Case study

บริษัทต้องเสียอากรแสตมป์และขีดฆ่า ภายใน 15 วัน นับแต่วันใด


เรื่อง บริษัทต้องเสียอากรแสตมป์และขีดฆ่า ภายใน 15 วัน นับแต่วันใด
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 02/01/2026
ประเภทภาษี อากรแสตมป์
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทต้องชำระอากรแสตมป์ภาย 15 วัน โดยเริ่มนับจากวันที่ไหน ตามตัวอย่างนี้ 

บริษัทฯทำสัญญาบริการด้านบัญชี กับบริษัท A  ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

1. วันที่ทำสัญญา คือวันที่ 1 มกราคม 2568

2. ระยะเวลาการให้บริการเริ่ม วันที่ 1 เมษายน 2568  ถึง 31 มีนาคม 2569 

3. กรรมการผู้มีอำนาจ ทั้ง 2 บริษัทลงนาม ดังนี้ 

- กรรมการบริษัท ลงนาม วันที่  8 มกราคม 2568 

- กรรมการบริษัท A ลงนาม วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 

คำถาม บริษัทต้องเสียอากรแสตมป์และขีดฆ่า ภายใน 15 วัน นับแต่วันใด 

คำตอบ

ตราสารจ้างทำของที่ต้องเสียอากร หมายถึง เอกสารการจ้างทำของซึ่งผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ตาม มาตรา 103 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.153/2559 ข้อ 5

 บริษัทฯทำสัญญาบริการด้านบัญชี  ถือเป็นสัญญาจ้างทำของ   บริษัท(ผู้รับจ้าง)  จะต้องเสียอากรแสตมป์ 

  • เมื่อ ผู้รับจ้าง(บริษัท) ได้มีการลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย (กระทำ) กับผู้ว่าจ้าง  ในตราสาร  
  • โดยต้อง เสียอากรภายใน 15 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์
  • เสียอากรพันละ 1 บาท  ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ที่ 4 จ้างทำของ
  • ตราสารจ้างทำของที่มีมูลค่าจ้างตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเสียอากรเป็นตัวเงิน

ดังนั้น  บริษัทได้ทำ สัญญา โดยได้มีการลงนามครบทั้ง 2 ฝ่าย  (ถือเป็นตราสารจ้างทำของตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ที่ 4 จ้างทำของ) ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์และขีดฆ่า ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 



มาตรา 103ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
 
“ตราสาร” หมายความว่า เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้

“กระทำ” เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่า การลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์



การลงลายมือชื่อตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ๙  เมื่อมีกิจการอันใดซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ บุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำเป็นต้องเขียนเอง แต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น
                ลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได ตราประทับ หรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้นที่ทำลงในเอกสารแทนการลงลายมือชื่อ หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้วให้ถือเสมอกับลงลายมือชื่อ

                ความในวรรคสองไม่ใช้บังคับแก่การลงลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได ตราประทับ หรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้น ซึ่งทำลงในเอกสารที่ทำต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่



มาตรา 113ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
             1. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นเป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย 
เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 15 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้



คำสั่งกรมสรรพากร  

ที่ ป. 153/2559

เรื่อง  การเสียอากรสำหรับตราสารการเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ และตราสารจ้างทำของ

______________________________


ข้อ  5  ตราสารจ้างทำของที่ต้องเสียอากร หมายถึง เอกสารการจ้างทำของซึ่งผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย

                   ตัวอย่าง

                   (1) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซึ่งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างให้สร้างอาคารสำนักงาน โดยบริษัท ก จำกัด แจ้งให้บริษัท ข จำกัด ประเมินราคางานเบื้องต้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 และบริษัท ข จำกัด ทำใบเสนอราคา (Quotation) ให้แก่บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ต่อมาบริษัท ก จำกัด และบริษัท ข จำกัด ได้ทำสัญญาจ้างและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายในวันที่ 1 เมษายน 2559 บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารจ้างทำของ 





มาตรา 104ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น


บัญชีอัตราอากรแสตมป์

ลักษณะแห่งตราสาร

อากรแสตมป์

ผู้ที่ต้องเสียอากร

ผู้ที่ต้องขีดฆ่า

แสตมป์


 
4. จ้างทำของ

ทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างที่กำหนดไว้

หมายเหตุ

(1) ถ้าในเวลากระทำสัญญาจ้างทำของไม่ทราบจำนวนสินจ้างว่าเป็นราคาเท่าใด ให้ประมาณจำนวนสินจ้างตามสมควร แล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ประมาณนั้น        

