Case study

ซื้ออะไหล่เครื่องจักรโดยไม่ได้ผ่านพิธีนำเข้า หิ้ว Hand-Carry มาจากประเทศจีน


เรื่อง ซื้ออะไหล่เครื่องจักรโดยไม่ได้ผ่านพิธีนำเข้า หิ้ว Hand-Carry มาจากประเทศจีน
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 27/05/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

เหตุการณ์

1. บริษัทฯ ซื้อครื่องจักรเข้ามาจากประเทศจีน โดยการนำเข้าถูกต้อง ต่อมามีชิ้นส่วนอะไหล่บางตัวเสีย จึงต้องซื้อจากประเทศจีน 

2. ต่อมามีชาวจีนที่เป็นพนักงานของบริษัทฯ เอง ถึงกำหนดเวลาเดินทางกลับประเทศจีน ทางบริษัทฯ จึงฝากให้ซื้ออะไหล่ที่เสีย ตามรูปแบบที่ต้องการ โดยวิธีซื้อและนำใส่กระเป๋าเข้ามาประเทศไทย 3. เมื่ออะไหล่ถึงเมืองไทย พนักงานชาวจีนขอเบิกเงินค่าอะไหล่ โดยมีเอกสารหลักฐานเป็นใบรับเงิน (เป็นภาษาจีน ระบุสกุลเงินหยวน) ที่ได้จากผู้ขาย 4. บริษัทฯ จ่ายเงินให้พนักงานชาวจีนที่ขอเบิก โดยการแปลงสกุลเงินจาก หยวน เป็น บาท (ใช้อัตราขาย ณ วันที่ขอเบิก) 

คำถาม

1. บริษัทฯ บันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายอะไหล่ซ่อมแซมเครื่องจักร โดยแปลงอัตราแลกเปลี่ยนฯ ณ วันที่จ่ายเงินคืนให้พนักงาน ถูกต้องหรือไม่ 

2. บริษัทฯ มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มต้องชำระหรือไม่ และถ้ามีบริษัทฯ ต้องยื่นนำส่ง แบบ ภ.พ. 36 หรือไม่ (เนื่องจาก นำเข้าโดยไม่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

3. หากบริษัทฯไม่ได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม รายจ่ายดังกล่าว ถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ (เนื่องจากมีใบเสร็จ แต่นำเข้ามาโดยไม่ชำระภาษีนำเข้า) 

4. บริษัทฯ ต้องรับผิดภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าวอีกหรือไม่ 

5. ในวันที่บริษัทฯ จ่ายเงินคืนให้พนักงานชาวจีน บริษัทฯ ได้ทำเอกสารใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน มูลค่า 5,680หยวน*4.7575 เป็นเงินไทย 27,022.60 บาท เพื่อเป็นหลักฐานการจ่ายชำระ เพื่อให้สรรพากรยอมรับได้ 

คำตอบ


คำถาม-ตอบข้อ 1

1. บริษัทฯ บันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายอะไหล่ซ่อมแซมเครื่องจักร โดยแปลงอัตราแลกเปลี่ยนฯ ณ วันที่จ่ายเงินคืนให้พนักงาน ถูกต้องหรือไม่ 


คำตอบ

ยังไม่ถูกต้องคะ บริษัทฯ ควรบันทึกรายจ่ายค่าซ่อมแซมเครื่องจักร โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามหลัก Incoterm เงื่อนไขทางการค้าที่ตกลงกัน แต่กรณีไม่มีการตกลงกันก็ให้ยึดตามวันที่เกิดรายการ คือวันที่ใน Invoice หรือใบเสร็จรับเงิน วันที่พนักงานได้จ่ายค่าอะไหล่ให้แก่ผู้ขายในประเทศจีนไปจริง อ้างอิงตามข้อ 3 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548


1. หากพนักงานพิสูจน์ได้ว่ามีการแลกเงินจากสกุลเงินบาทไปเป็นเงินหยวนในอัตราเท่าใด (หลักฐานการแลกเงิน) ก็ให้ใช้อัตราที่พนักงานได้แลกเงินไปใช้ในการแปลงอัตราแลกเปลี่ยนได้เลยคะ ถือเป็น ราคาตลาดที่ได้จ่ายไปจริง

2. แต่หากพนักงานไม่ได้มีการแลกเงินจากสกุลเงินบาทไปเป็นเงินหยวน ไม่มีราคาตลาด ในการแปลงอัตราแลกเปลียนจากสกุลเงินหยวนมาเป็นสกุลเงินบาท ก็ให้ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัทว่า มีนโยบายการแปลงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไร ซึ่งตาม หลักการใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นตามข้อ 2 และข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 132/2548 เรื่อง การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ (8) และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548 


