Case study

การโอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ ทั้งประเด็นของการเช่าซื้อเงินทุน แบบ LEASING และ HIRE PURCHASE


เรื่อง การโอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ ทั้งประเด็นของการเช่าซื้อเงินทุน แบบ LEASING และ HIRE PURCHASE
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 02/03/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

กรณีที่ 1 การโอนสิทธิการเช่าซื้อเงินทุน แบบ LEASING

- บริษัท ได้ทำการเช่าซื้อรถยนต์ BMW โดยรถยนต์มีราคาเงินสดอยู่ที่ 5,300,000 บาท (ราคารวม VAT) มีการชำระเงินประกันตามสัญญา จำนวน 1,325,000 บาท (ราคารวม VAT) และ มูลค่าประเมินสุดท้าย เท่ากับ 3,180,000 บาท (ราคารวม VAT) เมื่อหักกับ เงินประกันตามสัญญา จำนวนคงเหลือที่ต้องชำระ ณ วันสุดท้ายของสัญญา เท่ากับ 1,855,000 บาท (ราคารวม VAT)

ตามสัญญา กำหนดค่าเช่าไว้ที่ งวดละ 57,304 บาท (ราคารวม VAT) ระยะเวลาการเช่า เท่ากับ 60 งวด โดย ณ วันที่โอนสิทธิการเช่า ทางบริษัทได้ทำการชำระค่าเช่ามาแล้วจำนวน 29 งวด เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,661,816.00 บาท

ค่าเสื่อมราคาสะสม ณ วันโอนสิทธิการเช่า เท่ากับ 2,574,534.08 บาท

ณ วันที่โอนสิทธิการเช่า ถ้าหากทางบริษัทให้สิทธิผู้รับโอนสิทธิไปชำระค่าเช่าต่อกับผู้ให้เช่า โดยไม่ได้รับชำระเงินในส่วนของการเปลี่ยนสัญญาเลย กรณีลักษณะนี้ ทางบริษัทต้องใช้มูลค่าใดในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มค่ะ

เพื่อให้กรมสรรพากรยอมรับในมูลค่าดังกล่าวค่ะ

และในส่วนของการบันทึกบัญชี ณ วันโอนสิทธิการเช่า ต้องบันทึกบัญชีอย่างไรค่ะ

กรณีที่ 2 การโอนสิทธิการเช่าซื้อเงินทุน แบบ HIRE PURCHASE

- บริษัท ได้ทำการเช่าซื้อรถยนต์ AUDI โดยรถยนต์มีราคาเงินสดอยู่ที่ 3,499,000 บาท (ราคารวม VAT) มีการชำระเงินดาวน์ จำนวน 1,049,700 บาท (ราคารวม VAT)

ตามสัญญา กำหนดค่างวดผ่อนชำระไว้ที่ งวดละ 40,822 บาท (ราคารวม VAT) ระยะเวลาการผ่อนชำระ เท่ากับ 60 งวด โดย ณ วันที่โอนสิทธิการเช่าซื้อ ทางบริษัทได้ทำการชำระค่างวดมาแล้วจำนวน 10 งวด เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 408,220.00 บาท

ค่าเสื่อมราคาสะสม ณ วันโอนสิทธิการเช่าซื้อ เท่ากับ 641,930.24 บาท

ณ วันที่โอนสิทธิการเช่าซื้อ ถ้าหากทางบริษัทให้สิทธิผู้รับโอนสิทธิไปชำระค่าผ่อนชำระต่อกับผู้ให้เช่า โดยไม่ได้รับชำระเงินในส่วนของการเปลี่ยนสัญญาเลย กรณีลักษณะนี้ ทางบริษัทต้องใช้มูลค่าใดในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มค่ะ เพื่อให้กรมสรรพากรยอมรับในมูลค่าดังกล่าวค่ะ

และในส่วนของการบันทึกบัญชี ณ วันโอนสิทธิการเช่าซื้อ ต้องบันทึกบัญชีอย่างไรค่ะ

คำตอบ

อธิบายหลักการเกี่ยวกับการโอนสิทธิสัญญาแบบ Leasing หรือ Hire Purchase

 ถือเป็น การแปลงหนี้ใหม่ คือ การที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ ตกลงกันก่อหนี้ขึ้นใหม่ โดยมีเจตนาให้หนี้เดิมระงับไป

    หลักเกณฑ์

    (1) มีหนี้หรือสัญญาเดิม ที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว

    (2) เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของหนี้เดิม เช่น เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ - ลูกหนี้ เปลี่ยนเงื่อนไข เปลี่ยนวัตถุแห่งหนี้ หรือสิ่งที่ลูกหนี้ต้องกระทำ หรือเปลี่ยนมูลแห่งหนี้ เป็นต้น

    (3) ต้องทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ใหม่ โดยลูกหนี้เดิมยินยอม ทั้ง 2 ฝ่ายมีความประสงค์จะให้สิทธิเรียกร้องและภาระหน้าที่ระงับลง หากในกรณีที่เจ้าหนี้ทำสัญญากับลูกหนี้คนใหม่ แต่ลูกหนี้เดิมโดยสภาพแล้วไม่สามารถจะทักท้วงได้ เช่น ได้เสียชีวิตแล้ว สัญญาที่ทำนั้นย่อมมีผลเป็นการแปลงหนี้ใหม่

    (4) มีเจตนาให้หนี้เดิมระงับ มีหนี้ใหม่เกิดขึ้นแทน แต่ถ้าหนี้ใหม่ไม่เกิดหนี้เดิมก็ไม่ระงับ


ประมวลกฎหมายและพาณิชย์ ที่เกี่ยวข้อง

    มาตรา 349 เมื่อคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ไซร้ ท่านว่าหนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่

         ถ้าทำหนี้มีเงื่อนไขให้กลายเป็นหนี้ปราศจากเงื่อนไขก็ดี เพิ่มเติมเงื่อนไขเข้าในหนี้อันปราศจากเงื่อนไขก็ดี เปลี่ยนเงื่อนไขก็ดี ท่านถือว่าเป็นอันเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้นั้น

         ถ้าแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้อง

    มาตรา 350 แปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้น จะทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมหาได้ไม่

http://thanulaw.com/index.php/convertdebt

   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2551 

    “การที่จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยทั้งสองในการเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจำนวน 22 คัน ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าว โดยโจทก์จะเป็นผู้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทจำนวน 14,683,970 บาท โดยบริษัทจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกทั้งหมดให้แก่โจทก์ และไม่ติดใจจะเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ อีกต่อไป ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ โดยลูกหนี้เก่าคือจำเลยทั้งสองให้ความยินยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 ดังนั้น หนี้เดิมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจึงเป็นอันระงับไปตามมาตรา 349 วรรคหนึ่ง”


ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536 เรื่อง การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ตามมาตรา 78 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 

    “ข้อ 3 ในกรณีผู้เช่าซื้อโอนสิทธิการเช่าซื้อตามสัญญาให้แก่บุคคลอื่นถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ตามมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้

         (1) ในกรณีสัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อมิได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญอื่น ๆ ของสัญญา โดยเปลี่ยนแปลงเฉพาะผู้เช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามงวดที่ถึงกำหนดชำระแต่ละงวดต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญาให้เช่าซื้อ

