ตอบ บริษัทจะสามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องเข้าเงื่อนไขว่า ค่าเดินทางดังกล่าว ต้องไม่เป็นรายจ่ายที่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายส่วนตัว และ เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการในประเทศไทย แต่ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ จะต้องถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี(3)(13)(14) แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ “(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่.. (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ (14) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ |
แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการคำนวณแป็นเงินได้ของกรรมการ/พนักงาน สรุปได้ดังนี้ หลัก : กรณีที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ของพนักงานเป็นหลัก จะต้องถือเป็นเงินได้ของพนักงาน ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฏากร
มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
- เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน
|
แต่ได้รับยกเว้น : ไม่ต้องถือเป็นเงินได้ของพนักงาน ถ้าเข้าเงื่อนไข ตามมาตรา 42 (1)(2)(3) แห่งประมวลรัษฏากร
มาตรา 42 เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ (1) ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะซึ่งลูกจ้าง หรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น (2) ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง (3) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเฉพาะส่วนที่ลูกจ้างได้จ่ายทั้งหมดโดยจำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก หรือในการกลับถิ่นเดิมเมื่อการจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้รวมถึงเงินค่าเดินทางที่ลูกจ้างได้รับในการกลับถิ่นเดิมและในการเข้ารับงานของนายจ้างเดิมภายในสามร้อยหกสิบห้าวันนับแต่วันที่การจ้างครั้งก่อนได้สิ้นสุดลง |
สรุปเพิ่มเติมตาม Flow 
เหตุการณ์ที่ 1ค่ารถไฟฟ้า หรือบางครั้งโดยสารโดยรถ Taxi และค่าอาหารเลี้ยงรับรอง ที่ไปพบประชุมกับลูกค้า หรือ supplier เกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทดำเนินการในประเทศไทย
ตอบ
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ค่าเดินทาง และ ค่าอาหาร
สามารถลงเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ถ้าบริษัท สามารถพิสูจน์ได้ว่า - ค่าเดินทางดังกล่าว ไม่เป็นรายจ่ายที่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายส่วนตัว และ เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการในประเทศไทยแต่ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ จะต้องถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี(3)(13)(14) แห่งประมวลรัษฎากร
- ค่ารับรองดังกล่าว ไม่เป็นรายจ่ายที่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายส่วนตัว และ เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการในประเทศไทย และเข้าเงื่อนไขตาม กฏกระทรวง ฉบับที่ 143 พ.ศ. 2522 แต่ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ จะต้องถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี(4) แห่งประมวลรัษฎากร
** ข้อควรระวัง : เลี้ยงรับรองลูกค้า ควรระบุชื่อลูกค้าได้ว่าเป็นลูกค้าของบริษัทไทยไม่ใช่บริษัทญี่ปุ่น
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ค่าเดินทาง 1. มีหลักฐานใบเสร็จรับเงิน สามารถพิสูจน์ได้ ว่าจ่ายไปทั้งหมดเพื่อการนั้น ไม่ต้องถือเป็นเงินได้พนักงาน เนื่องจากได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร 2. ไม่มีหลักฐานใบเสร็จรับเงิน ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ว่าจ่ายไปทั้งหมดเพื่อการนั้น - จ่ายไม่เกิน อัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ไม่ต้องถือเป็นเงินได้พนักงาน เนื่องจากได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (2) แห่งประมวลรัษฎากร และ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 59/2538 ( อัตรา ณ ปัจจุบัน : ต่างประเทศ 3,100 บาท ต่อวัน)
ค่าอาหาร : ถ้าเป็นอาหารที่เลี้ยงรับรองลูกค้า ไม่เป็นเงินได้พนักงาน
มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ “(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่.. (4) ค่ารับรองหรือค่าบริการส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) ) (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ (14) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ |
มาตรา 42 เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ - ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะซึ่งลูกจ้าง หรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น
(2) ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง |
กฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้
ข้อ 1 ค่ารับรองหรือค่าบริการที่จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5
ข้อ 2 ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น ต้องเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการอันจำเป็นตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และบุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการต้องมิใช่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเว้นแต่ลูกจ้างดังกล่าวจะมีหน้าที่เข้าร่วมในการรับรองหรือการบริการนั้นด้วย
