Case study

ภาระภาษีกับการบริจาคสินค้า


เรื่อง ภาระภาษีกับการบริจาคสินค้า
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 19/01/2026
ประเภทภาษี
ข้อกฎหมาย
คำถาม

กรณีบริษัทฯ นำสินค้าสำหรับมีไว้เพื่อขาย เพื่อนำไปบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ และมูลนิธิฯ ไม่ได้สิทธิลดหย่อนภาษี ได้รับเอกสารใบตอบขอบคุณเท่านั้น สินค้าบริจาค ราคาทุน 10,000 บาท (ตัดออกจากระบบ) ราคาขาย 50,000 บาท 

ขอเรียนสอบถาม 

1. บริษัทฯ ต้องนำส่งภาษีขายหรือไม่ และจะใช้ฐานคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใดจากราคาทุน 10,000 บาท (VAT 700 บาท หรือราคาขาย 50,000 บาท (VAT 3,500 บาท) เสียให้กับกรรมสรรพากร 

2. ขอหลักเกณฑ์ในการพิจารณาและเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานการบริจาคที่ใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ขอบคุณค่ะ

คำตอบ

คำตอบข้อ 1

การนำสินค้าของบริษัทไปบริจาคโดยไม่ เข้าเงื่อนไขที่กำหนดให้หักลดหย่อนภาษีได้ เช่น ให้แก่หน่วยงาน หรือมูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่อยู่ในมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด หรือ มีหลักฐานไม่ครบถ้วนไม่มีระบุมูลค่าบริจาคถือเป็นการ“จำหน่ายจ่ายโอนสินค้าโดยไม่มีค่าตอบแทน”เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำมูลค่าสินค้าที่ซื้อหรือต้นทุนสินค้าที่บริจาค มารวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีขายโดยใช้ราคาตลาด (ตามที่ซื้อมา)หรือมูลค่าตลาดของสินค้าที่บริจาค ณ วันที่บริจาคนำส่งภาษีขาย VAT 7% ยื่นแบบ ภ.พ.30 ด้วย โดยไม่ต้องออกใบกำกับภาษี (อ้างอิงคำสั่งกรมสรรพากร ป.86/2542 ข้อ 2 (10))  ดังนั้น

  • บริษัทฯ จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจาก ราคาขายปกติคือ 50,000 บาท (ซึ่งถือเป็นราคาตลาด) บริษัทต้องคำนวณ VAT จากยอด 50,000 บาท คือ 3,500 บาท เพื่อนำส่งกรมสรรพากร
  • ไม่สามารถใช้ราคาทุน 10,000 บาท เป็นฐานคำนวณได้ เว้นแต่ราคาตลาดในขณะนั้นจะลดลงมาเท่ากับทุนจริง ๆ ซึ่งพิสูจน์ได้ยากพอสมควร

มาตรา77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น  
         (8) “ขาย”หมายความว่าจำหน่าย จ่าย โอนสินค้าไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่และให้หมายความรวมถึง….

มาตรา77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
              (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ



คำตอบข้อ 2
หลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับการบริจาค


1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล


กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะนำเงิน สิ่งของ หรือสินค้ามาบริจาค ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตเอง หรือซื้อมาเพื่อขาย ให้ถือเอามูลค่าต้นทุนของสินค้า(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ดังกล่าวที่สามารถพิสูจน์ได้ เป็นมูลค่าของรายจ่ายที่บริจาค บันทึกลงเป็นค่าบริจาค และตัดสต็อคสินค้าออกจากคลังสินค้า โดยจัดทำรายงานขึ้นใช้ภายใน ประกอบกับหลักฐานการตัดสต๊อคสินค้าออกไปเพื่อบริจาค เช่น หากบริษัทบันทึกสินค้าแบบ Periodic คือบริษัทรับรู้ ยอดซื้อเป็นค่าใช้จ่าย และรับรู้สินค้าปลายงวดด้วยยอดคงเหลือจริงตามรายงานสินค้าคงเหลือ ณ สิ้นงวด ที่ลดลงได้เลยค่ะ  


