Case study

สอบถามเรื่องการรับรู้รายได้ตามสัญญาค่าบริการ และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากสัญญาค่าบริการดังกล่าว
| เรื่อง | สอบถามเรื่องการรับรู้รายได้ตามสัญญาค่าบริการ และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากสัญญาค่าบริการดังกล่าว | ||||||||||||||||||||||||||||||||
| แหล่งที่มา | Case study | ||||||||||||||||||||||||||||||||
| วันที่ | 23/10/2025 | ||||||||||||||||||||||||||||||||
| ประเภทภาษี | ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม | ||||||||||||||||||||||||||||||||
| ข้อกฎหมาย | |||||||||||||||||||||||||||||||||
| คำถาม | 1.บริษัท ได้ทำสัญญารับซ่อมแซมบำรุงรักษารถยนต์ กับ บริษัท ก จำนวน 100 คัน เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2562-2572 โดยมีข้อตกลงการจ้างซ่อมแซม เป็นดังนี้ครับ 1.1 ปีที่ 1-3 อัตราขั้นต่ำ 187-200 กม ต่อคัน ต่อวันจะคิดค่าบริการ 5 บาทต่อกิโลเมตร 1.2 ปีที่ 4-5 อัตราขั้นต่ำ ค่าบริการ 6.20 บาทต่อกิโลเมตร 1.3 ปีที่ 6 เป็นต้นไป อัตราขั้นต่ำ 6.71 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งการทำสัญญาบริการดังกล่าวในปีที่ 1-3 บริษัท ก ได้ส่งรถมาให้บริษัท ซ่อมแซม และบริษัทได้แจ้งหนี้วางบิลไปแล้ว แต่บริษัท ก ยังไม่เคยจ่ายชำระให้แก่บริษัท ในปี 2567 บริษัท ก ไม่ได้ส่งรถมาให้บริษัทซ่อมแซม แล้ว เนื่องจากมีปัญหาระหว่างกัน คำถามคือ 1.รายได้ค่าบริการ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ 1-3 บริษัทบันทึกเป็นรายได้ และตั้งเป็นภาษีขายรอรับชำระอยู่ ในปีที่ 4-5 บริษัทก็ยังบันทึกรายได้ค่าบริการ และตั้งภาษีขายรอรับชำระอยู่ ในปี 2567 ( ปีที่ 6 ) ผู้บริหาร มองว่า ในเมื่อเราไม่ได้ให้บริการเขาแล้ว ดังนั้น จึงไม่ควรจะต้องมีการบันทึกรายได้อีก จึงไม่ได้ตั้งรายได้และภาษีขายรอรับชำระไว้ในงบ แต่โดยสรรพากรตรวจสอบและแจ้งว่า ต้องมีการรับรู้รายได้ เพราะมีการกำหนดอัตราเรียกเก็บขั้นต่ำกันอยู่ ทำให้ปี 2567 บริษัท มีรายได้จากค่าบริการนี้ประมาณ 50 ล้านบาท เสียภาษีนิติบุคคล ไปประมาณเกือบ 20 ล้านบาท ซึ่ง บริษัทมองว่า ไม่ยุติธรรมกับบริษัท เพราะไม่มีการให้บริการจริงแล้ว จะขอสอบถามว่า เรื่องนี้ บริษัทมีวิธีที่จะไม่ต้องรับรู้รายได้ค่าบริการนี้ได้อย่างไง และที่โดยสรรพากรประเมินถือว่าถูกต้องยุติธรรมหรือไม่ ( หมายเหตุ บริษัทได้ทำหนังสือยกเลิกการให้บริการดังกล่าวแล้วส่งให้บริษัท ก แต่บริษัท ก ไม่ยอมเซ้นต์รับทราบ เนื่องจากมีปัญหาระหว่างกันอยู่ ) |
||||||||||||||||||||||||||||||||
| คำตอบ | ข้อ 1 รายได้ ภาษีขาย คำถาม บริษัทมีวิธีที่จะไม่ต้องรับรู้รายได้ค่าบริการนี้ได้อย่างไง และที่โดยสรรพากรประเมินถือว่าถูกต้องยุติธรรมหรือไม่ (หมายเหตุ บริษัทได้ทำหนังสือยกเลิกการให้บริการดังกล่าวแล้วส่งให้บริษัท ก แต่บริษัท ก ไม่ยอมเซ็นต์รับทราบ เนื่องจากมีปัญหาระหว่างกันอยู่) คำตอบ อ้างถึง มาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ระบุให้บริษัทรับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิ์ ซึ่งเกณฑ์สิทธิ์ตามมาตรานี้ คือ สิทธิ์ในการเรียกร้องให้ชำระหนี้ (เกณฑ์คงค้าง) + เงื่อนไขคำนวณภาษีตามมาตรา 65 ทวิ 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร จากข้อเท็จจริงที่สอบถามมานั้น บริษัท มีสัญญาตกลงให้บริการระหว่างกัน โดย