         (2) ในกรณีสัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อได้มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญอื่น ๆ ของสัญญานอกเหนือจากการเปลี่ยนผู้เช่าซื้อ เช่น การเปลี่ยนมูลค่าของสัญญา จำนวนงวดที่ถึงกำหนดชำระ หรือมูลค่าหรือราคาที่ต้องชำระแต่ละงวด ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าของสัญญา จำนวนงวดที่ถึงกำหนดชำระ หรือมูลค่าหรือราคาที่ต้องชำระแต่ละงวดที่ได้เปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด”




การโอนสิทธิการเช่าซื้อ (Assignment of Rights) ไม่ว่าจะเป็นแบบ Leasing หรือ Hire Purchase ในทางภาษีอากรและบัญชีมีประเด็น โดยเฉพาะเมื่อ "ไม่มีการรับชำระเงิน" จากผู้รับโอน ดังนี้

ประเด็นทางภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

แม้บริษัทจะไม่ได้รับชำระเงินจากการโอนสิทธิ แต่ในมุมของกรมสรรพากร การโอนสิทธิสัญญาแบบ Leasing หรือ Hire Purchase ถือเป็นการขายสิทธิในทรัพย์สินที่อยู่ในกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้า ไม่มีรูปร่าง ตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจาก "ราคาตลาด" 

บริษัทฯ ผู้โอนมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยถือว่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อผู้โอนได้รับชำระราคาค่าตอบแทนจากการโอนสิทธิเรียกร้องในลูกหนี้เช่าซื้อ ตามมาตรา 78/3 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี 

มูลค่าที่ต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT

มูลค่าของการโอนสิทธิที่ถือเป็นราคาตลาด คือ "มูลค่าของเงินดาวน์และค่างวดที่บริษัทได้ชำระไปแล้วส่วนที่เกินกว่าค่าตอบแทนจากการใช้ทรัพย์สินตามปกติ" คือ:

  • มูลค่าตลาดของสิทธิ : มักจะพิจารณาจาก "ส่วนต่างของราคาตลาดของรถยนต์มือสอง ณ วันโอน" หักด้วย "ยอดหนี้ที่เหลือที่ผู้รับโอนต้องไปผ่อนต่อ"
  • หากราคาตลาดของรถ > ยอดหนี้คงเหลือ : ส่วนต่างนั้นคือ "มูลค่าการโอนสิทธิที่ต้องนำมาคำนวณ VAT 7% แม้จะไม่ได้เรียกเก็บเงินกันจริงก็ตาม ถือเป็นการขาย/โอนสิทธิโดยไม่มีค่าตอบแทนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 79/3 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
  • หากราคาตลาดของรถ < ยอดหนี้คงเหลือ : กรณีนี้อาจชี้แจงได้ว่าสิทธิดังกล่าวไม่มีมูลค่า (เพราะคนรับโอนต้องรับภาระหนี้สูงกว่าราคารถ) จึงไม่มีฐานภาษีที่ต้องนำส่ง

มาตรา 78/3 ให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีดังต่อไปนี้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
             (1) การขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง เช่น สิทธิในสิทธิบัตร กู๊ดวิลล์ การขายกระแสไฟฟ้า การขายสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน หรือการขายสินค้าบางชนิดที่ตามลักษณะของสินค้าไม่อาจกำหนดได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบเมื่อใด

( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) )

กฎกระทรวง

ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534)

ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี

ข้อ 2การขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง เช่น สิทธิในสิทธิบัตร กู๊ดวิลล์ เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สัมปทาน ค่าสิทธิ หรือสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกันให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาสินค้า เว้นแต่กรณีได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาสินค้าก็ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย

                      (1) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า หรือ

                      (2) ได้ออกใบกำกับภาษี

                      ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี

มาตรา 79/3 การคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 79 ให้ถือมูลค่าของฐานภาษีเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร มูลค่าของฐานภาษีให้ถือราคาตลาดของสินค้าหรือการให้บริการในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น


คำตอบกรณีที่ 1

1. กรณีที่ 1: Finance Lease (BMW)

แนวทางภาษี

  1. ฐานภาษี : บริษัทฯ ต้องเช็คราคาตลาดของ BMW รุ่นนี้ ณ วันโอนก่อน สมมติราคาตลาดคือ 4,000,000 บาท แต่ยอดหนี้คงเหลือที่ต้องผ่อนต่อ + ยอดซื้อซาก (Residual Value) รวมกันคือ 3,600,000 บาท ส่วนต่าง 400,000 บาท คือฐานภาษีที่บริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT 
  2. เงินประกัน (Security Deposit) : หากบริษัทโอนสิทธิเงินประกัน 1,325,000 บาท ให้ผู้รับโอนไปด้วย "ฟรีๆ" กรมสรรพากรจะมองว่านี่คือส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนการโอนสิทธิที่ต้องนำมารวมคำนวณ VAT ด้วย

การบันทึกบัญชี (ฝั่งผู้โอน)

ต้องล้างรายการสินทรัพย์และหนี้สินตามสัญญาเช่าออกทั้งหมด และรับรู้ผลกำไรขาดทุนจากการโอนสิทธิ:

รายการ

เดบิต (Dr.)

เครดิต (Cr.)

เจ้าหนี้ตามสัญญาเช่า (ยอดหนี้คงเหลือที่ยังไม่รวมดอกเบี้ย)

XXX


ค่าเสื่อมราคาสะสม (2,574,534.08)

XXX


ขาดทุนจากการโอนสิทธิ (ผลต่าง)

XXX


สิทธิการใช้สินทรัพย์ / รถยนต์ (ราคาทุน)


XXX

เงินประกันตามสัญญา (ถ้าโอนให้ด้วย)


1,325,000

ภาษีขาย (คำนวณจากราคาตลาดของสิทธิ)


XXX


ยกตัวอย่าง เมื่อบริษัทฯ กำหนดราคาตลาดของรถ BMW ณ วันโอนสิทธิไว้ที่ 4,000,000 บาท (ราคารวม VAT) 

1. วิเคราะห์มูลค่าสิทธิการเช่า (BMW - กรณีที่ 1)

ในการโอนสิทธิ Leasing โดยไม่รับชำระเงิน กรมสรรพากรจะพิจารณาว่าบริษัท "สละสิทธิ" ในส่วนต่างที่เป็นคุณประโยชน์ให้แก่ผู้รับโอนหรือไม่ โดยคำนวณดังนี้:

  • ราคาตลาดของรถยนต์ (รวม VAT) : 4,000,000 บาท
  • ภาระหนี้ที่ผู้รับโอนต้องไปจ่ายต่อ (รวม VAT) :

o   ค่างวดที่เหลือ (31 งวด x 57,304 บาท): 1,776,424 บาท

o   ยอดชำระงวดสุดท้าย (Balloon/Residual): 1,855,000 บาท

o   รวมภาระหนี้คงเหลือ: 3,631,424 บาท

การคำนวณฐานภาษี:

4,000,000 - 3,631,424 = 368,576 บาท (รวม VAT)

สรุปประเด็นภาษี:

แม้บริษัทจะไม่ได้รับเงินจากผู้รับโอน แต่สรรพากรจะมองว่าบริษัทฯ โอน "ประโยชน์ส่วนเกิน" มูลค่า 368,576 บาท ให้ผู้รับโอนไปฟรีๆ ดังนั้นบริษัทต้องนำส่งภาษีขายจากยอดนี้ :

  • มูลค่าฐานภาษี (ก่อน VAT) : 368,576 x100/107 = 344,463.55 บาท
  • ภาษีขายที่ต้องนำส่ง (7%): 24,112.45 บาท


2. การบันทึกบัญชี ณ วันโอนสิทธิ (BMW)

สมมติว่าบริษัทมีการบันทึกรถยนต์เป็น สินทรัพย์สิทธิการใช้ (ROU Asset) และมี เจ้าหนี้ตามสัญญาเช่า (Lease Liability) ตามมาตรฐานการบัญชี TFRS 16 

รายการ

เดบิต (Dr.)

