกเลิกตั๋วเงิน 800 บาท ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทางโทรเลข 1,900 บาท ค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันเลตเตอร์ออฟเครดิต 1,400 บาท และค่าธรรมเนียมในการคืนเช็ค 200 บาท หากบริษัท ข. จำกัด จ่ายค่าบริการรวมทั้งสิ้น 5,000 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 5,000 บาท

                ข้อ 3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ได้ทำสัญญา รายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยมีการตกลงจ่ายค่าบริการตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายหลายครั้ง ครั้งละไม่ถึงหนึ่งพันบาท บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ ตัวอย่างเช่น บริษัท ข.จำกัด ทำสัญญาใช้ตู้นิรภัยของธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยชำระค่าบริการเป็นรายเดือนเดือนละ 900 บาท กรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัท ข. จำกัด จะชำระค่าบริการในเดือนหนึ่ง ๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาทก็ตาม แต่โดยที่สัญญาให้บริการมีระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเมื่อรวมค่าบริการตลอดอายุสัญญาแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ดังนั้น เมื่อบริษัท ข. จำกัด ชำระค่าบริการเดือนละ 900 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 900 บาท

                ข้อ 4 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายเงินได้พึง ประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นค่าบริการให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หากการจ่ายค่าบริการไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากการจ่ายค่าบริการในครั้งต่อไปซึ่งเมื่อนำไปรวมกับค่าบริการครั้งที่ผ่านมาที่มีการจ่ายไปแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ โดยจะต้องนำเงินค่าบริการที่จ่ายในครั้งก่อน ๆ มารวมคำนวณเพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย

                        ค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวตามวรรคหนึ่ง หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ ตัวอย่างเช่น

                        (1) ค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรเอทีเอ็ม

                        (2) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินระหว่างบัญชีออมทรัพย์เข้าบัญชีกระแสรายวัน

                        (3) ค่าธรรมเนียมรักษาบัญชีกระแสรายวัน

                        (4) ค่าธรรมเนียมบริการชำระค่าโทรศัพท์

                        (5) ค่าคู่สายที่ใช้ในการออนไลน์บัตรเอทีเอ็มระหว่างจังหวัด

                        (6) ค่าคู่สายที่ใช้ในการออนไลน์บัตรเอทีเอ็มที่เรียกเก็บจากธนาคารอื่น

                        (7) ค่าธรรมเนียมรักษาสภาพบัญชี

                        (8) ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต

                        (9) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินเดือนของพนักงานเข้าบัญชีธนาคารของพนักงาน

                        (10) ค่าธรรมเนียมการให้บริการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์ (Media Clearing)

                        (11) ค่าธรรมเนียมจากการให้บริการผ่านระบบ BAHTNET


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

จ่ายค่าขนส่งหรือค่าบริการให้บริษัทขนส่ง เช่น Kerry ยอดไม่ถึง 1 พันบาท

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 09/12/2022 - วันที่ตอบ 26/12/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545ฯ

ปุจฉา

ขอสอบถาม กรณีภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่ายเงินให้แก่ผู้ให้บริการขนส่ง เช่น Kerry นิ่มซี่เส็งขนส่ง เป็นต้น โดยที่ไม่ได้ทำสัญญากัน จ่ายครั้งหนึ่งไม่เกิน 1 พันบาท แต่ถ้ารวม ๆ กันทั้งปี แล้วเกิน 1 พัน พอจะเริ่มหัก ณ ที่จ่าย ทางผู้ให้บริการไม่ให้หัก โดยให้เหตุผลว่าค่าขนส่งต่อครั้งไม่เกิน 1 พันบาท และถ้าดูข้อกฎหมาย ก็บอกว่าถ้าเป็นการจ่ายตามสัญญา ซึ่งกรณีนี้ไม่ได้ทำเป็นสัญญาค่ะ

