Case study

สอบถามเรื่องการรับรู้รายได้ตามสัญญาค่าบริการ และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากสัญญาค่าบริการดังกล่าว


เรื่อง สอบถามเรื่องการรับรู้รายได้ตามสัญญาค่าบริการ และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากสัญญาค่าบริการดังกล่าว
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 23/10/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

1.บริษัท ได้ทำสัญญารับซ่อมแซมบำรุงรักษารถยนต์ กับ บริษัท ก จำนวน 100 คัน เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2562-2572 โดยมีข้อตกลงการจ้างซ่อมแซม เป็นดังนี้ครับ

1.1 ปีที่ 1-3 อัตราขั้นต่ำ 187-200 กม ต่อคัน ต่อวันจะคิดค่าบริการ 5 บาทต่อกิโลเมตร 

1.2 ปีที่ 4-5 อัตราขั้นต่ำ ค่าบริการ 6.20 บาทต่อกิโลเมตร 

1.3 ปีที่ 6 เป็นต้นไป อัตราขั้นต่ำ 6.71 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งการทำสัญญาบริการดังกล่าวในปีที่ 1-3 บริษัท ก ได้ส่งรถมาให้บริษัท ซ่อมแซม และบริษัทได้แจ้งหนี้วางบิลไปแล้ว แต่บริษัท ก ยังไม่เคยจ่ายชำระให้แก่บริษัท ในปี 2567 บริษัท ก ไม่ได้ส่งรถมาให้บริษัทซ่อมแซม แล้ว เนื่องจากมีปัญหาระหว่างกัน 

คำถามคือ 1.รายได้ค่าบริการ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ 1-3 บริษัทบันทึกเป็นรายได้ และตั้งเป็นภาษีขายรอรับชำระอยู่ ในปีที่ 4-5 บริษัทก็ยังบันทึกรายได้ค่าบริการ และตั้งภาษีขายรอรับชำระอยู่ ในปี 2567 ( ปีที่ 6 ) ผู้บริหาร มองว่า ในเมื่อเราไม่ได้ให้บริการเขาแล้ว ดังนั้น จึงไม่ควรจะต้องมีการบันทึกรายได้อีก จึงไม่ได้ตั้งรายได้และภาษีขายรอรับชำระไว้ในงบ แต่โดยสรรพากรตรวจสอบและแจ้งว่า ต้องมีการรับรู้รายได้ เพราะมีการกำหนดอัตราเรียกเก็บขั้นต่ำกันอยู่ ทำให้ปี 2567 บริษัท มีรายได้จากค่าบริการนี้ประมาณ 50 ล้านบาท เสียภาษีนิติบุคคล ไปประมาณเกือบ 20 ล้านบาท ซึ่ง บริษัทมองว่า ไม่ยุติธรรมกับบริษัท เพราะไม่มีการให้บริการจริงแล้ว จะขอสอบถามว่า เรื่องนี้ บริษัทมีวิธีที่จะไม่ต้องรับรู้รายได้ค่าบริการนี้ได้อย่างไง และที่โดยสรรพากรประเมินถือว่าถูกต้องยุติธรรมหรือไม่ ( หมายเหตุ บริษัทได้ทำหนังสือยกเลิกการให้บริการดังกล่าวแล้วส่งให้บริษัท ก แต่บริษัท ก ไม่ยอมเซ้นต์รับทราบ เนื่องจากมีปัญหาระหว่างกันอยู่ ) 

คำตอบ


ข้อ  1  รายได้ ภาษีขาย


คำถาม บริษัทมีวิธีที่จะไม่ต้องรับรู้รายได้ค่าบริการนี้ได้อย่างไง และที่โดยสรรพากรประเมินถือว่าถูกต้องยุติธรรมหรือไม่ (หมายเหตุ บริษัทได้ทำหนังสือยกเลิกการให้บริการดังกล่าวแล้วส่งให้บริษัท ก แต่บริษัท ก ไม่ยอมเซ็นต์รับทราบ เนื่องจากมีปัญหาระหว่างกันอยู่)


คำตอบ   อ้างถึง มาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ระบุให้บริษัทรับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิ์  ซึ่งเกณฑ์สิทธิ์ตามมาตรานี้ คือ สิทธิ์ในการเรียกร้องให้ชำระหนี้ (เกณฑ์คงค้าง) + เงื่อนไขคำนวณภาษีตามมาตรา 65 ทวิ 65 ตรี  แห่งประมวลรัษฎากร 