เครดิต (Cr.)

เจ้าหนี้ตามสัญญาเช่า (ยอดหนี้คงเหลือสุทธิจากดอกเบี้ยรอตัด)

3,xxx,xxx


ค่าเสื่อมราคาสะสม - สินทรัพย์สิทธิการใช้

2,574,534.08


เงินประกันตามสัญญา (โอนสิทธิให้ผู้รับโอน)


1,325,000

สินทรัพย์สิทธิการใช้ (ROU Asset) (ราคาทุน)


5,300,000

ภาษีขาย (ที่คำนวณจากส่วนต่างราคาตลาด)


24,112.45

กำไร/ขาดทุนจากการโอนสิทธิ

XX (ยอดผลต่าง)



3. ข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อให้สรรพากรยอมรับ

เพื่อให้มูลค่า 4,000,000 บาท มีน้ำหนักเพียงพอในการตรวจสอบ:

  1. หลักฐานราคาตลาด : ควรพิมพ์หน้าจอราคาขายรถ BMW รุ่น/ปี เดียวกันจากเว็บไซต์รถมือสอง เช่น One2Car หรือ Taladrod อย่างน้อย 2-3 แห่ง เก็บแนบไว้กับชุดเอกสารโอนสิทธิ
  2. ใบกำกับภาษี : บริษัทฯ ต้องออกหรือไม่จำต้องออกใบกำกับภาษีก็ได้ เนื่องจากไม่ได้เรียกเก็บกับผู้รับโอนจริง แต่ถ้าออกให้ระบุว่า "ค่าโอนสิทธิการเช่าซื้อ" มูลค่าตามฐานภาษีที่คำนวณได้ข้างต้น (344,463.55 บาท) ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 ข้อ 2 (10) 
  3. สถานะเงินประกัน : หากในสัญญาระบุว่า "ผู้รับโอนสิทธิเป็นผู้มีสิทธิรับเงินประกันคืนเมื่อสิ้นสุดสัญญา" ยิ่งชัดเจนว่าบริษัทได้โอนทรัพย์สินที่มีมูลค่าออกไปจริง


สมมุติปรับราคาตลาด BMW (กรณีที่ 1) ลงเหลือ 3,180,000 บาท (ราคารวม VAT) เป็นตัวเลขที่ตรงกับ "มูลค่าประเมินสุดท้าย (Residual Value)" ตามสัญญาพอดี 

1. วิเคราะห์มูลค่าสิทธิการเช่า (BMW - ราคาประเมิน 3.18 ล้าน)

ในการคำนวณหาฐานภาษี เราต้องเทียบ "ราคาตลาด" กับ "ภาระหนี้ทั้งหมด" ที่ผู้รับโอนต้องรับไปดูแลต่อ:

  • ราคาประเมินใหม่ (รวม VAT) : 3,180,000 บาท
  • ภาระหนี้ที่ผู้รับโอนต้องไปจ่ายต่อ (รวม VAT) :

o   ค่างวดที่เหลือ (31 งวด x 57,304 บาท) : 1,776,424 บาท

o   ยอดชำระงวดสุดท้าย (Residual Value) : 1,855,000 บาท

o   รวมภาระหนี้คงเหลือทั้งสิ้น : 3,631,424 บาท

การคำนวณส่วนต่าง:

3,180,000 - 3,631,424 = -451,424 บาท (ติดลบ)

ผลสรุปทางภาษี :

ในกรณีนี้ "ไม่ต้องนำส่งภาษีขาย" เพราะราคาตลาดของรถ (3.18 ล้าน) ต่ำกว่า ภาระหนี้ที่เหลืออยู่ (3.63 ล้าน) อย่างชัดเจน การโอนสิทธิครั้งนี้จึงไม่มี "มูลค่าส่วนเกิน" ที่ถือเป็นค่าบริการหรือผลประโยชน์ที่บริษัทมอบให้แก่ผู้รับโอน กรมสรรพากรยอมรับได้ว่าไม่มีฐานภาษีที่ต้องนำส่ง ภ.พ.30 ไม่ต้องแสดงยอดขายจากการโอนสิทธินี้

2. ประเด็นสำคัญเรื่อง "เงินประกัน" (Security Deposit)

จากข้อมูลที่ให้มา มีเงินประกันจำนวน 1,325,000 บาท (รวม VAT) หากบริษัททำการ "โอนสิทธิในเงินประกัน" นี้ให้ผู้รับโอนไปด้วย "ฟรีๆ" สรรพากรอาจจะมองอีกมุมหนึ่งทันที:

  • มูลค่าสิทธิที่โอนให้ : สิทธิในตัวรถ (ติดลบ 451,424) + สิทธิในเงินประกัน (+ 1,325,000)
  • มูลค่าสุทธิ : +873,576 บาท

คำแนะนำ : หากต้องการให้ ไม่ต้องเสีย VAT จริงๆ บริษัทควรทำข้อตกลงกับผู้รับโอนว่า "เงินประกัน 1,325,000 บาท นี้ บริษัทยังคงเป็นเจ้าของสิทธิ และจะได้รับคืนจากผู้ให้เช่าเมื่อสิ้นสุดสัญญา" หรือให้ผู้รับโอนจ่ายเงินชดเชยค่าเงินประกันนี้คืนให้บริษัท (ซึ่งเงินส่วนนี้ไม่เสีย VAT เพราะเป็นการคืนเงินประกัน) วิธีนี้จะช่วยให้การโอนสิทธิการเช่า (Leasing) ตัวรถไม่มีภาระภาษีขาย

3. การบันทึกบัญชี (BMW - ณ วันโอนสิทธิ)

รายการ

เดบิต (Dr.)

เครดิต (Cr.)

