Case study

ใบเสร็จค่าน้ำประปาว่าชื่อผู้ชำระเงินคือชื่อบริษัท และที่อยู่ตามหนังสือรับรอง ระบุสำนักงานใหญ่ ชื่อผู้ใช้น้ำ คือเจ้าของที่ดิน และที่อยู่ที่ดินระหว่างก่อสร้างสำนักงาน สามารถขอคืนภาษีซื้อได้หรือไม่


เรื่อง ใบเสร็จค่าน้ำประปาว่าชื่อผู้ชำระเงินคือชื่อบริษัท และที่อยู่ตามหนังสือรับรอง ระบุสำนักงานใหญ่ ชื่อผู้ใช้น้ำ คือเจ้าของที่ดิน และที่อยู่ที่ดินระหว่างก่อสร้างสำนักงาน สามารถขอคืนภาษีซื้อได้หรือไม่
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 25/02/2026
ประเภทภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัท ได้อยู่ที่ตั้งอยู่ A และได้เช่าที่ดินเพื่อสำนักงานตั้งอยู่ที่ B ได้จดเป็นสาขาที่ 1

จึงเรียนสอบถาม
ใบเสร็จค่าน้ำประปาว่าชื่อผู้ชำระเงินคือชื่อบริษัท และที่อยู่ตามหนังสือรับรอง ระบุสำนักงานใหญ่ ชื่อผู้ใช้น้ำ คือเจ้าของที่ดิน และที่อยู่ที่ดินระหว่างก่อสร้างสำนักงาน

อยากจะทราบว่าบริษัท สามารถ ขอภาษีค่าน้ำประปาดังกล่าวได้หรือไม่ค่ะ

คำตอบ

หากใบกำกับภาษีระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท (สำนักงานใหญ่) ถูกต้อง แต่สถานที่ใช้น้ำปรากฏเป็นที่อยู่สาขาหรือสถานที่ติดตั้งมิเตอร์ (ซึ่งอาจไม่ใช่ที่อยู่สำนักงานใหญ่ตามทะเบียน) บริษัทก็ยังมีสิทธินำใบกำกับภาษีนั้นมาเครดิตภาษีซื้อได้ โดยถือเป็นภาษีซื้อของสำนักงานใหญ่ ตามมาตรา 82/5(1) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากชื่อผู้ซื้อ ที่อยู่ ในใบกำกับภาษียังคงเป็นชื่อบริษัท และบริษัทได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบยื่นรวมอยู่ที่สำนักงานใหญ่แล้ว

รายละเอียดคือ : ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแบบยื่นรวม (สำนักงานใหญ่ยื่นรวมสาขา) ผู้ประกอบการจดทะเบียนสามารถรับรู้ภาษีซื้อของสาขาทั้งหมดที่ยื่นรวมเข้ามายังสำนักงานใหญ่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นแม้ผู้ใช้น้ำจะเป็นสาขาที่ 1 ไม่ใช่สำนักงานใหญ่ตราบใดที่ที่อยู่นั้นเป็นสถานที่ที่มีการใช้บริการจริงของบริษัท และชื่อผู้ซื้อ (ชื่อบริษัท) กับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีถูกต้องครบถ้วน ก็นำมาเครดิตภาษีซื้อได้ 

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


มาตรา 82/3 ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี
 หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น
 หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8
 ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่งเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี

มาตรา 82/5 ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3
             (1) กรณีไม่มีใบกำกับภาษีหรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ เว้นแต่เป็นกรณีมีเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
 
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) )
             (2) กรณีใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด


มาตรา 86/4 ภายใต้บังคับมาตรา 86/5 และมาตรา 86/6 ใบกำกับภาษีต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้
             (1) คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
             (2) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2 หรือผู้ทอดตลาดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/3 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย
             (3) ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
             (4) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่มถ้ามี
             (5) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
             (6) จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง
             (7) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
             (8) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด
             ( 
ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 39) )

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 39)

เรื่อง    กำหนดข้อความอื่นในใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4(8) แห่งประมวลรัษฎากร


ข้อ ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง และสถานประกอบการที่มิใช่สำนักงานใหญ่ได้นำใบกำกับภาษีของสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือการให้บริการ จะต้องมีข้อความว่า "สาขาที่ออกใบกำกับภาษีคือ" ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวโดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

