Case study

ความแตกต่างด้านบัญชีและภาษีของธุรกิจ BOI สำหรับโรงงานผลิต


เรื่อง ความแตกต่างด้านบัญชีและภาษีของธุรกิจ BOI สำหรับโรงงานผลิต
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 22/04/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

ขอสอบถามข้อปฏิบัติด้านบัญชีและภาษีของธุรกิจ BOI สำหรับโรงงานผลิต ที่แตกต่างจากบัญชีและภาษีทั่วไปที่ต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะประเด็นที่ควรระวัง

คำตอบ

เนื่องจากคำถามค่อนข้างกว้าง และกิจการ BOI ก็มีหลายประเภท ทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ และที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษี และบัตร BOI ก็ยังมีรายเอียดในการปฏิบัติแตกต่างกันไป แล้วแต่เงื่อนไขตามบัตร BOI ที่บริษัทได้รับ ดังนั้น จะตอบให้แบบคร่าวๆ นะคะ

สำหรับการประกอบธุรกิจผลิตที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI (Board of Investment) จะมีเงื่อนไขและข้อปฏิบัติที่เข้มงวดกว่าธุรกิจทั่วไป เนื่องจากเป็นกิจการที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งสรรพากรและ BOI จะตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่า "กำไร" ที่ได้รับยกเว้นภาษีนั้นมาจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมจริง 

สรุปประเด็นความแตกต่างและข้อควรระวังสำคัญ:

1. การแยกผังบัญชีและสมุดบัญชี (Separation of Accounts)

ธุรกิจ BOI จะต้องแยกรายได้และค่าใช้จ่ายระหว่างส่วนที่ ได้รับยกเว้นภาษี (BOI) และ ไม่ได้รับยกเว้นภาษี (Non-BOI) ออกจากกันอย่างชัดเจน

  • รายได้ : ต้องตรวจสอบว่ารายได้นั้นเกิดจาก "ผลิตภัณฑ์" และ "กระบวนการผลิต" ตามที่ระบุในบัตรส่งเสริมเท่านั้น รายได้จากการขายเศษซาก (Scrap) หรือรายได้ดอกเบี้ย มักจะถือเป็น Non-BOI (ยกเว้นมีการระบุเฉพาะ)
  • ค่าใช้จ่าย : * Direct Cost ต้นทุนทางตรง : ค่าวัตถุดิบ แรงงานฝ่ายผลิต ต้องแยกตามหน่วยผลิต
    • Common Cost ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร : เช่น เงินเดือนฝ่ายบัญชี, ค่าเช่าสำนักงาน ต้องใช้เกณฑ์การปันส่วน (Allocation) ที่เหมาะสม เช่น ตามสัดส่วนรายได้ หรือตามจำนวนชั่วโมงทำงาน และต้องใช้เกณฑ์นี้อย่างสม่ำเสมอ

2. การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)

ในขณะที่บริษัททั่วไปคำนวณกำไรสุทธิรวมอย่างเดียวเพื่อเสียภาษี แต่สำหรับบริษัท BOI ต้องคำนวณกำไรสุทธิแยกตามรายบัตรส่งเสริม (หากมีหลายใบ) ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ฯ และแยกจากกิจการไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ฯ Non-BOI

  • การใช้ผลขาดทุนสะสม : หากช่วงที่ได้รับยกเว้นภาษีมีผลขาดทุน สามารถนำผลขาดทุนนั้นไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นหลังสิ้นสุดระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีได้ (ภายใน 5 ปี)
  • การปันผล : เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรสุทธิในช่วงที่ได้รับยกเว้นภาษี BOI ผู้ถือหุ้นจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ต้องจ่ายภายใน 6 เดือนนับแต่วันสิ้นรอบบัญชีที่มีกำไรนั้น)

3. การควบคุมสต็อกวัตถุดิบและเครื่องจักร (Customs & Import Duties)

ธุรกิจ BOI มักได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ ซึ่งมีข้อควรระวังทางบัญชีและภาษีดังนี้:

  • เครื่องจักร : ต้องใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริมเท่านั้น หากนำไปใช้ในสายการผลิต Non-BOI หรือนำออกไปให้ผู้อื่นเช่าโดยไม่ขออนุญาต จะถือว่าผิดเงื่อนไขและต้องเสียภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม
  • วัตถุดิบ (Formula of Formula) : ต้องมีการทำ สูตรการผลิต แจ้งต่อ BOI เพื่อตัดบัญชีวัตถุดิบ

o   จุดควรระวัง : ส่วนต่างของ Stock จริงกับ Stock ในระบบตัดบัญชีของ BOI หากหาข้อสรุปไม่ได้ สรรพากรอาจมองเป็นการขายสินค้านอกบัญชี ซึ่งมีประเด็นทั้งภาษีเงินได้และ VAT