จากข้อเท็จจริงที่สอบถามมานั้น บริษัท มีสัญญาตกลงให้บริการระหว่างกัน โดย

  • ผู้ให้บริการ ตกลงว่าจะให้บริการ โดยกำหนด อัตรา ค่าบริการ จำนวนรถ และ ระยะเวลา
  • ผู้รับบริการ ตกลงว่า จะต้องชำระเงิน ค่าบริการให้ตามสัญญา 

ซึ่งในส่วนนี้ ถ้าสอบถามว่า  สรรพากรประเมินถือว่าถูกต้องยุติธรรมหรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมในสัญญา  ว่าสัญญานี้ ระบุสิทธิ์เรียกร้องกันไว่ว่าอย่างไร  ถ้า


สัญญาแบบที่ 1 ระบุว่า บริษัท ก จะจ่ายชำระเงิน เฉพาะรถที่นำมาใช้บริการจริงเท่านั้น  และ ถ้าบริษัทนำรถมาใช้บริการน้อยกว่าสัญญาที่ตกลงกันไว้  ก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้บริษัท>> แสดงว่าบริษัท ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้บริษัท ก ชำระหนี้ที่ไม่ได้นำรถมาใช้บริการได้  ดังนั้น บริษัทจึงไม่สามารถนำรถที่ไม่ได้มาใช้บริการมารับรู้เป็นรายได้   การที่เจ้าหน้าที่ประเมินจึงถือว่า ยังไม่ถูกต้อง  อย่างไรก็ตามมีคำกล่าวที่ว่า “ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นนำสืบ” ดังนั้น บริษัทมีหน้าที่ต้องแสดงหลักฐานว่า การบริการของบริษัทเข้าข่ายสัญญาแบบนี้จริงๆ 



สัญญาแบบที่ 2 ระบุว่า บริษัท ก จะต้องชำระเงิน ถึงแม้จะไม่ได้นำรถมาใช้บริการ หรือ นำรถมาใช้บริการไม่ครบตามสัญญา   ก็ยังต้องชำระเงินให้กับบริษัท >> แสดงว่าบริษัทมีสิทธิ์เรียกร้องให้บริษัท ก ชำระหนี้ ดังนั้น บริษัทจึงต้องรับรู้รายได้ การที่เจ้าหน้าที่ประเมินจึงถือว่า ถูกต้องยุติธรรมแล้ว

การที่บริษัทต้องรับรู้รายได้ตาม มาตรา 65 วรรคสองเนื่องจากเข้าลักษณะ  “สิทธิ์เรียกร้องให้ชำระหนี้”   หากบริษัทไม่ต้องการรับรู้รายได้ค่าบริการอีกต่อไป บริษัทจะต้องพิสูจน์ได้ว่า “สิทธิ์เรียกร้องนั้นนั้นสิ้นสุด”  เช่น ถูกยกเลิกสัญญาโดยพฤติการณ์ของผู้รับบริการ (ไม่ชำระหนี้ค้างเกินกว่าที่บริษัทกำหนด)   บริษัทจึงไม่ต้องรับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิ์อีกต่อไป ทั้งนี้ บริษัทควรมีเอกสารยืนยันครบทุกขั้นตอนจะช่วยให้สรรพากรยอมรับว่า ไม่ได้มีสิทธิ์เรียกร้องจริง  เพื่อจะไม่ต้องบันทึกรายได้ ในรอบบัญชีนั้น


แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

  1. ทำบันทึกการยกเลิกสัญญาภายในบริษัท
    • ให้ผู้บริหารมีมติหรือบันทึกข้อความภายใน (Internal Memo) ระบุวันที่ เหตุผล และผลของการยกเลิกสัญญา
    • แนบหลักฐานประกอบ เช่น หนังสือทวงถาม คำตอบของบริษัท ก หรือพฤติการณ์ที่แสดงว่า บริษัท ก ไม่สามารถชำระหนี้ค้างได้  มำให้บริษัทเราตัดสินใจยกเลิกการให้บริการ  
  2. ทำหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการ
    • ออก “หนังสือแจ้งยกเลิกสัญญา” ลงวันที่ชัดเจน ระบุเหตุผลการยกเลิกและวันที่ให้มีผล
    • ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือ EMS พร้อมใบเสร็จ เพื่อให้มีหลักฐานการส่ง
  3. ส่งซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง
    • ครั้งที่ 1 : แจ้งยกเลิกสัญญาโดยอ้างเหตุผล (เช่น ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข  ไม่ชำระค่าบริการตามกำหนด)
    • ครั้งที่ 2 : ทวงถามและ ระบุข้อความว่าว่าจะถือว่าสัญญาเป็นอันยกเลิกหากไม่ตอบภายใน 7–14 วัน
  4. สำรองหลักฐานการติดต่อสื่อสารทั้งหมด
    • เก็บอีเมล Line หรือจดหมายโต้ตอบที่แสดงว่าบริษัท ก รับทราบและไม่ได้คัดค้าน
    • หากส่งอีเมล ให้ตั้งค่า “Request read receipt” เพื่อเป็นหลักฐานการเปิดอ่าน
  5. บันทึกบัญชีปรับปรุง
    • เมื่อครบกำหนดทวงถามและไม่มีการตอบรับ ให้ทำ “บันทึกการตัดสิทธิ์เรียกร้องรายได้” พร้อมแนบหลักฐานทั้งหมด
    • การตัดสิทธิ์นี้ใช้ประกอบการพิสูจน์ว่าไม่มี “สิทธิ์เรียกร้องให้ชำระหนี้” ตามมาตรา 65 วรรคสอง
  6. หากยังมีข้อโต้แย้ง
    • สามารถทำ “หนังสือทวงถามสุดท้าย” ระบุว่าหากไม่ตอบภายใน 7 วัน บริษัทจะถือว่าสัญญาสิ้นผล
    • ถ้ายังเงียบ สามารถ แจ้งความลงบันทึกประจำวัน ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อยืนยันว่ามีการแจ้งแล้วแต่คู่สัญญาไม่ตอบรับ
  1. จัดทำแฟ้ม “การยกเลิกสัญญา” สำหรับตรวจสอบภาษี รวมเอกสารทั้งหมดไว้เป็นชุดเดียว ได้แก่สัญญาเดิม หนังสือแจ้งยกเลิก ใบตอบรับ / พยานการส่ง  อีเมล / จดหมายทวงถาม  มติคณะผู้บริหาร  บันทึกลงบัญชี   



ตัวอย่างแบบฟอร์ม


(1) แบบฟอร์มหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญา

ชื่อเอกสาร: หนังสือแจ้งยกเลิกสัญญา
 อ้างอิง: สัญญาให้บริการเลขที่ ……… ลงวันที่ ………


วันที่ …………………
 เรื่อง: แจ้งยกเลิกสัญญาให้บริการ

เรียน: กรรมการผู้จัดการ บริษัท ก ………………………………………


ตามที่บริษัท ……………………………………… (“บริษัทผู้ให้บริการ”) และบริษัท ก (“ผู้รับบริการ”) ได้ทำสัญญาให้บริการเลขที่ …………… ลงวันที่ …………… โดยตกลงให้บริการขนส่งรถจำนวน ………… คัน เป็นระยะเวลา ………… เดือน ในอัตราค่าบริการ …………… บาทต่อเดือนนั้น

เนื่องจากผู้รับบริการมิได้นำรถมาใช้บริการตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา อีกทั้งมิได้ดำเนินการชำระค่าบริการตามเงื่อนไข บริษัทผู้ให้บริการจึงขอ ยกเลิกสัญญาดังกล่าว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ …………… เป็นต้นไป

บริษัทได้ดำเนินการแจ้งยกเลิกสัญญาฉบับนี้ให้ผู้รับบริการทราบอย่างเป็นทางการ และขอให้ผู้รับบริการลงนามรับทราบในสำเนาหนังสือฉบับนี้ เพื่อเป็นหลักฐานร่วมกัน

หากผู้รับบริการมิได้ตอบรับหรือคัดค้านภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ บริษัทจะถือว่าผู้รับบริการยอมรับการยกเลิกสัญญาโดยปริยาย และขอถือว่าสัญญาดังกล่าวสิ้นผลบังคับโดยสมบูรณ์


ขอแสดงความนับถือ
.......................................................
(ชื่อ-ตำแหน่งผู้มีอำนาจลงนาม)
บริษัท ...............................................
โทร. ..................................................
 อีเมล ................................................

แนบ: สำเนาสัญญาให้บริการ / เอกสารการส่งหนังสือ

ช่องสำหรับผู้รับบริการเซ็นรับทราบ
ข้าพเจ้า ....................................................... ในนามบริษัท ก ได้รับทราบหนังสือฉบับนี้แล้ว
 ลงชื่อ ....................................... วันที่ ....................





