Case study

การเลิกจ้างพนักงานเนื่องจากบริษัทย้ายสถานประกอบการ


เรื่อง การเลิกจ้างพนักงานเนื่องจากบริษัทย้ายสถานประกอบการ
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 17/03/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทมีความประสงค์ที่จะย้ายสถานประกอบการ และกรณีพนักงานไม่สามารถย้ายไปทำงานด้วยได้ ทางบริษัทยินดีจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย

ตัวอย่าง นาย ก และ นาย ข ไม่สามารถเดินทางไปทำงานที่สถานที่ใหม่ที่บริษัทย้ายไปได้ โดย นาย ก อายุงาน 10 ปี เงินเดือน 66,000 บาท

และ นาย ข อายุงาน 8 ปี เงินเดือน 49,000 บาท

บริษัทจ่ายเงินชดเชย ให้นาย ก และนาย ข ตามมาตรา 120 เป็นดังนี้

จ่ายให้ นาย ก 300 วัน คิดเป็น เงิน 660,000 บาท

จ่ายให้ นาย ข 240 วัน คิดเป็นเงิน 392,000 บาท และวันลาพักผ่อนประจำปีที่นาย ก ยังไม่ได้ใช้ อีก 5 วัน เป็นเงิน 8,166.67 บาท รวมทั้งสิ้น 400,166.67 บาท

คำถาม รายได้จากเงินชดเชยที่ นาย ก และ นาย ข ได้รับนั้น มีรายละเอียดการคำนวณเพื่อรวมเป็นเงินได้พนักงานเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นดังนี้ ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร รบกวนช่วยแนะนำด้วยค่ะ

นาย ก >> ได้รับยกเว้นรายได้จากเงินชดเชยตามกฎหมาย เนื่องจากบริษัทย้ายสถานประกอบการ เป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท และ เงินชดเชยที่ต้องรวมเป็นเงินได้ เป็นจำนวนเงิน 60,000 บาท โดย นาย ก สามารถ เลือกได้ว่าจะรวมคำนวณกับเงินได้อื่น หรือแยกคำนวณต่างหากก็ได้

นาย ข >> ได้รับยกเว้นรายได้จากเงินชดเชยตามกฎหมาย เนื่องจากบริษัทย้ายสถานประกอบการ เป็นจำนวนเงิน 392,000 บาท แต่เงินได้จากวันลาพักผ่อนประจำปี ต้องรวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีบุคคลธรรมดา โดยที่เงินลาพักผ่อนประจำปีนี้ ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะรวมคำนวณกับเงินได้อื่น หรือแยกคำนวณต่างหากได้

คำตอบ

สำหรับการพิจารณาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเงินชดเชยเหตุย้ายสถานประกอบการตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มีประเด็นที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องดังนี้

1. กรณี นาย ก

ยอดเงินที่ได้รับ : เงินชดเชยพิเศษ 660,000 บาท (อายุงาน 10 ปี)

  • ส่วนที่ได้รับยกเว้นภาษี : ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 2 (51) ระบุว่า เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน (รวมถึงมาตรา 120) ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้าย แต่ไม่เกิน 600,000 บาท
  • การคำนวณ : 
    • เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี = 600,000 บาท
    • เงินได้ที่ต้องนำไปเสียภาษี = 60,000 บาท ()
    • สิทธิการแยกคำนวณ (ใบแนบ) : 
       เนื่องจาก นาย ก อายุงาน 10 ปี (เกิน 5 ปี) 
      สามารถเลือกนำเงินส่วน 60,000 บาท ไปแยกคำนวณภาษีต่างหากจากเงินเดือนปกติได้ (ยื่นใบแนบ) ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 2(ก) จะสามารถใช้สิทธิเลือกคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ ซึ่งการคำนวณวิธีนี้ พนักงานจะเสียภาษีน้อยกว่าคำนวณ ตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

2. กรณี นาย ข

ยอดเงินที่ได้รับ: เงินชดเชยพิเศษ 392,000 บาท และ ค่าชดเชยวันลาพักร้อน 8,166.67 บาท