ซึ่งในส่วนนี้ ถ้าสอบถามว่า สรรพากรประเมินถือว่าถูกต้องยุติธรรมหรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมในสัญญา ว่าสัญญานี้ ระบุสิทธิ์เรียกร้องกันไว่ว่าอย่างไร ถ้า สัญญาแบบที่ 1 ระบุว่า บริษัท ก จะจ่ายชำระเงิน เฉพาะรถที่นำมาใช้บริการจริงเท่านั้น และ ถ้าบริษัทนำรถมาใช้บริการน้อยกว่าสัญญาที่ตกลงกันไว้ ก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้บริษัท>> แสดงว่าบริษัท ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้บริษัท ก ชำระหนี้ที่ไม่ได้นำรถมาใช้บริการได้ ดังนั้น บริษัทจึงไม่สามารถนำรถที่ไม่ได้มาใช้บริการมารับรู้เป็นรายได้ การที่เจ้าหน้าที่ประเมินจึงถือว่า ยังไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามมีคำกล่าวที่ว่า “ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นนำสืบ” ดังนั้น บริษัทมีหน้าที่ต้องแสดงหลักฐานว่า การบริการของบริษัทเข้าข่ายสัญญาแบบนี้จริงๆ สัญญาแบบที่ 2 ระบุว่า บริษัท ก จะต้องชำระเงิน ถึงแม้จะไม่ได้นำรถมาใช้บริการ หรือ นำรถมาใช้บริการไม่ครบตามสัญญา ก็ยังต้องชำระเงินให้กับบริษัท >> แสดงว่าบริษัทมีสิทธิ์เรียกร้องให้บริษัท ก ชำระหนี้ ดังนั้น บริษัทจึงต้องรับรู้รายได้ การที่เจ้าหน้าที่ประเมินจึงถือว่า ถูกต้องยุติธรรมแล้ว การที่บริษัทต้องรับรู้รายได้ตาม มาตรา 65 วรรคสองเนื่องจากเข้าลักษณะ “สิทธิ์เรียกร้องให้ชำระหนี้” หากบริษัทไม่ต้องการรับรู้รายได้ค่าบริการอีกต่อไป บริษัทจะต้องพิสูจน์ได้ว่า “สิทธิ์เรียกร้องนั้นนั้นสิ้นสุด” เช่น ถูกยกเลิกสัญญาโดยพฤติการณ์ของผู้รับบริการ (ไม่ชำระหนี้ค้างเกินกว่าที่บริษัทกำหนด) บริษัทจึงไม่ต้องรับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิ์อีกต่อไป ทั้งนี้ บริษัทควรมีเอกสารยืนยันครบทุกขั้นตอนจะช่วยให้สรรพากรยอมรับว่า ไม่ได้มีสิทธิ์เรียกร้องจริง เพื่อจะไม่ต้องบันทึกรายได้ ในรอบบัญชีนั้น แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
ตัวอย่างแบบฟอร์ม (1) แบบฟอร์มหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญา ชื่อเอกสาร: หนังสือแจ้งยกเลิกสัญญา วันที่ ………………… เรียน: กรรมการผู้จัดการ บริษัท ก ……………………………………… ตามที่บริษัท ……………………………………… (“บริษัทผู้ให้บริการ”) และบริษัท ก (“ผู้รับบริการ”) ได้ทำสัญญาให้บริการเลขที่ …………… ลงวันที่ …………… โดยตกลงให้บริการขนส่งรถจำนวน ………… คัน เป็นระยะเวลา ………… เดือน ในอัตราค่าบริการ …………… บาทต่อเดือนนั้น เนื่องจากผู้รับบริการมิได้นำรถมาใช้บริการตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา อีกทั้งมิได้ดำเนินการชำระค่าบริการตามเงื่อนไข บริษัทผู้ให้บริการจึงขอ ยกเลิกสัญญาดังกล่าว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ …………… เป็นต้นไป บริษัทได้ดำเนินการแจ้งยกเลิกสัญญาฉบับนี้ให้ผู้รับบริการทราบอย่างเป็นทางการ และขอให้ผู้รับบริการลงนามรับทราบในสำเนาหนังสือฉบับนี้ เพื่อเป็นหลักฐานร่วมกัน หากผู้รับบริการมิได้ตอบรับหรือคัดค้านภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ บริษัทจะถือว่าผู้รับบริการยอมรับการยกเลิกสัญญาโดยปริยาย และขอถือว่าสัญญาดังกล่าวสิ้นผลบังคับโดยสมบูรณ์ ขอแสดงความนับถือ แนบ: สำเนาสัญญาให้บริการ / เอกสารการส่งหนังสือ ช่องสำหรับผู้รับบริการเซ็นรับทราบ (2) แบบฟอร์มหนังสือทวงถาม (ฉบับสุดท้ายก่อนถือว่ายกเลิกโดยพฤติการณ์) ชื่อเอกสาร: หนังสือทวงถามครั้งสุดท้าย วันที่ ………………… เรียน: กรรมการผู้จัดการ บริษัท ก ……………………………………… อ้างถึงหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญา ลงวันที่ …………… ที่บริษัทได้ส่งให้ท่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ/อีเมล (แนบหลักฐานการส่ง) ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการตอบกลับหรือการดำเนินการใด ๆ จากท่าน บริษัทจึงขอแจ้งให้ทราบว่า หากไม่ได้รับคำตอบหรือการดำเนินการภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ บริษัทจะถือว่าสัญญาดังกล่าว สิ้นผลบังคับโดยพฤติการณ์ และบริษัทไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้ชำระหนี้หรือค่าบริการใด ๆ ตามสัญญานั้นอีกต่อไป บริษัทจะจัดทำบันทึกการยกเลิกสัญญาและปรับปรุงบัญชีให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ขอแสดงความนับถือ แนบ:
กฏหมายที่เกี่ยวข้อง
อ้างอิง
|
||||||||||||||||||||||||||||||||
| หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง | |||||||||||||||||||||||||||||||||