Case study

ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายของแบบภงด 50 ขอคืนได้ภายในกี่ปี


เรื่อง ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายของแบบภงด 50 ขอคืนได้ภายในกี่ปี
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 13/03/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทมีภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายที่ยื่นแบบภงด 50 ไว้ปีก่อน ๆ หลายปี โดยไม่ได้ประสงค์จะขอคืน แต่ก็ไม่ได้ตัดบัญชีภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายออกจากบัญชี จะขอสอบถามดังนี้นะคะ

1. อายุความการขอคืนภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย ใช่ 3 ปีรึเปล่าคะ และการนับอายุความขอคืนนั้นเป็นอย่างไรคะ เช่น ภงด 50 ปี 2564 ยื่น 31/5/2565 หมดอายุความขอคืน 31/5/2568 ใช่ไหมคะ

ถ้าหมดอายุความแล้ว บริษัทก็สามารถตัดออกจากบัญชีเข้าคชจต้องห้ามในปี 2568 ได้เลยใช่ไหมคะ

2. กรณีที่บริษัทไม่ต้องการขอคืนแน่ ๆ จริง ๆ สามารถตัดออกจากบัญชีในปีนั้น ๆ เลยได้หรือไม่คะ

หรือต้องรอจนหมดอายุความการขอคืนก่อนคะ

คำตอบ

อายุความการขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายการขอคืนภาษีอากรที่ชำระไว้เกินหรือไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีของนิติบุคคล มีมาตราที่เกี่ยวข้อง 2 มาตรา คือ 

  • มาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร ใช้สำหรับการขอคืนในกรณีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายตาม มาตรา 3 เตรส ประกอบกับ ท.ป.4/2528
  • มาตรา 27  ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ใช้สำหรับการขอคืนในกรณีอื่นๆที่ไม่เข้าการขอคืนตามมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร


สำหรับคำถาม บริษัทมีภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ไว้ปีก่อน ๆ หลายปี เข้าใจว่า บริษัทน่าจะถูกหัก ณ ที่จ่ายจากกาให้บริการ หรือ อื่นใด ตาม มาตรา 3 เตรส ประกอบกับ ท.ป.4/2528   ดังนั้น ให้ดูข้อกฎหมายที่ มาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุว่า มีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด


มาตรา 63 บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
 
                 บุคคลใดที่ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี แต่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้ว บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่ถูกหักและนำส่งไว้แล้วนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสามปีนับแต่วันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดจากปีที่ถูกหักภาษีไว้
                  ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 38) พ.ศ. 2557 ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 )

ตอบ 1

อายุความการขอคืนภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย คือ 3 ปี  ตามที่สมาชิกเข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ  ตามมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร ระบุว่า  ให้ขอคืน ภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด 

หมายเหตุ : คำว่า 

  • นับแต่ คือนับต่อจากวันนั้น เช่น นับแต่วันที่ 13 ให้เริ่มนับวันที่ 14
  • นับจาก คือ นับวันนั้นเลย เช่น นับจากวันที่ 13 คือให้เริ่มนับที่วันที่ 13 เป็นวันแรก


ดังนั้น แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล  (ภ.ง.ด.50)  ปี 2564  กำหนดวันสุดท้าย ตามมาตรา 68 แห่งประมวลรัษฎากร ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี  ดังนั้น  ถ้ารอบบัญชี 31/12/2564 

  • กำหนดวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบ   คือวันที่ 30/05/2565    
  • บริษัทฯ มีสิทธิยื่นขอคำร้องตามแบบ ค.10 ภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งการยื่นแบบ คือ 31/5/2565 + 3 ปี คือวันที่ 30/5/2568  

สรุป การนับของสมาชิกยังไม่ถูกต้องค่ะ ถ้าสมาชิกจะขอคืน จะต้องยื่นแบบอย่างช้าที่สุดคือวันที่ 30/5/2568 หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว บริษัทจะไม่สามารถยื่นคำร้องขอคืนภาษีได้อีก


    มาตรา 68  ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ


ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การนับระยะเวลาสิ้นสุด


มาตรา 193/5  ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นสัปดาห์ เดือนหรือปี ให้คำนวณตามปีปฏิทิน
                ถ้าระยะเวลามิได้กำหนดนับแต่วันต้นแห่งสัปดาห์ วันต้นแห่งเดือนหรือปี ระยะเวลาย่อมสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งสัปดาห์ เดือนหรือปีสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ถ้าในระยะเวลานับเป็นเดือนหรือปีนั้นไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลา



ตอบ 2 

บริษัทสามารถตัด รายการภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย สินทรัพย์) ออกจากบัญชีเข้าค่าใช้จ่ายต้องห้ามในปีใดก็ได้ 

  • ก่อนปีที่หมดอายุ (ถ้าไม่มีความประสงค์จะขอคืน) โดยให้ทำ Memo แนบภายใน เกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว ไว้ประกอบการบันทึกบัญชี และ ตัดออกจากบัญชีได้เลยค่ะ 
  • ตัดเมื่อหมดอายุแล้วอ(สิทธิเรียกร้องที่ไม่สามารถใช้สิทธิได้แล้ว) ตั้งแต่วันที่ 31/5/2568 บริษัทสามารถตัดออกจากบัญชีได้เลยค่ะ 

อย่างไรก็ตาม รายการที่ตัดออกจากบัญชี ไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้  เนื่องจาก เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(6) ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล


มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

  (6) เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล




ตัวอย่างเอกสาร Memorandum


Internal Memorandum


เรื่อง: นโยบายการตัดบัญชีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายค้างรับ
 วันที่: ........................................

ตามที่บริษัทมีรายการ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax Receivable) ซึ่งบันทึกเป็นสินทรัพย์ของบริษัท เพื่อใช้เป็นเครดิตภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือเพื่อยื่นคำร้องขอคืนภาษีจากกรมสรรพากรนั้น

บริษัทได้พิจารณาแล้วเห็นว่า สำหรับรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายบางรายการ บริษัท ไม่มีความประสงค์จะยื่นคำร้องขอคืนภาษี หรือไม่สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ จึงเห็นควรให้มีการตัดบัญชีรายการดังกล่าวออกจากบัญชีสินทรัพย์ของบริษัท

ในการนี้ บริษัทกำหนดแนวปฏิบัติไว้ดังนี้

  1. บริษัทสามารถพิจารณาตัดบัญชี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายค้างรับ ออกจากบัญชีได้ หากบริษัทพิจารณาแล้วว่าไม่มีความประสงค์จะใช้สิทธิขอคืนภาษี หรือไม่สามารถใช้เป็นเครดิตภาษีได้
  2. สำหรับกรณีที่รายการดังกล่าวครบกำหนด อายุความในการขอคืนภาษี (3 ปีนับแต่วันที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี) บริษัทสามารถตัดบัญชีออกได้ เนื่องจากถือเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่สามารถใช้สิทธิได้แล้ว
  3. การตัดบัญชีให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบการเงินของบริษัท แต่ ไม่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เนื่องจากเข้าลักษณะเป็น รายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดว่าภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีได้

ลำดับ

ปีภาษี / 

รอบบัญชี

วันที่หนังสือรับรอง

ผู้หักภาษี ณ ที่จ่าย

ประเภทเงินได้

จำนวนเงินถูกหัก (บาท)

สถานะ (หมดอายุ/ไม่ขอคืน)

1

2564

15/09/2564

บริษัท ABC จำกัด

ค่าบริการ

25,000

หมดอายุความ

2

2566

10/06/2566

บริษัท DEF จำกัด

ค่าบริการ

18,500

ไม่ประสงค์ขอคืน


จึงจัดทำบันทึกภายในฉบับนี้เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการตัดบัญชีรายการภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ดังกล่าว

ลงชื่อ ........................................
 ตำแหน่ง ........................................
 วันที่ ........................................


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

เรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการขอคืนเงินภาษีอากร

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

02/07/2018

เลขที่หนังสือ

0702/5134

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     1. บริษัทฯ เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ตามมาตรา 17 แห่ง พระราชบัญญัติ ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 บริษัทประกอบกธุรกิจบัญชีสาม (21) การทำธุรกิจบริการออกแบบ จัดหาวัสดุอุปกรณ์รวมทั้งก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบเกี่ยวกับการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติ
      2. บริษัทฯ ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.53) สำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2556 จำนวน 23,664,982.01 บาท และได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557 มีภาษีต้องชำระจำนวน 246,261.89 บาท ภาษีเงินได้ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 23,664,982.01 บาท บริษัทฯ มีภาษีที่ชำระไว้เกิน จำนวน 23,418,720.12 บาท เลือกไม่มีความประสงค์จะขอคืนภาษีที่ชำระเกิน
     3. ต่อมา เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) ขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล จำนวนเงิน 23,418,720.12 บาท เนื่องจากถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้เกินหรือมีภาษีเกิน เนื่องจากได้รับเครดิตภาษีและไม่ได้ลงชื่อขอคืนในแบบ ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว
จึงขอหารือเกี่ยวกับ  เรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการขอคืนเงินภาษีอากร

แนววินิจฉัย

     กรณีบริษัทฯ ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557 มีภาษีที่ชำระไว้เกิน จำนวน 23,418,720.12 บาท อันเนื่องมาจากถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งเป็นจำนวนเกินกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ควรต้องเสียหรือมีภาษีที่ชำระไว้เกินอันเนื่องมาจากการได้รับเครดิตภาษี แต่บริษัทฯ ไม่ได้แสดงความประสงค์ขอคืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกินในแบบ ภ.ง.ด.50 ดังกล่าว บริษัทฯ มีสิทธิยื่นขอคำร้องตามแบบ ค.10 เพื่อขอคืนเงินภาษีที่ชำระภาษีไว้เกินนั้นภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร (กล่าวคือ ภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560) เมื่อบริษัทฯ ได้ยื่นคำร้อง ค.10 ขอคืนเงินจำนวนที่ชำระไว้เกินเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกินเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาขอคืนแล้ว บริษัทฯ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินที่ชำระไว้เกินนั้นคืนจากกรมสรรพากร

เลขตู้

81/40701


เรื่อง

ระยะเวลาการขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 05/03/2025 - วันที่ตอบ 21/03/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ข้อกฎหมาย

มาตรา 27 ตรี, มาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

หากเราจะขอคืนภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายของนิติบุคคลเราจะต้องขอคืนภายในกี่ปีค่ะ

วิสัชนา

เกี่ยวกับการขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย นั้น

1. กรณีขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งกำหนดให้ขอคืนตามมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องขอคืนภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ของรอบระยะเวลาบัญชีที่มีสิทธิขอคืนนั้น  


2.กรณีขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 69 ทวิ หรือมาตรา 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร หรือขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ชำระเกินไปจากการยื่นแบบแสดงรายการ ซึ่งกำหนดให้ขอคืนตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องขอคืนภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ของรอบระยะเวลาบัญชีที่มีสิทธิขอคืนนั้น เช่นเดียวกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

การขอคืนภาษีอากร

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 10/03/2018 - วันที่ตอบ 11/03/2018

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 27 ตรี, 63, 14, 15, 50, 3 เตรส, 69 ทวิ, 69 ตรี, 70, 84, 84/4 และ 91/11 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ขอเรียนถามท่านอาจารย์นะคะว่าการขอคืนตามมาตรา 27 ตรี กับ มาตรา 63 แตกต่างกันอย่างไรคะขอบพระคุณมากค่ะท่านอาจารย์

วิสัชนา

เกี่ยวกับการขอคืนภาษีอากรตามมาตรา 27 ตรี และมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร
 1. การขอคืนภาษีอากรตามมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร
 ....(1) การขอคืนภาษีอากรตามกรณีนี้ เป็นบทบัญญัติตามส่วน 2 การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา หมวด 3 ภาษีเงินได้ ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ที่บัญญัติไว้ดังนี้
 .........“มาตรา 63 บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายืนรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
 ..............บุคคลใดที่ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี แต่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้ว บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่ถูกหักและนำส่งไว้แล้วนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องขอคืน ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสามปีนับแต่วันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดจากปีที่ถูกหักภาษีไว้”
 ..........(แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 38) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป)
 ....(2) การขอคืนภาษีอากรตามกรณีนี้ ถือเป็นบทบัญญัติที่เป็นกฎหมายพิเศษ (Special Law/Jus Speciale) ของบทบัญญัติว่าด้วยการขอคืนภาษีอากรตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร จึงมีผลใช้บังคับก่อนหรือยกเว้นกรณีการขอคืนตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
 ....(3) การขอคืนภาษีอากรตามกรณีนี้ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้
 .........(ก) การขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร
 .........(ข) การขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ที่บัญญัติให้นำความตามมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับโดยอนุโลม
 ....(4) กำหนดเวลาในการขอคืนตามกรณีนี้ ให้ผู้ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วตาม (3) เป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี มีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายืนรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนดดังต่อไปนี้
 
.........(ก) การขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 และมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ให้ผู้ต้องเสียภาษีเงินได้ยื่นคำร้องขอคืน ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดจากปีที่ถูกหักภาษีไว้ โดยขอคืนตามแบบแสดงรายการที่ยื่นหรือตามแบบ ค.10 แล้วแต่กรณี
 .........(ข) การขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ให้ผู้ต้องเสียภาษีเงินได้ยื่นคำร้องขอคืน ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนด 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
 

 2. การขอคืนภาษีอากรตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
 ....(1) การขอคืนภาษีอากรตามกรณีนี้ เป็นบทบัญญัติตามส่วน 1 การยื่นรายการและการเสียภาษีอากร หมวด 2 วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ที่บัญญัติไว้ดังนี้
 .........“มาตรา 27 ตรี เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี หรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่
 ..............(1) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนได้ยื่นรายการ เมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือได้ยื่นรายการภายในเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ
 ..............(2) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนอุทธรณ์การประเมินตามหมวดนี้ หรือเป็นคดีในศาล ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี
 ..............คำร้องขอคืนตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่ผู้มีสิทธิขอคืนมีภูมิลำเนาหรือ ณ สถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด”
....(2) การขอคืนภาษีอากรตามกรณีนี้ ถือเป็นบทบัญญัติที่เป็นกฎหมายทั่วไป (General Law/Jus Generale) ของบทบัญญัติที่ว่าด้วย “ภาษีอากรประเมิน” ทั้งหลาย ตามมาตรา 14 แห่งประมวลรัษฎากร อันได้แก่ ภาษีเงินได้ตามหมวด 3 ทั้งกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 และภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 ซึ่งตามมาตรา 15 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดหลักเกณฑ์ในการนำบทบัญญัติในหมวด 2 ไปใช้บังคับกับบทบัญญัติในหมวด 3 หมวด 4 และหมวด 5 ไว้ดังนี้
 .........“มาตรา 15 เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท”
 .........ในที่นี้หมายความว่า ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการขอคืนตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรไปใช้บังคับกับการขอคืนภาษีเงินได้ตามหมวด 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 และภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 เฉพาะที่มิได้มีการบัญญัติเกี่ยวกับการขอคืนไว้เป็นอย่างอื่น และหากตามหมวด 3 หมวด 4 และหมวด 5 ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการขอคืนไว้เป็นประการใด ก็ให้ใช้บังคับตามหมวด 3 หมวด 4 และหมวด 5 ที่เป็นกฎหมายพิเศษนั้น ตามหลัก “กฎหมายพิเศษ ย่อมใช้บังคับก่อนหรือยกเว้นกฎหมายทั่วไป”
 ....(3) การขอคืนภาษีอากรตามกรณีนี้ ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้
 .........(ก) การขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีอื่นใด ที่มิใช่การขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 และมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร อาทิ การขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้เสียหรือนำส่งไว้เกินไป เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการและชำระ หรือนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้เกินกว่าจำนวนที่ต้องเสียหรือนำส่ง หรือเนื่องจากการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าพนักงานประเมิน หรือกรณีที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย
 .........(ข) การขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณีอื่นใด ที่มิใช่การขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร อาทิ การขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 69 ทวิ มาตรา 69 ตรี มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี หรือเนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการและชำระ หรือนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้เกินกว่าจำนวนที่ต้องเสียหรือนำส่ง หรือเนื่องจากการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของเจ้าพนักงานประเมิน หรือกรณีที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย
 .........(ค) การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีอื่นใด ที่มิได้มีการบัญญัติให้ขอคืนได้ตามมาตรา 84 ถึงมาตรา 84/4 แห่งประมวลรัษฎากร อาทิ การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากการประเมินโดยเจ้าพนักงานประเมิน หรือกรณีที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย
 .........(ง) การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีอื่นใด ที่มิได้มีการบัญญัติให้ขอคืนได้ตามมาตรา 91/11 แห่งประมวลรัษฎากร อาทิ การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะเนื่องจากการประเมินโดยเจ้าพนักงานประเมิน หรือกรณีที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย
 ....(4) กำหนดเวลาในการขอคืนตามกรณีนี้ การขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี หรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ตาม (3) ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่
 .........(ก) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนได้ยื่นรายการ เมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือได้ยื่นรายการภายในเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ
 .........(ข) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนอุทธรณ์การประเมินตามหมวดนี้ หรือเป็นคดีในศาล ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี
 ....(5) คำร้องขอคืนตามมาตรา 27 ตร่ แห่งประมวลรัษฎากร นี้ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ได้แก่ ค.10 ตามที่ปรากฎในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือ แบบ ค.10 และให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืน ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขายที่ผู้มีสิทธิขอคืนมีภูมิลำเนาหรือ ณ สถานที่อื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