    (2) ถ้ามีการรับเงินสินจ้างเป็นคราว ๆ และอากรที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน

   (3) เมื่อการรับจ้างทำของได้สิ้นสุดลงแล้วและปรากฏว่าได้เสียอากรเกินไปให้ขอคืน ตามมาตรา 122 ได้

ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

สัญญาที่ทำขึ้นนอกประเทศไทยและการปฏิบัติตามข้อสัญญานั้นมิได้ทำในประเทศไทย



1 บาท



ผู้รับจ้าง



ผู้รับจ้าง



อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

เกี่ยวกับอากรแสตมป์

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 25/10/2021 - วันที่ตอบ 20/12/2021

ประเภทภาษี

อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

มาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559

ปุจฉา

ขออนุญาตถามคำถามเกี่ยวกับอากรแสตมป์ค่ะ

    1. ถ้าเป็นสัญญาปากเปล่าโดนไม่มี PO แต่มีใบแจ้งหนี้ไปเก็บเงินจากผู้ว่าจ้าง และได้รับชำระเงินตามใบแจ้งหนี้นั้นเราต้องติดอากรแสตมป์หรือไม่

    2.ผู้ว่าจ้างยังไม่ออก PO ให้ แต่เราได้ทำงานและมีใบแจ้งหนี้ไปเรียกเก็บเงินแล้วเราต้องติดอากรแสตมป์หรือไม่คำถามเพิ่มเติม ถ้าผู้ว่าจ้างมาออก PO ภายหลังได้ทำงานสำเร็จแล้วเราต้องติดอากรแสตมป์หรือไม่

    3. หากเราตรวจพบว่าเราไม่ได้ติดอากรแสตมป์และจำนวนเงินเกิน 1,000,000 บาทเราต้องทำคำร้องของดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ แล้วถ้าระยะเวลาเกิน 90 วันในการติดอากรแสตมป์เราควรทำอย่างไร

วิสัชนา

ตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้ว่า

     “มาตรา 587 อันว่าจ้างทำของนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้รับจ้างตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ว่าจ้างและผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น..."

ตามมาตรา 109 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า

     “มาตรา 109 สัญญาใดเป็นตราสารซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าหนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้นได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้วให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว...”    

ตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า

     “มาตรา 113 ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากรหรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

     1. ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นเป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้

     2. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากรและให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย

           (ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

           (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ เป็นเวลาพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า”

ตามมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า

     “มาตรา 114 โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า

          (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

          (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ โดย

               (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

               (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ เรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

               (ค) ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่า ของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า”

ตามข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 ฯ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับตราสารจ้างทำของที่ต้องปิดอากรแสตมป์ดังนี้

      “ข้อ 5 ตราสารจ้างทำของที่ต้องเสียอากร หมายถึง เอกสารการจ้างทำของซึ่งผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย

     ตัวอย่าง

     (1) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซึ่งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง ให้สร้างอาคารสำนักงานโดยบริษัท ก จำกัด แจ้งให้บริษัท ข จำกัด ประเมินราคางานเบื้องต้นในวันที่  1 กุมภาพันธ์ 2559 และบริษัท ข จำกัด ทำใบเสนอราคา (Quotation) ให้แก่บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ต่อมาบริษัท ก จำกัด และบริษัท  ข จำกัด ได้ทำสัญญาจ้างและลงลายชื่อทั้งสองฝ่ายในวันที่ 1 เมษายน 2559 บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1  เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารจ้างทำของ

     (2) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซ่อมเครื่องจักร โดยบริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้างออกใบเสนอราคา (Quotation) ให้บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 และบริษัท ก จำกัดได้ลงนามในใบเสนอราคาฉบับดังกล่าวในวันที่ 1 มีนาคม  2559 บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้จัดทำตราสารจ้างทำของ

     (3) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซ่อมเครื่องถ่ายเอกสาร โดยบริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง ออกใบเสนอราคา (Quotation) ให้บริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 แต่บริษัท ก จำกัด ไม่ได้ลงนามในใบเสนอราคาดังกล่าว ต่อมาบริษัท ก จำกัด ออกใบสั่งจ้าง (Purchase Order) แจ้งให้บริษัท ข จำกัด ทราบในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ใบสั่งจ้างตามใบเสนอราคาเป็นหนังสือโต้ตอบระหว่างกันและก่อให้เกิดตราสารจ้างทำของ บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 มีนาคม 2559 