ข้อ 3ค่ารับรองหรือค่าบริการ ต้อง (1) เป็นค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการรับรองหรือการบริการที่จะอำนวยประโยชน์แก่กิจการ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าดูมหรสพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา เป็นต้น หรือ (2) เป็นค่าสิ่งของที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการไม่เกินคนละ 2,000 บาท ในแต่ละคราวที่มีการรับรองหรือการบริการ
ข้อ 4จำนวนเงินค่ารับรองและค่าบริการให้นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนที่ต้องจ่าย แต่รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 0.3 ของจำนวนเงินยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายใด ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือของจำนวนเงินทุนที่ได้รับชำระแล้วถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ทั้งนี้รายจ่ายที่จะนำมาหักได้จะต้องมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 222 (พ.ศ. 2542) ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไป)
ข้อ 5 ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น ต้องมีกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้อนุมัติหรือสั่งจ่ายค่ารับรอง หรือค่าบริการนั้นด้วย และต้องมีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่ารับรองหรือเป็นค่าบริการเว้นแต่ในกรณีที่ผู้รับเงินไม่มีหน้าที่ต้องออกใบรับตามประมวลรัษฎากร
|
https://www.rd.go.th/3588.html
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 59/2538 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42(1)แห่งประมวลรัษฎากร
เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งแนะนำผู้จ่ายเงินได้และผู้มีเงินได้สำหรับค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่นอกสำนักงานหรือนอกสถานที่เป็นครั้งคราวซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากรกรมสรรพากรจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้ ข้อ 1ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ลูกจ้างหรือผู้มีหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้รับเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ในประเทศหรือต่างประเทศเป็นครั้งคราว ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเข้าลักษณะดังนี้
(1) ต้องเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น (2) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ในประเทศหรือต่างประเทศ แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าว เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์ (3) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราเกินกว่าอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงตาม (2) และบุคคลดังกล่าวไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้นให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลนั้นได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็น เพียงเฉพาะในส่วนที่ไม่เกินอัตราตาม (2)
ข้อ 2การเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ ตามข้อ 1 ต้องมีหลักฐานการได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติงานนอกสำนักงานหรือนอกสถานที่จากนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินได้โดยต้องระบุลักษณะงานที่ทำและระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้วแต่กรณีด้วย |
เหตุการณ์ที่ 3ค่ารถไฟฟ้า ค่ารถ Taxi เดินทางจากบ้านกรรมการที่ประเทศญี่ป่นไป สำนักงานใหญ่ที่ประเทศญี่ป่น เพื่อประชุม และได้รับการอบรมจากสำนักงานใหญ่เพื่อให้ได้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทที่จดทะเบียนที่ประเทศไทย
คำตอบเหมือนเหตุการณ์ที่ 1 แต่มีข้อควรระวังคือ - การเดินทางจากบ้าน ไปที่ทำงาน อาจถูกมองว่าเป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มของพนักงาน เนื่องจากโดยปกติ การเดินทางไปทำงาน เป็นค่าใช้จ่ายที่พนักงานจะต้องรับผิดชอบเอง และการที่กรรมการพักที่บ้าน จากเคสที่เคยพบ เจ้าหน้าที่ฯ อาจขอตัดรายจ่ายบางส่วนออก เนื่องจากมองว่า เป็นรายจ่ายส่วนตัว กรรมการต้องการกลับบ้านที่ญี่ปุ่น ไม่ใช่ไปทำงาน รายจ่ายที่ถูกตัดออกจะต้องถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี(3)(13) แห่งประมวลรัษฎากร
เหตุการณ์ที่ 2 ค่าตั๋วเครื่องบินในการเดินทางและค่าที่โรงแรมที่พักในการมาทำงานที่ประเทศไทยและกลับไปที่ประเทศญี่ปุ่นกรรมการจะมาประจำที่ประเทศทุก 3 เดือนและอยู่ครั้งละ 2 สัปดาห์
คำตอบเหมือนเหตุการณ์ที่ 1 แต่มีข้อควรระวังคือ - เจ้าหน้าที่ฯ อาจสอบถามว่า เหตุใด จะต้องไปต่างประเทศเพื่อให้ได้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจไทย และทำไมต้องไปบ่อย การอบรมความรู้ไม่สามารถประชุมออนไลน์ได้ใช่หรือไม่ จริงๆแล้ว การไปบ่อยๆ เป็นการไปทำงานให่บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นหรือไม่ (โดยส่วนมากจะพบคือส่งพนักงานไปดูงาน อบรมการใช้เครื่องมือ เครื่องจักร ดูตลาด ฯลฯ)
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ค่าที่พัก ละ ตั๋วเครื่องบิน ถ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่บริษัท มีหลักฐานใบเสร็จรับเงิน สามารถพิสูจน์ได้ ว่าจ่ายไปทั้งหมดเพื่อการนั้น ไม่ต้องถือเป็นเงินได้พนักงาน เนื่องจากได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 42 เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ - ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะซึ่งลูกจ้าง หรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น