สำหรับการ
รับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่นั้น จะต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ดังนี้


1. บริษัท(ผู้บริจาค)   มีกำไรทางภาษีหรือไม่

  1. ถ้าบริษัทขาดทุน  ไม่สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายได้ เนื่องจาก มาตรา 65 ตรี (3)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ระบุว่า บริษัทสามารถรับรู้รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ และและรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ  (ดังนั้น เมื่อบริษัทไม่มีกำไรสุทธิ ย่อมหมายความว่า บริษัทไม่สามารถรับรู้รายจ่ายทางภาษีได้ ) 
  2. ถ้าบริษัท มีกำไรทางภาษี  
    • ต้นทุนสินค้าที่บริจาค มีมูลค่าไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิทางภาษี บริษัท สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ทั้งจำนวน    
    • ต้นทุนสินค้าที่บริจาค มีมูลค่าเกิน 2% ของกำไรสุทธิทางภาษี บริษัท สามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้  เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิทางภาษี

2. ตรวจสอบรายชื่อสถานที่รับบริจาค


1) หากเป็นการบริจาคให้แก่โรงพยาบาลรัฐบาล สถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาองค์การของรัฐบาล โรงเรียนเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วย สถาบันอุดมศึกษาเอกชน  และ มูลนิธิหรือสมาคม ที่อยู่ในมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรี ประกาศกำหนดตามมาตรา 47 (7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร จะสามารถลงเป็นรายจ่ายบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี นำมาคำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร


2) หากเป็นการบริจาคให้แก่มูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่อยู่ในมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตามมาตรา 47 (7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร  หรือ โรงพยาบาลเอกชน จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ถือเป็นการให้โดยเสน่หา ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร รวมทั้งค่าภาษีขายที่ไม่ได้เรียกเก็บจากมูลนิธิฯ ดังกล่าวด้วย


มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

 (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่

           (ข) รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้ในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 44) )
             
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 444) )
             (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 51) พ.ศ. 2562 ให้ใช้บังคับกับการคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มใน หรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป)



ดังนั้น  หากบริษัทตรวจสอบรายชื่อหน่วยรับบริจาคตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศไว้แล้ว หากมีรายชื่อหน่วยรับบริจาคดังกล่าว ก็สามารถลงเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ตามเงื่อนข้อ 1 หากไม่มีก็จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม (สามารถตรวจสอบรายชื่อหน่วยรับบริจาคที่ website กรมสรรพากรตาม Link ) :
 https://epayapp.rd.go.th/rd-edonation/check-donation/whitelist


 


                   

ประกาศกระทรวงการคลัง

ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒)

เรื่อง กำหนดองค์การ สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาลและสถานศึกษา ตามมาตรา ๔๗(๗)(ข)

แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา ๓(๔)(ข) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๓๙) พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกา

ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๕๔) พ.ศ. ๒๕๓๕

---------------------------------------------

ข้อ ๒ให้กำหนดสภากาชาดไทย วัดวาอาราม สถานพยาบาลขององค์การของรัฐบาล หรือสถานศึกษาของรัฐแต่ไม่รวมถึงสถานศึกษาของทางราชการ เป็นองค์การ สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาล และสถานศึกษา ตามมาตรา ๔๗ (๗) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา ๓ (๔) (ข) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๓๙) พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๕๔) พ.ศ. ๒๕๓๕

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๘๑๓)ฯ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๗ เป็นต้นไป)



2. ภาษีเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่าย 
 การบริจาคไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดให้หัก


3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม


            - กรณีบริจาคเป็นเงินสด ไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม

            - กรณีบริจาคเป็น สิ่งของ หรือสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ให้พิจารณาดังนี้