(2) แบบฟอร์มหนังสือทวงถาม (ฉบับสุดท้ายก่อนถือว่ายกเลิกโดยพฤติการณ์)

ชื่อเอกสาร: หนังสือทวงถามครั้งสุดท้าย
 อ้างอิง: สัญญาให้บริการเลขที่ ……… ลงวันที่ ………


วันที่ …………………
 เรื่อง: ทวงถามและแจ้งยกเลิกสัญญา (ครั้งสุดท้าย)

เรียน: กรรมการผู้จัดการ บริษัท ก ………………………………………


อ้างถึงหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญา ลงวันที่ …………… ที่บริษัทได้ส่งให้ท่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ/อีเมล (แนบหลักฐานการส่ง) ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการตอบกลับหรือการดำเนินการใด ๆ จากท่าน

บริษัทจึงขอแจ้งให้ทราบว่า หากไม่ได้รับคำตอบหรือการดำเนินการภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ บริษัทจะถือว่าสัญญาดังกล่าว สิ้นผลบังคับโดยพฤติการณ์ และบริษัทไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้ชำระหนี้หรือค่าบริการใด ๆ ตามสัญญานั้นอีกต่อไป

บริษัทจะจัดทำบันทึกการยกเลิกสัญญาและปรับปรุงบัญชีให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร


ขอแสดงความนับถือ
.......................................................
(ชื่อ-ตำแหน่งผู้มีอำนาจลงนาม)
บริษัท ...............................................
โทร. ..................................................
 อีเมล ................................................

แนบ:

  1. สำเนาหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาครั้งก่อนหน้า
  2. หลักฐานการส่งเอกสารครั้งก่อน


มาตรา 65  เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
(ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
(ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด
             การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
             ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ และวิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป




กฏหมายที่เกี่ยวข้อง


กฎกระทรวง

ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)

ออกตามความในประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้

"ข้อ 2การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้"

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 261 (พ.ศ. 2549) ใช้บังคับ 11 สิงหาคม 2549 เป็นต้นไป)

ข้อ 3   หนี้สูญที่จะจำหน่ายจากบัญชีลูกหนี้ต้องเป็นหนี้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

                      (1ต้องเป็นหนี้จากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการ หรือหนี้ที่ได้รวมเป็นเงินได้ในการคำนวณกำไรสุทธิทั้งนี้ ไม่รวมหนี้ที่ผู้เป็น หรือเคยเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นลูกหนี้ ไม่ว่าหนี้นั้นจะเกิดขึ้นก่อนหรือในขณะที่ผู้นั้นเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ

                      (2) ต้องเป็นหนี้ที่ยังไม่ขาดอายุความและมีหลักฐานโดยชัดแจ้งที่สามารถฟ้องลูกหนี้ได้

“ข้อ 4   ในกรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนเกิน 2,000,000 บาทหนี้สูญที่จะจําหน่ายจากบัญชีลูกหนี้นอกจากต้องมีลักษณะตามข้อ 3 แล้ว ต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ด้วย

                      (1) ได้ติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ตามสมควรแก่กรณีโดยมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดแจ้ง แต่ไม่ได้รับชําระหนี้ โดยปรากฏว่า

                            (ก) ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย เป็นคนสาบสูญ หรือมีหลักฐานว่าหายสาบสูญไป และไม่มีทรัพย์สินใด ๆ จะชําระหนี้ได้ หรือ

                            (ข) ลูกหนี้เลิกกิจการ และมีหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่นมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้อยู่ในลำดับก่อนเป็นจำนวนมากกว่าทรัพย์สินของลูกหนี้

                      (2) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งหรือได้ยื่นคําขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่ง โดยได้มีหมายบังคับคดีของศาลแล้วและมีรายงานการบังคับคดีครั้งแรกของเจ้าพนักงานบังคับคดีอันสามารถแสดงได้ว่าได้มีการดำเนินการบังคับคดีแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดจะชําระหนี้ได้

                      (3) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายหรือได้ยื่นคําขอรับชําระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลายหรือในคดีที่ผู้ชําระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายโดยได้มีการประนอมหนี้กับลูกหนี้โดยศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้นั้นหรือลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและได้มีการแบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ครั้งแรกหรือศาลได้มีคำสั่งปิดคดีแล้ว

การดำเนินการตาม (2) หรือ (3) ที่ได้กระทำในต่างประเทศหรือการดำเนินการอื่นในลักษณะทํานองเดียวกันที่ได้กระทำในต่างประเทศ ต้องมีเอกสารหลักฐานแห่งการดำเนินการที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ออกให้ และหลักฐานดังกล่าวต้องได้รับการรับรองคําแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย ตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการรับรองเอกสาร

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564) ให้ใช้บังคับสำหรับการดำเนินการที่เริ่มในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)

ข้อ ในกรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนไม่เกิน 2,000,000 บาทหนี้สูญที่จะจําหน่ายจากบัญชีลูกหนี้นอกจากต้องมีลักษณะตามข้อ 3 แล้ว ต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย

                     (1) ได้ดำเนินการตามข้อ 4 (1) แล้ว

                     (2) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งและศาลได้มีคำสั่งรับคําฟ้องนั้นแล้ว หรือได้ยื่นคําขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่งและศาลได้มีคำสั่งรับคําขอนั้นแล้ว

