Case study

ภ.ง.ด.54 ภ.พ.36 เมื่่อจ่ายค่า Hardware + Software + ค่า Support ไปต่างประเทศ


เรื่อง ภ.ง.ด.54 ภ.พ.36 เมื่่อจ่ายค่า Hardware + Software + ค่า Support ไปต่างประเทศ
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 06/04/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท ก. นำเข้า Hardware + Software + Support จากบริษัท A ที่ตั้งอยู่ในปรเเทศ Hong Kong มาขายให้ให้กับลูกค้าในประเทศไทย โดยที่บริษัท A ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ (เจ้าของลิขสิทธิ์อยู่อเมริกา)

คำถาม:

(1)จะมีวิธีพิจารณา ค่าลิขสิทธิ์ หรือ กำไรจากธุรกิจ อย่างไร  

(2)ตอนจ่ายชำระค่าสินค้าให้บริษัท A จะต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่าย (ภงด.54) หรือไม่ บริษัท ก.เป็นผู้นำเข้ามาขาย ไม่ได้เป็นผู้ใช้งานเอง  

(3)ต้องนำส่ง ภ.พ.36 ด้วยหรือไม่  

 

คำตอบ


ตอบ 1สำหรับการพิจารณาแยกค่าลิขสิทธิ์ และ กำไรจากธุรกิจ ให้พิจารณาตามลำดับดังนี้


  1. ให้ วิเคราะห์ว่ารายการที่บริษัทจ่าย เข้านิยามค่าลิขสิทธิ์ในอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) หรือไม่   โดยดูนิยามแต่ละประเทศแยกออกจากกัน (แต่ละประเทศอาจระบุคำไม่เหมือนกัน) 
  2. ถ้าเข้านิยามค่าสิทธิ์ จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 หรือ อัตราที่ได้ลดหรือยกเว้นใน DTA นำส่ง ภ.ง.ด.54
  3. ถ้า ไม่เข้านิยามค่าสิทธิ์ ถือเป็นกำไรธุรกิจ ให้พิจารณาสถานประกอบการถาวร (P/E) ต่อ
    1. ถ้า ไม่มี P/E ในประเทศไทย ไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย  
    2. ถ้า มี P/E ในประเทศไทย จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 12 นำส่ง ภ.ง.ด.53  


สรุปเป็นภาพตามด้านล่างนะคะ

 



ตอบ 2 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.54)

ก่อนอื่นต้องแยกสินค้าและบริการออกเป็น 3 กลุ่มนะคะ  

กลุ่มที่ 1 : สินค้ามีตัวตน    เช่น คอมพิวเตอร์ Hardware

กลุ่มที่ 2 :สินค้าไม่มีตัวตน    เช่น  โปรแกรม Software

กลุ่มที่ 3 :บริการอื่น เช่น ค่าเช่า Server ค่าบริการ MA Support



กลุ่มที่ 1 : สินค้ามีตัวตน    เช่น คอมพิวเตอร์ Hardware

สำหรับการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8)(9) แห่งประมวลรัษฎากร และเงินได้จากการขายสินค้านี้ เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แแห่งประมวลรัษฎากร บริษัทผู้จ่ายเงินค่าสินค้าไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย



กลุ่มที่ 2 :สินค้าไม่มีตัวตน    เช่น  โปรแกรม Software

  • ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้หัก ณ ที่จ่าย 15% เมื่อจ่ายเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(2)-(6) แห่งประมวลรัษฎากร
  • ในอนุสัญญาภาษีซ้อน บางประเทศใช้คำว่า การใช้ลิขสิทธิ์ ดังนั้นเมื่อมีการเจรจาระหว่างประเทศ กรมสรรพากรไทย ตีความตามตัวอักษร คือ การใช้งานโปรแกรม ตีความว่า ค่าใช้โปรแกรม เป็นสิทธิ์
  • อย่างไรก็ตาม การตีความตามตัวอักษรในอนุสัญญาภาษีซ้อน อาจขัดแย้งกับนิยามที่ระบุใน OECD ซึ่ง ตีความได้เป็นธรรมและใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงมากกว่า  กล่าวคือ การใช้โปรแกรม Software จะ ตีความว่า ค่าใช้โปรแกรม เป็นสิทธิ์ก็ต่อเมื่อ ผู้จ่ายเงินค่าโปรแกรม ได้ สิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
  • จากการสืบค้นข้อมูล ในข้อหารือกรมสรรพากร  พบการตอบที่แตกต่างกัน (อย่างไรขอยกตัวอย่างข้อหารือให้ดู 2 แบบนะคะ)


อ้างถึงข้อหารือก่อนปี 2568 แบบที่ 1 ตีความว่า ค่าใช้โปรแกรม เป็นสิทธิ์


         https://www.rd.go.th/25068.html

ตัวอย่าง ข้อหารือเลขที่ กค 0811/3718 วันที่ 14/05/2002 

ประเด็นคำถาม ประเภท Software

     1.1 รายการ Software มาตรฐานเพื่อการเขียนแบบวงจรควบคุมทางไฟฟ้า ซึ่งทางบริษัท B. ได้ขอให้มีการปรับเพิ่มความสามารถบางประการของโปรแกรม 
      1.2 รายการ Programming Language เป็น 
Software ตัวหนึ่งซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อการทำ Customization program ตามความต้องการจำเพาะบางอย่างที่ไม่รวมอยู่ในSoftware มาตรฐาน
      1.3 รายการ Installation and Training Charges บริษัท A.ได้
จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาติดตั้งและฝึกอบรมให้แก่พนักงานบริษัท B. ในขณะนี้บริษัท A. ยังไม่มีตัวแทนอยู่ในประเทศไทย
 
     1.4 รายการ  Customization Charges เป็นการปรับในตัว Software พื้นฐาน โดยทำสำเร็จจากประเทศอินเดีย มีการปรับแก้ภายหลังเพียงเล็กน้อย
 
     1.5 รายการ Software Update and Hotline Support Contract เป็นการรองรับการ Update โปรแกรมที่อาจมีในโอกาสต่อไป AMC ไม่ได้เป็น Software


