Case study

การยื่นขออนุญาตเก็บรักษาบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ทำการ


เรื่อง การยื่นขออนุญาตเก็บรักษาบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ทำการ
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 22/10/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

การยื่นขออนุญาตเก็บรักษาบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ทำการ โดยการจัดการผ่านโกดังรับฝากสินค้านอกสถานประกอบการ (บริษัทฯ) หลักการถือปฏิบัติจะต้องมีการขออนุญาต กับหน่วยงาน กรมสรรพากร และ กรมศุลากากร (ในส่วนของ BLs) ที่เกี่ยวข้อง หรือ ไม่ค่ะ หรือ เข้าเงื่อนไขข้อบังคับที่ต้องปฎิบัติ ก่อนการโยกย้ายเอกสารไปในสถานที่รับฝาก ที่จำเป็นต้องดำเนินการก่อนการจัดเก็บเอกสารหรือไม่.  

คำตอบ

หลักการทางกฎหมายและแนวปฏิบัติในการเก็บรักษาเอกสารทางบัญชีและภาษีไว้นอกสถานประกอบการ

1. หลักการตามกฎหมายไทย

      ตาม ประมวลรัษฎากร และ พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้ผู้ประกอบการ บริษัทฯ ต้องจัดเก็บเอกสารทางบัญชีและภาษีทุกประเภทไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ณ สถานประกอบการ หรือตามระยะเวลาที่อธิบดีกำหนด ทั้งนี้ หากประสงค์จะเก็บเอกสารดังกล่าวไว้นอกสถานประกอบการ เช่น ที่โกดังเอกชน หรือคลังเอกสารภายนอก ผู้ประกอบการจะต้อง ยื่นคำร้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรต่อกรมสรรพากร และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก่อนดำเนินการ

2. การขออนุญาตต่อกรมสรรพากร

       อ้างอิงตาม คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.71/2540 (แก้ไขเพิ่มเติมโดย ท.ป.116/2545) เรื่อง “การเก็บและรักษารายงาน ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบทางบัญชี ณ สถานที่อื่น”
 ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะย้ายเอกสารภาษีและบัญชีไปเก็บยังสถานที่อื่นต้องดำเนินการดังนี้

ขั้นตอนปฏิบัติ

  1. จัดทำคำร้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ต่ออธิบดีกรมสรรพากร โดยแบบฟอร์มบริษัทฯ ต้องจัดทำขึ้นมาเอง ไม่ได้มีแบบฟอร์มจากกรมสรรพากรให้ โดยให้มีรายละเอียดตามข้อ 2 คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.71/2540
  2. แบบคำร้องต้องมีรายการดังต่อไปนี้
    • ประเภท ชนิด เดือน พ.ศ.ของรายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับ ภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการลงรายงาน ที่ขออนุญาตนำไปเก็บและรักษาไว้ ณ สถานที่อื่น
    • สถานที่ที่ขออนุญาตนำเอกสารไปเก็บและรักษาไว้แทนสถานประกอบการที่จัดทำรายงาน สถานที่จัดเก็บใหม่ (ที่อยู่ชัดเจน)
    • กำหนดระยะเวลาในการเก็บและรักษา
    • เหตุผล และความจำเป็นในการขออนุญาต
    • คำรับรองว่าจะสามารถนำเอกสารกลับมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้เมื่อมีการร้องขอ
  3. แนบเอกสารประกอบ เช่น
    • หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
    • สำเนาบัตรประชาชนของผู้มีอำนาจลงนาม
    • สัญญาเช่าหรือสัญญาฝากเก็บเอกสารกับสถานที่จัดเก็บ
    • แผนที่ตั้งสถานที่จัดเก็บ และภาพถ่ายภายใน–ภายนอกสถานที่
  4. ยื่นคำขอ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่กิจการตั้งอยู่
  5. รอหนังสืออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าพนักงานสรรพากร ก่อนจึงจะสามารถเคลื่อนย้ายเอกสารออกจากสถานประกอบการได้
  6. จัดทำ ทะเบียนการเคลื่อนย้ายเอกสาร เพื่อบันทึกทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายตามที่กรมสรรพากรกำหนด

3. การขออนุญาตต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 13 ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะย้ายเอกสารภาษีและบัญชีไปเก็บยังสถานที่อื่นต้องดำเนินการดังนี้

ขั้นตอนปฏิบัติ

  1. ยื่นแบบคำขอ แบบฟอร์ม ส.บช.1 ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ปัจจุบันต้องดำเนินการยื่นผ่านออนไลน์เท่านั้น
  2. ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนใน >> คู่มือ หลักเกณฑ์ และวิธีการยื่นคำขออนุญาต ทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Permit) ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543

 