   ตามข้อเท็จจริงข้างต้น แสดงว่าถ้าไม่ได้ทำเป็นสัญญากันแม้ว่าค่าขนส่งหรือค่าบริการดังกล่าวแต่ละครั้งไม่เกิน 1 พัน แต่ทั้งปีเกิน 1 พัน ก็ไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือคะ

วิสัชนา

ตามข้อ ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545 เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการของธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ลงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 

    “ข้อ 2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายค่าบริการ ตามข้อ 1 ให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งแต่ละสัญญา หรือรายการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้งมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท หากการจ่ายเงินหลาย ๆ สัญญาดังกล่าว หรือหลาย ๆ รายการที่ให้บริการ (Transaction) รวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) ได้ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัท ข. จำกัด ประกอบด้วย ค่าใช้คู่สาย 700 บาท ค่าใช้จ่ายยกเลิกตั๋วเงิน 800 บาท ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทางโทรเลข 1,900 บาท ค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันเลตเตอร์ออฟเครดิต 1,400 บาท และค่าธรรมเนียมในการคืนเช็ค 200 บาท หากบริษัท ข. จำกัด จ่ายค่าบริการรวมทั้งสิ้น 5,000 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 5,000 บาท

    ข้อ 3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ได้ทำสัญญา รายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยมีการตกลงจ่ายค่าบริการตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายหลายครั้ง ครั้งละไม่ถึงหนึ่งพันบาท บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ ตัวอย่างเช่น บริษัท ข.จำกัด ทำสัญญาใช้ตู้นิรภัยของธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยชำระค่าบริการเป็นรายเดือนเดือนละ 900 บาท กรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัท ข. จำกัด จะชำระค่าบริการในเดือนหนึ่ง ๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาทก็ตาม แต่โดยที่สัญญาให้บริการมีระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเมื่อรวมค่าบริการตลอดอายุสัญญาแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ดังนั้น เมื่อบริษัท ข. จำกัด ชำระค่าบริการเดือนละ 900 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 900 บาท

    ข้อ 4 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นค่าบริการให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หากการจ่ายค่าบริการไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากการจ่ายค่าบริการในครั้งต่อไปซึ่งเมื่อนำไปรวมกับค่าบริการครั้งที่ผ่านมาที่มีการจ่ายไปแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ โดยจะต้องนำเงินค่าบริการที่จ่ายในครั้งก่อน ๆ มารวมคำนวณเพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย

         ค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวตามวรรคหนึ่ง หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ ตัวอย่างเช่น

         (1) ค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรเอทีเอ็ม

         (2) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินระหว่างบัญชีออมทรัพย์เข้าบัญชีกระแสรายวัน

         (3) ค่าธรรมเนียมรักษาบัญชีกระแสรายวัน

         (4) ค่าธรรมเนียมบริการชำระค่าโทรศัพท์

         (5) ค่าคู่สายที่ใช้ในการออนไลน์บัตรเอทีเอ็มระหว่างจังหวัด

         (6) ค่าคู่สายที่ใช้ในการออนไลน์บัตรเอทีเอ็มที่เรียกเก็บจากธนาคารอื่น

         (7) ค่าธรรมเนียมรักษาสภาพบัญชี

         (8) ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต

         (9) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินเดือนของพนักงานเข้าบัญชีธนาคารของพนักงาน

         (10) ค่าธรรมเนียมการให้บริการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์ (Media Clearing)

         (11) ค่าธรรมเนียมจากการให้บริการผ่านระบบ BAHTNET”

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    การจ่ายเงินให้แก่ผู้ให้บริการขนส่ง เช่น Kerry นิ่มซี่เส็งขนส่ง เป็นต้น โดยที่ไม่ได้ทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ได้มีการตกลงทำสัญญากันแล้ว มิฉะนั้น ก็จะไม่มีนิติกรรมใดๆ เกิดขึ้น หากการจ่ายค่าขนส่งครั้งหนึ่ง ๆ ไม่เกิน 1 พันบาท ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว ผู้จ่ายเงินได้ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด แม้จะได้จ่ายรวม ๆ กันทั้งปี แล้วเกิน 1 พัน ผู้จ่ายเงินได้ก็ไม่หน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เนื่องจากค่าขนส่งต่อครั้งไม่เกิน 1 พันบาท ถูกต้องแล้ว

    กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น การที่บริษัทฯ จ่ายค่าขนส่งหรือค่าบริการดังกล่าวแต่ละครั้งไม่เกิน 1 พัน แต่ทั้งปีเกิน 1 พัน ก็ไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด

อ้างอิงข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545ฯ ดังกล่าวข้างต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

การหัก ณ ที่จ่าย รายครั้งไม่ถึง 1,000 บาท

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 19/04/2023 - วันที่ตอบ 23/04/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

-

ปุจฉา

1. กรณีจ่ายรายครั้งไม่ถึง 1,000 บาท ไม่หัก ณ ที่จ่าย (แม้ว่ารวม 2 เดือน หรือ ทั้งปี จะเกิน 1,000 บาท)ถูกต้องแล้ว

2.กรณีใบแจ้งหนี้รวมกันเกิน 1,000 บาท สำหรับรอบการจ่ายนั้นบริษัทฯ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าบริการขนส่งในอัตรา 1%

3. คำว่า "ตามสัญญารายหนึ่งๆ" ดังกล่าว ให้พิจารณาจากความหมายของ “ค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว” และ “ค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว” เป็นสัญญารายหนึ่งๆ

https://www.facebook.com/100057701820312/posts/pfbid02iYXfKZzHHrGd2V2WoZFvbfLj84LVYS9KB5t78dUQfVPVgVNerJXcFvXGo6BWCyuRl/?mibextid=cr9u03ขอถามเพิ่มเติมจากข้อนี้ครับ บริษัทจ่ายค่าบริการโดเมนเนมให้นิติบุคคลในไทย จำนวน 3 โดเมนเนม โดเมนที่ 1 เดือน 2, โดเมนที่ 2 เดือน 3, โดเมนที่ 3 เดือน 4, โดยค่าโดเมนเนมที่ 1, 2, 3 ราคาโดเมนละ 400 บาท รวม 3 โดเมน จ่ายทั้งปี 1,200เช่นนี้ไม่ต้อง หัก ณ ที่จ่าย 3 % ถูกต้องไหมครับจ่ายให้นิติบุคคลรายเดียวกันทั้งหมด

วิสัชนา

ถูกต้องแล้วครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "


เรื่อง

ค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว ค่าขนส่งจ่ายให้บริษัท Fedex และ TNT

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 27/01/2023 - วันที่ตอบ 09/04/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545

ปุจฉา

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นการหัก ณ ที่จ่ายให้กับบริษัท Fedex และ TNT กรณีที่จ่ายรายครั้ง ไม่ถึง 1,000 บาท แต่หากรวมทั้งปี หรือ 2-3 เดือน อาจจะมียอดจ่ายเกิน 1,000 บาท

อ้างอิงจากคำสั่งกรรมสรรพากร ท.ป. 4/2528

    “ข้อ 12/7 การจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาท”

ป้จจุบันบริษัทฯ ทำตามข้อ 1-2 เข้าใจถูกต้องหรือเปล่าครับ

    1. กรณีจ่ายรายครั้งไม่ถึง 1,000 บาท ไม่หัก ณ ที่จ่าย (แม้ว่ารวม 2 เดือน หรือ ทั้งปีจะเกิน 1,000 บาท)

    2. กรณีใบแจ้งหนี้รวมกันเกิน 1,000 บาท สำหรับรอบการจ่ายนั้น บริษัท จะหัก ณ ที่จ่าย 3% 

    3. อยากรบกวนสอบถามเกี่ยวกับ "ตามสัญญารายหนึ่งๆ" ดังกล่าวกรณีของการจ่ายค่าบริการขนส่งแต่ละครั้ง ไม่ถูกถือเป็นการแบ่งจ่ายใช่หรือเปล่าครับ

วิสัชนา

กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว และค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545 ดังนี้

     ค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาสามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ

     ค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ

    “ข้อ 2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายค่าบริการ ตามข้อ 1 ให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งแต่ละสัญญา หรือรายการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้งมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท หากการจ่ายเงินหลาย ๆ สัญญาดังกล่าว หรือหลาย ๆ รายการที่ให้บริการ (Transaction) รวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) ได้ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัท ข. จำกัด ประกอบด้วย ค่าใช้คู่สาย 700 บาท ค่าใช้จ่ายยกเลิกตั๋วเงิน 800 บาท ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทางโทรเลข 1,900 บาท ค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันเลตเตอร์ออฟเครดิต 1,400 บาท และค่าธรรมเนียมในการคืนเช็ค 200 บาท หากบริษัท ข. จำกัด จ่ายค่าบริการรวมทั้งสิ้น 5,000 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 5,000 บาท

     ข้อ 3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ได้ทำสัญญา รายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยมีการตกลงจ่ายค่าบริการตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายหลายครั้ง ครั้งละไม่ถึงหนึ่งพันบาท บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ ตัวอย่างเช่น บริษัท ข.จำกัด ทำสัญญาใช้ตู้นิรภัยของธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยชำระค่าบริการเป็นรายเดือนเดือนละ 900 บาท กรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัท ข. จำกัด จะชำระค่าบริการในเดือนหนึ่ง ๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาทก็ตาม แต่โดยที่สัญญาให้บริการมีระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเมื่อรวมค่าบริการตลอดอายุสัญญาแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ดังนั้น เมื่อบริษัท ข. จำกัด ชำระค่าบริการเดือนละ 900 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 900 บาท


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    1. กรณีจ่ายรายครั้งไม่ถึง 1,000 บาท ไม่หัก ณ ที่จ่าย (แม้ว่ารวม 2 เดือน หรือ ทั้งปี จะเกิน 1,000 บาท) ถูกต้องแล้ว

    2.กรณีใบแจ้งหนี้รวมกันเกิน 1,000 บาท สำหรับรอบการจ่ายนั้น บริษัทฯ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าบริการขนส่งในอัตรา 1%

    3. คำว่า "ตามสัญญารายหนึ่งๆ" ดังกล่าว ให้พิจารณาจากความหมายของ “ค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว” และ “ค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว เป็นสัญญารายหนึ่งๆ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "


เรื่อง

หัก ณ ที่จ่าย กรณียอดไม่ถึง 1,000 บาท

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 16/07/2024 - วันที่ตอบ 11/08/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528ฯ

ปุจฉา

กรณีหัก ณ ที่จ่าย ต้องมียอด 1,000 บาท ขึ้นไป แต่กรณีที่ไม่ถึง 1,000 บาท แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดเป็นประจำทุกเดือน แบบนี้ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหมค่ะไม่มีเป็นระบุเป็นสัญญาค่ะ

วิสัชนา

1. การจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติมตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 101/2544 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึง 1,000 บาท

    ในกรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้รับตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนทั้งสิ้นไม่ถึง 1,000 บาท ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

    คำว่า “สัญญารายหนึ่งๆ” หมายความว่า ในกรณีที่มีการตกลงทำสัญญากันในแต่ละคราวๆ นั้น หากมีจำนวนเงินได้พึงประเมินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้มีเงินได้รายหนึ่งๆ ต้องมีจำนวนทั้งสิ้นถึง 1,000 บาท ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งหากแม้ในการจ่ายคราวหนึ่งๆ จะมีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท ก็ตามก็ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายเช่นกัน

    ในทางตรงกันข้าม หากในแต่ละสัญญาที่ตกลงกันมีจำนวนเงินได้พึงประเมินที่จ่ายไม่ถึง 1,000 บาท เมื่อมีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามสัญญาดังกล่าว ก็ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และแม้จะได้จ่ายร่วมกับสัญญาอื่น ซึ่งทำให้จำนวนเงินที่จ่ายในคราวนั้นถึง 1,000 บาท ก็ตาม ผู้จ่ายเงินได้ก็ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย


2. กรมสรรพากรได้คำชี้แจงกรมสรรพากร เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 101/2544 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2544 ชี้แจงการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เพิ่มเติม ดังนี้

    การจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ ตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึง 1,000 บาท กรณีดังกล่าว หมายความว่า

    (1) กรณีการทำสัญญารายหนึ่งๆ หรือครั้งหนึ่งๆ มีการตกลงจ่ายค่าจ้างหรือสินจ้างไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตัวอย่างเช่น

         (ก) กรณีการจ่ายค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หากค่าบริการแต่ละรายการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้ง มีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

         (ข) กรณีเจ้าของสินค้าทำสัญญาว่าจ้างผู้ขนส่งสินค้า โดยที่สัญญาดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว  หากค่าบริการแต่ละเที่ยวที่ขนส่งสินค้ามีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

    (2) กรณีการทำสัญญารายหนึ่งๆ หรือครั้งหนึ่งๆ มีการตกลงจ่ายค่าจ้างหรือสินจ้างตั้งแต่ 1,000บาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายเป็นหลายครั้ง ครั้งละไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวน 1 คูหา จากนาง พ. เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนเดือนละ 950 บาท กรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัท ก จำกัด จะชำระค่าเช่าในเดือนหนึ่งๆ ไม่ถึง 1,000 บาท ก็ตาม แต่โดยที่สัญญาเช่ามีระยะเวลา 20 ปี ซึ่งเมื่อรวมค่าเช่าตลอดอายุสัญญาเช่าแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ดังนั้น เมื่อบริษัท ก จำกัด ชำระค่าเช่าให้กับนาง พ. บริษัท ก จำกัด จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

    (3) กรณีการให้บริการตามสัญญาระยะยาว ซึ่งไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่จะได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอน แต่ผู้รับบริการจะต้องชำระค่าบริการภายในระยะเวลาที่กำหนด หากการจ่ายค่าบริการไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากการจ่ายค่าบริการครั้งต่อไปซึ่งเมื่อนำไปรวมกับค่าบริการครั้งที่ผ่านมาที่มีการจ่ายไปแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยจะต้องนำเงินค่าบริการที่จ่ายในครั้งก่อน ๆ มารวมคำนวณเพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย ตัวอย่างเช่น

        (ก) กรณีการชำระค่าบริการการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์ติดตามตัว ซึ่งแม้ว่าการชำระค่าบริการในครั้งหนึ่งๆ จะไม่ถึง 1,000 บาท แต่โดยที่การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์ติดตามตัวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามสัญญาระยะยาว ผู้จ่ายเงินจึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

        (ข) กรณีเจ้าของเครดิตการ์ดชำระหนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการด้วยเครดิตการ์ด ธนาคารหรือบริษัทเครดิตการ์ดจะจ่ายเงินให้กับร้านค้าและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากร้านค้า ซึ่งแม้ว่าการชำระค่าธรรมเนียมในครั้งหนึ่งๆ จะไม่ถึง 1,000 บาท แต่โดยที่การให้บริการชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการด้วยเครดิตการ์ดเข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามสัญญาระยะยาว ร้านค้าซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินจึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

        (ค) กรณีการให้บริการของธนาคารแทนผู้จ่ายเงินโดยการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้รับเงินหรือจ่ายเช็คให้กับผู้รับเงิน เมื่อธนาคารเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้จ่ายเงิน ซึ่งแม้ว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในครั้งหนึ่งๆ จะไม่ถึง 1,000 บาท แต่โดยที่การให้บริการดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามสัญญาระยะยาว ผู้จ่ายเงินจึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