  • เงินชดเชยพิเศษ (392,000 บาท) :
    • ได้รับยกเว้นภาษีทั้งจำนวน 392,000 บาท ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 2 (51)
    • ดังนั้น สำหรับเงินชดเชยจากการเลิกจ้าง นาย ข จะมีไม่ยอดเสียภาษี
  • ค่าชดเชยวันลาพักร้อน (8,166.67 บาท):
    • นาย ข จะต้องนำยอดเงินได้นี้ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้กับเงินได้จากการจ้างงานปกติ ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี และ ไม่สามารถ นำไปรวมคำนวณในใบแนบ (แยกคำนวณ) ตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากรได้ ต้องนำไปรวมกับเงินเดือนเพื่อเสียภาษี ในอัตราก้าวหน้า ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เงื่อนไขมาตรา 120 : อย่าลืมตรวจสอบว่าพนักงานได้ทำหนังสือแจ้งใช้สิทธิไม่ประสงค์จะไปทำงาน ณ สถานประกอบการแห่งใหม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการย้าย เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานด้วยครับ

สรุปเนื้อหา

การคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย  พิจารณาดังนี้

1. เงินเดือน ค่าจ้าง รวมทั้ง ประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน 
  • คำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ปกติ กล่าวคือ เงินได้ หัก ค่าใช้จ่าย หัก ค่าลดหย่อน เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ และคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า  ตามมาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร
  • หัก ณ ที่จ่ายตาม ตามมาตรา 50 (1) วรรค 1-2  คือ คำนวณได้เท่าไหร่ ให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น


2. เงินชดเชยลักษณะเลิกจ้างที่เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน
  • พนักงานทำงานน้อยกว่า 5 ปี >> คำนวณภาษีตามมาตรา 48(1) และมาตรา 50(1) วรรค 1-2  
  • พนักงานทำงานตั้งแต่  5 ปีขึ้นไป (เข้าเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)  

>> สามารถเลือกได้ว่าจะคำนวณภาษีตามมาตรา 48(1) หรือ มาตรา 48 (5)

>> หักภาษี ณ ที่จ่ายตาม มาตรา 50 (1) วรรค 3  


  • วิธีปฏิบัติใน ภ.ง.ด. 90/91:
  1. พนักงานสามารถเลือกนำเงินชดเชยนี้ไปแยกคำนวณใน "ใบแนบ" (ไม่นำไปรวมกับเงินได้อื่น) เพื่อหักค่าใช้จ่ายสูตรพิเศษ (7,000 x ปีที่ทำงาน + หักได้อีกครึ่งหนึ่งของที่เหลือ) 
  2. การคำนวณแยกแบบนี้มักจะทำให้เสียภาษีน้อยกว่าการนำไปรวมเป็นรายได้ปกติ
     
  • วิธีการคำนวณได้รับเงินชดเชยเลิกจ้าง วิธีนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน มาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร 

การคำนวณภาษีตามมาตรา 48(5)

การหักค่าใช้จ่าย :

หัก ค่าใช้จ่ายส่วนแรก = 7,000 x จำนวนปีที่ทำงาน

(ถ้าทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็มแล้ว จำนวนวันที่ทำงานเกิน 183 วันให้นับเป็น 1 ปี)

หักค่าใช้จ่ายส่วนที่สอง = (เงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ – ค่าใช้จ่ายส่วนแรก) x 50%

เมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งสองส่วนแล้ว ให้นำเงินได้ที่เหลือไปคำนวณภาษีตามขั้นภาษีปกติ โดยไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงิน 150,000 บาท แรก

ศึกษาวิธีการคำนวณและกรอกแบบได้ที่ วารสารมุมสรรพากรที่จัดทำขึ้น 
https://www.rd.go.th/region/04/fileadmin/063_saraburi/HotArticle/2561/Mar_2018_Online_Single.pdf

 




หมายเหตุ สนใจศึกษาเคสตัวอย่างเพิ่มเติมได้ที่ (Tax Case Study) EP.8 การคำนวณภาษีเงินชดเชยออกจากงาน เงินชดเชยเกษียณอายุ เงินเลิกจ้าง 


ขอบคุณ Slide จากท่านอาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์




มาตรา 40  เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
  (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือ
ประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน


มาตรา 48  เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้

  1. เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้


(5) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน แต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้นแล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้
ในกรณีเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานและให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน 7,000 บาท ลงเหลือ 3,500 บาท
จำนวนปีที่ทำงานตามวรรคหนึ่ง ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ที่ทางราชการจ่าย ให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันนั้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับของทางราชการ
             ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณีตามวรรคสาม เศษของปี ถ้าถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ถือเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ปัดทิ้ง

             ( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับปีภาษี 2535 เป็นต้นไป )
            
ดูประกาศอธิบดีเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) )     
             ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้วมีจำนวนต่ำกว่า 5 บาท เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ  


มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
             (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด
ให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
 
            ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป )
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.16/2530 )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.96/2543 )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545 )
             ( 
ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )
             ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) 
ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
           ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสามที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้
             ( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2535 เป็นต้นไป )
             ( 
ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) )


ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)

เรื่อง    กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร


ข้อ 1เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้หมายถึงเงินได้ดังนี้

(ค) เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน


ข้อ 2เงินได้พึงประเมินตามข้อ 1 ที่ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากรได้ จะต้องมีเงื่อนไขดังนี้

                          (ก) เป็นเงินได้ที่จ่ายให้เนื่องจากออกจากงานที่มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี


การนับระยะเวลาการทำงานตามวรรคหนึ่ง กรณีผู้มีเงินได้ได้เคยออกจากงานมาแล้ว ซึ่งมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานจากนายจ้างคนหนึ่งและเข้าทำงานกับนายจ้างอีกคนหนึ่งไม่เกินหนึ่งปี โดยได้โอนเงินและผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างเดิมไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างใหม่ หรือเข้าทำงานกับนายจ้างเดิมซึ่งมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานและเข้าทำงานใหม่ไม่เกินหนึ่งปี และเมื่อออกจากงานนั้น ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นับระยะเวลาการทำงานในระหว่างที่ทำงานกับนายจ้างแต่ละคนเป็นระยะเวลาทำงานตามวรรคหนึ่งด้วย


การนับระยะเวลาการทำงานตามวรรคสอง กรณีผู้มีเงินได้เคยใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้ที่ได้รับเมื่อออกจากงานจากนายจ้างคนใดแล้ว หรือผู้มีเงินได้เมื่อออกจากงานจากนายจ้างคนใดแล้วมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานจากนายจ้างนั้นและเข้าทำงานใหม่เกินหนึ่งปี ให้นับระยะเวลาการทำงานเฉพาะที่ได้ทำกับนายจ้างหลังจากนั้น

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 252) ใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป)


                          (ข) ในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้ตามข้อ 1 ไม่ว่าจะจ่ายหรือแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะเงินได้ที่ได้จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 303) ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2560 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป )

                          ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่มีการจ่ายเงินได้ตามข้อ 1 ให้แก่ข้าราชการซึ่งได้ลาออกจากราชการตามโครงการที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการให้เงินช่วยเหลือแก่ข้าราชการซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 83) ใช้บังคับตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542 เป็นต้นไป)

                          (ค) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในกรณีนี้ได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ไม่นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน


กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)

 “(51) ค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ แต่ไม่รวมถึงค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับเพราะเหตุเกษียณอายุหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายแต่ไม่เกินหกแสนบาท”
 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 394 (พ.ศ. 2567) ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป)



อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

เงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กรณีเลิกจ้าง

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 17/05/2025 - วันที่ตอบ 26/05/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

คำถามที่ 1

    - ค่าชดเชยการเลิกจ้างพนักงาน

    - ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า

ต้องยื่นภาษีรายการใดบ้างคะและ

เงินได้ทั้ง 2 รายการนี้ ต้องนำไปคำนวณในการเสียภาษีไหมคะหรือว่ามีรายการใดยกเว้น

วิสัชนา

เงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

    ตามที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมความใน (5) และ (6) มาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 กำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยใหแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างหรือถูกให้ออกจากงานโดยไม่สมัครใจ และไม่มีความผิดใด ๆ จากเดิม (5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย เป็น “(5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป แต่ไม่ครบยี่สิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย" และเพิ่มความตาม "(6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย" นั้น