ประเด็นวินิจฉัย

ค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software) เข้าลักษณะเป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ที่จัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ถือเป็นงานวรรณกรรมตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ดังนั้น ค่าตอบแทนในการใช้โปรแกรม "PROMIS" Software ซึ่งรวมถึงค่าติดตั้งและค่าฝึกอบรมวิธีการใช้โปรแกรม ค่าปรับแต่งโปรแกรมตามความต้องการของลูกค้า การทำ Update โปรแกรม และค่าปรึกษาแนะนำสายด่วนทางโทรสารหรือโทรศัพท์ จึงเข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนการใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม ซึ่งถือเป็นค่าสิทธิ (Royalties) ตามข้อ 12 แห่งอนุสัญญาฯ เมื่อ บริษัท B. จ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวให้แก่ บริษัท A. ซึ่งไม่มีสำนักงานสาขาหรือตัวแทนในประเทศไทย อันจะถือได้ว่าเป็นสถานประกอบการถาวรของตนแล้ว บริษัท B. จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 12 วรรค 2 แห่งอนุสัญญาฯ ซึ่งหาก บริษัท B. ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าวไว้ถูกต้องแล้ว บริษัท A. ก็ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีจากประเทศไทย แต่อย่างใด


https://www.rd.go.th/43057.html

ตัวอย่าง กค 0702/337014/05/2010

ประเด็นคำถาม

   บริษัทฯ ประกอบธุรกิจนำเข้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์จาก ประเทศสิงคโปร์ เพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าในประเทศ โดยโปรแกรม คอมพิวเตอร์ 1 ชุดราคา 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะประกอบด้วย โปรแกรม คอมพิวเตอร์ 1 กล่อง ราคา 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ และ สิทธิในการอับเกรดโปรแกรมทางอีเมลล์ อายุ 1 ปี ราคา 500 ดอลลาร์สหรัฐ

ประเด็นวินิจฉัย

เมื่อบริษัทฯ ชำระเงินค่าใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้บริษัทในประเทศสิงคโปร์ ค่าตอบแทนดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์อันเป็นเงินได้ ตามมาตรา 40(3) แห่ง ประมวลรัษฎากร และเข้าลักษณะเป็นค่าสิทธิ ตาม ข้อ 12 แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ สิงคโปร์ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ เมื่อบริษัทฯ ชำระเงินค่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้บริษัทในประเทศสิงคโปร์ บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15 ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และตามอนุสัญญาดังกล่าว


อ้างถึงข้อหารือ เดือนมีนาคม ปี 2568 แบบที่ 2 ตีความว่า ตีความว่า ค่าใช้โปรแกรม เป็นสิทธิ์ก็ต่อเมื่อ  "ผู้จ่ายเงินค่าโปรแกรม ได้ สิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์"


https://www.rd.go.th/67737.html

กค 0702/1626 19/03/2025  สรุปได้ดังนี้

กรณี

ลักษณะบริการ/ข้อเท็จจริง

การตีความลักษณะเงินได้

ภาระภาษีในประเทศไทย (WHT / CIT)

เงื่อนไขสำคัญ

1. บริษัท A (สหรัฐอเมริกา)

ให้บริการ Cloud / 

IT Infrastructure / Software ผ่านระบบของตนเอง 

สิทธิเป็นแบบจำกัด ไม่โอน IP

ไม่เป็น Royalty และ

ไม่ใช่ Know-how 

แต่เป็น “กำไรจากธุรกิจ”

ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และ

ไม่ต้องเสีย CIT ในไทย

ต้องไม่มีสถานประกอบการถาวร (PE) ในไทย ตามข้อบท 5 และเข้าข้อบท 7 อนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–สหรัฐ

2. บริษัท B (ไอร์แลนด์)

รับจ้างเขียนโปรแกรมตามสั่ง (Job order) 

คิดค่าแรงตามเวลา

กรณี 1: หากกรรมสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง เป็นเงินได้ ม.40(8) (ค่าจ้างทำของ) 


กรณี 2: หากกรรมสิทธิ์เป็นของผู้ให้บริการ พิจารณาเป็นค่าบริการ 

(ไม่ใช่ Royalty หากไม่มีสิทธิ IP)

โดยหลักไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และ

ไม่ต้องเสีย CIT ในไทย

ต้องไม่มีสถานประกอบการถาวร (PE)  ในไทย

และไม่เข้าลักษณะ Royalty ตามข้อบท 12 ของ DTA ไทย–ไอร์แลนด์

3. บริษัท C (ฮังการี)

รับจ้างเขียนโปรแกรมตามสั่ง และโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ว่าจ้าง

เป็นเงินได้ ม.40(8) (ค่าจ้างทำของ)

ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และ

ไม่ต้องเสีย CIT ในไทย

ต้องไม่มีสถานประกอบการถาวร (PE)  ในไทย ตามข้อบท 5 และเข้าข้อบท 7 ของ DTA ไทย–ฮังการี


สรุปหลักการสำคัญของแบบที่ 2

  • การพิจารณาว่าเป็น Royaltyหรือไม่ต้องดู“สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา”ว่ามีการให้สิทธิใช้/ดัดแปลง/ทำซ้ำหรือไม่ 
  • หากเป็นเพียง “การให้บริการ” หรือ “รับจ้างทำของ” โดยไม่มีการให้สิทธิใน IP จะเข้าลักษณะ “กำไรจากธุรกิจ” 
  • เมื่อเป็นกำไรจากธุรกิจภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อน หากไม่มีสถานประกอบการถาวร (PE) ในประเทศไทย จะไม่อยู่ในบังคับเสียภาษีในไทย และไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 

** ประเด็นกรรมสิทธิ์ในผลงาน (Ownership of software) เป็นตัวแปรสำคัญในการจำแนกประเภทเงินได้**


แต่ถ้าเทียบเคียงเคสประเทศฮ่องกง จะมี เคสที่ท่านอาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์ได้ตอบไว้ ระบุไว้ดังนี้

ติดตั้งระบบ ERP ให้เป็นไปตามกฎทางภาษีและบัญชีไทย ขึ้นทะเบียนเป็น softwarehouse / จ่ายค่า license สำหรับระบบ ERP ไปที่ฮ่องกง

กรณีที่บริษัทลูกค้าจ่ายค่า license สำหรับระบบ ERP ไปที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และค่าบริการให้แก่ผู้พัฒนาระบบ ค่าบริการที่ไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่ได้จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how) ค่าบริการดังกล่าวย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจ ซึ่งหากวิสาหกิจผุ้รับเงินได้ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ทั้งนี้ ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากร ตามหนังสือเลขที่ กค 0702/1626 ลงวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568 ดังนั้น บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 แต่อย่างใด


สรุปคำตอบ /ประเด็นที่พึงระวัง  สำหรับ Software ของบริษัทที่สอบถามมานั้น 

1)   บริษัทอาจต้องพิจารณาข้อเท็จจริง ของโปรแกรมของบริษัทว่าตรงกับข้อหารือข้อใด และจะอิงตามข้อหารือปีใด 