4. การขออนุญาตต่อกรมศุลกากร

สำหรับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า–ส่งออกสินค้า เช่น

  • ใบขนสินค้าขาเข้า/ขาออก
  • ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading)
  • เอกสารการชำระภาษีอากร
  • ใบกำกับภาษีการนำเข้า

ตาม ประกาศกรมศุลกากรที่ 36/2561 และ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 63
ผู้นำเข้า–ส่งออกต้องเก็บรักษาเอกสารดังกล่าวไว้อย่างน้อย 5 ปี นับแต่วันที่นำของเข้า หรือส่งของออก

หากต้องการย้ายเอกสารศุลกากรไปเก็บไว้นอกสถานประกอบการ เช่น ที่โกดังเอกชนหรือศูนย์จัดเก็บเอกสาร ต้อง

  1. ยื่นคำร้องขออนุญาตตามแบบฟอร์มแนบท้ายประกาศที่ 36/2561 ต่อ กองตรวจสอบอากร กรมศุลกากร
  2. แนบหลักฐานประกอบ เช่น
    • หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
    • สำเนาบัตรประชาชนของผู้ลงนาม
    • สัญญาฝากเก็บเอกสารหรือสัญญาเช่าพื้นที่
    • แผนที่และภาพถ่ายสถานที่เก็บเอกสาร

     3. รออนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนดำเนินการเคลื่อนย้ายเอกสาร

5. สรุป

ประเด็น

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แบบฟอร์ม / เอกสารที่ต้องใช้

การอนุญาตก่อนย้าย

ระยะเวลาการเก็บ

เอกสารบัญชี / ภาษีมูลค่าเพิ่ม

- กรมสรรพากร
 - กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

- คำร้องต่อกรมสรรพากร
 - ยื่นแบบ ส.บช.1 ต่อ DBD

ต้องได้รับอนุญาต

ไม่น้อยกว่า 5 ปี

เอกสารศุลกากร (นำเข้า–ส่งออก)

กรมศุลกากร

แบบคำขอตามประกาศ 36/2561

ต้องได้รับอนุญาต

ไม่น้อยกว่า 5 ปี


คำแนะนำ

  • ควรจัดเตรียมเอกสารแนบให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันการขอเอกสารเพิ่มเติมระหว่างพิจารณา
  • จัดทำทะเบียนควบคุมเอกสารและการเคลื่อนย้าย เพื่ออ้างอิงได้เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
  • หากเป็นโกดังของบุคคลภายนอก ให้ตรวจสอบว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยและควบคุมการเข้าถึงเอกสารที่เพียงพอ
  • เก็บสำเนาหนังสืออนุญาตจากทั้งกรมสรรพากรและกรมศุลกากรไว้ประจำสำนักงาน

6. กฏหมายอ้างอิง

คำสั่งกรมสรรพากร
ที่ ท.ป. 71/2540
 เรื่อง การเก็บและรักษารายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการลงรายงานไว้ ณ สถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนด

---------------------------------------------

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 87/3 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 อธิบดีกรมสรรพากร กำหนดสถานที่เก็บและรักษารายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการลงรายงานไว้ ณ สถานที่อื่นนอกจากสถานประกอบการที่จัดทำ รายงานนั้น ดังนี้

ข้อ 1 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและ ชำระภาษี และผู้มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานตามบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดทำรายงาน เก็บและรักษารายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการลง รายงานไว้ ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงานนั้น หรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนดเป็นเวลา ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี ตาม มาตรา 87/3 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร

            "ข้อ 2 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งมีหน้าที่เก็บและรักษา รายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการลงรายงานไว้ ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงานนั้น มีความประสงค์จะเก็บและรักษารายงาน ใบกำกับภาษี สำเนา ใบกำกับภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการลงรายงานของปีภาษีก่อนปีภาษีปัจจุบันไว้ ณ สถานประกอบการแห่งอื่นหรือสถานที่แห่งอื่น นอกจากสถานประกอบการที่จัดทำรายงานนั้น ให้ยื่น คำร้องเป็นหนังสือต่ออธิบดีกรมสรรพากรผ่านสรรพากรพื้นที่ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ที่สถานประกอบการที่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการลงรายงานตั้งอยู่"

( แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 116/2545 ใช้บังคับ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป )

ในกรณีที่ผู้ประกอบการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้สถานประกอบการที่ เป็นสำนักงานใหญ่เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อผู้มีอำนาจตามวรรคหนึ่ง
             คำร้องตามวรรคหนึ่งต้องมีรายการดังต่อไปนี้
                   (1) ประเภท ชนิด เดือน พ.ศ.ของรายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับ ภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการลงรายงาน ที่ขออนุญาตนำไปเก็บและรักษาไว้ ณ สถานที่อื่น
(2) สถานที่ที่ขออนุญาตนำเอกสารตาม (1) ไปเก็บและรักษาไว้แทนสถาน ประกอบการที่จัดทำรายงาน
(3) กำหนดระยะเวลาในการเก็บและรักษา
(4) เหตุผล และความจำเป็นในการขออนุญาต
                   (5) คำรับรองกรณีจะส่งมอบเอกสารตาม (1) ให้แก่เจ้าพนักงานประเมิน เพื่อทำการตรวจสอบภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนด

            "ข้อ 3 ให้สรรพากรพื้นที่เป็นผู้พิจารณาคำร้องตามข้อ 2 แล้วแจ้งผลการพิจารณาเป็นหนังสือให้ผู้ประกอบการทราบการอนุญาตหรือไม่อนุญาต พร้อมทั้งส่งสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้สรรพากรภาคทราบด้วย และจัดทำทะเบียนคุมการอนุญาตหรือไม่อนุญาตแยกเป็นเขต หรืออำเภอตามที่ตั้งสถานประกอบการนั้น ๆ โดยระบุรายการดังนี้
(1) ลำดับที่
(2) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบการ
(3) ประเภท ชนิด เดือน พ.ศ. ของรายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบการลงรายงานที่ได้รับอนุญาตให้นำไปเก็บและรักษาไว้ ณ สถานที่อื่น
                   (4) สถานที่ที่ได้รับอนุญาตให้นำรายงาน ใบกำกับภาษี สำเนา ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบการลงรายงานไปเก็บและรักษา"

( แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 116/2545 ใช้บังคับ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป )

            "ข้อ 4 ผู้ประกอบการที่ได้ยื่นคำร้องตามข้อ 2 แล้ว จะนำรายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการลงรายงานไปเก็บและรักษาไว้ ณ สถานที่ที่ได้รับอนุญาตได้ต่อเมื่อได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอนุญาตจากสรรพากรพื้นที่"

( แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 116/2545 ใช้บังคับ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป )

ให้ผู้ประกอบการจัดทำทะเบียน และลงรายการทันที ทุกครั้งที่มีการนำรายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการลงรายงานไปเก็บและรักษา ไว้ ณ สถานที่ที่ได้รับอนุญาต โดยให้บันทึกรายการดังต่อไปนี้
(1) วัน เดือน ปี ที่นำรายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี และ เอกสารประกอบการลงรายงาน ออกจากสถานประกอบการไปเก็บและรักษาไว้ยังสถานที่ ที่ได้รับอนุญาต
(2) ประเภท ชนิด เดือน พ.ศ. ของรายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบ กำกับภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการลงรายงานที่นำไปเก็บและรักษาไว้ ณ สถานที่ ที่ได้รับอนุญาต
(3) ที่ตั้งของสถานที่ที่ได้รับอนุญาต
                   (4) วัน เดือน ปี ที่ได้รับอนุญาต ในกรณีที่ผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้เก็บเอกสารตามข้อ 1 ณ สถานที่อื่น นอกจากสถานที่ที่จัดทำเอกสารดังกล่าวอยู่ก่อนคำสั่งนี้ ให้ผู้ประกอบการนั้นปฏิบัติตาม วรรคสองด้วย

ข้อ 5 ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ให้ผู้มีอำนาจในการพิจารณา ตามข้อ 2 เสนอความเห็นต่ออธิบดีเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

ข้อ 6 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ที่ลงในคำสั่งนี้เป็นต้นไป และระเบียบ คำสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ ให้ใช้คำสั่งนี้แทน

สั่ง ณ วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2540

สมใจนึก เองตระกูล
 อธิบดีกรมสรรพากร



อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

การเก็บรักษาเอกสารทางบัญชี

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 05/02/2021 - วันที่ตอบ 31/03/2021

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร, พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543

ปุจฉา

ขอเรียนสอบถามเกี่ยวกับ เอกสารด้านบัญชีและภาษีอากร

เนื่องจากนับวันเอกสารบัญชีและภาษีของทางบริษัทฯ นับวันยิ่งเพิ่มขี้นเรื่อยๆ จึงอยากสอบถาม ถึงหลักเกณฑ์ในการเก็บเอกสาร และวิธีทำลายเมื่อถึงเวลาที่กฏหมายกำหนด  ในส่วนของหลักเกณฑ์ในการเก็บเอกสาร จำเป็นจะต้องเก็บไว้ที่สถานประกอบการเท่านั้นไหมคะ หากบริษัทฯ จะฝากเอกสารบัญชีภาษีอากร สำหรับปีเก่าๆ กับบริษัทรับฝากเอกสารเช่นนี้ บริษัทฯ ทำได้ใช่ไหมคะ ทางภาษีอายุความ 10 ปี
  