เจ้าหนี้ตามสัญญาเช่า (ยอดหนี้คงเหลือสุทธิ)

3,xxx,xxx


ค่าเสื่อมราคาสะสม - ROU Asset

2,574,534.08


ขาดทุนจากการโอนสิทธิการเช่า (ผลต่าง)

xxx,xxx


สินทรัพย์สิทธิการใช้ (ROU Asset) (ราคาทุน)


5,300,000

เงินประกันตามสัญญา (หากโอนสิทธิให้เขาไป)


1,325,000




คำตอบกรณีที่ 2

1. กรณีที่ 2: Hire Purchase (Audi)

แนวทางภาษี

ใช้หลักการเดียวกับกรณีแรก คือการประเมินราคาตลาดของรถหักด้วยค่างวดที่เหลือ (40,822 x 50 งวด) หากมีส่วนเกิน ต้องนำส่ง VAT จากส่วนเกินนั้น

การบันทึกบัญชี (ฝั่งผู้โอน)

เนื่องจาก Hire Purchase มักบันทึกเป็นสินทรัพย์ตั้งแต่วันแรก:

รายการ

เดบิต (Dr.)

เครดิต (Cr.)

เจ้าหนี้เช่าซื้อ (ยอดหนี้คงเหลือสุทธิจากดอกเบี้ยรอตัด)

XXX


ค่าเสื่อมราคาสะสม (641,930.24)

XXX


ขาดทุนจากการโอนสิทธิ (ผลต่าง)

XXX


รถยนต์ (ราคาทุน 3,499,000)


XXX

ภาษีขาย (จากราคาประเมินการโอนสิทธิ)


XXX


สรุปคำแนะนำ

เพื่อให้กรมสรรพากรยอมรับ บริษัทฯ ควรมี "บันทึกการประเมินราคากลาง" ของรถยนต์ ณ วันที่โอนสิทธิ เช่น แคตตาล็อกรถมือสอง หรือราคาประเมินจากเต็นท์รถ 2-3 แห่ง เพื่อพิสูจน์ว่า ณ วันที่โอนนั้น มูลค่ารถที่เหลือ "คุ้มค่า" หรือ "ไม่คุ้มค่า" กับหนี้ที่โอนไป

  • หากมูลค่ารถ สูงกว่า หนี้ : ต้องเสีย VAT จากส่วนต่าง
  • หากมูลค่ารถ ต่ำกว่า หนี้ : สามารถทำหนังสือชี้แจงได้ว่าไม่มีค่าตอบแทนเนื่องจากผู้รับโอนรับภาระหนี้เกินมูลค่าทรัพย์สิน

ยกตัวอย่าง สำหรับรถยนต์ AUDI (กรณีที่ 2) ประเมินราคาตลาด ณ วันโอนไว้ที่ 3,000,000 บาท (ราคารวม VAT)

บริษัทได้ทำการเช่าซื้อรถยนต์ AUDI โดยรถยนต์มีราคาเงินสดอยู่ที่ 3,499,000 บาท (ราคารวม VAT) มีการชำระเงินดาวน์ จำนวน 1,049,700 บาท (ราคารวม VAT)

ตามสัญญากำหนดค่างวดผ่อนชำระไว้ที่ งวดละ 40,822 บาท (ราคารวม VAT) ระยะเวลาการผ่อนชำระ เท่ากับ 60 งวด โดย ณ วันที่โอนสิทธิการเช่าซื้อ ทางบริษัทได้ทำการชำระค่างวดมาแล้วจำนวน 10 งวด เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 408,220 บาท
 
ค่าเสื่อมราคาสะสม ณ วันโอนสิทธิการเช่าซื้อ เท่ากับ 641,930.24 บาท

1. วิเคราะห์มูลค่าสิทธิการเช่าซื้อ (Audi - กรณีที่ 2)

ในทางภาษีอากร ต้องดูว่า "สิทธิ" ที่ยกให้ผู้อื่นไปผ่อนต่อนั้น มีมูลค่าเป็นบวกหรือลบเมื่อเทียบกับราคาตลาด:

  • ราคาตลาดของรถยนต์ (รวม VAT) : 3,000,000 บาท
  • ภาระหนี้ที่ผู้รับโอนต้องไปผ่อนต่อ (รวม VAT) :

o   ค่างวดที่เหลือ (50 งวด x 40,822 บาท): 2,041,100 บาท

การคำนวณส่วนต่าง (มูลค่าของสิทธิ):

3,000,000 - 2,041,100 = 958,900 บาท (รวม VAT)

วิเคราะห์ประเด็นภาษี:

ในกรณีนี้ "มูลค่าสิทธิสูงมาก" เพราะราคาตลาดของรถ (3 ล้าน) สูงกว่าหนี้ที่เหลือ (2 ล้านเศษ) อยู่เกือบ 1 ล้านบาท แม้บริษัทจะโอนให้ฟรีโดยไม่รับเงินจากผู้รับโอน แต่กรมสรรพากรจะถือว่ามีการโอนสิทธิที่มีมูลค่าเกิดขึ้น ดังนั้นบริษัทต้องนำส่งภาษีขายจากส่วนต่างนี้ :

  • มูลค่าฐานภาษี (ก่อน VAT): 958,900 / 1.07 = 896,168.22 บาท
  • ภาษีขายที่ต้องนำส่ง (7%): 62,731.78 บาท

2. การบันทึกบัญชี ณ วันโอนสิทธิ (Audi)

สำหรับการเช่าซื้อ (Hire Purchase) โดยปกติจะบันทึกเป็นสินทรัพย์ (ยานพาหนะ) ตั้งแต่วันเริ่มสัญญา:

รายการ

เดบิต (Dr.)

เครดิต (Cr.)

เจ้าหนี้เช่าซื้อ (ยอดหนี้คงเหลือสุทธิจากดอกเบี้ยรอตัด)

1,xxx,xxx*


ค่าเสื่อมราคาสะสม - รถยนต์

641,930.24


ขาดทุนจากการโอนสิทธิการเช่าซื้อ (ผลต่าง)

1,xxx,xxx


รถยนต์ (ราคาทุนตามบัญชี 3,499,000)


3,499,000

ภาษีขาย (ที่คำนวณจากส่วนต่างราคาตลาด)


62,731.78

*หมายเหตุ: ยอดเจ้าหนี้เช่าซื้อต้องเป็นยอดสุทธิหลังจากหัก "ดอกเบี้ยเช่าซื้อรอตัดบัญชี" ออกแล้ว

3. ข้อสังเกตสำคัญ (Hire Purchase vs Leasing)

  1. เงินดาวน์ (Down Payment) : ในกรณี Audi นี้ บริษัทจ่ายเงินดาวน์ไปสูงถึง 1,049,700 บาท การที่โอนสิทธิให้ผู้อื่นไปฟรีๆ โดยไม่เรียกเก็บเงินคืนเลย ทำให้ "มูลค่าสิทธิ" ที่กรมสรรพากรจะมองนั้นสูงขึ้นตามไปด้วย (เพราะผู้รับโอนได้ประโยชน์จากการที่บริษัทจ่ายเงินดาวน์ไปให้แล้วส่วนหนึ่ง)
  2. เอกสารหลักฐาน : เนื่องจากส่วนต่างค่อนข้างสูง (เกือบ 1 ล้านบาท) แนะนำให้เก็บหลักฐานราคาประเมินรถมือสองรุ่นนี้ไว้อย่างแน่นหนา เพื่อยืนยันว่าราคา 3,000,000 บาท เป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมที่สุด ณ วันที่โอนสิทธิค่ะ

สรุปภาพรวมทั้ง 2 กรณี

รายการ

BMW (Leasing)