ข้อ 8  ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้จัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องระบุข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการของผู้ประกอบการ จดทะเบียนตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้ออกใบกำกับภาษี ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว สำหรับการจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จัดทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป ดังนี้

                                 (1) กรณีสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียน เป็นสถานที่ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้ออกใบกำกับภาษี ให้ระบุข้อความ คำว่า “สำนักงานใหญ่” หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็นสำนักงานใหญ่ เช่น “สนญ” “HO” “HQ” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เพื่อแสดงว่าตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เป็นรหัสของสำนักงานใหญ่ ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวด้วย

                                 (2) กรณีสถานประกอบการที่เป็นสาขาของผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นสถานที่ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้ออกใบกำกับภาษี ให้ระบุข้อความคำว่า “สาขาที่ ..” โดยเลขที่ของสาขาให้ระบุเลขที่สาขาตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น สาขาที่ 1 สาขาที่ 01 เป็นต้น หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็น “สาขาที่ ..” เช่น “Branch No. ..” “br. no. ..” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขจำนวนห้าหลักตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อแสดงว่าเป็นรหัสของ “สาขาที่ ..” เช่น 00001 ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวด้วย

                                 (3) ข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการตาม (1) และ (2) จะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

ข้อ 9  ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้จัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องระบุข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้นไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว สำหรับการจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จัดทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป ดังนี้

                                 (1) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนระบุที่อยู่ของสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เป็นที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในใบกำกับภาษี ให้ระบุข้อความคำว่า “สำนักงานใหญ่” หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็นสำนักงานใหญ่ เช่น “สนญ” “HO” “HQ” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เพื่อแสดงว่าตัวเลขศูนย์จำนวนห้าหลัก (00000) เป็นรหัสของสำนักงานใหญ่ ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวด้วย

                                 (2) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนระบุที่อยู่ของสถานประกอบการที่เป็นสาขาตามที่ปรากฏ ในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เป็นที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการใน ใบกำกับภาษี ให้ระบุข้อความคำว่า “สาขาที่ ..” โดยเลขที่ของสาขาให้ระบุเลขที่สาขาตามที่ปรากฏใน ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น สาขาที่ 1 สาขาที่ 01 เป็นต้น หรือระบุคำย่อที่แสดงได้ว่าเป็น “สาขาที่ ..” เช่น “Branch No. ..” “br. no. ..” เป็นต้น หรือระบุเป็นตัวเลขจำนวนห้าหลักตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อแสดงว่าเป็นรหัสของ “สาขาที่ ..” เช่น 00001 ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวด้วย

                                 (3) ข้อความรายการเกี่ยวกับสถานประกอบการตาม (1) และ (2) จะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป)

 ( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.86/2542 )

คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 86/2542

เรื่อง      หลักเกณฑ์การจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/5 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่มีลักษณะเป็นแบบเต็มรูป


   ข้อ 15 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง จะต้องจัดทำใบกำกับภาษีเป็นรายสถานประกอบการ

                กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง มีการดำเนินงาน ณ สถานที่อื่นซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นสถานประกอบการ ตามมาตรา 77/1(20) แห่งประมวลรัษฎากร ด้วย ให้จัดทำใบกำกับภาษีระบุที่อยู่ของสถานประกอบการซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่หรือสถานประกอบการแห่งอื่นที่ดำเนินงาน ไม่ใช่ที่อยู่ตามสถานที่ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นสถานประกอบการ

                กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคสอง ได้รับใบกำกับภาษีระบุชื่อของผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกต้อง แต่ระบุที่อยู่ตามสถานที่ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นสถานประกอบการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำไปถือเป็นภาษีซื้อของสำนักงานใหญ่ หรือเป็นภาษีซื้อของสถานประกอบการแห่งอื่นซึ่งจ่ายค่าสินค้าหรือค่าบริการ