ให้เลือกว่าจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ หรือ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT Rate) ดังนี้


         (1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อหรืออัตราขาย) หรือ

                  (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยหรืออัตราขายถัวเฉลี่ย)


          แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ BOT RATE Back date 1 วัน เช่น พนักงานจ่ายเงินค่าอะไหล่และได้รับ Invoice หรือใบเสร็จรับเงิน วันที่ 27 พ.ค.2568  บริษัทจะต้องใช้ Exchange rate วันที่ 26 พ.ค.2568 อัตราขาย 4.5834  ในการแปลงอัตราแลกเปลี่ยนจากสกุลเงินหยวนเป็นสกุลเงินบาท เพื่อทำการจ่ายเงินคืนให้พนักงาน และทำการบันทึกบัญชี ดังนี้


5,680หยวน@4.5834 = 26,033.71 บาท


 


https://www.rd.go.th/28635.html

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.132/2548

เรื่อง      การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ (8) และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ  3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับมาหรือจ่ายไปซึ่งเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง แห่งประมวล  รัษฎากร

                               ราคาตลาดตามวรรคหนึ่ง กรณีการบันทึกบัญชี ณ วันที่เกิดรายการทรัพย์สิน หรือหนี้สิน หมายถึง

                              (1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อหรืออัตราขาย) หรือ

                              (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยหรืออัตราขายถัวเฉลี่ย)

                                   ราคาตลาดตามวรรคหนึ่ง กรณีการได้รับเงินหรือจ่ายเงินเป็นเงินตราต่างประเทศ หมายถึง อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นจริงในทางปฏิบัติจากการนำเงินสกุลบาทไปแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศ หรือเกิดจากการนำเงินสกุลต่างประเทศไปแลกเป็นเงินสกุลบาท




คำถาม-ตอบข้อ 2

2. บริษัทฯ มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มต้องชำระหรือไม่ และถ้ามีบริษัทฯ ต้องยื่นนำส่ง แบบ ภ.พ. 36 หรือไม่ (เนื่องจาก นำเข้าโดยไม่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม) 


คำตอบ

1. แม้จะนำอะไหล่เข้ามาแบบ “ติดตัวผู้โดยสาร” ก็ยังถือว่าเป็น การนำเข้า กรณีไม่ได้เสียภาษีนำเข้า ณ ด่านศุลกากร ให้บริษัทฯ  ยื่นแบบ ภ.พ.36 เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการซื้อสินค้าจากชาวต่างประเทศที่เข้ามาขายสินค้าโดยไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวในประเทศไทย ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่ซื้อสินค้าดังกล่าว ตามมาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างไรก็คงมีเสี่ยงหากถูกกรมศุลกากรตรวจสอบเนื่องจากไม่ได้ชำระอากรขาเข้า อาจถูกประเมินเรียกเก็บย้อนหลัง 


2. ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแบบ ภ.พ.36 ถือเป็นใบกำกับภาษี ตามมาตรา 77/1 (22) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีสิทธินำไปเป็นภาษีซื้อใช้เครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/1 (18) แห่งประมวลรัษฎากรได้


แนะนำ ครั้งต่อไป(ถ้ามี) ให้บริษัทฯ สำแดงใบขนสินค้าขาเข้าให้ถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงในทุกด้านคะ


มาตรา 83/6 เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี

         (1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3

         (2) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการจากต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ทั้งนี้ เฉพาะ

              (ก) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน

              (ข) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการอื่นนอกจากบริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ทุกราย

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 53) พ.ศ. 2564 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 เป็นต้นไป)  

         (3) ผู้ประกอบการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา




คำถาม-ตอบข้อ 3

3. หากบริษัทฯ ไม่ได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม รายจ่ายดังกล่าว ถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ (เนื่องจากมีใบเสร็จ แต่นำเข้ามาโดยไม่ชำระภาษีนำเข้า) 


คำตอบ

หากใน Invoice หรือใบเสร็จรับเงิน ที่ได้รับจากผู้ขายชาวจีน มีการระบุชื่อบริษัทอย่างครบถ้วน และพิสูจน์ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของบริษัทฯ เป็นรายการรายจ่ายที่บริษัทฯ ได้รับหรือได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (3)(13)(18) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น บริษัทฯ สามารถลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามแต่อย่างใด ต้องพิจารณาแยกกันเนื่องจากเป็นคนละภาษี ในการลงเป็นรายจ่ายทางภาษีนั้นถือเป็น ภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่การไม่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแบบ ภ.พ.36 นั้น เป็นเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม หากนำส่งไม่ครบถ้วนอาจถูกประเมินให้นำส่งย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม


มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

“(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่..