3.1 กรณีบริษัทได้นำสิ่งของหรือสินค้าที่มีไว้เพื่อขายไปบริจาคให้กับหน่วยรับบริจาคมีรายชื่อตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศไว้ (ตรวจสอบรายชื่อเรียบร้อยแล้วตามข้อ 1)  ถือเป็นการบริจาคสินค้าให้แก่การกุศลสาธารณะ หรือรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา   บริษัทจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริจาคนี้ ตามมาตรา 81 (1)(น) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (4)(ข) แห่งพระราชกฤษฎีกา(ฉบับที่ 239)  

บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีขาย รวมถึงไม่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30  โดยทางหน่วยรับบริจาคดังกล่าว จะต้องจัดทำหนังสืออนุโมนาการรับบริจาค พร้อมระบุ รายละเอียดสินค้า + จำนวนชิ้น ที่ได้รับบริจาค ให้แก่บริษัทฯ


หากสินค้าที่ตั้งใจซื้อมาเพื่อบริจาค มีภาษีซื้อ ภาษีซื้อดังกล่าวถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ไม่สามารถนำมาเครดิตหักกับภาษีขายได้ แต่บริษัทฯ สามารถนำมาบันทึกรวมเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน ตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 243) พ.ศ. 2534 และข้อ 2 (3) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)ฯ ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2535


มาตรา 81 ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

    (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการดังต่อไปนี้

             (น) การขายสินค้าหรือการให้บริการตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  ( ดูพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534 )


พระราชกฤษฎีกา
 ออกตามความในประมวลรัษฎากร
 ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239)
 พ.ศ. 2534
 ------------------------

มาตรา ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการขายสินค้า ดังต่อไปนี้


(4) การบริจาคสินค้าให้แก่

      (ก) สถานพยาบาลและสถานศึกษา ของทางราชการ

      (ข) องค์การหรือแก่สถานสาธารณกุศล หรือแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่น นอกจากที่กล่าวใน (ก) ทั้งนี้ ตามที่รัฐมาตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา”
 
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 254) พ.ศ. 2535 ใช้บังคับ 1 มกราคม 2535 เป็นต้นไป)
 
(ดูประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม หลักเกณฑ์การพิจารณาประกาศฯ)
 
(ดูประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 2 กำหนดองค์การ สาธารณกุศลฯ)



มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

 (6 ทวิ) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้นแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (4) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
             ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2535 เป็นต้นไป )
             ( 
ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) พ.ศ. 2534 )

พระราชกฤษฎีกา
 ออกตามความในประมวลรัษฎากร
 ว่าด้วยภาษีซื้อที่ใช้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 243)

พ.ศ. 2534

 มาตรา ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำภาษีซื้อตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)

เรื่อง    การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ 2ภาษีซื้อดังต่อไปนี้ ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

        (3) ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม




          3.2 กรณีบริษัทฯ บริจาคสินค้าให้แก่หน่วยรับบริจาคที่ไม่มีรายชื่อตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศไว้ (ตรวจสอบรายชื่อเรียบร้อยแล้วตามข้อ 1) ตามมาตรา 47 (7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 3 (4)(ข) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 


เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ต้องนำมูลค่าสินค้าที่ซื้อมารวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีขาย โดยใช้ราคาตลาด (ตามที่ซื้อมา) นำส่ง VAT 7% ยื่นแบบภ.พ.30 ด้วย


มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น   
        (8) “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้าไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง….

มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
             (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ



Note: การบริจาค ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล หากต้องการจะใช้หักลดหย่อนภาษีหรือหักเป็นรายจ่ายทางภาษี จะต้องบริจาคผ่านระบบ e-Donation เท่านั้น และในระบบจะบังคับให้กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ซึ่งหากไม่กรอกยอดมูลค่า ก็ไม่สามารถบริจาคผ่านระบบได้ 

ศึกษารายละเอียดได้ที่TAX-EZ Update

ตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 สรรพากร "ยกเลิก" ใบอนุโมทนาบัตรสำหรับการบริจาคให้วัดมูลนิธิสมาคมกองทุนองค์การต่างๆให้บริจาคผ่าน'e-Donation'เท่านั้น