                     (3) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งรับคําฟ้องนั้นแล้ว หรือในคดีที่ผู้ชําระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งรับคําฟ้องนั้นแล้วหรือได้ยื่นคําขอรับชําระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลาย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาล แล้วแต่กรณี ได้มีคำสั่งรับคําขอรับชําระหนี้นั้นแล้ว

                      ในกรณีตาม (2) หรือ (3) กรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้เป็นเจ้าหนี้ ต้องมีคำสั่งอนุมัติให้จําหน่ายหนี้นั้นเป็นหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ภายในสามสิบวันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

                      ให้นําความในข้อ 4 วรรคสอง มาใช้บังคับแก่การดำเนินการตาม (2) หรือ (3) หรือการดำเนินการอื่นในลักษณะทํานองเดียวกันที่ได้กระทำในต่างประเทศ ด้วยโดยอนุโลม

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564) ให้ใช้บังคับสำหรับการดำเนินการที่เริ่มในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)

                     (ในการอนุมัติให้จำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ตามข้อ 5 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงนี้ สำหรับการดำเนินการในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ให้กรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้เป็นเจ้าหนี้มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายหนี้นั้นเป็นหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือภายในหกสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง และในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ให้กรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดำเนินการให้เป็นไปตามข้อ 5 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงนี้)

ข้อ 6   ในกรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาทและมีลักษณะตามข้อ 3 การจําหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ให้กระทำได้โดยไม่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ในข้อ 4 หรือข้อ 5 ถ้าปรากฏว่าได้มีหลักฐานการติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ตามสมควรแก่กรณีแล้ว แต่ไม่ได้รับชําระหนี้และหากจะฟ้องลูกหนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับหนี้ที่จะได้รับชําระ”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564) ให้ใช้บังคับสำหรับการดำเนินการที่เริ่มในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)

“ข้อ 7   หนี้ของลูกหนี้รายใดที่ได้ดําเนินการตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวงนี้ครบถ้วนแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้จําหน่ายเป็นหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ และถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นเว้นแต่กรณีตามข้อ 5 (2) และ (3) ให้ถือเป็นรายจ่าย ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ศาลได้มีคําสั่งรับคําฟ้อง คําขอเฉลี่ยหนี้หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลแล้วแต่กรณี ได้มีคำสั่งรับคําขอรับชําระหนี้กรณีตามข้อ 6 ตรี ให้ถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ศาลได้มีคําสั่งเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และกรณีตามข้อ 6 นว ให้ถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ฝากขายสินค้าได้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับฝากขายสินค้า แล้วแต่กรณี”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564) ให้ใช้บังคับสำหรับการดำเนินการที่เริ่มในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)

ข้อ 8   กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 เป็นต้นไป


  

มาตรา 82/11 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการและได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แล้วต่อมาหากมีหนี้สูญเกิดขึ้นจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ และการจำหน่ายหนี้สูญดังกล่าวได้เป็นไปตามจำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้มีการจำหน่ายหนี้สูญ
การคำนวณส่วนของหนี้สูญเพื่อนำมาหักออกจากภาษีขายตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
หนี้สูญรายใดที่ได้จำหน่ายไปตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับชำระในภายหลัง ให้นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญตามวรรคหนึ่งที่ได้รับชำระดังกล่าวมารวมเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้รับชำระ
              ( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 85) )

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 85)

เรื่อง    กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจำหน่ายหนี้สูญ และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณส่วนของหนี้สูญ เพื่อนำมาหักออกจากภาษีขายตามมาตรา 82/11 แห่งประมวลรัษฎากร

  การจำหน่ายหนี้สูญและการคำนวณส่วนของหนี้สูญเพื่อนำมาหักออกจากภาษีขายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

ข้อ 1ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78 มาตรา 78/1 และมาตรา 78/3 แห่งประมวลรัษฎากร และได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรแล้วให้มีสิทธินำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญมาหักออกจากภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้มีการจำหน่ายหนี้สูญ

ข้อ หนี้จากการขายสินค้าหรือให้บริการตามข้อ 1 ต้องเป็นหนี้ที่มีลักษณะดังนี้

                           (1) เป็นหนี้จากการประกอบกิจการที่ได้นำไปรวมคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

                           (2) เป็นหนี้ที่เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการแก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

                           (3) เป็นหนี้ที่เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร และใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/5 เฉพาะที่มีลักษณะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป

                           (4) เป็นหนี้ที่ยังไม่ขาดอายุความ และมีหลักฐานโดยชัดแจ้งที่สามารถฟ้องลูกหนี้ได้

                           หนี้ตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงหนี้จากการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ผู้เป็นหรือเคยเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นลูกหนี้ ไม่ว่าหนี้นั้นจะเกิดขึ้นก่อนหรือในขณะที่ผู้นั้นเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ

“ข้อ 3   ในกรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนเกิน 2,000,000 บาทหนี้สูญที่จะจำหน่ายนอกจากต้องมีลักษณะตามข้อ 2 แล้ว ต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ด้วย

                           (1) ได้ติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ตามสมควรแก่กรณี โดยมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดแจ้งแต่ไม่ได้รับชำระหนี้โดยปรากฏว่า

                                 (ก) ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย เป็นคนสาบสูญ หรือมีหลักฐานว่าหายสาบสูญไป และไม่มีทรัพย์สินใดๆ จะชำระหนี้ได้ หรือ

                                 (ข) ลูกหนี้เลิกกิจการ และมีหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่นมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้อยู่ในลำดับก่อนเป็นจำนวนมากกว่าทรัพย์สินของลูกหนี้

                           (2) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งหรือได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่ง โดยได้มีหมายบังคับคดีของศาลแล้วและมีรายงานการบังคับคดีครั้งแรกของเจ้าพนักงานบังคับคดีอันสามารถแสดงได้ว่าได้มีการดำเนินการบังคับคดีแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดจะชำระหนี้ได้

                           (3) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายหรือได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลาย หรือในคดีที่ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายโดยได้มี การประนอมหนี้กับลูกหนี้โดยศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้นั้นหรือลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและได้มีการแบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ครั้งแรกหรือศาลได้มีคำสั่งปิดคดีแล้ว
                              การดำเนินการตาม (2) หรือ (3) ที่ได้กระทำในต่างประเทศหรือการดำเนินการอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันที่ได้กระทำในต่างประเทศ ต้องมีเอกสารหลักฐานแห่งการดำเนินการที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ออกให้และหลักฐานดังกล่าวต้องได้รับการรับรองคำแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการรับรองเอกสาร

“ข้อ 7 เมื่อดำเนินการครบถ้วนตาม ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 หรือข้อ 6 แล้วในเดือนภาษีใด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรนำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้มีการจำหน่ายหนี้สูญเว้นแต่กรณีตามข้อ 4 (2) (3) และข้อ 6 วรรคหนึ่ง ให้นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญดังกล่าวมาหัก ออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้อง คำขอเฉลี่ยหนี้ หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาล แล้วแต่กรณี ได้มีคำสั่งรับคำขอรับชำระหนี้ หรือศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 242) ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 ให้ใช้บังคับสำหรับการดำเนินการที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 ของเดือนภาษีถัดจากวันที่ประกาศในประกาศนี้เป็นต้นไป)

                           การคำนวณหาภาษีขายจากส่วนของหนี้สูญตามวรรคหนึ่ง ให้นำส่วนของหนี้สูญนั้นคูณด้วยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มหารด้วยร้อยบวกด้วยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม


  

มาตรา 84เครดิตภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา หรือมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 83 หรือมาตรา 83/1 เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น

   ( ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 242) พ.ศ. 2534 )

มาตรา 84/1การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการให้กระทำได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีที่มีภาษีต้องคืน แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้ขอคืนตามมาตรา 84 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น
(2) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีอื่น ให้ยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ชำระภาษี
คำร้องขอคืนภาษีให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ในกรณีที่ผู้ขอคืนภาษีเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ หรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 83 วรรคสี่ และในกรณีที่ผู้ขอคืนภาษีมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้องขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่ผู้ขอคืนมีภูมิลำเนา
              ( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.113/2545 )

 
 

อ้างอิง

เรื่อง

เงินค้ำประกันผลงาน (งานก่อสร้าง) / ออกใบลดหนี้ยกเลิกรับเหมาก่อสร้าง

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 12/04/2024 - วันที่ตอบ 11/05/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/10 และมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

1. ขอสอบถาม เกี่ยวกับเงินค้ำประกันผลงาน (งานก่อสร้าง) ได้หักผู้รับจ้างไว้ แต่ผู้รับจ้างทิ้งงาน ไม่มาทำต่อ ต้องจ้างผู้รับเหมารายอื่นมาทำงานให้จบเงินค้ำประกันที่หักไว้ ตัดออกจากบัญชี  โดยให้ถือเป็นรายได้อื่น  