Audi (Hire Purchase)

ราคาตลาด (รวม VAT)

4,000,000

3,000,000

ภาระหนี้คงเหลือ (รวม VAT)

3,631,424

2,041,100

ฐานภาษีที่ต้องนำส่ง VAT

344,463.55

896,168.22

ภาษีขายที่บริษัทต้องจ่าย

24,112.45

62,731.78


สมมุติ หากราคาตลาดของรถยนต์ AUDI (กรณีที่ 2) ลดลงเหลือ 1,500,000 บาท (ราคารวม VAT) 

1. วิเคราะห์มูลค่าสิทธิการเช่าซื้อ (Audi - ราคาตลาด 1.5 ล้าน)

  • ราคาตลาดของรถยนต์ (รวม VAT) : 1,500,000 บาท
  • ภาระหนี้ที่ผู้รับโอนต้องไปผ่อนต่อ (รวม VAT) : * ค่างวดที่เหลือ (50 งวด x 40,822 บาท) = 2,041,100 บาท

การคำนวณส่วนต่าง:

1,500,000 - 2,041,100 = -541,100 บาท (ติดลบ)

วิเคราะห์ประเด็นภาษี:

ในกรณีนี้ "มูลค่าของสิทธิเป็นศูนย์หรือติดลบ" เนื่องจากราคาตลาดของรถ (1.5 ล้าน) ต่ำกว่าภาระหนี้ที่เหลืออยู่ (2 ล้านเศษ) หมายความว่าผู้รับโอนต้องรับภาระจ่ายเงินสูงกว่ามูลค่ารถที่เขาได้รับจริง

สรุปผลทางภาษี:

  • ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : บริษัท "ไม่ต้องนำส่งภาษีขาย" เพิ่มเติมจากการโอนสิทธิครั้งนี้
  • เหตุผล : เนื่องจากไม่มีมูลค่าส่วนเกิน และบริษัทมี "เหตุอันสมควร" ในการไม่เรียกเก็บค่าตอบแทน เพราะมูลค่าหนี้ท่วมมูลค่าทรัพย์สิน

2. การบันทึกบัญชี ณ วันโอนสิทธิ (Audi - 1.5 ล้าน)

ในทางบัญชี บริษัทฯ ยังคงต้องล้างรายการสินทรัพย์และหนี้สินออกจากงบการเงินตามยอดที่บันทึกจริง ซึ่งจะเกิด "ผลขาดทุนจากการโอนสิทธิ" ค่อนข้างสูงเนื่องจากเงินดาวน์ที่จ่ายไปก่อนหน้า:

รายการ

เดบิต (Dr.)

เครดิต (Cr.)

เจ้าหนี้เช่าซื้อ (ยอดหนี้คงเหลือสุทธิจากดอกเบี้ยรอตัด)

1,xxx,xxx


ค่าเสื่อมราคาสะสม - รถยนต์

641,930.24


ขาดทุนจากการโอนสิทธิการเช่าซื้อ (ผลต่าง)

1,xxx,xxx


รถยนต์ (ราคาทุน 3,499,000)


3,499,000

หมายเหตุ: ขาดทุนตัวนี้เกิดจากการที่เราสละสิทธิในเงินดาวน์และค่างวดที่จ่ายไปแล้ว 10 งวด

3. ข้อแนะนำสำคัญในการเตรียมเอกสาร (กรณีราคาตลาดต่ำกว่าหนี้)

แม้ไม่ต้องเสีย VAT แต่บริษัทฯ ควรเตรียมเอกสารไว้รองรับการตรวจสอบของสรรพากร ดังนี้:

  1. หลักฐานราคาตลาด : เก็บภาพถ่ายหรือเอกสารยืนยันว่ารถรุ่นนี้ ณ วันโอน มีราคาขายกันเพียง 1.5 ล้านบาทจริงๆ (ซึ่งอาจจะต่ำกว่าปกติเนื่องจากสภาพรถหรือเลขไมล์) เพื่อพิสูจน์ว่าทำไมเราถึงโอนสิทธิให้ฟรีโดยไม่มีมูลค่าเพิ่ม
  2. สัญญาโอนสิทธิ : ระบุให้ชัดเจนว่าผู้รับโอนจะเป็นผู้รับผิดชอบค่างวดที่เหลือทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่โอน
  3. รายงานการประชุม : ควรมีรายงานการประชุมอนุมัติการโอนสิทธิการเช่าซื้อ โดยระบุเหตุผลทางธุรกิจ เช่น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายค่างวดของบริษัท เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่การถ่ายเทผลประโยชน์โดยมิชอบ

ตารางสรุปในแต่ละกรณี : การโอนสิทธิ Leasing / Hire Purchase (ไม่รับชำระเงิน)

รายการเปรียบเทียบ

???? BMW – Finance Lease (กรณีราคาตลาด 4,000,000)

???? Audi – Hire Purchase (กรณีราคาตลาด 3,000,000)

???? Audi – ราคาตลาดลดเหลือ 1,500,000

ประเภทสัญญา

Leasing (บันทึก ROU Asset)

Hire Purchase (บันทึกรถเป็นสินทรัพย์)

Hire Purchase (บันทึกรถเป็นสินทรัพย์)

ราคาตลาด (รวม VAT)

4,000,000

3,000,000

1,500,000

ภาระหนี้คงเหลือ (รวม VAT)

3,631,424

2,041,100

2,041,100

มูลค่าสิทธิ (รวม VAT)

368,576

958,900

-541,100

ฐานภาษีก่อน VAT

344,463.55

896,168.22

ไม่มี

VAT 7% ที่ต้องนำส่ง

24,112.45

62,731.78

ไม่ต้องเสีย

เงินดาวน์ที่จ่ายไป

-

1,049,700

1,049,700

เงินประกัน

1,325,000 (มีความเสี่ยงถ้าโอนฟรี)

ไม่มี

ไม่มี

ผลทางภาษี

ต้องเสีย VAT จากส่วนต่างราคาตลาด

ต้องเสีย VAT จากส่วนต่างราคาตลาด

ไม่ต้องเสีย VAT (ราคาตลาดต่ำกว่าหนี้)

ผลทางบัญชี

ล้างบัญชี ROU Asset + Lease Liability และรับรู้กำไร/ขาดทุน

ล้างบัญชีทรัพย์สิน (รถ) + เจ้าหนี้เช่าซื้อ และรับรู้กำไร/ขาดทุน

ขาดทุนสูงจากเงินดาวน์ที่สละสิทธิ

เงื่อนไขสำคัญ

หากราคาตลาด ≤ หนี้ และไม่โอนเงินประกันฟรี → ไม่เกิด VAT จากการโอนสิทธิ


ราคาตลาด > หนี้ → ต้องเสีย VAT จากการโอนสิทธิโดยไม่มีค่าตอบแทน

ราคาตลาด > หนี้ → ต้องเสีย VAT จากการโอนสิทธิโดยไม่มีค่าตอบแทน

ราคาตลาด ≤ หนี้ → ไม่เกิด VAT จากการโอนสิทธิ


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

จ่ายค่าโอนสิทธิการเช่าซื้อยานพาหนะ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 09/01/2025 - วันที่ตอบ 26/01/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 78/3 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ฯ