 (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

(18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ



คำถาม-ตอบข้อ 4

4. บริษัทฯ ต้องรับผิดภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าวอีกหรือไม่ 


คำตอบ

หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่านำเข้าอะไหล่เข้ามาโดยไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร อาจถือว่า เป็นการหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า

บริษัทฯ อาจถูกเรียกเก็บ อากรขาเข้าและเบี้ยปรับ-เงินเพิ่ม



คำถาม-ตอบข้อ 5

5. ในวันที่บริษัทฯ จ่ายเงินคืนให้พนักงานชาวจีน บริษัทฯ ได้ทำเอกสารใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน มูลค่า 5,680หยวน*4.7575 เป็นเงินไทย 27,022.60 บาท เพื่อเป็นหลักฐานการจ่ายชำระ เพื่อให้สรรพากรยอมรับได้ 


คำตอบ

หาก Invoice หรือใบเสร็จรับเงินเป็นภาษาจีน และไม่แน่ใจว่ามีการระบุชื่อผู้ซื้อสินค้าเป็นในนามบริษัทฯ หรือในนามพนักงาน คาดว่าว่า น่าจะไม่มีชื่อบริษัทฯ การจัดทำเอกสารใบรับรองแทนใบเสร็จ เพื่อแสดงรายละเอียดการจ่ายเงิน (เช่น จำนวนเงินหยวน, อัตราแลกเปลี่ยน, จำนวนเงินเป็นบาท) ถือเป็นการจัดทำเอกสารประกอบที่เหมาะสม และควรแนบใบเสร็จเงินต้นฉบับ และแปลภาษาไทยกำกับด้วย เพื่อให้กรมสรรพากรตรวจสอบได้ (แต่สุดท้ายต้องอยู่ที่ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่สรรพากรด้วย ว่าจะเชื่อถือและยอมรับได้เพียงใด แต่เบื้องต้นให้จัดทำตามนี้ไว้ก่อนคะ)


อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการลดข้อขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่สรรพากรในอนาคต และชี้แจงพิสูจน์ให้เจ้าหน้าที่ทราบได้อย่างชัดแจ้ง ขอแนะนำให้บริษัท จัดทำเอกสารแนบเพิ่มเติมดังนี้


1. เอกสารรายงานการประชุม หรือ Memo ประกอบว่าให้พนักงานเป็นตัวแทนในการไปจัดซื้ออะไหล่นี้แทนบริษัท เพื่อความสะดวก ด้วยพนักงานกลับประเทศไปอยู่แล้ว ลดขั้นตอนการทำงาน และเหตุผลอื่นใดประกอบไว้ และผู้มีอำนาจอนุมัติให้บริษัทรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นต้น 


2. ใบแทนใบเสร็จรับเงิน โดยให้พนักงาน ลงนามรับรอง ว่าบริษัทที่ขายสินค้าหรือชาวต่างชาติที่ขายสินค้าให้ ไม่สามารถออกใบเสร็จชื่อบริษัทได้ แต่พนักงานได้มีการจ่ายไปจริง(ใบเสร็จจึงเป็นชื่อของพนักงาน) โดยสามารถออกแบบแบบฟอร์มได้ เทียบเคียงกับคู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ที่จัดทำโดย สำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร กรมสรรพากร เดือน มีนาคม 2559  https://www.rd.go.th/fileadmin/download/15277290359.pdf



อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

ซื้อชุดพนักงานจากต่างประเทศ โดยหิ้วเข้ามาไม่ได้ผ่านพิธีการขาเข้า

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 28/04/2025 - วันที่ตอบ 29/04/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

