Case study

ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผิด (ลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพเกิน)


เรื่อง ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผิด (ลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพเกิน)
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 26/04/2025
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อกฎหมาย
คำถาม

เนื่องจากการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2567 ที่ผ่านมา ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผิด (ลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพเกิน) โดยได้มีการกรอกยอดลดหย่อนไปเต็มจำนวน 25,000 บาท ทั้งที่ใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกันออกในนามบริษัท   

จึงขอสอบถามว่า ในกรณีนี้ต้องดำเนินการแก้ไขอย่างไรบ้าง ต้องติดต่อหน่วยงานใด หรือสามารถยื่นแก้ไขผ่านช่องทางใดได้บ้าง 

คำตอบ

ตอบ    การที่จะใช้สิทธิ์ ลดหย่อนประกันสุขภาพนั้น  ไม่ได้ดูที่ชื่อบนใบเสร็จ แต่ให้พิจารณาว่าเป็นประกันชนิดใดค่ะ 


1 กรมธรรม์คุ้มครอง สุขภาพของพนักงาน ที่เป็นประกันภัยกลุ่ม

  • บริษัทรับรู้ ค่าเบี้ยประกันภัยกลุ่ม เป็นรายจ่ายบริษัทได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษากร 
  • พนักงาน ไม่ต้องนำ เบี้ยประกัยภัยกลุ่ม มาเป็นเงินได้ของตน เนื่องจากได้รับยกเว้น ตาม มาตรา 42(17) ประกอบกับ กฏกระทรวง 126  ข้อ2 (77) 
  • กรมธรรม์ไม่ได้ออกในชื่อพนักงาน และพนักงานได้รับยกเว้นเงินได้ ดังนั้น จึงถือว่า พนักงานไม่ได้จ่ายค่าเบี้ยประกันนี้ จึงไม่สามารถใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีตามยกเว้น ตาม มาตรา 42(17) ประกอบกับ กฏกระทรวง 126  ข้อ2 (97)  


การแก้ไขให้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2567 เพิ่มเติม  โดยสามารถยื่นแบบทาง Internet ได้เลยค่ะ  วิธีการยื่นเพิ่มเติม กรณีที่เป็นแบบภาษีประจำปี  จะต้องกรอกรายละเอียดใหม่ทั้งชุด และให้แก้ไขเฉพาะในส่วนที่ไม่ถุกต้อง  (กรอกลดหย่อน/ยกเว้น โดยลดยอด ค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้) และเสียภาษีเพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่ม 


 



กฎกระทรวง
 ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)
 ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร


ข้อ ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 

"(77) เงินได้เท่าที่นายจ้างจ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักร สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มที่มีกำหนดเวลาไม่เกินหนึ่งปี เฉพาะในส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับ

           (ก) ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะการรักษาพยาบาลในประเทศไทย
            (ข) ลูกจ้าง ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ ในขณะที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว


 (97) เงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยในปีภาษี ให้แก่บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัย ที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักรสำหรับการประกันสุขภาพของผู้มีเงินได้ตาม จำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินสองหมื่นห้าพันบาท ซึ่งเมื่อรวมกับค่าลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (ง) แห่งประมวลรัษฎากร หรือเงินได้ที่ได้รับยกเว้นตาม (61) วรรคหนึ่ง หรือ (94) แล้วแต่กรณี ต้องไม่เกินหนึ่งแสนบาท ทั้งนี้ สำหรับเบี้ยประกันภัยที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด




2 กรมธรรม์คุ้มครอง สุขภาพของพนักงาน ที่เป็นประกันอื่นๆที่ไม่ใช่ประกันกลุ่ม


  • บริษัทรับรู้ ค่าเบี้ยประกันภัยกลุ่ม เป็นรายจ่ายบริษัทได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษากร 
  • พนักงาน ต้องนำ เบี้ยประกัยภัยกลุ่ม มาเป็นเงินได้ของตน 
  • กรมธรรม์ออกในชื่อพนักงาน และ พนักงานนำค่าเบี้ยประกันมาเป็นเงินได้ของตน จึงถือว่า พนักงานได้จ่ายค่าเบี้ยประกันนี้  พนักงานจึงสามารถใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีตามยกเว้น ตาม มาตรา 42(17) ประกอบกับ กฏกระทรวง 126  ข้อ2 (97)  


อ้างอิง

เรื่อง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีบริษัทจ่ายเบี้ยประกันชีวิตให้กรรมการ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

19/07/2004

เลขที่หนังสือ

กค 0706/6793

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65, มาตรา 65 ตรี (3), มาตรา 65 ตรี (13), มาตรา 40(2), มาตรา 48(1), มาตรา 48(2)