4. ประเด็นที่ควรระวังเป็นพิเศษ (Key Risks)

ประเด็น

ข้อควรระวัง

รายได้จากผลพลอยได้ (Scrap)

การขายเศษเหล็ก เศษพลาสติกจากการผลิต มักมีปัญหาว่าต้องเสียภาษีหรือไม่ โดยทั่วไปต้องนำรายได้นี้ไปรวมคำนวณภาษี (Non-BOI) เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ

การใช้สินทรัพย์/ค่าใช้จ่ายร่วมกัน

หากมีการใช้เครื่องจักรหรือค่าใช้จ่ายร่วมกัน หรือพนักงานคนเดียวกันทำทั้งงาน BOI และ Non-BOI ต้องมีเอกสารพิสูจน์การปันส่วนค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน (Time Sheet หรือ Machine Log)

การเปิดดำเนินการเต็มโครงการ

ต้องยื่นขอ "เปิดดำเนินการ" ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่ดำเนินการ อาจถูกเพิกถอนสิทธิย้อนหลัง

Transfer Pricing

หากมีการซื้อขายกับบริษัทในเครือในราคาที่ไม่เป็นธรรมเพื่อ "ถ่ายโอนกำไร" มายังฝั่ง BOI (ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี) จะเป็นจุดที่สรรพากรเพ่งเล็งมากที่สุด


5. การรายงานและตรวจสอบ

  • รายงานประจำปี : ต้องยื่นรายงานผลการดำเนินงานต่อ BOI ผ่านระบบ e-Monitor ทุกปี
  • การตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี : ผู้สอบบัญชี (CPA) ต้องจัดทำรายงานการตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขบัตรส่งเสริม (BOI Audit Report) เพื่อประกอบการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 โดยต้องระบุว่าบริษัทได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ BOI กำหนดครบถ้วนหรือไม่ หากบริษัทฯ ขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อแนะนำเพิ่มเติม : เนื่องจากธุรกิจของบริษัทมีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และการจัดการเศษซาก (Scrap) ภายใต้ BOI ควรตรวจสอบ "ประกาศกรมสรรพากรเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน" อย่างละเอียดเพื่อให้การลงบัญชีถูกต้องตามหลักภาษีอากร

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
 พรบ. ส่งเสริมการลงทุน

พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 (แก้ไขเพิ่มเติม)


ประกาศกรมสรรพากร

เรื่อง      การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

---------------------------------------------

                เพื่อให้การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสอดคล้องกับการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงขอชี้แจงเพื่อทราบโดยทั่วกันดังต่อไปนี้

                ข้อ 1 การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามประมวลรัษฎากร

                ข้อ 2 รายได้ที่จะนำไปคำนวณกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการซึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น หมายความถึงรายได้ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

                        2.1 รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ผลิตผล หรือการให้บริการตามโครงการที่ได้รับการส่งเสริมไม่เกินปริมาณการผลิตต่อปี หรือไม่เกินขนาดของกิจการที่ให้บริการตามที่ระบุไว้ในบัตรส่งเสริม

                        2.2 รายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามชนิดและปริมาณตามที่ระบุไว้ในบัตรส่งเสริม

                        2.3 รายได้จากการจำหน่ายเครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้และทรัพย์สิน บรรดาที่ใช้ในการประกอบกิจการตามโครงการที่ได้รับการส่งเสริมและหมดสภาพหรือไม่เหมาะสมที่จะใช้งานต่อไป ทั้งนี้ ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและกรมสรรพากร

                        กรณีเครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้และทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งได้ใช้ในกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย ให้เฉลี่ยรายได้ตามวรรคหนึ่งตามส่วนของรายได้จากกิจการ ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

                        2.4 รายได้ประเภทดอกเบี้ยหรือรายได้อย่างอื่นที่เกิดจากการใด อันเป็นปกติธุระในการประกอบกิจการ ทั้งนี้ ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและกรมสรรพากร

                        กรณีผู้ได้รับการส่งเสริมประกอบกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย ให้เฉลี่ยรายได้ตามวรรคหนึ่งตามส่วนของรายได้จากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

                ข้อ 3 ในกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมประกอบกิจการทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้คำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของแต่ละกิจการแยกต่างหากจากกัน แต่ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้นำกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของกิจการ ทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมารวมเข้าด้วยกัน และให้ถือปฏิบัติดังนี้