ตารางสรุปหลักฐานการบริจาคสินค้าและผลทางภาษี

ประเด็น

กรณีมีใบเสร็จ/ใบอนุโมทนาบัตร
 (ระบุมูลค่า)

กรณีไม่มีใบเสร็จ/ไม่ระบุมูลค่า

หน่วยบริจาค

กรณี “ผู้รับบริจาคอยู่ในรายชื่อที่ประกาศฯ” (เช่น วัด/รพ.รัฐ/สถานศึกษาของรัฐ/องค์การสาธารณกุศลที่ประกาศ)

กรณี “ผู้รับบริจาคอยู่ในรายชื่อที่ประกาศฯ” (เช่น วัด/รพ.รัฐ/สถานศึกษาของรัฐ/องค์การสาธารณกุศลที่ประกาศ)

หลักฐานที่ต้องมี

- ใบเสร็จ/ใบอนุโมทนาบัตร ระบุ
• รายการสินค้า
• จำนวน/ปริมาณ
• มูลค่า (บาท)
- หนังสือรับรองว่าเป็นองค์กรที่กรมสรรพากรอนุมัติ
 - เอกสารตัดสต็อก, ใบสำคัญจ่าย

- มีเพียงใบอนุโมทนาบัตรหรือหนังสือรับรองที่ไม่ระบุมูลค่า
 - เอกสารตัดสต็อก, ใบสำคัญจ่าย

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

- หักเป็นรายจ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ 
 ตาม ม.65 ตรี (3)(ข)

- ไม่สามารถหักเป็นรายจ่ายได้ (ถือเป็นการให้โดยเสน่หา) พิสูจน์ยอดบริจาคไม่ได้
 ตาม ม.65 ตรี (3)

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ยกเว้น VAT ตาม ม.81(1)(น) + พรฎ.239 ม.3(4)(ข) (เมื่อผู้รับอยู่ในประกาศฯ) → ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี/ไม่นำส่ง VAT

ถือเป็นการขาย ตาม ม.77/1(8), 77/2 → ต้องคำนวณ VAT จาก “ราคาตลาด ณ วันบริจาค” (ม.79/3) และ นำส่ง VAT 7% (ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี—ดูคำสั่ง ป.86/2542 ข้อ 2(10))

อ้างอิงกฎหมาย

- ม.65 ตรี (3)(ข)
- ม.105 ทวิ
- ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 10
 - ป.122/2545

- ม.65 ตรี (3)
- ม.77/1(8), ม.77/2, ม.79/3(1)
 - ป.86/2542 ข้อ 2 (10)

หมายเหตุ (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569)

ต้องบริจาคผ่าน e-Donation เท่านั้น ใบอนุโมทนาบัตรแบบกระดาษยกเลิก

เช่นเดียวกัน — หากไม่กรอกมูลค่าในระบบ e-Donation จะไม่สามารถบันทึกเป็นการบริจาคทางภาษีได้



อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

บริษัทบริจาครถยนต์ให้แก่วัด

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 14/11/2019 - วันที่ตอบ 14/11/2019

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 81 (1)(น) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

บจก. มีรถเป็นทรัพย์สิน ต้องการนำไปบริจาควัด (รถผ่อนค่างวดหมดแล้ว)

สอบถามว่า
 1. 
ลงเป็นค่าบริจาคได้ไหมทางภาษี
 2. 
ต้องเสีย vat ไหม
 3. 
ต้องเปิดบิลให้วัดแบบมี vat หรอ

วิสัชนา

กรณีบริษัทฯ บริจาครถยนต์ให้แก่วัด
 1. ในทางภาษีเงินได้นิติบุคคล เข้าลักษณะเป็นค่าบริจาคการกุศลสาธารณะตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งท่านยอมให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามมูลค่าต้นทุนทางบัญชีทีเหลืออยู่ แต่ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ

 2. การบริจาครถยนต์ให้แก่วัดวาอาราม ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1)(น) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534

 3. บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่วัดแต่อย่างใด หากแต่ต้องได้รับใบอนุโมทนาบัตรจากวัดเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการลงบัญชี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