     (4) บริษัท ก จำกัด ว่าจ้างบริษัท ข จำกัด ซ่อมหลังคาอาคารโรงงาน บริษัท ข จำกัด ได้ซ่อมหลังคาอาคารโรงงานตามที่ตกลงแล้วเสร็จในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ต่อมาบริษัท ก จำกัด ออกใบสั่งจ้าง (Purchase Order) ให้แก่บริษัท ข จำกัด ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 และบริษัท ข จำกัดออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) พร้อมแนบใบสั่งจ้างเรียกเก็บเงินจากบริษัท ก จำกัด ในวันที่ 1 เมษายน 2559 ใบแจ้งหนี้ตามใบสั่งจ้างเป็นหนังสือโต้ตอบระหว่างกันและก่อให้เกิดตราสารจ้างทำของ บริษัท ข จำกัด ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรในวันที่ 1 เมษายน 2559”



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. กรณีผู้รับจ้างตกลงรับจะทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น เข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้างมิได้กระทำเป็นตราสารจ้างทำของ ซึ่งเป็นเอกสารที่ผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเป็นการตอบแทน โดยคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ผู้รับจ้างก็ไม่มีหน้าที่ต้องปิดอากรแสตมป์แต่อย่างใด

       ดังนั้น กรณีเป็นสัญญาปากเปล่าโดยไม่มี PO เพียงแต่มีใบแจ้งหนี้ไปเก็บเงินจากผู้ว่าจ้าง ตามราคาที่ตกลงกัน และได้รับชำระเงินตามใบแจ้งหนี้นั้น โดยไม่ได้ทำสัญญาจ้าง หรือใบเสนอราคา เป็นหนังสือ คงมีเพียงใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้ดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ตามมาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด


2.เมื่อไม่มีหนังสือโต้ตอบระหว่างบริษัทฯ กับผู้ว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร โดยบริษัทฯ ได้ทำงานและมีใบแจ้งหนี้ไปเรียกเก็บเงินแล้ว บริษัทฯ ฯ ไม่มีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์

       อย่างไรก็ตาม หากผู้ว่าจ้างออก PO ภายหลังได้ทำงานสำเร็จ บริษัท ข จำกัดออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) พร้อมแนบใบสั่งจ้าง (PO) เรียกเก็บเงินจากผู้ว่าจ้าง เช่นนี้ ใบแจ้งหนี้ตามใบสั่งจ้างเป็นหนังสือโต้ตอบระหว่างกันและก่อให้เกิดตราสารจ้างทำของ บริษัทฯ ผู้รับจ้าง จึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตามข้อ 5 (4) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 ดังกล่าว


3.กรณีบริษัทฯ ไม่ได้ติดอากรแสตมป์และจำนวนเงินเกิน 1,000,000 บาท โดยระยะเวลาเกิน 90 วันนับแต่วันที่ต้องเสียอากรแสตมป์ บริษัทฯ มีสิทธิทำคำร้องขอลดเงินเพิ่ม ตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542 ฯ ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2542 ดังนี้

       “ข้อ 1 ให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรซึ่งต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากนำตราสารที่ถูกกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 123 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรไปชำระอากรโดยวิธีปิดแสตมป์ลงบนตราสารดังกล่าว เมื่อผู้มีหน้าที่เสียอากรนำตราสารดังกล่าวไปชำระอากรเป็นตัวเงินพร้อมกับเงินเพิ่มอากรให้เสียเงินเพิ่มอากรร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรนับแต่วันที่ต้องชำระอากร

       การเสียเงินเพิ่มอากรตามวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับเงินเพิ่มอากรที่คำนวณจากเงินอากรที่ต้องเสียเฉพาะกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียอากรได้ปิดแสตมป์ลงบนตราสารที่ถูกกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เป็นต้นไป”



 

เครดิต อาจารย์ตา Panita Alongkornwarakit


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ  คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"




เรื่อง

สัญญาจ้างทำของมูลค่าเกิน 1 ล้านบาท แต่ทำการติดอากรแสตมป์แบบดวง ต้องไปติดเป็นตัวเงินเพิ่ม

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 11/07/2024 - วันที่ตอบ 10/08/2024

ประเภทภาษี

อากรแสตมป์

ข้อกฎหมาย

มาตรา 113 และ 114 แห่งประมวลรัษฎากร, คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559

ปุจฉา

ไปตรวจเจอสัญญางานจ้างทำของปี 2566 ทางผู้รับจ้าง (Supplier) ติดอากรแสตมป์แบบดวง ซึ่งสัญญา 2.8 ล้านบาท เกิน 1 ล้านบาท ตามที่สรรพากรแจ้งแบบนี้ผิดหรือเปล่าคะ หรือจะต้องให้เขาไปติดอากรเป็นตัวเงินแทนคะ และเสียค่าปรับเพิ่มใช่ไหมคะ