                        3.1 กรณีที่ผลการดำเนินงานรวมมีกำไรสุทธิ

                              (ก) ถ้ามีกำไรสุทธิทั้งสองกิจการ ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

                              (ข) ถ้ามีกำไรสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนมากกว่าผลขาดทุนสุทธิจากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยคำนวณจากจำนวนกำไรสุทธิรวม

                              (ค) ถ้ามีกำไรสุทธิจากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนมากกว่าผลขาดทุนสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลผู้ได้รับส่งเสริมไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเต็มจำนวนกำไรสุทธิรวม

                        3.2 กรณีที่ผลการดำเนินงานรวมไม่มีกำไรสุทธิ

                        ผู้ได้รับการส่งเสริมไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ถึงแม้ว่ากิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจะมีกำไรสุทธิก็ตาม

                ข้อ 4 การนำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ถือปฏิบัติดังต่อไปนี้

                        4.1 ในกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมประกอบกิจการ เฉพาะที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้ถือปฏิบัติดังนี้

                              (ก) ผู้ได้รับการส่งเสริมมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้นผลขาดทุนสุทธิดังกล่าวจะต้องเป็นผลขาดทุนสุทธิในส่วนที่เกินกำไรสุทธิของกิจการดังกล่าว ที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

                              (ข) การนำผลขาดทุนประจำปีไปหักออกจากกำไรสุทธิตาม (ก) ผู้ได้รับการส่งเสริมจะเลือกหักออกจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้

                        4.2 ในกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมประกอบกิจการทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้ถือปฏิบัติดังนี้

                               (ก) กรณีกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีผลขาดทุนประจำปีและกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำไรสุทธิ ผู้ได้รับการส่งเสริมมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร

                               (ข) กรณีกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีผลขาดทุนประจำปี และกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำไรสุทธิและมีผลขาดทุนประจำปีสะสมยกมาจากปีก่อน ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องนำผลขาดทุนประจำปีสะสมยกมาจากปีก่อนของกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อน ถ้ากิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำไรสุทธิเหลืออยู่จึงมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปหักออก จากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากรได้

                              (ค) ผู้ได้รับการส่งเสริมมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีคงเหลือตาม (ก)หรือ (ข) ของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะส่วนที่เกินกำไรสุทธิของกิจการดังกล่าวที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลา ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล มีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยมีสิทธิเลือกถือปฏิบัติตาม 4.1 (ข)

                ข้อ 5 เงินปันผลจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและจะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นั้น จะต้องเป็นเงินปันผลที่ผู้ได้รับการส่งเสริมจ่ายและผู้รับเงินปันผลได้รับในระหว่างระยะเวลาที่ผู้ได้รับการส่งเสริม ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

                ข้อ 6 เงินปันผลที่ผู้รับอยู่ในข่ายได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องเป็นเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่านั้น

                ข้อ 7 กรณีผู้ได้รับการส่งเสริมประกอบกิจการทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ได้รับการส่งเสริมจะจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิที่เกิดจากกิจการใดเป็นจำนวนเท่าใดก็ได้ แต่ผู้ได้รับเงินปันผลจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เฉพาะเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่านั้น

                        กรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมจ่ายเงินปันผลโดยมิได้ระบุว่าเงินปันผลดังกล่าวจ่ายจากกำไรสุทธิของกิจการใด ให้เฉลี่ยเงินปันผลดังกล่าวตามส่วนของกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลกับกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

ประกาศ ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530


บัณฑิต บุณยะปานะ

อธิบดีกรมสรรพากร



อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

การคำนวณเพื่อเสียภาษีของกิจการ SMEs NON BOI และกิจการ BOI

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 08/04/2025 - วันที่ตอบ 24/04/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

ประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

ปุจฉา

หากบริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวม 6.38 ล้านบาท เป็นของ BOI จำนวน 6.10 ล้านบาท เป็นของ NON B 0.28 ล้านบาท โดยกิจการเป็น SME มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท ตามมาตรา 4 ประกอบมาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้สิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทแรก สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป และได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 15% ของกําไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท ดังนี้บริษัทฯ ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิจากรายได้ NON B หรือได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล แล้วกำไรสุทธิจากรายได้ BOI ขอยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนเท่าไรเพื่อเป็นการคำนวณสะสมไม่ให้เกินเงินลงทุน การคำนวณภาษีเงินได้เป็นตามตารางที่ 1 หรือ ที่ 2 หากไม่ใช้ทั้ง 2 แบบ รบกวนท่าน อ.ให้คำแนะนำด้วยนะคะ