จากแนวคำตอบข้อหารือทั้ง 2 แบบ นั้นถึงแม้จะตอบโดยนักกฎหมายของกรมสรรพากร แต่ข้อหารือไม่ใช่กฎหมายดังนั้นจึงเป็นคุณและโทษกับผู้ถามเท่านั้น) บริษัทอื่นที่ไม่ได้ถามสามารถนำมาเทียบเคียงได้ เพียงแต่ เมื่อบริษัทนำมาเทียบเคียงเราไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดของผู้ถาม ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้บริษัททำข้อหารือกรมสรรพากรไปโดยตรง ย่อมเป็นคุณกับบริษัทมากกว่า เนื่องจากนักกฎหมายจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงของบริษัทโดยตรง

2)   บริษัทอาจต้องอ่านนิยามของค่าสิทธิ์ในอนุสัญญาภาษีซ้อน(DTA) ของแต่ละประเทศให้ละเอียด เนื่องจากแต่ละประเทศอาจมีนิยามที่แตกต่างกัน การตีความของเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่อาจจะตีความตามตัวอักษรที่ระบุใน DTA  บางประเทศระบุไว้เพียงคำว่า สิทธิ์ในการใช้โปรแกรม ก็เข้านิยามคำว่าสิทธิ์แล้ว  (อย่างไรก็ตามนิยามที่แปลเป็นภาษาไทยอาจขัดกับแนวคิดค่าสิทธิ์ของ OECD แต่การใช้กฏหมายเพื่อเจรจาระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่สรรพากรแจ้งว่า ยังคงใช้ DTA เป็นหลักในการเจรจา เนื่องจากเป็นข้อตกลงทวิภาคีที่ลงนามร่วมกันระหว่างประเทศ และปัจจุบันจากประเทศไทยยังไม่ได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกของ OECD ดังนั้นเมื่อขัดแย้งกัน เจ้าหน้าที่จะยึดตาม DTA เป็นหลัก)




กลุ่มที่ 3 :บริการอื่น เช่น ค่าเช่า Server ค่าบริการ MA Support

กลุ่มนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นบริการ ไม่ใช่ค่าสิทธิ์ ดังนั้น บริษัทจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่นั้น ให้ดูว่า บริษัทที่ฮ่องกงมีสถานประกอบการถาวร(P/E) ในประเทศไทยหรือไม่ 

  • ถ้า ไม่มี P/E ในประเทศไทย ไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย   
  • ถ้า มี P/E ในประเทศไทย จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 12 นำส่ง ภ.ง.ด.53  



ตอบ 3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36)


กลุ่มที่ 1 : สินค้ามีตัวตน    เช่น คอมพิวเตอร์ Hardware : เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้า ตามมาตรา 77/2(2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งต้องเสียเมื่อความรับผิดเกิดขึ้นตามมาตรา 78/2 แห่งประมวลรัษฎากร ตามฐานภาษีตามมาตรา 79/2 แห่งประมวลรัษฎากร


กลุ่มที่ 2 สินค้าไม่มีตัวตน เช่นโปรแกรมSoftware   : เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6(1) แห่งประมวลรัษฎากร  คือ เสียเมื่อมีการจ่ายชำระเงินค่า Software   ให้กับบริษัทที่ฮ่องกง


กลุ่มที่ 3 :บริการ เช่น ค่าเช่า Server ค่าบริการ MA Support : เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6(2)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร  คือ เสียเมื่อมีการจ่ายชำระเงินค่า Software   ให้กับบริษัทที่ฮ่องกง



อ้างอิงกฎหมาย

มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

บัญชีอัตราภาษีเงินได้

" (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

   "(ข) ภาษีตามมาตรา 70 นอกจากที่ระบุใน (ค)                    ร้อยละ 15


อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย-ฮ่องกง



มาตรา 76 ทวิบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่ และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว
 ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
 ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้


คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528
 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย


ข้อ 12ให้บุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าจ้างทำของให้แก่ผู้รับจ้างซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทย โดยมิได้มีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทยหักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0


มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(8) " ขาย " หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง

“(9) “สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด”

(10) " บริการ " หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเอง ไม่ว่าประการใดๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง

(11) “ผู้นำเข้า” หมายความว่า ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำเข้า
 (12) “นำเข้า” หมายความว่า นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และให้หมายความรวมถึงการนำสินค้าที่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรออกจากเขตปลอดอากรโดยมิใช่เพื่อส่งออกด้วย


มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้

  (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ

  (2) การนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้า


มาตรา 79/2 ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
             (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
 การนำเข้าสินค้าที่ผู้นำเข้าได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือตามกฎหมายอื่น ให้นำอากรขาเข้าซึ่งได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนดังกล่าวมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี
 ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ได้แก่ราคาสินค้าบวกด้วยค่าประกันภัยและค่าขนส่งถึงด่านศุลกากรที่นำสินค้านั้นเข้าในราชอาณาจักร เว้นแต่
                   (ก) ในกรณีที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศให้ราคาในท้องตลาดสำหรับของประเภทใดประเภทหนึ่งที่ต้องเสียอากรตามราคาเป็นรายเฉลี่ยตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ.
                   (ข) ในกรณีที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินราคาเพื่อเสียอากรขาเข้าใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ.


มาตรา 83/6   เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือ ราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้า หรือค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี
 
    (1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3
     “(2) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการจากต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรทั้งนี้ เฉพาะ
(ก) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน
        (ข) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการอื่นนอกจากบริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ทุกราย”


อ้างอิงคำตอบ  

เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีชำระเงินค่าซอฟแวร์ไปต่างประเทศ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

14/05/2002

เลขที่หนังสือ

กค 0811/3718

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 70

ข้อหารือ

1. บริษัท A. เป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศอินเดีย และไม่มีสำนักงานสาขาหรือตัวแทนในประเทศไทย ได้ขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ "PROMIS" Software ให้แก่บริษัท B. ในประเทศไทย โดยมีรายละเอียดและราคาปรากฏตามใบสั่งซื้อและหนังสือของ B. ที่ DMS01-L056 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 ดังนี้
      1.1 รายการ 60: Special Lan Price for บริษัท B. MV Div. (USD 22,500.-) โดยพื้นฐานเป็น Software มาตรฐานเพื่อการเขียนแบบวงจรควบคุมทางไฟฟ้า ซึ่งทางบริษัท B. 
ได้ขอให้มีการปรับเพิ่มความสามารถบางประการของโปรแกรม (ตามรายการที่ 90) เพื่อให้สนองความต้องการจำเพาะของ บริษัท B. เช่น การสร้าง Graphical Terminal Plan เป็นต้น
      1.2 รายการ 70: Promis Programming Language (PPL) (USD 1,000.-) PPL เป็น In-house programming language ของ บริษัท B. ถือเป็น 
Software ตัวหนึ่งซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อการทำ Customization program ตามความต้องการจำเพาะบางอย่างที่ไม่รวมอยู่ในSoftware มาตรฐาน
      1.3 รายการ 80 : Installation and Training Charges (USD 1,145.-) ทาง บริษัท A.ได้
จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาติดตั้งและฝึกอบรมให้แก่พนักงานบริษัท B. ในขณะนี้บริษัท A. ยังไม่มีตัวแทนอยู่ในประเทศไทย
 