เรื่อง

นิติบุคคลบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลของรัฐสามารถหักได้กี่เท่า

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 09/04/2024 - วันที่ตอบ 12/04/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 663) (พ.ศ. 2561), ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 10)

ปุจฉา

นิติบุคคลบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลของรัฐสามารถหักได้กี่เท่าหรือคะนื่องจากลองหาข้อมูลดู บางที่บอกว่าหักได้ 2 เท่าไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ แต่บางที่บอกว่าหักตามที่จ่ายจริง ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ จึงเกิดความสับสนค่ะว่าจริงๆ สามารถหักได้เท่าไหร่

วิสัชนา

ตามมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 663) (พ.ศ. 2561)

    “มาตรา 3 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการบริจาคให้แก่สถานพยาบาลของทางราชการ ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป ดังต่อไปนี้

        (1) สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและ หักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนสองเท่า ของจำนวนเงินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นสำหรับการจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา สำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมิน หลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนนั้น

        (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้เป็นจำนวนสองเท่าของ รายจ่ายที่บริจาค ไม่ว่าจะได้จ่ายเป็นเงินหรือทรัพย์สิน แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุน การศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบและรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายใน การจัดสร้างและการบำรุงรักษาสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของเอกชนที่เปิดให้ประชาชน ใช้เป็นการทั่วไปโดยไม่เก็บค่าบริการใด ๆ หรือสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของทางราชการแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของกําไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร

        “สถานพยาบาลของทางราชการ” ตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า สถานพยาบาลซึ่งเป็นส่วนราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และให้หมายความรวมถึง

        (1) สถานพยาบาลของสถาบันการศึกษาของรัฐ

        (2) สถานพยาบาลขององค์การมหาชนตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน

        (3) สถานพยาบาลของรัฐวิสาหกิจที่เป็นองค์การของรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ

        (4) สถานพยาบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

        (5) สถานพยาบาลของหน่วยงานอื่นของรัฐ

        (6) สถานพยาบาลของสภากาชาดไทย

        การได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

    มาตรา 4 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามหมวด 4 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน หรือการขายสินค้า หรือสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการบริจาคให้แก่ สถานพยาบาลของทางราชการตามมาตรา 3 โดยผู้โอนจะต้องไม่นําต้นทุนของทรัพย์สินหรือสินค้า ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคํานวณภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ทั้งนี้ สำหรับการบริจาคที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป และให้เป็นไปตามหลกั เกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกําหนด้วย


ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

(ฉบับที่ 10)

เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ภาษีมลูค่าเพิ่ม

ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการบริจาคให้แก่สถานพยาบาลของทางราชการ

_________________________________

            อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความใน ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 663) พ.ศ. 2561 อธิบดีกรมสรรพากร กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการบริจาคให้แก่สถานพยาบาลของทางราชการ ดังต่อไปนี้

            ข้อ  1  สถานพยาบาลของทางราชการต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่สถานพยาบาลน้ัน สังกัดอยู่ว่า เป็นสถานพยาบาลของทางราชการที่ให้้บริการรักษาพยาบาลแก่บุคคลภายนอกเป็นการทั่วไป และได้รับรหัสหน่วยงานบริการสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุข

            ข้อ  2  การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา สำหรับการบริจาคให้แก่สถานพยาบาล ของทางราชการ ตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 663) พ.ศ. 2561 จะต้องบริจาคเป็นเงินเท่านั้น

            ข้อ  3  การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการบริจาค ให้แก่สถานพยาบาลของทางราชการ ตามมาตรา 3 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 663) พ.ศ. 2561 จะบริจาคเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือสินค้าก็ได้

            ในกรณีที่บริจาคเป็นทรัพย์สินหรือสินค้า ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

                 (1) กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซื้อทรัพย์สินมาเพื่อบริจาค ต้องมีหลักฐาน การได้มาซี่งทรัพย์สินที่ระบุจำนวนและมูลค่าของทรัพย์สินน้ัน โดยให้ถือว่ามูลค่าตามหลักฐานดังกล่าว