2. ขอสอบถาม เรื่อง รับรู้รายได้รับเหมาก่อสร้าง ออกใบกำกับภาษีและรับเงินแล้ว รอบบัญชี 1 ธค. 2562 - 31 ธค. 2562 พึ่งมีการเคลียร์สัญญากับผู้ว่าจ้าง ในปี 2565 สัญญายกเลิกไม่มีการก่อสร้าง (สถานการณ์โควิดระบาด 3 ปีที่ผ่านมา)ขอแนวทางปฏิบัติเพื่อคืนเงินให้กับผู้ว่าจ้าง ให้เป็นไปตามหลักที่ถูกต้องของกรมสรรพากร ต้องออกใบกำกับลดหนี้ หรือไม่

วิสัชนา

1.เกี่ยวกับเงินค้ำประกันผลงาน (งานก่อสร้าง) ได้หักผู้รับจ้างไว้ แต่ผู้รับจ้างทิ้งงาน ไม่มาทำต่อ ต้องจ้างผู้รับเหมารายอื่นมาทำงานให้จบ เงินค้ำประกันที่หักไว้ ตัดออกจากบัญชี โดยให้ถือเป็นรายได้อื่น ที่เป็นค่าปรับเนื่องจากผิดสัญญา ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of VAT Scope) 

2. การรับรู้รายได้รับเหมาก่อสร้าง ออกใบกำกับภาษีและรับเงินแล้ว รอบระยะเวลาบัญชี 1 ม.ค. 2562 - 31 ธค. 2562 พึ่งมีการเคลียร์สัญญากับผู้ว่าจ้างในปี 2565 ทำการยกเลิกสัญญา ไม่มีการก่อสร้าง (สถานการณ์โควิดระบาด 3 ปีที่ผ่านมา) นั้น

    ให้ผู้รับจ้างออกใบลดหนี้ตามมาตรา 82/10 และมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (3) (ฌ) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 80/2542 เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 และใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2542 เพื่อคืนเงินให้แก่ผู้ว่าจ้างต่อไป ดังนี้

    “ข้อ 2 ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้

         (1) เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

         (2) มีการขายสินค้าหรือให้บริการโดยได้ออกใบกำกับภาษีซึ่งมีรายการตามมาตรา 86/4 หรือมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

         (3) ภายหลังได้ออกใบกำกับภาษีแล้วได้มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

              (ฌ) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากไม่มีการให้บริการตามสัญญา”



ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์




เรื่อง

บริษัทแม่ยกหนี้ค่าสินค้าให้บริษัทลูก ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกหรือไม่

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 12/04/2023 - วันที่ตอบ 18/04/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)

ปุจฉา

บริษัทแม่ที่ตั้งขึ้นในประเทศไทย ขายสินค้า (จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม) ให้บริษัทลูก ตอนนี้บริษัทลูกกำลังจะปิดกิจการและขาดทุนสะสมมากกว่า 5 ปี ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้บริษัทแม่จึงยกหนี้ค่าสินค้าให้บริษัทลูกถามว่า

บริษัทแม่ต้องคิดภาษีมูลค่าเพิ่มค่าสินค้าที่ยกหนี้ให้อีกครั้งหรือไม่คะ และมีภาษีอะไรที่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่คะ

วิสัชนา

1. ตามมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีอากร ดังนี้

    1.1 การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) โดยให้ถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว  

    1.2 หนี้สูญดังกล่าวที่ได้รับชำระกลับคืนมาในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น  

    1.3 สำหรับหนี้สูญรายได้ที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หากได้นำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิให้ปรับปรุงบวกกลับมาเป็นรายได้ ต่อมาหากได้รับชำระหนี้สูญนั้นกลับคืนก็ไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้อีก



 

2. ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ. 2564) มีผลใช้บังคับสำหรับการดำเนินการที่เริ่มในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป ดังนี้

    2.1 ลักษณะของลูกหนี้ที่จะนำมาจำหน่ายเป็นหนี้สูญ

          (1) ต้องเป็นหนี้จากการประกอบการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการหรือหนี้ที่ได้รวมเป็นเงินได้ในการคำนวณกำไรสุทธิ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงหนี้ที่ผู้เป็น หรือเคยเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นลูกหนี้ ไม่ว่าหนี้นั้นจะเกิดขึ้นก่อนหรือในขณะที่ผู้นั้นเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ

          (2) ต้องเป็นหนี้ที่ยังไม่ขาดอายุความ และมีหลักฐานโดยชัดแจ้งที่สามารถฟ้องลูกหนี้ได้  

    2.2 การดำเนินการติดตามทวงถามด้วยตนเอง

การดำเนินการติดตามทวงถามโดยไม่อาศัยกระบวนการทางศาล ไม่ว่าลูกหนี้แต่ละรายจะมีจำนวนเท่าใดก็ตาม ต้องดำเนินการติดตามทวงถามลูกหนี้ตามสมควรแก่กรณีจนถึงที่สุด โดยมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดแจ้งและไม่ได้รับชำระหนี้โดยปรากฏว่า