ปุจฉา

บริษัท ก รับโอนสิทธิการเช่าซื้อยานพาหนะจากบริษัท ข โดยจ่ายค่าตอบแทนการโอนสิทธิ เป็นจำนวนเงิน 8 แสนบาท และบริษัท ก ต้องชำระค่างวดส่วนเหลือให้แก่บริษัทลีสซิ่งเอง

ขอสอบถามดังนี้

1.บริษัท ก ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย บริษัท ข หรือไม่คะ

2. บริษัท ข มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่คะ

วิสัชนา

1. การแปลงหนี้ใหม่ คือ การที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ ตกลงกันก่อหนี้ขึ้นใหม่ โดยมีเจตนาให้หนี้เดิมระงับไป มีหลักเกณฑ์ดังนี้

    (1) มีหนี้หรือสัญญาเดิม ที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว

    (2) เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของหนี้เดิม เช่น เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ - ลูกหนี้ เปลี่ยนเงื่อนไข เปลี่ยนวัตถุแห่งหนี้ หรือสิ่งที่ลูกหนี้ต้องกระทำ หรือเปลี่ยนมูลแห่งหนี้ เป็นต้น

    (3) ต้องทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ใหม่ โดยลูกหนี้เดิมยินยอม ทั้ง 2 ฝ่ายมีความประสงค์จะให้สิทธิเรียกร้องและภาระหน้าที่ระงับลง หากในกรณีที่เจ้าหนี้ทำสัญญากับลูกหนี้คนใหม่ แต่ลูกหนี้เดิมโดยสภาพแล้วไม่สามารถจะทักท้วงได้ เช่น ได้เสียชีวิตแล้ว สัญญาที่ทำนั้นย่อมมีผลเป็นการแปลงหนี้ใหม่

    (4) มีเจตนาให้หนี้เดิมระงับ มีหนี้ใหม่เกิดขึ้นแทน แต่ถ้าหนี้ใหม่ไม่เกิดหนี้เดิมก็ไม่ระงับ

    ประมวลกฎหมายและพาณิชย์ ที่เกี่ยวข้อง

    มาตรา 349 เมื่อคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ไซร้ ท่านว่าหนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่

         ถ้าทำหนี้มีเงื่อนไขให้กลายเป็นหนี้ปราศจากเงื่อนไขก็ดี เพิ่มเติมเงื่อนไขเข้าในหนี้อันปราศจากเงื่อนไขก็ดี เปลี่ยนเงื่อนไขก็ดี ท่านถือว่าเป็นอันเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้นั้น

         ถ้าแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้อง

    มาตรา 350 แปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้น จะทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมหาได้ไม่

http://thanulaw.com/index.php/convertdebt

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2551 

    “การที่จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยทั้งสองในการเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจำนวน 22 คัน ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าว โดยโจทก์จะเป็นผู้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทจำนวน 14,683,970 บาท โดยบริษัทจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกทั้งหมดให้แก่โจทก์ และไม่ติดใจจะเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ อีกต่อไป ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ โดยลูกหนี้เก่าคือจำเลยทั้งสองให้ความยินยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 ดังนั้น หนี้เดิมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจึงเป็นอันระงับไปตามมาตรา 349 วรรคหนึ่ง”

2. ตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536 เรื่อง การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ตามมาตรา 78 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติกรณีผู้เช่าซื้อโอนสิทธิการเช่าซื้อตามสัญญาให้แก่บุคคลอื่น ดังนี้

    “ข้อ 3 ในกรณีผู้เช่าซื้อโอนสิทธิการเช่าซื้อตามสัญญาให้แก่บุคคลอื่นถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ตามมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้

         (1) ในกรณีสัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อมิได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญอื่น ๆ ของสัญญา โดยเปลี่ยนแปลงเฉพาะผู้เช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามงวดที่ถึงกำหนดชำระแต่ละงวดต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญาให้เช่าซื้อ

         (2) ในกรณีสัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อได้มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญอื่น ๆ ของสัญญานอกเหนือจากการเปลี่ยนผู้เช่าซื้อ เช่น การเปลี่ยนมูลค่าของสัญญา จำนวนงวดที่ถึงกำหนดชำระ หรือมูลค่าหรือราคาที่ต้องชำระแต่ละงวด ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าของสัญญา จำนวนงวดที่ถึงกำหนดชำระ หรือมูลค่าหรือราคาที่ต้องชำระแต่ละงวดที่ได้เปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด”

3. ดู “ข้อกำหนดและเงื่อนไขการโอนสิทธิการเช่าซื้อ” ประกอบ


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

กรณีบริษัท ก รับโอนสิทธิการเช่าซื้อยานพาหนะจากบริษัท ข โดยจ่ายค่าตอบแทนการโอนสิทธิ เป็นจำนวนเงิน 8 แสนบาท และบริษัท ก ต้องชำระค่างวดส่วนเหลือให้แก่บริษัทลีสซิ่ง นั้น

1. ในระหว่างบริษัท ก กับบริษัทลีสซิ่ง ให้พิจารณาแนวทางปฏิบัติกรณีผู้เช่าซื้อโอนสิทธิการเช่าซื้อตามสัญญาให้แก่บุคคลอื่น ตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 36/2536 เรื่อง การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ตามมาตรา 78 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 ดังกล่าวข้างต้น


2. ในระหว่างบริษัท ก ผู้รับโอนสิทธิการเช่าซื้อ และบริษัท ข ผู้โอนสิทธิการเช่าซื้อ

    (1) การโอนสิทธิการเช่าซื้อ ถือเป็นการขายสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่าง บริษัท ก ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากบริษัท ข แต่อย่างใด

    (2) บริษัท ข มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าซื้อจำนวน 8 แสนบาท ตามมาตรา 77/1 (8) ประกอบมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวรัษฎากร เมื่อมีการรับชำระราคาค่าตอบแทน ตามมาตรา 78/3 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ฯ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการขายและรับโอนลูกหนี้เช่าซื้อ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

21/05/1999

เลขที่หนังสือ

กค 0811/04774

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65, มาตรา 77/1, มาตรา 77/2, มาตรา 78, มาตรา 78/3, คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.36/2536, กฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ฯ

ข้อหารือ

     บริษัทฯ ได้จัดตั้งขึ้นมาแยกออกเป็นบริษัทให้เช่าซื้อต่างหาก ซึ่งแต่เดิมมี บริษัท เอ จำกัด ซึ่งเป็นฝ่ายขายรถยนต์ และให้เช่าซื้ออยู่ในบริษัทเดียวกัน เมื่อจัดตั้งบริษัทฯ แล้วจึงได้ซื้อบัญชีเช่าซื้อทั้งหมดมาจาก บริษัท เอ จำกัด โดยดำเนินการดังตัวอย่างต่อไปนี้