     1.4 รายการ 90 : Customization Charges (USD 7,100.-) เป็นการปรับในตัว Software พื้นฐาน โดยทำสำเร็จจากประเทศอินเดีย มีการปรับแก้ภายหลังเพียงเล็กน้อย
 
     1.5 รายการ 100 : Software Update and Hotline Support Contract (SUHLSC) = AMC (USD 4,950.-) เป็นการรองรับการ Update โปรแกรมที่อาจมีในโอกาสต่อไป AMC ไม่ได้เป็น Software


 2. บริษัท B. ผู้ซื้อได้โอนเงินชำระค่าซอฟต์แวร์ให้แก่ บริษัท A. พร้อมหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 15 ตามมาตรา 40(3) ประกอบกับมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และขอให้กรมสรรพากรออกหนังสือรับรองการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นหลักฐานส่งให้แก่ บริษัท A.ซึ่งสำนักงานสรรพากรภาค 5 ได้ออกหนังสือรับรองฯ ฉบับภาษาอังกฤษให้แก่ บริษัท B. แล้ว


3. บริษัท A. โต้แย้งว่าค่าซอฟต์แวร์ที่ตนได้รับจากบริษัทผู้ซื้อไม่สามารถถือเป็นค่าสิทธิได้ทั้งจำนวน และไม่อยู่ในบังคับตามข้อ 12 และข้อ 7 แห่งอนุสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐ
 อินเดียเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (อนุสัญญาฯ)
จึงขอหารือเกี่ยวกับปัญหาการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามอนุสัญญาฯ กรณีการได้รับชำระค่าซอฟต์แวร์จากบริษัทผู้ซื้อในประเทศไทยดังต่อไปนี้
3.1 กรณีที่ บริษัท B. ผู้ซื้อได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของเงินค่า Software ที่ชำระให้แก่ บริษัท A.นั้น ได้กระทำตามข้อบทใดแห่งอนุสัญญาฯ
 3.2 กรณีหาก บริษัท A.ไม่มีภาระทางภาษีหรือไม่มีภาษีเงินได้ที่จะต้องชำระให้แก่รัฐบาลอินเดีย สำหรับปี 2544-2545 แล้ว ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ชำระไว้เกินจะมีการแก้ไข หรือ บริษัท A. จะขอคืนเงินภาษีที่ถูกหักไว้ดังกล่าวได้อย่างไร

แนววินิจฉัย

1. ค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software) เข้าลักษณะเป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ที่จัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ถือเป็นงานวรรณกรรมตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ดังนั้น ค่าตอบแทนในการใช้โปรแกรม "PROMIS" Software ซึ่งรวมถึงค่าติดตั้งและค่าฝึกอบรมวิธีการใช้โปรแกรม ค่าปรับแต่งโปรแกรมตามความต้องการของลูกค้า การทำ Update โปรแกรม และค่าปรึกษาแนะนำสายด่วนทางโทรสารหรือโทรศัพท์ จึงเข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนการใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม ซึ่งถือเป็นค่าสิทธิ (Royalties) ตามข้อ 12 แห่งอนุสัญญาฯ เมื่อ บริษัท B. จ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวให้แก่ บริษัท A. ซึ่งไม่มีสำนักงานสาขาหรือตัวแทนในประเทศไทย อันจะถือได้ว่าเป็นสถานประกอบการถาวรของตนแล้ว บริษัท B. จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 12 วรรค 2 แห่งอนุสัญญาฯ ซึ่งหาก บริษัท B. ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าวไว้ถูกต้องแล้ว บริษัท A. ก็ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีจากประเทศไทย แต่อย่างใด


 2. กรณีตาม 3.2 เมื่อรัฐบาลไทยมีสิทธิเรียกเก็บภาษีโดยชอบตามข้อ 12 วรรค 2 แห่งอนุสัญญาฯ ประกอบกับมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และ บริษัท B. ได้หักภาษีเงินได้จากค่าตอบแทนดังกล่าว และนำส่งโดยถูกต้องแล้ว แม้ว่าบริษัท A. จะไม่มีภาระภาษีหรือไม่มีภาษีเงินได้ที่ต้องชำระให้แก่รัฐบาลอินเดีย สำหรับปี 2544-2545 ก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิขอคืนเงินภาษีดังกล่าวจากประเทศไทยแต่อย่างใด ส่วนภาษีที่ บริษัท A. ถูก บริษัท B. หักไว้ในประเทศไทย จะถือเป็นเครดิตต่อภาษีอินเดียของ บริษัท A. ในประเทศอินเดียหรือไม่ อย่างไร มิใช่ประเด็นที่กรมสรรพากรแห่งรัฐบาลไทยจะต้องพิจารณา

เลขตู้

65/31412



เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการโอนเงินค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับบริษัทต่างประเทศ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

14/05/2010

เลขที่หนังสือ

กค 0702/3370

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/3 มาตรา 83/6(2) มาตรา 70 และมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

   บริษัทฯ ประกอบธุรกิจนำเข้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์จาก ประเทศสิงคโปร์ เพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าในประเทศ โดยโปรแกรม คอมพิวเตอร์ 1 ชุดราคา 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะประกอบด้วย โปรแกรม คอมพิวเตอร์ 1 กล่อง ราคา 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ และ สิทธิในการอับเกรดโปรแกรมทางอีเมลล์ อายุ 1 ปี ราคา 500 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อ บริษัทฯ ขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ 1 ชุด บริษัทฯ จะได้รับส่วนลดจากบริษัทในประเทศสิงคโปร์ ร้อยละ 5 ของราคาโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ส่วนลดดังกล่าว บริษัทฯ มีสิทธิ นำไปใช้ในการสั่งสินค้าครั้งต่อไป บริษัทฯ คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะในส่วนของสิทธิใน การอับเกรดโปรแกรม เนื่องจากบริษัทฯ เห็นว่า ค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น บริษัทฯ ได้จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านทางกรมศุลกากร แล้วหากบริษัทฯ คำนวณ ภ.พ. 36 ด้วย ราคา 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ อีก บริษัทฯ จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำซ้อนบริษัทฯ จึงหารือว่า ความเห็นของบริษัทฯ ถูกต้องหรือไม่