ข้อหารือ

1. เบี้ยประกันชีวิตที่บริษัทฯ จ่ายจะถือเป็นรายจ่ายของบริษัทฯ ได้หรือไม่
 2. เบี้ยประกันชีวิตที่บริษัทฯ จ่ายถือเป็นเงินได้พึงประเมินของกรรมการหรือไม่
 3. บริษัทฯ ได้รับค่าสินไหมทดแทนกรณีกรรมการเสียชีวิต มีภาระภาษีเพียงใดหรือไม่

แนววินิจฉัย

    1. กรณีเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตที่บริษัทฯ จ่ายให้กรรมการตามมติที่ประชุมของบริษัทฯ หากเป็นกรณีที่บริษัทฯ ต้องจ่ายให้กรรมการทุกคนเป็นการทั่วไป ตามระเบียบของบริษัทฯ นั้น บริษัทฯ มีสิทธินำเบี้ยประกันชีวิตที่ออกให้ มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร


     2. เนื่องจากบริษัทฯ มิได้เป็นผู้เอาประกันชีวิต หากแต่เป็นกรณีที่กรรมการเป็นผู้เอาประกันชีวิตเอง และบริษัทฯ เป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันชีวิตแทนกรรมการ ดังนั้น ค่าเบี้ยประกันชีวิตที่บริษัทฯ จ่ายแทนกรรมการ ถือเป็นประโยชน์เพิ่มใด ๆ เนื่องจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร กรรมการต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) และ(2) แห่งประมวลรัษฎากร


     3. สำหรับเงินค่าสินไหมทดแทน กรณีการเสียชีวิตของกรรมการที่บริษัทฯ เป็นผู้รับประโยชน์นั้น บริษัทฯ ต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

67/33038



เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีบริษัทจ่ายเบี้ยประกันชีวิตให้กรรมการผู้จัดการ

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

21/01/2000

เลขที่หนังสือ

กค 0811/408

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 42 (13), มาตรา 65 ตรี (3), (6), (13)

ข้อหารือ

     บริษัทฯ จ่ายเบี้ยประกันชีวิตให้กรรมการผู้จัดการ ตามมติที่ประชุมของบริษัทฯ เพื่อเป็นสวัสดิการและการตอบแทนคุณความดีที่บริหารธุรกิจจนประสบความสำเร็จด้วยดีตลอดมาจึงหารือว่า

     1. เบี้ยประกันชีวิตที่ออกให้กรรมการผู้จัดการตามมติที่ประชุมนี้ หักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทฯได้หรือไม่มีข้อจำกัดอย่างไร

     2. เบี้ยประกันชีวิตนี้จะถือเป็นรายได้พึงประเมินนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของกรรมการผู้จัดการหรือไม่ มีข้อจำกัดอย่างไร

     3. กรณีที่บริษัทฯ จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมดแทนกรรมการผู้จัดการตามมติที่ประชุมและเจตนารมณ์ของบริษัทฯ จะต้องดำเนินการอย่างไร

     4. เงินสินไหมทดแทนกรณีการสูญเสียชีวิตของกรรมการผู้จัดการ ที่บริษัทฯ ยกให้แก่ครอบครัวหรือทายาท มีภาระภาษีใดมาเกี่ยวข้องบ้าง

     5. บริษัทฯ จะบันทึกบัญชีอย่างไร กรณีต่อไปนี้

         (1) บริษัทฯ จ่ายเบี้ยประกันชีวิตแทนกรรมการผู้จัดการให้บริษัทประกันฯ

         (2) บริษัทฯ รับเงินค่าสินไหมทดแทนกรณีการสูญเสียชีวิตจากบริษัทประกัน

         (3) บริษัทฯ ยกผลประโยชน์จากเงินสินไหมทดแทนให้แก่ครอบครัวหรือทายาทของกรรมการผู้จัดการ กรณีเสียชีวิต

แนววินิจฉัย

     1. เงินค่าเบี้ยประกันชีวิตที่บริษัทฯ จ่ายให้กรรมการผู้จัดการตามมติที่ประชุมของบริษัทฯ หากเป็นกรณีที่บริษัทฯ ต้องจ่ายให้กับกรรมการทุกคนเป็นการทั่วไปตามระเบียบของบริษัทฯ แล้ว บริษัทฯ มีสิทธินำเบี้ยประกันชีวิตที่ออกให้นั้นมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร และเพื่อความสะดวกใน
 การแสดงหลักฐาน ให้บริษัทประกันภัยหมายเหตุไว้ในใบเสร็จรับเงินให้มีข้อความว่าเบี้ยประกันชีวิตที่รับนี้จ่ายโดยบริษัท...