          (1) ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย เป็นคนสาบสูญ หรือมีหลักฐานว่าหายสาบสูญไป และพิสูจน์ได้ว่า ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดๆ จะชำระหนี้ได้  

          (2) ลูกหนี้เลิกกิจการ และมีหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่น มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้ อยู่ในลำดับก่อนเป็นจำนวนมากกว่าทรัพย์สินของลูกหนี้

    2.3 กรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนมากไม่เกิน 200,000 บาท ถ้าปรากฏว่า ได้มีหลักฐานการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ตามสมควรแก่กรณีแล้ว แต่ไม่ได้รับชำระหนี้และหากฟ้องลูกหนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับหนี้ที่จะได้ชำระ ก็ให้จำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ได้ ตามข้อ 6 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)    

    2.4 กรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนไม่เกิน 2,000,000 บาท ต้องดำเนินการ ตามข้อ 4 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)ดังนี้

          (1) ได้ดำเนินการทวงถามด้วยตนเองจนถึงที่สุดแล้ว ตามข้อ 2.2 ข้างต้น

          (2) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในศาล

               (ก) การดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่ง หรือได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่ง และศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องหรือรับคำขอเฉลี่ยหนี้นั้นแล้ว

               (ข) การดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่งรับคําฟ้องนั้นแล้ว หรือในคดีที่ผู้ชําระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่งรับคําฟ้องนั้นแล้ว หรือได้ยื่นคําขอรับชําระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลาย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาล แล้วแต่กรณี ได้มีคำสั่งรับคําขอรับชําระหนี้นั้นแล้ว

               ในกรณีตาม (ก) และ (ข) กรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้เป็นเจ้าหนี้ ต้องมีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายหนี้สูญภายใน  30  วันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี  

          (3) การดำเนินการตาม (2)(ก) หรือ (ข) ที่ได้กระทำในต่างประเทศหรือการดำเนินการอื่นในลักษณะทํานองเดียวกันที่ได้กระทำในต่างประเทศ ต้องมีเอกสารหลักฐานแห่งการดำเนินการที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ออกให้ และหลักฐานดังกล่าวต้องได้รับการรับรองคําแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย ตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการรับรองเอกสาร

    2.5 กรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนเกินกว่า 2,000,000 บาท ต้องดำเนินการตามข้อ 5 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) ดังนี้

          (1) ได้ดำเนินการทวงถามด้วยตนเองจนถึงที่สุดแล้ว ตามข้อ 2.2 ข้างต้น

          (2) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในศาล

               (ก) ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งหรือได้ยื่นคําขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่ง โดยได้มีหมายบังคับคดีของศาลแล้วและมีรายงานการบังคับคดีครั้งแรกของเจ้าพนักงานบังคับคดีอันสามารถแสดงได้ว่าได้มีการดำเนินการบังคับคดีแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดจะชําระหนี้ได้

               (ข) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายหรือได้ยื่นคําขอรับชําระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลายหรือในคดีที่ผู้ชําระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายโดยได้มีการประนอมหนี้กับลูกหนี้โดยศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้นั้นหรือลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและได้มีการแบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ครั้งแรกหรือศาลได้มีคำสั่งปิดคดีแล้ว 

          (3) การดำเนินการตาม (2)(ก) หรือ (ข) ที่ได้กระทำในต่างประเทศหรือการดำเนินการอื่นในลักษณะทํานองเดียวกันที่ได้กระทำในต่างประเทศ ต้องมีเอกสารหลักฐานแห่งการดำเนินการที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ออกให้ และหลักฐานดังกล่าวต้องได้รับการรับรองคําแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย ตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการรับรองเอกสาร


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น การที่บริษัทแม่ยกหนี้ให้แก่บริษัทลูกมีผลกระทบทางภาษีอากรดังนี้

    1. บริษัทแม่ไม่สามารถนำหนี้สูญที่ยกให้แก่บริษัทลูกมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการยกหนี้ให้นั้น เนื่องจากต้องห้ามตามมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) 

    2. บริษัทลูกต้องรับรู้รายได้สำหรับหนี้ที่บริษัทแม่ยกหนี้ให้ ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการยกหนี้ให้นั้น

    3. บริษัทแม่ไม่ต้องนำหนี้ค่าขายสินค้าที่ยกให้แก่บริษัทลูกมาเป็นฐานในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก เพราะได้นำมาเป็นฐานในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ชั้นที่ขายเป็นเงินเชื่อให้แก่บริษัทลูกแล้ว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