สอบถามกรณีการซื้อชุดพนักงานจากต่างประเทศค่ะ เนื่องจากบริษัทฯ มีเครือธุรกิจอยู่ในประเทศจีนและประเทศไทย จึงมีการซื้อยูนิฟอร์มกับบริษัทผู้ผลิตในประเทศจีนประมาณ 14,000 หยวน โดยบริษัทที่ขายยูนิฟอร์มทำการเปิดใบแจ้งหนี้ให้ Invoice เป็นเงินหยวน ให้บริษัทในไทยทำจ่าย แต่พนักงานคนจีนโอนเงินส่วนตัวไปชำระและนำชุดยูนิฟอร์มเข้าประเทศไทยมาโดยไม่ผ่านการสำแดงที่ศุลกากร และนำ Invoice หรือใบแจ้งหนี้ดังกล่าวมาเบิกเงินคืนกับบริษัทไทย โดยเบิกเป็นเงินไทยบาท

รบกวนสอบถามอาจารย์ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นค่ะ และอาจารย์แนะนำกรณีครั้งต่อไปในการซื้อลักษณะนี้อย่างไรคะ

วิสัชนา

การซื้อสินค้าจากชาวต่างชาติที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรรัษฎากร ดังนี้  

    “มาตรา 83/5 ในการขายทอดตลาด ให้ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบ การจดทะเบียน มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเสีย

         ให้ผู้มีหน้าที่นำส่งตามวรรคหนึ่ง นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษีที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่และกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 52 และให้นำมาตรา 54 และมาตรา 55 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(ดูประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย การนำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม และการยื่นรายการ)

         ให้ผู้ทอดตลาดที่เป็นส่วนราชการออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ซื้อในการขายทอดตลาด และจัดทำสำเนาให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไว้เพื่อเป็นหลักฐาน

         ในกรณีที่ส่วนราชการขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกยึดมาตามกฎหมายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาด ให้นำความในมาตรานี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

         ใบเสร็จรับเงินที่ส่วนราชการออกให้ตามวรรคสามและวรรคสี่ ให้ถือเป็นใบกำกับภาษี เว้นแต่ใบเสร็จรับเงินที่ส่วนราชการออกให้ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ไม่ให้ถือเป็นใบกำกับภาษี

     มาตรา 83/6 เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี

         (1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3

         (2) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการจากต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ทั้งนี้ เฉพาะ

              (ก) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน

              (ข) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการอื่นนอกจากบริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ทุกราย

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 53) พ.ศ. 2564 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 เป็นต้นไป)  

         (3) ผู้ประกอบการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

         ให้นำมาตรา 83/5 วรรคสอง มาใช้บังคับ”

จากบทบัญญัติดังกล่าวอาจแยกพิจารณาได้ดังนี้

    1. กรณีชาวต่างชาติที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มขายสินค้าในประเทศไทย เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ชาวต่างชาติดังกล่าวย่อมมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีหลักฐานว่าจ่ายเงินให้แก่คนต่างด้าวที่ขายสินค้าให้แก่บริษัทฯ โดยครบถ้วน

    2. ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของชาวต่างชาติ เป็นไปตามมาตรา 78 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ ให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้า

    3. ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ราคาตลาดตามมาตรา 79 มาตรา 79/3 แห่งประมวลรัษฎากร

    4. วิธีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการซื้อสินค้าจากชาวต่างชาติที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นไปตามมาตรา 83/6 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเงินค่าสินค้าที่ชาวต่างชาติที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าเป็นการชั่วคราว โดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ชาวต่างชาติมีหน้าที่ต้องเสียให้แก่ทางราชการภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตามข้อ 2 ข้างต้น

    5. ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแบบ ภ.พ.36 ถือเป็นใบกำกับภาษี ตามมาตรา 77/1 (22) แห่งประมวลรัษฎากร

    6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อสินค้าตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่ทางราชการออกให้ ตามที่ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ซื้อสินค้าได้นำส่งให้ถือเป็น “ภาษีซื้อ” ที่นำไปเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/1 (18) แห่งประมวลรัษฎากร



ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. บริษัทฯ พึงต้องปฏิบัติตามกลยุทธ์ “ตกกระไดพลอยโจน” อ้างว่า ซื้อสินค้ายูนิฟอร์มจากชาวจีนที่นำเข้ามาขายโดยมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 85/3 แห่งประมวลรัษฎากร และ

2. ยื่นแบบ ภ.พ.36 เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการซื้อสินค้าจากชาวต่างประเทศที่เข้ามาขายสินค้าโดยไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่รับซื้อสินค้าดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

3. ใช้สิทธิในภาษีซื้อตามจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้นำส่ง (ไม่รวมเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ถ้ามี ซึ่งถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร ในเดือนที่ได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังกล่าว

4. โอกาสหน้า (ถ้ามี) ให้บริษัทฯ สำแดงใบขนสินค้าขาเข้าให้ถูกต้อง



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