|
เหตุการณ์ที่ 4 ค่ารถค่าเดินทางไปกลับ สำนักงานใหญ่ที่ประเทศญี่ป่นซึ่งกรรมการใช้เป็นสถานที่นั่งบริหารงานในกิจการของประเทศไทย กรณีที่ไม่ได้ออกไปติดต่อทำงานนอกสถานที่ ทุก ๆ สิ้นเดือนกรรมการจะรวบรวมค่าใช้จ่ายดังกล่าว
ขออภัยค่ะ ข้อนี้คำถามไม่ชัดเจน เรื่องการเดินทาง ว่าเดินทางไปกลับ จาก สำนักงานใหญ่ที่ประเทศญี่ป่น ไปที่ใดคะ แต่โดยรวม คำตอบเหมือนเหตุการณ์ที่ 1 ทั้งหมดค่ะ คือ ถ้าเป็นไปเพื่อบริษัทไทย - ถ้ามีหลักฐานว่าจ่ายไปทั้งหมดเพื่อการนั้น ก็จะได้รับการยกเว้น
- ถ้าไม่มีหลักฐาน แต่ไม่เกินอัตราสูงุสุดที่จ่ายให้ราชการก็จะได้รับยกเว้น
** แต่ถ้าไม่เข้าทั้ง 2 ข้อ ก็จะต้องถือเป็นเงินได้ของกรรมการค่ะ
อ้างอิง เรื่อง | ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าที่พัก + ค่าอาหาร + ค่าเดินทาง เบี้ยเลี้ยง ส่งพนักงานไปฝึกงานที่บริษัทในต่างประเทศ | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 31/03/2023 - วันที่ตอบ 14/04/2023 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ข้อกฎหมาย | มาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 59/2538 | ปุจฉา | กรณีส่งพนักงานไปฝึกงานที่บริษัทในเครือที่ต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าที่พัก + ค่าอาหาร + ค่าเดินทาง ต่างๆ ระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ แต่ไม่มีบิลสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช่จ่ายบริษัท ได้หรือไม่ค่ะ | วิสัชนา | ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 59/2538 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ได้รับยกเว้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2538 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่นอกสำนักงานหรือนอกสถานที่เป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงมีคำสั่ง โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป ดังต่อไปนี้ “ข้อ 1 ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ลูกจ้างหรือผู้มีหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้รับเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ในประเทศหรือต่างประเทศเป็นครั้งคราว ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเข้าลักษณะดังนี้ (1) ต้องเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น (2) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการ ตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ในประเทศหรือต่างประเทศ แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าว เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์ (3) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราเกินกว่าอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงตาม (2) และบุคคลดังกล่าวไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้นให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลนั้นได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็น เพียงเฉพาะในส่วนที่ไม่เกินอัตราตาม (2) ข้อ 2 การเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ ตามข้อ 1 ต้องมีหลักฐานการได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติงานนอกสำนักงานหรือนอกสถานที่จากนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินได้ โดยต้องระบุลักษณะงานที่ทำและระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้วแต่กรณีด้วย”
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า กรณีส่งพนักงานไปฝึกงานที่บริษัทในเครือที่ต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าที่พัก + ค่าอาหาร + ค่าเดินทาง ต่างๆ ระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ แต่ไม่มีบิล นั้น ให้พนักงานจัดทำรายงานการเดินทางไปฝึกอบรมในต่างประเทศ พร้อมทั้งค่าใช้จ่าต่างๆ ดังกล่าว เพื่อขออนุมัติเบิกเงิน 1. สำหรับค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าเบี้ยเลี้ยง (อาหาร) ระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ นั้น ให้นำอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการ ตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ในประเทศหรือต่างประเทศ แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ให้ถือว่า ค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าว เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์ และพนักงานได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (1) แห่งประมวลรัษฎากร 2. สำหรับค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าเบี้ยเลี้ยง ในส่วนที่เกินกว่าอัตราดังกล่าวตามข้อ 1 ให้ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน ตามหลักฐานการรายงานของพนักงานที่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจของบริษัทฯ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาแบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ ติดตาม FBเพจที่ให้ความรู้ทางภาษีอากรกับท่านอาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์ |