     นาย ก ทำสัญญาเช่าซื้อ ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ผ่อนชำระ 12 งวด งวดแรกวันที่ 15 มกราคม 2541 ถึง 15 ธันวาคม 2541 งวดละ 10,000 (รวม VAT 10% แล้ว) บริษัทฯ ซื้อบัญชีนี้ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 โดยนาย ก ยังไม่ได้ผ่อนชำระเลยสักงวดเดียวแต่ บริษัท เอ จำกัด ได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มของงวด 1 และงวด 2 แล้ว เมื่อซื้อบัญชี บริษัทฯ จ่ายเงิน 10,000 x 12 =120,000 + VAT 10% = 12,000 รวม 132,000 บาท ให้กับบริษัทผู้ขาย และได้ไปขอคืนภาษี 12,000 บาท นี้จากกรมสรรพากร ต่อมานาย ก มาชำระค่าเช่าซื้อ 4 งวด บริษัทฯ ออกใบเสร็จรับเงินงวด 1 งวด 2 งวด 3 งวด 4 และใบกำกับภาษีของงวด 3, 4 ให้กับนาย ก อีกทั้งมอบใบกำกับภาษีของ บริษัท เอ จำกัด ของงวด 1, 2 ให้กับนาย ก ด้วย

     จึงขอทราบว่าบริษัทฯ ได้ปฏิบัติถูกต้องหรือไม่อย่างไร

แนววินิจฉัย

     1. ตามมาตรา 78 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดให้การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อ ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวด เว้นแต่ได้มีการรับชำระราคาสินค้าหรือได้ออกใบกำกับภาษีก่อนถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวดก็ให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ

         กรณีตามข้อเท็จจริงถึงแม้นาย ก ยังไม่ได้ผ่อนชำระค่างวดเช่าซื้อ บริษัท เอ จำกัด ก็ยังคงมีความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวดตามมาตรา 78 (2) แห่งประมวลรัษฎากร และต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดนั้น แต่จะยังไม่ส่งมอบใบกำกับภาษีดังกล่าวให้แก่ผู้เช่าซื้อก็ได้ ทั้งนี้ตาม ข้อ 2 (3) แห่งคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.36/2536 เรื่อง การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ตามมาตรา 78 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 ดังนั้นการที่ บริษัท เอ จำกัด ผู้ขาย เสียภาษีมูลค่าเพิ่มของงวด 1 และงวด 2 (15 มกราคม และ 15 กุมภาพันธ์ 2541) โดยไม่ได้ส่งมอบใบกำกับภาษีให้นาย ก จึงถูกต้องแล้ว

     2. กรณีที่บริษัท เอ จำกัด ได้โอนขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่บริษัทฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 ถือเป็นการขายสิทธิในทรัพย์สินที่อยู่ในกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้โอนมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยถือว่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อผู้โอนได้รับชำระราคาค่าตอบแทนจากการโอนสิทธิเรียกร้องในลูกหนี้เช่าซื้อ ตามมาตรา 78/3 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี บริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจึงมีสิทธินำภาษีซื้อดังกล่าวไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทฯ ได้

     3. กรณีบริษัทฯ ได้รับโอนลูกหนี้เช่าซื้อจากผู้ขายแล้วถือเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดบริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของลูกหนี้ที่ต้องชำระก่อนการโอนขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าผู้ขายจะนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่ลูกหนี้ค้างชำระไว้แล้วหรือไม่ก็ตาม บริษัทฯ คงรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับงวดที่ถึงกำหนดตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไป

         กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ จึงมีความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับงวดที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่งวดที่ 3 (15 มีนาคม 2541) เป็นต้นไป ไม่ว่านาย ก จะนำเงินค่างวดมาผ่อนชำระหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นเมื่อนาย ก นำเงินมาชำระในงวดที่ 4 (15 เมษายน 2541) โดยชำระค่างวดที่ค้างชำระในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ด้วย รวมจำนวน 4 งวด บริษัทฯ จึงต้องออกใบเสร็จรับชำระเงินและนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้ง 4 งวด แต่ออกใบกำกับภาษีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะงวดที่ 3 และงวดที่ 4 เท่านั้น

เลขตู้

62/27835


เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีสัญญาเช่าซื้อมีการโอนหนี้โดยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

18/03/1999

เลขที่หนังสือ

กค 0811(กม)/พ.397

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 80, พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540, มาตรา 349 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ข้อหารือ

     สิบตำรวจเอก ก ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2539 โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน รวม 48 เดือน เดือนละ 8,288 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7.0 เป็นเงิน 580.16 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2541 สิบตำรวจเอก ก ได้รับหนังสือจากบริษัท ข จำกัด แจ้งว่า ได้ประมูลซื้อสัญญาเช่าซื้อของสิบตำรวจเอก ก พร้อมทั้งได้รับโอนสิทธิทั้งปวงตามสัญญาเช่าซื้อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรณีดังกล่าวบริษัท ข จำกัด มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ในอัตราร้อยละ 10.0 หรือไม่

แนววินิจฉัย

     ตามข้อเท็จจริง เป็นกรณีสัญญาเช่าซื้อที่มีการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ตามมาตรา 349 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นผลให้สัญญาเช่าซื้อเดิมระงับสิ้นไป เกิดเป็นหนี้ใหม่ระหว่างผู้ให้เช่าซื้อรายใหม่กับผู้เช่าซื้อรายเดิม หน้าที่และสิทธิเรียกร้องทั้งปวงย่อมโอนไปยังเจ้าหนี้รายใหม่ ถือเป็นการขายสินค้าตามสัญญาเช่าซื้อที่มีการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ด้วยการแปลงหนี้ ดังนั้น เมื่อมีการแปลงหนี้ใหม่หลังวันที่ 15 สิงหาคม 2540 ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ตามข้อ 1 (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ ลงวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ดังนั้น ผู้ให้เช่าซื้อรายใหม่ย่อมมีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ในอัตราร้อยละ 10.0 ได้ ตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

62/27669


เรื่อง

การเช่าซื้อรถแบบลิสซิ่งกับแบบเช่าซื้อทั่วไป

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 03/06/2020 - วันที่ตอบ 31/07/2020

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ต้องการปรึกษาการเช่าซื้อรถแบบลิสซิ่งกับแบบเช่าซื้อทั่วไปได้มั้ยคะ

คือ อุ๋ยไม่แน่ใจว่าธุรกิจเล็กๆ กำไรต่อปีไม่เยอะประมาณ 5 ล้าน จะเหมาะกับการเช่าซื้อรถยนต์ 11 ที่นั่งแบบลิสซิ่ง หรือเช่าซื้อแบบปกติทั่วไปดีค่ะ
แบบลิสซิ่งไม่ใช้เงินดาวน์ ค่าเช่าต้นงวดอยู่ที่ประมาณ 43,000 บาท/เดือน โดยมีตารางการคำนวณแบบนี้ค่ะ และถ้าเช่าซื้อแบบปกติ ทางเราว่าจะดาวน์ที่ 30%
รถราคา 1,899,000 บาท (รถ 11 ที่นั่ง)
เช่าซื้อปกติ ดาวน์ 30% 569,700 บาท
ผ่อน 60 งวด งวดละ 24,924.38 บาท (ดอกเบี้ย 2.5%)
        โดยเช่าซื้อปกติจะต้องมีเงินดาวน์ในวันออกรถ 30% และ คชจ อื่นๆ (ถ้ามี)