     2. เงินค่าเบี้ยประกันชีวิตและเงินค่าภาษีอากรที่บริษัทฯ ออกให้ เข้าลักษณะเป็นประโยชน์เพิ่มที่พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทฯ ได้รับ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งพนักงานจะต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

     3. เงินค่าภาษีอากรที่บริษัทฯ ออกให้ ถือเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ บริษัทฯ สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร

     4. ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดหรือเงินได้จากการประกันภัย เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (13) แห่งประมวลรัษฎากร

     5. การบันทึกบัญชีของบริษัทฯ ให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป

เลขตู้

63/28838



เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีนายจ้างจ่ายเบี้ยประกันชีวิตให้พนักงาน

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

17/01/2006

เลขที่หนังสือ

กค 0706/397

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(1) และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     บริษัท ศ. ประกอบกิจการให้คำปรึกษาทางการเงินแก่บริษัทอื่นๆ บริษัทฯ ได้จัดทำโครงการประกันชีวิตพนักงานเสนอให้แก่บริษัทลูกค้า โดยโครงการประกันชีวิตพนักงานดังกล่าว นายจ้างจะ
 ต้องเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันชีวิตให้พนักงานจนครบกำหนดอายุกรมธรรม์ และถือเป็นสวัสดิการของพนักงาน กรมธรรม์ประกันชีวิตดังกล่าว เป็นแบบชนิดสะสมทรัพย์ซึ่งนายจ้างจะเป็นผู้ถือกรมธรรม์
 จ่ายเบี้ยประกัน และเป็นผู้รับประโยชน์ทุกอย่างตามกรมธรรม์ มีระยะเวลาการชำระเบี้ยประกันและระยะเวลาการให้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ 10 ปี ครบกำหนดอายุกรมธรรม์เมื่อผู้เอาประกัน
 มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเมื่อผู้เอาประกันมีอายุครบเกษียณตามที่บริษัทฯ กำหนดไว้ในระเบียบพนักงาน เมื่อนายจ้างรับประโยชน์ตามกรมธรรม์แล้ว ก็จะยกผลประโยชน์ให้แก่พนักงานในกรณีที่
 พนักงานเกษียณอายุ หรือมอบให้แก่ทายาทของพนักงานในกรณีที่พนักงานเสียชีวิต ซึ่งเป็นไปตามที่ระบุไว้ในระเบียบสวัสดิการพนักงาน แต่ถ้าหากพนักงานลาออกก่อนกำหนดหรือก่อนครบ
 กำหนดเกษียณอายุ นายจ้างสามารถยกเลิกกรมธรรม์ และจะได้รับเงินจากมูลค่าการคืนกรมธรรม์ พร้อมเงินปันผลหรือดอกเบี้ย โดยไม่จำต้องยกประโยชน์ดังกล่าวให้แก่พนักงานแต่อย่างใด บริษัทฯ
 จึงขอทราบว่า
      1. ค่าเบี้ยประกันชีวิตของพนักงานที่นายจ้างจ่ายแทนดังกล่าวนั้น
นายจ้างมีสิทธินำไปเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่ และพนักงานต้องนำค่าเบี้ย
 ประกันที่นายจ้างออกให้มารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่

      2. ผลประโยชน์ที่นายจ้างได้รับตามกรมธรรม์และได้ส่งมอบให้แก่พนักงานหรือทายาทแล้วแต่กรณี
จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่ และพนักงานที่ได้รับผล
 ประโยชน์ดังกล่าวจะต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่

แนววินิจฉัย

     1. เงินค่าเบี้ยประกันชีวิตที่นายจ้างจ่ายแทนพนักงานทุกคนเป็นการทั่วไปตามระเบียบสวัสดิการพนักงานของบริษัท สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร และผลประโยชน์ที่นายจ้างได้รับตามกรมธรรม์ นายจ้างจะต้องบันทึกบัญชีเป็นรายได้ และเมื่อนายจ้างได้ส่งมอบผลประโยชน์ให้พนักงานตามระเบียบสวัสดิการพนักงานของบริษัท อันถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแล้ว นายจ้างมีสิทธินำผลประโยชน์ที่ส่งมอบให้พนักงานมาถือเป็นรายจ่ายได้

     2. เบี้ยประกันชีวิตที่นายจ้างจ่ายแทนพนักงาน และผลประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับจากนายจ้าง เข้าลักษณะเป็นประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน
 ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งพนักงานต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

69/33829

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