เป็นมูลค่าของรายจ่ายที่บริจาค ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

                 (2) กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนําทรัพย์สินที่ได้บันทึกบัญชีทรัพย์สินของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นมาบริจาค ให้ถือเอามูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือจากการคํานวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน เป็นมูลค่าของรายจ่ายที่บริจาค ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

                 (3) กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนําสินค้ามาบริจาค ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตเอง หรือซื้อมาเพื่อขาย ให้ถือเอามูลค่าต้นทุนของสินค้าดังกล่าวที่สามารถพิสูจน์ได้เป็นมูลค่าของรายจ่ายที่บริจาค ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

            ข้อ  4  บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับการบริจาคให้แก่สถานพยาบาลของทางราชการ ตามข้อ 2 และข้อ 3 ต้องไม้นําเงินบริจาคที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นั้นไปหักลดหย่อนสำหรับเงินบริจาค ตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร หรือต้องไม่นำเงิน ทรัพย์สิน หรือสินค้าที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นั้นไปหักเป็นรายจ่าย ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร

            ข้อ  5  ผู้ที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ตามมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 663) พ.ศ. 2561 ต้องมีเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้จากสถานพยาบาล ของทางราชการ พร้อมให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

                 (1) กรณีที่บริจาคเป็นเงิน ได้แก่ ใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานเป็นหนังสืออื่นที่ออกโดย สถานพยาบาลของทางราชการผู้รับบริจาค เช่น หนังสือขอบคุณ ใบประกาศเกียรติคุณ ใบอนุโมทนาบัตร ซึ่งหลักฐานดังกล่าวต้องระบุจำนวนเงินที่ได้บริจาค และสามารถพิสูจน์การรับบริจาคจากผู้บริจาคได้

                 (2) กรณีที่บริจาคเป็นทรัพย์สินหรือสินค้า ได้แก่ หลักฐานเป็นหนังสือที่ออกโดย สถานพยาบาลของทางราชการผู้รับบริจาคซ่ึงพิสูจน์ได้ว่า ได้รับบริจาคทรัพย์สินหรือสินค้าจากผู้บริจาค เช่น หนังสือขอบคุณ ใบประกาศเกียรติคุณ ใบอนุโมทนาบัตร ซึ่งหลักฐานดังกล่าวได้ระบุมูลค่าของทรัพย์สิน หรือสินค้านั้นตามหลักเกณฑ์ในข้อ 3

            ทั้งนี้ เว้นแต่สถานพยาบาลของทางราชการได้ทำการรับบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ตามประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ให้ใช้ข้อมูลการบริจาคที่ปรากฏในระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) เป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามวรรคหนึ่ง โดยผู้ที่ใช้สิทธิยกเว้น ภาษีอากรไม่ต้องแสดงเอกสารหลักฐานการบริจาคต่อเจ้าพนักงานประเมิน

            ข้อ  6  ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป


ประกาศ ณ วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562 

เอกนิติ นิติทัณฑประภาศ

อธิบดีกรมสรรพากร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


เรื่อง

บริษัทซื้อสิ่งของ เพื่อบริจาคให้แก่ อบต. เพื่อแจกสิ่งของ เนื่องในงานวันเด็ก

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 21/01/2025 - วันที่ตอบ 13/03/2025

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/5 (3), มาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

บริษัทฯ ซื้อของให้ อบต. แจกของงานวันเด็ก โดยมีหนังสือขอความอนุเคราะห์จาก อบต.สามารถนำ VAT ซื้อมาขอคืนได้ไหม หรือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามค่ะ

วิสัชนา

กรณีบริจาคสินค้า มีภาระภาษีอากรดังนี้

1. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม

    มีข้อกำหนดตามมาตรา 77/1 (9) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ถือว่า ทรัพย์สินทุกอย่างไม่ว่าจะมีไว้ขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด เป็นสินค้า และตามตามมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดนิยามศัพท์คำว่า “ขาย” หมายถือ การจำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ดังนั้น การบริจาคทรัพย์สินถือเป็น “การโอน” อย่างหนึ่ง จึงถือเป็นการขายสินค้าที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