วิสัชนา

ตามข้อ 3 ของประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 กรมสรรพากรได้ชี้แจงเพื่อให้การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสอดคล้องกับการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้

    “ข้อ 1 การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามประมวลรัษฎากร

     ข้อ 3 ในกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมประกอบกิจการทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้คำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของแต่ละกิจการแยกต่างหากจากกัน แต่ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้นำกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของกิจการ ทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมารวมเข้าด้วยกัน และให้ถือปฏิบัติดังนี้

          3.1 กรณีที่ผลการดำเนินงานรวมมีกำไรสุทธิ

               (ก) ถ้ามีกำไรสุทธิทั้งสองกิจการ ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

               (ข) ถ้ามีกำไรสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนมากกว่าผลขาดทุนสุทธิจากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยคำนวณจากจำนวนกำไรสุทธิรวม

               (ค) ถ้ามีกำไรสุทธิจากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนมากกว่าผลขาดทุนสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลผู้ได้รับส่งเสริมไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเต็มจำนวนกำไรสุทธิรวม

         3.2 กรณีที่ผลการดำเนินงานรวมไม่มีกำไรสุทธิ

               ผู้ได้รับการส่งเสริมไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ถึงแม้ว่ากิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจะมีกำไรสุทธิก็ตาม”

    เนื่องจากประกาศกรมสรรพากรในเรื่องดังกล่าวเป็นกรณีที่กรมสรรพากรกำหนดแนวทางปฏิบัติในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีหลายกรณีเป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติขึ้นใหม่ จึงให้ถือว่าประกาศกรมสรรพากรดังกล่าวมีผลใช้บังคับสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 เป็นต้นไป ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 16/2530 เรื่อง คำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2530


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    กรณีบริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนประกอบกิจการทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้คำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของแต่ละกิจการแยกต่างหากจากกัน แต่ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้นำกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของกิจการ ทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมารวมเข้าด้วยกัน และให้ถือปฏิบัติกรณีที่ผลการดำเนินงานรวมมีกำไรสุทธิ ถ้ามีกำไรสุทธิทั้งสองกิจการ บริษัทฯ ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

    ดังนั้น กรณีบริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวม 6.38 ล้านบาท เป็นส่วนของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวน 6,100,000 บาท และเป็นส่วนของที่กิจการไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (NON B) จำนวน 280,000 บาท โดยกิจการเป็น SME ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 เช่นนี้ บริษัทฯ ได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จากกำไรสุทธิจากรายได้ NON B และในส่วนของกำไรสุทธิจากรายได้ BOI ขอยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนเท่าไรเพื่อเป็นการคำนวณสะสมไม่ให้เกินเงินลงทุน การคำนวณภาษีเงินได้เป็นตามตารางที่ 1 แต่ลดกำไรสุทธิในส่วนที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือเพียง 20,000 บาท ไม่ใช่กำไรสุทธิ 200,000 บาท


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

การเสียภาษีของกิจการ BOI

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 03/03/2022 - วันที่ตอบ 23/04/2022

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

ประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

ปุจฉา

กรณีบริษัท ก มีบัตรส่งเสริม BOI ทั้งหมด 3 ใบ ยกตัวอย่าง

    เตาผลิต 1 ขาดทุน 5 ล้านบาท

    เตาผลิต 2 ขาดทุน 10 ล้านบาท

    เตาผลิต 3 กำไร 20 ล้านบาท

คำถาม

    1.บริษัทจะคำนวณภาษีโดยนำกำไรและขาดทุน แต่ละใบมาคิดภาษีใช่หรือไม่ค่ะ

    2.บริษัทจะคำนวณภาษีรวมกันทั้ง 3 เตา สุทธิกำไร 5 ล้านบาท ได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ค่ะ

วิสัชนา

1. ตามข้อ 3 และข้อ 4 ของประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับ

       “ข้อ 3 ในกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมประกอบกิจการทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้คำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของแต่ละกิจการแยกต่างหากจากกัน แต่ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้นำกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของกิจการ ทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมารวมเข้าด้วยกัน และให้ถือปฏิบัติดังนี้

            3.1 กรณีที่ผลการดำเนินงานรวมมีกำไรสุทธิ

                (ก) ถ้ามีกำไรสุทธิทั้งสองกิจการ ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

                 (ข) ถ้ามีกำไรสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนมากกว่าผลขาดทุนสุทธิจากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยคำนวณจากจำนวนกำไรสุทธิรวม