วิสัชนา

1.ตามข้อ 2 วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 เรื่อง การเสียอากรสำหรับตราสารการเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ และตราสารจ้างทำของ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินว่า ตราสารตามวรรคหนึ่ง หากมิได้มีการชําระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ถือว่าตราสารนั้นไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ต้องชําระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน และเสียเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 และ 114 แห่งประมวลรัษฎากร

    “ข้อ 2 ตราสารดังต่อไปนี้ต้องชําระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร

         (1) เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ

              (ก) ตราสารที่มีค่าเช่าตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป สำหรับตราสารที่กระทำตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป

              (ข) ตราสารที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เช่า หรือ

              (ค) ตราสารที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน

         (2) จ้างทำของ

              (ก) ตราสารที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป สำหรับตราสารที่กระทำตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป หรือ

              (ข) ตราสารที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ว่าจ้างและมีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป

         ตราสารตามวรรคหนึ่ง หากมิได้มีการชําระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ถือว่าตราสารนั้นไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ต้องชําระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน และเสียเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 และ 114 แห่งประมวลรัษฎากร”



 

2.ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 84/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การลดเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2542 อธิบดีกรมสรรพากรอาศัยอำนาจตามความในข้อ 3 วรรคสอง แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 129 (พ.ศ. 2512) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยอากรแสตมป์และอากรมหรสพ  กำหนดหลักเกณฑ์การลดเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้

    "ข้อ 1 ให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรซึ่งต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากนำตราสารที่ถูกกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 123 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรไปชำระอากรโดยวิธีปิดแสตมป์ลงบนตราสารดังกล่าว เมื่อผู้มีหน้าที่เสียอากรนำตราสารดังกล่าวไปชำระอากรเป็นตัวเงินพร้อมกับเงินเพิ่มอากรให้เสียเงินเพิ่มอากรร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรนับแต่วันที่ต้องชำระอากร

         การเสียเงินเพิ่มอากรตามวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับเงินเพิ่มอากรที่คำนวณจากเงินอากรที่ต้องเสียเฉพาะกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียอากรได้ปิดแสตมป์ลงบนตราสารที่ถูกกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เป็นต้นไป

     ข้อ 2 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไป"



 

3. ตามมาตรา 122 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ที่ได้เสียอากรแสตมป์เกินกว่าจำนวนที่ต้องเสียตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนอากรแสตมป์ส่วนที่เกินไปนั้น ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายในเวลา 6 เดือน นับแต่วันเสียอากร หรือค่าเพิ่มอากร พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผล และเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีกรมสรรพากเห็นควรให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง เพื่อประกอบการพิจารณาคืนเงินค่าอากรแสตมป์ เมื่ออธิบดีกรมสรพากรพิจารณาเห็นว่า เกินไปจริงก็ให้คืนค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้นต้องยื่น



 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. กรณีบริษัทฯ ทำสัญญารับจ้างทำของในปี พ.ศ. 2566 (Supplier) มูลค่าจ้างทำของตามสัญญาจำนวน 2.8 ล้านบาท ซึ่งตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรสำหรับตราสารบางลักษณะ ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 54) ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ประกอบกับข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 153/2559 เรื่อง การเสียอากรสำหรับตราสารการเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ และตราสารจ้างทำของ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 กำหนดให้ตราสารจ้างทำของที่มีมูลค่าจ้างทำของตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ให้ต้องเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน  



 

2. กรณีตราสารจ้างทำของที่มีมูลค่าจ้างตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป มิได้มีการชําระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ถือว่าตราสารนั้นไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ต้องชําระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน และเสียเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 และ 114 แห่งประมวลรัษฎากร

    ซึ่งตามข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 84/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การลดเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2542 อธิบดีกรมสรรพากรอาศัยอำนาจตามความในข้อ 3 วรรคสอง แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 129 (พ.ศ. 2512) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยอากรแสตมป์และอากรมหรสพ  กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรซึ่งต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากนำตราสารที่ถูกกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 123 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรไปชำระอากรโดยวิธีปิดแสตมป์ลงบนตราสารดังกล่าว เมื่อผู้มีหน้าที่เสียอากรนำตราสารดังกล่าวไปชำระอากรเป็นตัวเงินพร้อมกับเงินเพิ่มอากรให้เสียเงินเพิ่มอากรร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินอากรนับแต่วันที่ต้องชำระอากร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