เรื่อง | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีพนักงานที่จะครบวาระเกษียณอายุดูงานที่ต่างประเทศ | แหล่งที่มา | ข้อหารือ กรมสรรพากร | วันที่ | 10/03/2012 | เลขที่หนังสือ | กค 0702/2913 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา | ข้อกฎหมาย | มาตรา 37 มาตรา 48(1) มาตรา 50(1) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร | ข้อหารือ | บริษัทฯ มีการจัดโครงการดูงานต่างประเทศให้กับพนักงานที่จะครบวาระเกษียณอายุ และ พนักงานที่เกษียณอายุตามแผนพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานจึงขอทราบว่าพนักงานมีภาระภาษีอย่างไร | แนววินิจฉัย | 1. กรณีพนักงานที่ยังไม่เกษียณอายุเดินทางไปดูงานต่างประเทศ หากพิสูจน์ได้ว่าการจัดโครงการฯ ดังกล่าว เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการของบริษัทฯ โดยตรง ถือว่าไม่เข้าลักษณะเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน จึงไม่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น พนักงานดังกล่าว จึงไม่ต้องนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 50 (1) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด 2. กรณีพนักงานที่เกษียณอายุเดินทางไปดูงานต่างประเทศตามโครงการฯ ดังกล่าว มิได้เป็นประโยชน์แก่กิจการของบริษัทฯ โดยตรง จึงเข้าลักษณะเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่พนักงานที่เกษียณอายุได้รับเนื่องจาก การจ้างแรงงานซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 39 และมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น พนักงานดังกล่าวจะต้องนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และ บริษัทฯ มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 50 (1) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร | เลขตู้ | 75/38108 |
เรื่อง | กรณีบริษัทฯ ทำธุรกิจเกี่ยวกับการออกแบบงานด้านสถาปัตย์ และบริษัทฯ พาพนักงานไปดูงานที่ต่างประเทศ | แหล่งที่มา | Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ | วันที่ | วันที่ถาม 07/04/2017 - วันที่ตอบ 10/04/2017 | ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ข้อกฎหมาย | มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร | ปุจฉา | กรณีบริษัทฯ ทำธุรกิจเกี่ยวกับการออกแบบงานด้านสถาปัตย์ และบริษัทฯ พาพนักงานไปดูงานที่ต่างประเทศในสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรม ซึ่งส่วนมากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ทราบว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเดินทางจะนำมาเป็นใช้จ่ายบริษัทฯ ได้หรือไม่ต้องมีหลักฐานประกอบใดๆ ที่น่าเชื่อถือว่าเป็นการไปดูงานเพื่อเพิ่มเติมความรู้ของพนักงาน มิใช่การไปท่องเที่ยว (บริษัทฯ มีทั้งพาไปกันเอง และผ่านกรุ๊ปทัวร์) | วิสัชนา | ได้นำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับรายจ่ายในการดำเนินกิจการที่จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล มากล่าวในที่นี้หลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ถามมาอืกก็ต้องตอบให้อีกดังนี้ ....“รายจ่ายในการดำเนินงานที่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรและขาดทุนสุทธิ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ....1. เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการประกอบกิจการ และ ....2. เป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ และจ่ายไปโดยมีเหตุอันสมควร และ ....3. เป็นรายจ่ายที่มีลักษณะสิ้นเปลืองหมดไป ไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หรือสิทธิใดๆ ซึ่งมีอายุการใช้งานเกินกว่า 1 รอบระยะเวลาบัญชี หรือเป็นรายจ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สินให้คงสภาพเดิม และ ....4. เป็นรายจ่ายที่มีหลักฐานการจ่าย ซึ่งสามารถพิสูจน์ผู้รับได้ และ ....5. เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการหารายได้ และเกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปีใด ให้ถือเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปีนั้น และ ....6. ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร .......ดังนั้น กรณีบริษัทฯ ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการออกแบบงานด้านสถาปัตย์ บริษัทฯ ได้พาพนักงานไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ ในสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรม ซึ่งส่วนมากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นั้น หากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ ซึ่งมีรายงานผลการศึกษาดูงาน ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ พนักงานสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในงานของบริษัทฯ ได้อย่างเป็นรูปธรรม มิใช่พาไปเพื่อพักผ่อนหรือเท่องเที่ยว บริษทฯ ย่อมสามารถนำค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเดินทางมาถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทฯ ได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบที่น่าเชื่อถือว่าเป็นการไปดูงานเพื่อเพิ่มเติมความรู้ของพนักงาน มิใช่การไปท่องเที่ยว (บริษัทฯ มีทั้งพาไปกันเอง และผ่านกรุ๊ปทัวร์) อาทิ 1. มติที่ประชุมกรรมการ หรือการอนุมัติให้มีการศึกษาดูงานด้านสถาปัตย์กรรม ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของบริษัทฯ 2. โครงการศึกษาดูงานด้วนสถาปัตย์กรรม ที่กำหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษาดูงานดังกล่าวโดยชัดแจ้ง และเป็นรูปธรรม 3. หลักฐานการจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว 4. รายงานผลการเดินทางไปศึกษาดูงาน 5. ตัวอย่างของงานที่เป็นผลโดยตรงหรือโดยอ้อมจากการศึกษาดูงานดังกล่าว (ถ้ามี) 6. หลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์" |
|