แนววินิจฉัย

กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อบริษัทฯ ชำระเงินค่าใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้บริษัทในประเทศสิงคโปร์ ค่าตอบแทนดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์อันเป็นเงินได้ ตามมาตรา 40(3) แห่ง ประมวลรัษฎากร และเข้าลักษณะเป็นค่าสิทธิ ตาม ข้อ 12 แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ สิงคโปร์ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ เมื่อบริษัทฯ ชำระเงินค่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้บริษัทในประเทศสิงคโปร์ บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15 ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และตามอนุสัญญาดังกล่าว กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อบริษัทฯ ชำระเงินค่าโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ให้แก่บริษัทในประเทศสิงคโปร์ กรณีดังกล่าวถือเป็นการจ่ายค่าบริการให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งให้บริการในต่างประเทศและ ได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร บริษัทฯ มี หน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยฐานภาษี ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับ หรือพึงได้รับจากการให้บริการ ทั้งนี้ บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อที่บริษัทฯ ได้เสียไปแล้ว มาหัก ออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษี มูลค่าเพิ่มได้ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

73/37287



เรื่อง

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินไปต่างประเทศสำหรับค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และค่าบริการให้แก่ผู้พัฒนาระบบ 

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

19/03/2025

เลขที่หนังสือ

กค 0702/1626

ข้อกฎหมาย

มาตรา 3 (2) มาตรา 40 (8) มาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และ พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 ประกอบกับข้อบทที่ 5 ข้อบทที่ 12 วรรคสาม (ก) และ (ค) แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา ข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ และ7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ฮังการี

ข้อหารือ

บริษัท ก. ประกอบกิจการให้บริการด้านพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยในการจัดทำแอปพลิเคชันนั้น บริษัท ก. ได้จัดหาบริษัทผู้เชี่ยวชาญภายนอก ดังต่อไปนี้ เพื่อดำเนินการในด้านต่าง ๆ

1. บริษัท A มีสถานประกอบการตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทย สำหรับการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และบริการประมวลผลบนระบบคลาวด์ การให้บริการในกรณีที่บริษัท ก. เกิดปัญหาในการใช้งานการบริการต่าง ๆ บริษัท ก. สามารถแจ้งกรณีปัญหาเหล่านั้นได้ผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท A ซึ่งได้จดทะเบียนในต่างประเทศ และการให้บริการใช้งานซอฟต์แวร์บนเว็บไซต์ที่ติดตั้งอยู่บนระบบของบริษัท A โดยจะคิดค่าบริการตามระยะเวลา

    โดยบริษัท A เป็นเจ้าของสิทธิ กรรมสิทธิ์ และผลประโยชน์ทั้งหมดในการให้บริการดังกล่าว และเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดเช่นกัน โดยสิทธิที่บริษัท A ให้แก่บริษัท ก. เป็นสิทธิที่จำกัด อาจถูกเพิกถอนได้ ไม่เป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ไม่อาจให้อนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงได้ และไม่อาจโอนให้แก่กันได้

2. บริษัท B จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไอร์แลนด์ สำหรับการให้บริการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามความต้องการหรือข้อกำหนดของบริษัท ก. ซึ่งเป็นการว่าจ้างให้ทำงานตามใบสั่งงาน และคิดค่าแรงตามจำนวนวันหรือชั่วโมงที่ทำงานให้ บริษัท B ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงการของบริษัท ก.

3. บริษัท C จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศฮังการี สำหรับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามข้อกำหนดของบริษัท ก. โดยเป็นการว่าจ้างให้ทำงานตามใบสั่งงาน และคิดค่าแรงตามจำนวนวันหรือชั่วโมงที่ทำงานให้ และเมื่อบริษัท C เขียนโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว กรรมสิทธิ์ในโปรแกรมที่เขียนเป็นของบริษัท ก.
     

บริษัทฯ ขอหารือว่าเงินค่าบริการดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

แนววินิจฉัย

1. การจ่ายเงินค่าบริการให้แก่ บริษัท A
     หากค่าบริการที่บริษัท ก. ได้จ่ายให้แก่บริษัท A นั้น 
ไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่ได้จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how) ค่าบริการดังกล่าวย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ ตามข้อบทที่ 12 วรรคสาม (ก) และ (ค) แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจ ตามข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา ซึ่งหาก บริษัท A ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา บริษัท A ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา

2. การจ่ายค่าจ้างให้แก่ บริษัท B
     หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า 
ผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ว่าจ้าง การจ่ายค่าจ้างดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น หากบริษัท B ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่เข้าลักษณะเป็นสถานประกอบการถาวรตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ บริษัท B ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 วรรคสอง และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ แต่หากบริษัท B ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย เช่นนี้ บริษัท B ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
     อย่างไรก็ดี หากปรากฏว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวนั้นไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของบริษัท ก. แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท B เช่นนี้ ค่าตอบแทนที่บริษัท ก. ได้จ่ายให้แก่บริษัท B 
ย่อมเข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้บริการในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และหากค่าตอบแทนดังกล่าวไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่ได้จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how) ค่าตอบแทนนั้นย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ ตามข้อบทที่ 12 วรรคสาม (ก) และ (ค) แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจตามข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ ซึ่งหาก บริษัท B ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ บริษัท B ก็ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์

3. การจ่ายค่าจ้างให้แก่ บริษัท C
     การที่บริษัท ก. ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ บริษัท C ซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ เพื่อการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามข้อกำหนดของบริษัทฯ เป็นรายใบสั่งงาน (Job Order) โดยมีคิดค่าแรงตามจำนวนวันหรือชั่วโมงที่ทำงานให้นั้น ประกอบกับตามสัญญาระหว่างบริษัท ก. และบริษัท C ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าให้
กรรมสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนเป็นของบริษัท ก. (ผู้ว่าจ้าง) การจ่ายค่าจ้างดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น หากบริษัท C ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่เข้าลักษณะเป็นสถานประกอบการถาวรตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ฮังการี เช่นนี้ บริษัท C ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 วรรคสอง และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ฮังการี แต่หากบริษัท C ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย เช่นนี้ บริษัท C ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร


เรื่อง

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินไปต่างประเทศสำหรับค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และค่าบริการให้แก่ผู้พัฒนาระบบ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 06/11/2025 - วันที่ตอบ 06/11/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินไปต่างประเทศสำหรับค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และค่าบริการให้แก่ผู้พัฒนาระบบ มีภาระภาษีอย่างไร

วิสัชนา

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินไปต่างประเทศสำหรับค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และค่าบริการให้แก่ผู้พัฒนาระบบค่าบริการที่ไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่ได้จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how) ค่าบริการดังกล่าวย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์  แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจ ซึ่งหากวิสาหกิจผุ้รับเงินได้ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย



 

เลขที่หนังสือ :   กค 0702/1626

วันที่ :   19 มีนาคม 2568

เรื่อง :   ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินไปต่างประเทศสำหรับค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และค่าบริการให้แก่ผู้พัฒนาระบบ

ข้อกฎหมาย :   มาตรา 3 (2) มาตรา 40 (8) มาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และ พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 ประกอบกับข้อบทที่ 5 ข้อบทที่12 วรรคสาม (ก) และ (ค) แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา ข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ และ7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ฮังการี



 

ข้อหารือ :  บริษัท ก. ประกอบกิจการให้บริการด้านพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยในการจัดทำแอปพลิเคชันนั้น บริษัท ก. ได้จัดหาบริษัทผู้เชี่ยวชาญภายนอก ดังต่อไปนี้ เพื่อดำเนินการในด้านต่าง ๆ

    1. บริษัท A มีสถานประกอบการตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทย สำหรับการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และบริการประมวลผลบนระบบคลาวด์ การให้บริการในกรณีที่บริษัท ก. เกิดปัญหาในการใช้งานการบริการต่าง ๆ บริษัท ก. สามารถแจ้งกรณีปัญหาเหล่านั้นได้ผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท A ซึ่งได้จดทะเบียนในต่างประเทศ และการให้บริการใช้งานซอฟต์แวร์บนเว็บไซต์ที่ติดตั้งอยู่บนระบบของบริษัท A โดยจะคิดค่าบริการตามระยะเวลา

    โดยบริษัท A เป็นเจ้าของสิทธิ กรรมสิทธิ์ และผลประโยชน์ทั้งหมดในการให้บริการดังกล่าว และเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดเช่นกัน โดยสิทธิที่บริษัท A ให้แก่บริษัท ก. เป็นสิทธิที่จำกัด อาจถูกเพิกถอนได้ ไม่เป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ไม่อาจให้อนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงได้ และไม่อาจโอนให้แก่กันได้

    2.บริษัท B จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไอร์แลนด์ สำหรับการให้บริการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามความต้องการหรือข้อกำหนดของบริษัท ก. ซึ่งเป็นการว่าจ้างให้ทำงานตามใบสั่งงาน และคิดค่าแรงตามจำนวนวันหรือชั่วโมงที่ทำงานให้ บริษัท B ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงการของบริษัท ก.

    3.บริษัท C จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศฮังการี สำหรับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามข้อกำหนดของบริษัท ก. โดยเป็นการว่าจ้างให้ทำงานตามใบสั่งงาน และคิดค่าแรงตามจำนวนวันหรือชั่วโมงที่ทำงานให้ และเมื่อบริษัท C เขียนโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว กรรมสิทธิ์ในโปรแกรมที่เขียนเป็นของบริษัท ก.

    บริษัทฯ ขอหารือว่า เงินค่าบริการดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร



 

แนววินิจฉัย :

    1. การจ่ายเงินค่าบริการให้แก่ บริษัท A

        หากค่าบริการที่บริษัท ก. ได้จ่ายให้แก่บริษัท A นั้น ไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่ได้จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how) ค่าบริการดังกล่าวย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ ตามข้อบทที่ 12 วรรคสาม (ก) และ (ค) แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจ ตามข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา ซึ่งหาก บริษัท A ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา บริษัท A ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา

    2. การจ่ายค่าจ้างให้แก่ บริษัท B

        หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ว่าจ้าง การจ่ายค่าจ้างดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น หากบริษัท B ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่เข้าลักษณะเป็นสถานประกอบการถาวรตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ บริษัท B ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 วรรคสอง และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ แต่หากบริษัท B ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย เช่นนี้ บริษัท B ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

        อย่างไรก็ดี หากปรากฏว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวนั้นไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของบริษัท ก. แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท B เช่นนี้ ค่าตอบแทนที่บริษัท ก. ได้จ่ายให้แก่บริษัท B ย่อมเข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้บริการในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และหากค่าตอบแทนดังกล่าวไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่ได้จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how) ค่าตอบแทนนั้นย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ ตามข้อบทที่ 12 วรรคสาม (ก) และ (ค) แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจตามข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ ซึ่งหาก บริษัท B ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ บริษัท B ก็ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์

    3. การจ่ายค่าจ้างให้แก่ บริษัท C

        การที่บริษัท ก. ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ บริษัท C ซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ เพื่อการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามข้อกำหนดของบริษัทฯ เป็นรายใบสั่งงาน (Job Order) โดยมีคิดค่าแรงตามจำนวนวันหรือชั่วโมงที่ทำงานให้นั้น ประกอบกับตามสัญญาระหว่างบริษัท ก. และบริษัท C ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าให้กรรมสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนเป็นของบริษัท ก. (ผู้ว่าจ้าง) การจ่ายค่าจ้างดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น หากบริษัท C ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่เข้าลักษณะเป็นสถานประกอบการถาวรตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ฮังการี เช่นนี้ บริษัท C ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 วรรคสอง และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ฮังการี แต่หากบริษัท C ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย เช่นนี้ บริษัท C ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร



 

ปรับปรุงล่าสุด: 09-04-2025


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

จ่าย chat GPT แบบไม่มีสัญญา ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 09/02/2026 - วันที่ตอบ 27/03/2026

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 70 และมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ขอสอบถามเกี่ยวกับการคิด ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 ค่ะ

เช่น จ่าย chat GPT แบบไม่มีสัญญาจำนวน 10,000 บาท ภาษี 5% 

อยากทราบว่าคิดจาก 10,000 x 5/95 ออกมา เพื่อเป็นฐานใหม่ หรือ 10,000 x 5% ได้เลยค่ะ

วิสัชนา

ตามหนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/1626 ลงวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568 กรมสรรพากรได้วางแนวทาง (ใหม่!!!) เกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินไปต่างประเทศสำหรับค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และค่าบริการให้แก่ผู้พัฒนาระบบ ดังนี้

    “กรณีบริษัท ก. ประกอบกิจการให้บริการด้านพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยในการจัดทำแอปพลิเคชันนั้น บริษัท ก. ได้จัดหาบริษัทผู้เชี่ยวชาญภายนอก ดังต่อไปนี้ เพื่อดำเนินการในด้านต่าง ๆ