                 (ค) ถ้ามีกำไรสุทธิจากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนมากกว่าผลขาดทุนสุทธิจากกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลผู้ได้รับส่งเสริมไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเต็มจำนวนกำไรสุทธิรวม

            3.2 กรณีที่ผลการดำเนินงานรวมไม่มีกำไรสุทธิ

                  ผู้ได้รับการส่งเสริมไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ถึงแม้ว่ากิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจะมีกำไรสุทธิก็ตาม

       ข้อ 4 การนำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ถือปฏิบัติดังต่อไปนี้

            4.1 ในกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมประกอบกิจการ เฉพาะที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้ถือปฏิบัติดังนี้

                 (ก) ผู้ได้รับการส่งเสริมมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้นผลขาดทุนสุทธิดังกล่าวจะต้องเป็นผลขาดทุนสุทธิในส่วนที่เกินกำไรสุทธิของกิจการดังกล่าว ที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

                 (ข) การนำผลขาดทุนประจำปีไปหักออกจากกำไรสุทธิตาม (ก) ผู้ได้รับการส่งเสริมจะเลือกหักออกจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้

            4.2 ในกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมประกอบกิจการทั้งที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้ถือปฏิบัติดังนี้

                 (ก) กรณีกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีผลขาดทุนประจำปีและกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำไรสุทธิ ผู้ได้รับการส่งเสริมมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร

                 (ข) กรณีกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีผลขาดทุนประจำปี และกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำไรสุทธิและมีผลขาดทุนประจำปีสะสมยกมาจากปีก่อน ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องนำผลขาดทุนประจำปีสะสมยกมาจากปีก่อนของกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อน ถ้ากิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำไรสุทธิเหลืออยู่จึงมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปหักออก จากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากรได้

                 (ค) ผู้ได้รับการส่งเสริมมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีคงเหลือตาม (ก)หรือ (ข) ของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะส่วนที่เกินกำไรสุทธิของกิจการดังกล่าวที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลา ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล มีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยมีสิทธิเลือกถือปฏิบัติตาม 4.1 (ข)


2.ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 38/2552 เรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการนำผลขาดทุนของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรวินิจฉัยได้วินิจฉัยภาษีอากรกรณีบริษัทประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีมากกว่าหนึ่งโครงการ ดังนี้

       “1. กรณีบริษัทประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและมีโครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนในกิจการแต่ละประเภทมากกว่าหนึ่งโครงการ นั้น เนื่องจากมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 เป็นบทบัญญัติซึ่งใช้บังคับกับการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนกรณีจึงต้องคำนวณจากรายได้และรายจ่ายจากกิจการทุกประเภทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น ในกรณีที่กิจการใดมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมหลายโครงการก็ต้องนำรายได้และรายจ่ายของโครงการนั้นทุกโครงการในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันมาคำนวณเพื่อให้ได้ยอดกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน หากปรากฏว่ามีผลขาดทุนสุทธิเกิดขึ้นย่อมถือว่าเป็นผลขาดทุนประจำปีของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและบริษัทย่อมมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีดังกล่าวที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้น โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ ตามมาตรา 31 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

       2. เมื่อบริษัทคำนวณกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามหลักเกณฑ์ตาม 1. แล้ว และปรากฏว่าบริษัทมีผลขาดทุนประจำปีเกิดขึ้น ต่อมาเมื่อกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนใดพ้นกำหนดระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยบริษัทยังได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตราร้อยละห้าสิบของอัตราปกติมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับจากวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 35 (1) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 แล้ว ในกรณีเช่นนี้ บริษัทก็อาจมีทั้งกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนซึ่งไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลดังนั้นบริษัทย่อมมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนทั้งจำนวนไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละห้าสิบของอัตราปกติก่อน ตามมาตรา 31 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯ และหากยังมีผลขาดทุนประจำปีของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่นำมาหักเหลืออยู่อีก บริษัทจึงมีสิทธินำผลขาดทุนนั้นไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนซึ่งเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติได้ ตามมาตรา 65 ทวิ (12) แห่งประมวลรัษฎากร”


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    1. บริษัทฯ จะคำนวณภาษีโดยนำกำไรสุทธิ และขาดทุนขาดทุนสุทธิ ตามบัตรส่งเสริมการบลงทุนทุกบัตรมารวมกัน ไม่ใช่คำนวณแยกแต่ละบัตร

    2. กรณีบริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิรวมกัน ทั้ง 3 เตา จำนวน 5 ล้านบาท บริษัทฯ ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ BOI


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