    (4) กรณีการทำสัญญาที่ผู้จ่ายเงินรายหนึ่งรายใดทำสัญญาในลักษณะทำนองเดียวกันหลายๆ สัญญากับผู้รับเงินรายเดียว ซึ่งแต่ละสัญญามีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท หากการจ่ายเงินหลายๆ สัญญาดังกล่าวรวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด ทำสัญญาประกันวินาศภัยทรัพย์สินกับบริษัทรับประกันภัย โดยจำแนกเป็น 3 สัญญา ได้แก่ สัญญาประกันวินาศภัยอาคาร สัญญาประกันวินาศภัยเครื่องจักร และสัญญาประกันวินาศภัยรถยนต์ ซึ่งหากบริษัท ข จำกัด ได้จ่ายชำระค่าเบี้ยประกันวินาศภัยทั้งสามสัญญารวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป บริษัท ข จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. กรณีการให้บริการตามสัญญาระยะยาว ซึ่งไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่จะได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอน แต่ผู้รับบริการจะต้องชำระค่าบริการภายในระยะเวลาที่กำหนด หากการจ่ายค่าบริการไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากการจ่ายค่าบริการครั้งต่อไปซึ่งเมื่อนำไปรวมกับค่าบริการครั้งที่ผ่านมาที่มีการจ่ายไปแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยจะต้องนำเงินค่าบริการที่จ่ายในครั้งก่อน ๆ มารวมคำนวณเพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย


2. กรณีการทำสัญญาที่ผู้จ่ายเงินรายหนึ่งรายใดทำสัญญาในลักษณะทำนองเดียวกันหลายๆ สัญญากับผู้รับเงินรายเดียว ซึ่งแต่ละสัญญามีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท หากการจ่ายเงินหลายๆ สัญญาดังกล่าวรวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

จ้างทำนามบัตรหลายครั้งใน 1 ปี มูลค่าแต่ละครั้งไม่ถึง 1,000 บาท

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545 ฯ

ปุจฉา

กรณีบริษัทฯ จ้างทำนามบัตรหลายครั้งใน 1 ปี แบบทำเป็นครั้งๆ ไปครับ มูลค่าแต่ละครั้งไม่ถึง 1,000 บาทจำเป็นต้องหัก ณ ที่จ่ายมั้ยครับ

วิสัชนา

ตามข้อ 12/7 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 266/2559 ใช้บังคับสำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับจำนวนเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้

     “ข้อ 12/7 การจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาท” 

ตามข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 112/2545 ฯ ลงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ได้วางแนวทางปฏิบัติ

     “ข้อ  1กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นค่าบริการให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวหากค่าบริการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้ง มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแต่หากค่าบริการในแต่ละครั้ง มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ

          ค่าบริการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวตามวรรคหนึ่ง หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาสามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ ตัวอย่างเช่น

               (1) ค่าธรรมเนียมดาร์ฟ

               (2) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทางโทรเลข ทางไปรษณีย์ และทางโทรศัพท์ หรือทางคอมพิวเตอร์

               (3) ค่าธรรมเนียมในการออกตั๋วเงิน รับรองตั๋วเงิน ค้ำประกันตั๋วเงิน

               (4) ค่าธรรมเนียมในการออกตั๋วเงินภายในประเทศ และตั๋วเงินในต่างประเทศ

               (5) ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเลตเตอร์ออฟเครดิต

               (6) ค่าธรรมเนียมในการคืนเช็ค

               (7) ค่าธรรมเนียมในการตรวจสภาพหลักทรัพย์

               (8) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินต่างประเทศเข้าบัญชีผู้รับโอน