    บริษัท A มีสถานประกอบการตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทย สำหรับการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และบริการประมวลผลบนระบบคลาวด์ การให้บริการในกรณีที่บริษัท ก. เกิดปัญหาในการใช้งานการบริการต่าง ๆ บริษัท ก. สามารถแจ้งกรณีปัญหาเหล่านั้นได้ผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท A ซึ่งได้จดทะเบียนในต่างประเทศ และการให้บริการใช้งานซอฟต์แวร์บนเว็บไซต์ที่ติดตั้งอยู่บนระบบของบริษัท A โดยจะคิดค่าบริการตามระยะเวลา โดยบริษัท A เป็นเจ้าของสิทธิ กรรมสิทธิ์ และผลประโยชน์ทั้งหมดในการให้บริการดังกล่าว และเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดเช่นกัน โดยสิทธิที่บริษัท A ให้แก่บริษัท ก. เป็นสิทธิที่จำกัด อาจถูกเพิกถอนได้ ไม่เป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ไม่อาจให้อนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงได้ และไม่อาจโอนให้แก่กันได้

    เช่นนี้ หากค่าบริการที่บริษัท ก. ได้จ่ายให้แก่บริษัท A นั้น ไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่ได้จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how) ค่าบริการดังกล่าวย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ ตามข้อบทที่ 12 วรรคสาม (ก) และ (ค) แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจ ตามข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา ซึ่งหาก บริษัท A ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา บริษัท A ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ ได้มีการใช้บริการ chat GPT แบบ ไม่มีสัญญา จำนวน 10,000 บาท รูปแบบ cloud computing ชื่อบริการ Microsoft azure (AI + machine learning) ไมโครซอฟต์สิงคโปร์ โดยทางบริษัทฯ ได้ใช้ระบบดังกล่าวในการตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ AI + machine learning ตรวจสอบและวิเคราะห์ความถูกต้องของข้อมูล และส่งผลกลับ โดยมิได้มีการติดตั้งซอฟต์แวร์หรือโปรแปรมเพิ่มเติม เช่นนี้ ค่าบริการดังกล่าวถือเป็นกำไรจากธุรกิจ ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – สิงคโปร์ เนื่องจากวิสาหกิจผู้รับเงินได้ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องนำส่ง ภ.ง.ด.54  

    บริษัทฯ ได้มีการใช้บริการ chat GPT แบบ ไม่มีสัญญา จำนวน 10,000 บาท รูปแบบ cloud computing ชื่อบริการ Microsoft azure (AI + machine learning) ไมโครซอฟต์สิงคโปร์ ดังกล่าว บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเป็นการจ่ายขำระค่าบริการที่ได้ให้ในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักตามร มาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร

Panisara Pear วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เวลา 10:39 น.

แล้วถ้าอย่างค่าซอฟต์แวร์ที่จะเสียค่าลิขสิทธิ์ อย่างเช่น Anthropic ที่ระบบจะสามารถเขียนโค้ดออกมาให้ได้ หากชำระเงินไปเต็ม จำนวน อย่างเช่น 10,000 มีวิธีการคิด ภ.ง.ด.54 อย่างไรคะ



 

สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วัสัชนา:

    ตามหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/1626 ลงวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติกรณีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่ายเงินไปต่างประเทศสำหรับค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และค่าบริการให้แก่ผู้พัฒนาระบบ ค่าบริการที่ไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่ได้จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how) ค่าบริการดังกล่าวย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจ ซึ่งหากวิสาหกิจผู้รับเงินได้ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



เรื่อง

ติดตั้งระบบ ERP ให้เป็นไปตามกฎทางภาษีและบัญชีไทย ขึ้นทะเบียนเป็น softwarehouse / จ่ายค่า license สำหรับระบบ ERP ไปที่ฮ่องกง

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 16/08/2025 - วันที่ตอบ 11/01/2026

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท. 378/2543

ปุจฉา

บริษัทฯ เป็นผู้รับจ้างติดตั้งระบบ ERP ให้เป็นไปตามกฎทางภาษีและบัญชีไทย พร้อมด้วยการปรับแต่งรายงานต่าง ๆ ตามที่ลูกค้ากำหนด โดยลูกค้าจ่ายเงินค่า license ให้บริษัทตัวแทนเจ้าของที่ประเทศฮ่องกง

อยากเรียนถามอาจารย์ดังนี้ค่ะ

1. บริษัทฯ ต้องไปดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็น softwarehouse ที่กรมสรรพากรกำหนดหรือไม่

2. การที่บริษัทลูกค้าจ่ายค่า license ไปที่ฮ่องกงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ ในอัตราเท่าไรคะ

วิสัชนา

ตามข้อ 10 และข้อ 11 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) เรื่อง กำหนดแบบหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไข เกี่ยวกับการจัดทำรายงาน การลงรายการในรายงาน การเก็บใบกำกับภาษีและเอกสารหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบการลงรายงานภาษีซื้อตามมาตรา87 และมาตรา 87/3 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542 อธิบดีกรมสรรพากร กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เกี่ยวกับการลงรายการในรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้

    “ข้อ 10 การลงรายการในรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ให้เขียนด้วยหมึก หรือใช้วิธีพิมพ์ หรือจัดทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และจะลงรายการเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้

         การลงรายการโดยใช้วิธีพิมพ์ตามวรรคหนึ่ง หมายความถึง การพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด การพิมพ์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปสเปรดชีต (Spreadsheet) เช่น LOTUS หรือ EXCEL หรือโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน

         การลงรายการโดยการจัดทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่งคุณสมบัติของซอฟต์แวร์สำหรับการลงรายการในรายงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่งชนิดใด ดังต่อไปนี้

         ชนิด ก.

         (1) เป็นโปรแกรมที่เมื่อบันทึกข้อมูล และโอนเข้าบัญชีแยกประเภทแล้ว จะแก้ไขรายการนั้น ๆ โดยไร้ร่องรอยไม่ได้ ถ้าจะแก้ไขต้องบันทึกรายการปรับปรุงตามวิธีการทางบัญชี

         (2) เป็นโปรแกรมที่ช่วยไม่ให้หลีกเลี่ยงภาษี

         (3) เป็นโปรแกรมที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้

         (4) เป็นโปรแกรมที่การบันทึกรายการเป็นไปตามระบบบัญชีคู่

         ชนิด ข.

         (1) เป็นโปรแกรมที่เมื่อบันทึกข้อมูล และโอนเข้าบัญชีแยกประเภทแล้ว จะแก้ไขรายการนั้น ๆ โดยไร้ร่องรอยไม่ได้ ถ้าจะแก้ไขต้องบันทึกรายการปรับปรุงตามวิธีการทางบัญชี

         (2) เป็นโปรแกรมที่ช่วยไม่ให้หลีกเลี่ยงภาษี

         (3) เป็นโปรแกรมที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้

         (4) เป็นโปรแกรมที่การบันทึกรายการเป็นไปตามระบบบัญชีคู่

         (5) เป็นโปรแกรมที่มีระบบซอฟต์แวร์ในระบบงานบางระบบใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบขาย ระบบพัสดุ ฯลฯ ระบบซอฟต์แวร์นั้นต้องโอนเข้าระบบบัญชีแยกประเภทได้โดยตรง

         ชนิด ค.