    กรณีผู้ประกอบการบริจาคทรัพย์สินที่แม้จะได้ยกเลิกออกจากทะเบียนทรัพย์สินของบริษัทฯ แล้ว แต่ในทางภาษีอากร ทรัพย์สินนั้นยังถือเป็นสินค้า ผู้ประกอบการจึงต้องนำมูลค่าของทรัพย์สินตามราคาตลาดของสินค้า ณ วันที่ได้นำไปบริจาค มารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยไม่จำต้องออกใบกำกับภาษีตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542 

    อย่างไรก็ตาม การบริจาคสินค้าดังกรณีต่อไปนี้ ที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

    กรณีที่ 1 กรณีการบริจาคสินค้าที่เข้าลักษณะการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (น) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 ได้แก่ การการบริจาคสินค้าให้แก่

        (1) สถานพยาบาลของทางราชการ

        (2) สถานศึกษาของทางราชการ

        (3) สภากาชาดไทย

        (4) วัดวาอาราม

        (5) มูลนิธิ หรือสมาคม หรือกองทุน หรือองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ตามที่รัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

        (6) โรงเรียนเอกชนโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น และสถานศึกษาที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

        (7) หอสมุด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ของเอกชนที่เปิดให้ใช้เป็นการสาธารณะโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ค่าทำนุบำรุงหรือเงินสนับสนุนใด ๆ และหอสมุด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ของทางราชการ

        (8) กองทุนผู้สูงอายุตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุ และสถานพักฟื้น บำบัดและฟื้นฟูเด็ก คนชรา ผู้พิการของเอกชนที่ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ค่าทำนุบำรุงหรือเงินสนับสนุนใด ๆ หรือสถานพักฟื้น บำบัด ฟื้นฟูเด็ก คนชรา ผู้พิการของทางราชการ

    กรณีที่ 2 การบริจาคสินค้าที่ไม่ต้องนำมูลค่าของสินค้าที่บริจาคมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี (Non VAT Base: ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเสีย) ตามข้อ 2 (19) และ (20) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ได้แก่

        (1) การบริจาคทรัพย์สินหรือสินค้าซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนบริจาคให้แก่ส่วนราชการตามโครงการของทางราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย วาตภัย อัคคีภัย หรือภัยธรรมชาติในลักษณะทำนองเดียวกัน

        (2) การบริจาคทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการ ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนบริจาคให้แก่ส่วนราชการตามโครงการของทางราชการให้แก่สถานศึกษาของทางราชการ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันศึกษาเอกชน หรือสถานศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน


2. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล

    การบริจาคทรัพย์สินที่บริษัทฯ ได้ยกเลิกออกจากทะเบียนทรัพย์สินของบริษัทฯ เท่ากับทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีมูลค่าทั้งในทางบัญชีและในทางภาษีอากร บริษัทฯ ไม่ต้องนำมูลค่าทรัพย์สินมาถือเป็นรายจ่ายค่าบริจาคการกุศลในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล


 

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    กรณีบริษัทซื้อสิ่งของ เพื่อบริจาคให้แก่ อบต. เพื่อแจกสิ่งของ เนื่องในงานวันเด็ก โดยมีหนังสือขอความอนุเคราะห์จาก อบต. เข้าลักษณะเป็นการบริจาคสินค้าที่ไม่สามารถนำภาษีซื้อมาเดรดิตหักจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เนื่องจากเข้าลักษณะเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ตามมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบการ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต้องนำมูลค่าของทรัพย์สินตามราคาตลาดของสินค้า ณ วันที่ได้นำไปบริจาค มารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยไม่จำต้องออกใบกำกับภาษีตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 86/2542

    อย่างไรก็ตาม ในทางภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทฯ สามารถนำมูลค่าสินค้า (สิ่งของ) ที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