จึงอยากทราบว่า
  
เอกสารบัญชีภาษีจำเป็นต้องเก็บไว้อย่างน้อย 10 ปี เข้าใจถูกต้องไหมคะ หากทำลายก่อน ได้ไหมคะ กรณีบริษัทอยากทำลายเอกสารบัญชีภาษีของปีเก่า ๆ ของบริษัท

รบกวนอาจารย์ช่วยแนะนำวิธีที่ถูกต้องตามหลักภาษีอากรด้วยค่ะ

ขอบพระคุณอาจารย์สุเทพล่วงหน้าค่ะ

วิสัชนา

1. การเก็บรักษาเอกสารตามประมวลรัษฎากร

      ตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ต้องเก็บและรักษารายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการรายงานหรือเอกสารอื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ ณ สถานประกอบการหรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี และในกรณีที่เห็นสมควร อธิบดีกรมสรรพากรจะกำหนดให้เก็บและรักษาไว้เกินห้าปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินเจ็ดปี ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีหน้าที่จะต้องเก็บและรักษารายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษีพร้อมทั้งเอกสารประกอบการรายงานไว้ เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี แต่ไม่เกินเจ็ดปีอย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกหรือมีอำนาจเรียกเก็บภาษีอากรจากผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือผู้มีหน้าที่นำส่งภาษี ตามมาตรา 23 มาตรา 83/6 และมาตรา 91/16 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งประมวลรัษฎากร มิได้กำหนดระยะเวลาดำเนินการ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจออกหมายเรียกหรือประเมินภาษีอากรได้ภายใน 10 ปี ทั้งนี้ ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการหรือผู้มีหน้าที่นำส่งภาษี จึงต้องมีเอกสารเกี่ยวกับการประกอบกิจการเพื่อให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบในกรณีดังกล่าว (หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/4151 ลงวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2550)

2. สำหรับบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี บริษัทฯ มีหน้าที่เก็บรักษาตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ดังนี้

     2.1 ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่ทำการ หรือสถานที่ทำการ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิต หรือเก็บสินค้าเป็นประจำ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำงานประจำ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชี หรือสารวัตรบัญชี ให้เก็บรักษาบัญชี และเอกสารประกอบการลงบัญชี ไว้ ณ สถานที่อื่นได้ ในกรณีที่จัดทำบัญชีด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมืออื่นใดในสถานที่อื่นใดในราชอาณาจักร ที่มิใช่สถานที่ทำการ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิต หรือเก็บสินค้าเป็นประจำ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำงานประจำ แต่มีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือนั้นมายังสถานที่ดังกล่าว ก็ให้ถือว่าได้มีการเก็บรักษาบัญชีไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวแล้ว

     2.2 การเก็บรักษาบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่นตามประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่อง การเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบ การลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น และการแจ้งบัญชี หรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย กำหนดหลักเกณฑ์ในการการเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีดังนี้

         (1) ให้ยื่นคำขอเก็บรักษาบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น ตามแบบที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด และเอกสารประกอบคำขออนุญาตตามรายละเอียดดังต่อไปนี้ ต่อสำนักงานบัญชีที่สถานที่ทำการ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิต หรือเก็บสินค้าเป็นประจำ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำงานประจำนั้นตั้งอยู่ หรือต่อสำนักงานกลางบัญชีที่สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็ได้ และในระหว่างรอการอนุญาตให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ในสถานที่ที่ยื่นขอนั้นไปพลางก่อนก็ได้ (มาตรา 13 วรรคสอง)

         (2) กรณีที่มีความประสงค์เปลี่ยนแปลงข้อความหรือรายการใด ๆ ตามที่ได้ยื่นคำขอและได้รับอนุญาตไว้แล้ว ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชียื่นคำขอแก้ไข ตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อความหรือรายการนั้นๆ

     2.3 ระยะเวลาในการเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี (มาตรา 14) ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันปิดบัญชี หรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบบัญชีของกิจการประเภทใดประเภทหนึ่ง ให้อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจกำหนดให้ ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเก็บรักษาบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เกินห้าปี แต่ต้องไม่เกินเจ็ดปีได้

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

       บริษัทฯ สามารถฝากเอกสารประกอบการลงบัญชี และภาษีอากร สำหรับปีเก่าๆ กับบริษัทรับฝากเอกสารได้ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้นในทางภาษีอากร กำหนดอายุความการประเมินไว้ 10 ปี จึงควรเก็บรักษาเอกสารประกอบการลงบัญชี และภาษีอากร ไว้อย่างน้อย 10 ปี แล้วจึงค่อยทำลาย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "



 


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