         (1) เป็นโปรแกรมที่เมื่อบันทึกข้อมูล และโอนเข้าบัญชีแยกประเภทแล้ว จะแก้ไขรายการนั้น ๆ โดยไร้ร่องรอยไม่ได้ ถ้าจะแก้ไขต้องบันทึกรายการปรับปรุงตามวิธีการทางบัญชี

         (2) เป็นโปรแกรมที่ช่วยไม่ให้หลีกเลี่ยงภาษี

         (3) เป็นโปรแกรมที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อควบคุมการเข้าถึง ข้อมูลได้

         (4) เป็นโปรแกรมที่การบันทึกรายการเป็นไปตามระบบบัญชีคู่

         (5) เป็นโปรแกรมที่มีระบบซอฟต์แวร์ในระบบงานทุกระบบใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบซอฟต์แวร์นั้นทุกระบบต้องโอนเข้าระบบบัญชีแยกประเภทได้โดยตรง

         ชนิด ง.

         (1) เป็นโปรแกรมที่เมื่อบันทึกข้อมูล และโอนเข้าบัญชีแยกประเภทแล้ว จะแก้ไขรายการนั้น ๆ โดยไร้ร่องรอยไม่ได้ ถ้าจะแก้ไขต้องบันทึกรายการปรับปรุงตามวิธีการทางบัญชี

         (2) เป็นโปรแกรมที่ช่วยไม่ให้หลีกเลี่ยงภาษี

         (3) เป็นโปรแกรมที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้

         (4) เป็นโปรแกรมที่การบันทึกรายการเป็นไปตามระบบบัญชีคู่

         (5) เป็นโปรแกรมที่มีระบบซอฟต์แวร์ในระบบงานทุกระบบใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบซอฟต์แวร์นั้นทุกระบบต้องโอนเข้าระบบบัญชีแยกประเภทได้โดยตรง

         (6) มีการแจ้งรหัสผ่านต่อกรมสรรพากร เพื่อให้สามารถผ่านระบบรักษาความปลอดภัยได้ โดยให้ใส่ซองปิดผนึก ซึ่งกรมสรรพากรจะไม่เปิด เว้นแต่จะเปิดต่อหน้าผู้ประกอบการ

     ข้อ 11  ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ตามข้อ 10 ต้องระบุคุณสมบัติของซอฟต์แวร์ไว้ที่หน้าจอแรก โดยมีข้อความอย่างน้อยดังต่อไปนี้

         “ซอฟต์แวร์นี้เขียนขึ้นโดย................. ซึ่งมีเลขประจำตัว ซอฟต์แวร์เฮ้าส์เลขที่.............เป็นซอฟต์แวร์เลขที่................... และ เป็นซอฟต์แวร์ตามมาตรฐานซอฟต์แวร์เพื่อภาษีสรรพากรของกรมสรรพากรชนิด ก. หรือ ชนิด ข. หรือชนิด ค. หรือชนิด ง.”

          กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเขียนซอฟต์แวร์ขึ้นใช้เอง ต้องระบุคุณสมบัติของซอฟต์แวร์ไว้ที่หน้าจอแรก โดยมีข้อความอย่างน้อยดังต่อไปนี้

         “ซอฟต์แวร์นี้เขียนขึ้นโดย........................และเป็นซอฟต์แวร์ตามมาตรฐานซอฟต์แวร์เพื่อภาษีสรรพากรของกรมสรรพากรชนิด ก. หรือชนิด ข. หรือชนิด ค. หรือชนิด ง.”


2. ตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท. 378/2543 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นคำขอมีเลขประจำตัวซอฟต์แวร์เฮ้าส์ ลงวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2543 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท. 643/2556 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นคำขอมีเลขประจำตัวซอฟต์แวร์เฮ้าส์ ลงวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ได้กำหนดมีหน้าที่ยื่นคำขอมีเลขประจำตัวซอฟต์แวร์เฮ้าส์ ไว้ดังนี้

    “ข้อ 1 การยื่นคำขอมีเลขประจำตัวซอฟต์แวร์เฮ้าส์

             ผู้มีหน้าที่ยื่นคำขอมีเลขประจำตัวซอฟต์แวร์เฮ้าส์ ได้แก่ ผู้ประกอบการที่จำหน่ายซอฟต์แวร์ให้แก่ผู้ใช้โดยทั่วไปและเข้าลักษณะ ดังนี้

             1.1 เป็นผู้เขียนหรือพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย หรือ

             1.2 เป็นผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ที่เขียนหรือพัฒนาในประเทศไทย หรือที่เขียนหรือพัฒนาจากต่างประเทศ หรือ

             1.3 เป็นตัวแทนจำหน่ายซอฟต์แวร์ที่เขียนหรือพัฒนาในประเทศไทย หรือที่เขียนหรือพัฒนาจากต่างประเทศ หรือ

             1.4 เป็นผู้เขียนซอฟต์แวร์ หรือพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือนำเข้าซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ เพื่อใช้ในกิจการของตนเอง และได้นำซอฟต์แวร์ดังกล่าวไปให้บุคคล นิติบุคคล หรือบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันใช้ ไม่ว่าจะมีผลประโยชน์ หรือมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม"


  

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ เป็นผู้รับจ้างติดตั้งระบบ ERP ให้เป็นไปตามกฎทางภาษีและบัญชีไทย พร้อมด้วยการปรับแต่งรายงานต่าง ๆ ตามที่ลูกค้ากำหนด โดยลูกค้าจ่ายเงินค่า license ให้บริษัทตัวแทนเจ้าของที่ประเทศฮ่องกง  

1. บริษัทฯ ต้องไปดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็น  softwarehouse ที่กรมสรรพากรกำหนด ตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท. 378/2543 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นคำขอมีเลขประจำตัวซอฟต์แวร์เฮ้าส์ ลงวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2543 ดังกล่าว

  

2.กรณีที่บริษัทลูกค้าจ่ายค่า license สำหรับระบบ ERP ไปที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และค่าบริการให้แก่ผู้พัฒนาระบบ ค่าบริการที่ไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่ได้จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how) ค่าบริการดังกล่าวย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจ ซึ่งหากวิสาหกิจผุ้รับเงินได้ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ทั้งนี้ ตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากร ตามหนังสือเลขที่ กค 0702/1626 ลงวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568 ดังนั้น บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 แต่อย่างใด


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