               (9) ค่าธรรมเนียมเคาน์เตอร์เช็ค

               (10) ค่าธรรมเนียมในการเรียกเก็บเงินตามเช็ค

               (11) ค่าธรรมเนียมเช็คของขวัญ

               (12) ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันลูกค้า

               (13) ค่าให้บริการใช้โทรศัพท์

               (14) ค่าใช้คู่สายแต่ละครั้ง

               (15) ค่าใช้จ่ายยกเลิกตั๋วเงิน

               (16) ค่าธรรมเนียมจากการที่ลูกค้านำตั๋วแลกเงินจากต่างประเทศมาแลกกับธนาคาร

               (17) ค่าบริการที่ปรึกษาทางธุรกิจ

               (18) ค่าบริการจำหน่ายหลักทรัพย์

     ข้อ  2กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายค่าบริการ ตามข้อ 1 ให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งแต่ละสัญญา หรือรายการที่ให้บริการ (Transaction) ในแต่ละครั้งมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท หากการจ่ายเงินหลาย ๆ สัญญาดังกล่าว หรือหลาย ๆ รายการที่ให้บริการ (Transaction) รวมกันเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) ได้ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบริษัท ข. จำกัด ประกอบด้วย ค่าใช้คู่สาย 700 บาท ค่าใช้จ่ายยกเลิกตั๋วเงิน 800 บาท ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทางโทรเลข 1,900 บาท ค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันเลตเตอร์ออฟเครดิต 1,400 บาท และค่าธรรมเนียมในการคืนเช็ค 200 บาท หากบริษัท ข. จำกัด จ่ายค่าบริการรวมทั้งสิ้น 5,000 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 5,000 บาท

     ข้อ  3กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ได้ทำสัญญา รายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยมีการตกลงจ่ายค่าบริการตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายหลายครั้ง ครั้งละไม่ถึงหนึ่งพันบาท บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ ตัวอย่างเช่น บริษัท ข.จำกัด ทำสัญญาใช้ตู้นิรภัยของธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยชำระค่าบริการเป็นรายเดือนเดือนละ 900 บาท กรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัท ข. จำกัด จะชำระค่าบริการในเดือนหนึ่ง ๆ ไม่ถึงหนึ่งพันบาทก็ตาม แต่โดยที่สัญญาให้บริการมีระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเมื่อรวมค่าบริการตลอดอายุสัญญาแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ดังนั้น เมื่อบริษัท ข. จำกัด ชำระค่าบริการเดือนละ 900 บาท บริษัท ข. จำกัด มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจำนวน 900 บาท

     ข้อ  4กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายเงินได้พึง ประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นค่าบริการให้กับธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเป็นการจ่ายค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว หากการจ่ายค่าบริการไม่ถึงหนึ่งพันบาท ผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่หากการจ่ายค่าบริการในครั้งต่อไปซึ่งเมื่อนำไปรวมกับค่าบริการครั้งที่ผ่านมาที่มีการจ่ายไปแล้วเป็นจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการ โดยจะต้องนำเงินค่าบริการที่จ่ายในครั้งก่อน ๆ มารวมคำนวณเพื่อหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย

          ค่าบริการที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวตามวรรคหนึ่ง หมายถึงค่าบริการที่คู่สัญญาไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่ได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ในการทำสัญญารายหนึ่ง ๆ หรือครั้งหนึ่ง ๆ ตัวอย่างเช่น

               (1) ค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรเอทีเอ็ม

               (2) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินระหว่างบัญชีออมทรัพย์เข้าบัญชีกระแสรายวัน

               (3) ค่าธรรมเนียมรักษาบัญชีกระแสรายวัน

               (4) ค่าธรรมเนียมบริการชำระค่าโทรศัพท์

               (5) ค่าคู่สายที่ใช้ในการออนไลน์บัตรเอทีเอ็มระหว่างจังหวัด

               (6) ค่าคู่สายที่ใช้ในการออนไลน์บัตรเอทีเอ็มที่เรียกเก็บจากธนาคารอื่น

               (7) ค่าธรรมเนียมรักษาสภาพบัญชี

               (8) ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต

               (9) ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินเดือนของพนักงานเข้าบัญชีธนาคารของพนักงาน

               (10) ค่าธรรมเนียมการให้บริการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์ (Media Clearing)

               (11) ค่าธรรมเนียมจากการให้บริการผ่านระบบ BAHTNET”
  

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

     กรณีบริษัทฯ จ้างทำนามบัตรหลายครั้งใน 1 ปี แบบทำเป็นครั้งๆ ไปครับ มูลค่าแต่ละครั้งไม่ถึง 1,000 บาท ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว กรณีดังกล่าว บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