    เงินชดเชยตามกฎหมาย (Legal Severance Pay) คือ เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง นอกเหนือไปจากเงินประเภทอื่นที่นายจ้างตกลงจ่ายให้ลูกจ้าง ซึ่ง กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างหรือถูกให้ออกจากงานโดยไม่สมัครใจ และไม่มีความผิดใด ๆ (เลิกจ้าง หมดสัญญาจ้าง เลิกกิจการ และเกษียณอายุ) โดยเงินชดเชยที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับเงินเดือนและอายุงานดังนี้

            อายุงาน                                    อัตราค่าชดเชย

ไม่น้อยกว่า    120 วัน   แต่ไม่ถึง  1  ปี         ค่าจ้างอัตราสุดท้าย   30  วัน

มากกว่า         1  ปี    แต่ไม่ถึง  3  ปี         ค่าจ้างอัตราสุดท้าย   90  วัน

มากกว่า         3  ปี    แต่ไม่ถึง  6  ปี        ค่าจ้างอัตราสุดท้าย   180  วัน

มากกว่า         6  ปี    แต่ไม่ถึง 10  ปี        ค่าจ้างอัตราสุดท้าย   240  วัน

มากกว่า        10  ปี    แต่ไม่ถึง 20  ปี       ค่าจ้างอัตราสุดท้าย   300  วัน

มากกว่า        20  ปี   ขึ้นไป                   ค่าจ้างอัตราสุดท้าย   400  วัน

    อย่างไรก็ตาม ลูกจ้างถูกเลิกจ้างด้วยสาเหตุต่อไปนี้ จะไม่ได้รับเงินชดเชยดังกล่าว

    1. ลูกจ้างลาออกจากงานโดยสมัครใจ

    2. สัญญาจ้างงานมีกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอน (เกษียณ)  

    3. ทุจริตต่อนายจ้าง หรือทำความผิดอาญา

    4. จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

    5. ประมาทเลินเล่อ จนทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายร้ายแรง

    6. ฝ่าฝืนระเบียบการทำงาน โดยนายจ้างได้ออกหนังสือเตือนไปแล้ว

    7. ละทิ้งการทำงานติดต่อกัน 3 วัน โดยไม่มีเหตุอันควร

    8. ได้รับโทษจำคุก ตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก


    บัดนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 394 (พ.ศ. 2567) ยกเลิกความใน (51) ของข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ที่กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เฉพาะค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้าย แต่ไม่เกิน 300,000 บาท เป็น เฉพาะค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้าย แต่ไม่เกิน 600,000 บาท”  


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    1. สำหรับเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้าย แต่ไม่เกิน 600,000 บาท

    2.สำหรับ “เงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้า” จำนวน 1 เดือน ที่ได้รับจากการเลิกจ้าง เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร นาย พ.ต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่นเดียวกับเงินเดือนค่าจ้างทั่วไป


RacXXXX  XXXXX

ค่าชดเชย ที่จ่ายไห้ลูกจ้าง

บริษัทยังมีหน้าที่ยื่นแบบ ภงด.1 ภาษี ปกติไหมค่ะ


Suthep Pongpitak ตอบกลับ RacXXXXX

ค่าชดเชยการยกเลิกการจ้าง ที่จ่ายไห้ลูกจ้าง บริษัทฯ ยังมีหน้าที่ยื่นแบบ ภงด.1 ภาษี ปกติ เฉพาะในส่วนที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (51) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร


RacXXXX  XXXXX

อาจารย์คะ ค่าชดเชยหนูจ่ายพนักงานต่อคนสูงสุดที่  40,000 บาท ไม่เกิน 600,000 ซึ่งได้รับยกเว้น ในการนำไปคำนวณภาษี

ตามที่เข้าใจ คือบริษัทไม่ต้องยื่นแบบอะไรใช่ไหมคะ (edited)


Suthep Pongpitak

ถูกต้องแล้วครับ


RacXXXX  XXXXX

อาจารย์คะทำไมค่าชดเชย 40,000 บาท บาท ไม่ต้องยื่นเเบบ ภ.ง.ด.1 คะ (edited)


สุเทพ ตอบกลับ RacXXXX

บริษัทฯ ไม่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 สำหรับเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน เนื่องจากกรณีตามข้อเท็จจริง มีแต่เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ จึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ซึ่งผมตอบไว้ข้างต้นแล้ว ครับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