เช่าซื้อแบบไหนถึงจะคุ้มค่าทางบัญชีของธุรกิจเล็กๆ แบบเราคะเดี๋ยวขออนุญาตส่งงบ ภ.ง.ด.50 ปี2562 ที่ผ่านมาให้ดูนะคะ
 ธุรกิจเราเล็กมาก กำไรต่อปีไม่เยอะ เลยไม่แน่ใจว่าจะเช่าซื้อแบบไหนดี ถึงจะเหมาะกับกิจการตัวเองค่ะ

ถ้าเป็นรถตู้ 11 ที่นั่ง ทราบมาว่า ถ้าเป็นกรณีลิสซิ่งก็สามารถนำค่าเช่ามาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้เลยทั้งก้อน (ไม่จำกัดแค่ 36,000 บาท ต่อเดือน) ถูกต้องใช่มั้ยคะ

รบกวนท่านผู้รู้คลายข้อกังวลในส่วนนี้ให้ทีค่ะ ถามเพื่อนๆ ก็ตอบไม่ตรงกันเลย จนป่านนี้ 2 เดือนแล้ว ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยค่ะ
 
ถ้าเหมาะกับเช่าซื้อแบบทั่วไป ควรใช้ชื่อกรรมการออก และเอามาให้บริษัทเช่ากรรมการต่ออีกที หรือ จะออกในนามชื่อบริษัทเลย อันไหนดีกว่าคะ

วิสัชนา

1. ในทางบัญชี ทั้งการเช่าแบบลีสซิ่ง และการเช่าซื้อ รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่ง 11 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เพื่อใช้ในกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ ต้องปฏิบัติในการบันทึกรายการทางบัญชีเหมือนกัน ทั้งกรณี คือ
 
....1.1 บันทึกรับรู้ทรัพย์สินด้วยราคาซื้อเงินสด (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับส่วนที่เกินกว่านั้น ให้บันทึกเป็นดอกผลรอตัดจ่าย
 
....1.2 ให้บริษัทฯ คำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจากมูลค่าต้นทุน ตามราคาซื้อเงินสด และปรับปรุงรับรู้ดอกผลตัดจ่ายเป็นรายจ่ายในการดำเนินการตามรอบระยะเวลาบัญชีที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด

2. ในทางภาษีอากร
 
....2.1 สำหรับการเช่าแบบลิสซิ่ง
 
.........(1) ให้บริษัทฯ นำค่าเช่าแบบลีสซิ่ง (ไม่รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม) มาถือเป็นค่าเช่ารถยนต์ตามงวดที่ถึงกำหนดเวลาชำระแต่ละงวด โดยไม่จำกัดจำนวนดังเช่นค่าเช่าแบบลีสซิ่ง สำหรับรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
 
.........(2) ให้บริษัทฯ ปรับปรุงบวกกลับค่าเสื่อมราคาแล่ะค่าดอกผลตัดจ่ายในแบบ ภ.ง.ด.50 เนื่องจากมีความซ้ำซ้อนกับค่าเช่าแบบลิสซิ่งตาม (1)
 
.........(3) เมื่อครบสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง หากบริษัทเลือกซื้อ (ซาก) รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่ง 11 คนฯ ดังกล่าว ให้บริษัทฯ ถือเป็นการได้มาซื้อทรัพย์สิน ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร และคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา เพื่อรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีอากร อีกจำนวนหนึ่ง
 
....2.2 สำหรับการเช่าซื้อ
 
.........(1) ให้บริษัทฯ นำดอกผลเช่าซื้อมาถือรวมเป็นมูลค่าต้นทุน เพื่อการคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน ในทางภาษีอากร
 
.........(2) ให้บริษัทฯ เปรียบเทียบจำนวนค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตาม 2.2 (1) กับจำนวนค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา พร้อมด้วยดอกผลเช่าซื้อตาม ข้อ 1 หากจำนวนจำนวนค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา พร้อมด้วยดอกผลเช่าซื้อตาม ข้อ 1 มีจำนวนมากกว่าจำนวนค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตาม 2.2 (1) ให้ปรับปรุ่งบวกกลับในแบบ ภ.ง.ด.50 ไปจนกว่าจะหมดอายุการใช้งาน

3. แนวทางในการตัดสินใจเลือกทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง หรือสัญญาเช่าซื้อ สำหรับรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่ง 11 คน
 
....(1) ไม่ว่าบริษัทฯ จะเลือกทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง หรือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่ง 11 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต แม้จะมีความแตกต่างทางบัญชีกับทางภาษีอากรเป็นอันมาก แต่บริษัทฯ ก็ไม่ได้เสียผลประโยชน์ทางภาษีอากร แต่อย่างใด ในประเด็นนี้ บริษัทฯ จะเลือกทำสัญญาแบบใดก็ได้ เพราะไม่มีผลกระทบเรื่องรายจ่ายต้องห้าม ที่เป็นความสูญเสียของบริษัทฯ เพียงแต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของระยะเวลาในการรับรู้รายจ่ายเท่านั้น
 
....(2) ไม่ว่าบริษัทฯ จะเลือกทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง หรือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่ง 11 คนฯ ดังกล่าว ในงบแสดงฐานะการเงินของบริษัทฯ มีรายการรถยนต์ดังกล่าวเป็นสินทรัพย์เช่นเดียวกัน ในประเด็นนี้ บริษัทฯ จะเลือกทำสัญญาแบบใดก็ได้ สุดแต่ความพิงพอใจของผู้บริหารของบริษัทฯ ที่จะเลือกตัดสินใจเอาเองไม่ต้องฟังเสียงใครๆ
 
....(3) เกี่ยวกับการคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีบริษัทฯ ทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของเงินได้ที่จ่าย ในขณะที่การจ่ายค่าเช่าซื้อ บริษัทฯ ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด
 
....(4) การเช่าแบบลีสซิ่ง และการเช่าซื้อ รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่ง 11 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เพื่อใช้ในกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ สามารถใช้ภาษีซื้อสำหรับรถยนต์ดังกล่าว ทั้งจำนวน รวมทั้งภาษีซื้อสำหรับค่าน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม สำหรับค่าซ่อมแซม และภาษีซื้อสำหรับค่าซ่อมแซม นั้น หากเป็นการเช่าแบบลีสซิ่ง เนื่องจากในทางภาษีอากร ไม่ถือว่าทรัพย์สินรถยนต์ดังกล่าว ไม่ใช่ของบริษัทฯ หากมีข้อตกลงว่า บริษัทฯ เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว บริษัทฯ ย่อมมีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าซ่อมแซม จากบริษัทฯ ผู้ให้เช่าแบบลีสซิ่งอีกด้วย ต่างจากการทำสัญญาเช่าซื้อ ในทางภาษีอากรถือเป็นทรัพย์สินของบริษัทฯ จึงไม่เกิดภาระดังกล่าว

....เมื่อพิจารณาความแตกต่างใน (3) และ (4) จึงเห็นว่า การทำสัญญาแบบเช่าซื้อ ย่อมมีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน ควรเลือกทำสัญญาแบบเช่าซื้อจะดีกว่า


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