                ตัวอย่าง

                        (1) บริษัท ก.จำกัด มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เขตพญาไท ประกอบกิจการให้เช่าอาคารสำนักงานซึ่งตั้งอยู่เขตบางพลัด บริษัทฯ ไม่ได้ใช้พื้นที่ของอาคารที่ให้เช่าเป็นสถานประกอบการ แต่บริษัทฯให้บริการสาธารณูปโภคแก่ผู้เช่า บริษัทฯ ขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า ประปา และโทรศัพท์ ณ อาคารที่ให้เช่า รัฐวิสาหกิจจัดทำใบกำกับภาษีในนามของบริษัทฯ แต่ระบุที่อยู่ตามอาคารที่ให้เช่า บริษัทฯ มีสิทธินำใบกำกับภาษีไปถือเป็นภาษีซื้อของสำนักงานใหญ่ได้ เมื่อบริษัทฯเรียกเก็บค่าบริการและภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้เช่า บริษัทฯต้องจัดทำใบกำกับภาษีโดยระบุที่อยู่ของสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่

                        (2) บริษัท ข.จำกัด ประกอบกิจการผลิตปลากระป๋อง มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เขตบางซื่อ มีสำนักงานอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง บริษัทฯก่อสร้างโรงงานที่จังหวัดระยอง โดยมอบหมายให้สำนักงานที่จังหวัดระยองดำเนินงานด้านการก่อสร้างและจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการก่อสร้าง บริษัทฯขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า ประปา ณ สถานที่ก่อสร้าง รัฐวิสาหกิจจัดทำใบกำกับภาษีในนามของบริษัทฯ แต่ระบุที่อยู่ ณ สถานที่ก่อสร้าง บริษัทฯมีสิทธินำใบกำกับภาษีไปถือเป็นภาษีซื้อของสำนักงานที่จังหวัดระยองได้

                        (3) บริษัท ก.จำกัด เช่าสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อติดตั้งป้ายโฆษณาสินค้าซึ่งต้องมีกระแสไฟฟ้าส่องป้าย บริษัทฯขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า ณ สถานที่เช่า รัฐวิสาหกิจจัดทำใบกำกับภาษีในนามของบริษัทฯ แต่ระบุที่อยู่ตามสถานที่เช่า บริษัทฯมีสิทธินำใบกำกับภาษีไปถือเป็นภาษีซื้อของสำนักงานใหญ่ได้

   ข้อ 18 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทำใบกำกับภาษีเป็นรายสถานประกอบการ และสถานประกอบการที่ไม่ใช่สำนักงานใหญ่ได้นำใบกำกับภาษีระบุที่อยู่ของสำนักงานใหญ่ไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น สถานประกอบการที่ไม่ใช่สำนักงานใหญ่ต้องระบุข้อความว่า สาขาที่ออกใบกำกับภาษีคือ ... ไว้ในใบกำกับภาษีด้วย โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

                ข้อความว่า สาขาที่ออกใบกำกับภาษีคือ ... ตามวรรคหนึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนสามารถระบุชื่อของสถานที่ก็ได้ เช่น สาขาลาดพร้าว สาขาลพบุรี

                ตัวอย่าง

                        (1) ระบุว่า สาขาที่ออกใบกำกับภาษี คือ สาขาลาดพร้าว หรือ สาขาที่ออกใบกำกับภาษี คือ สาขาที่ 1 หรือ  สาขาที่ออกใบกำกับภาษี คือ สาขาถนนพระราม 4 หรือ

                        (2) ระบุว่า สาขาลาดพร้าว หรือ สาขาที่ 1 หรือ สาขาถนนพระราม 4


คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 125/2546

เรื่อง      การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายค่าบริการเลขหมายโทรศัพท์ และค่าบริการโทรศัพท์

   ข้อ 4 กรณีผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์เป็นผู้ประกอบกิจการให้เช่าอาคารและให้บริการโทรศัพท์ ได้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์ระบบโทรศัพท์ธรรมดากับผู้ให้บริการโทรศัพท์ซึ่งผู้ให้บริการโทรศัพท์ออกใบแจ้งหนี้ในนามของผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์ซึ่งเป็น ผู้ให้เช่าอาคาร หากผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์จ่ายค่าบริการตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์ ตามมาตรา 86 และมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยระบุชื่อผู้ทำสัญญาใช้ บริการโทรศัพท์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าอาคารเป็นผู้รับบริการตามมาตรา 86/4(3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์มีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร และกรณีผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากผู้ให้บริการโทรศัพท์ โดยออกหนังสือรับรอง การหักภาษี ณ ที่จ่าย ในนามของผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์ให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์

             กรณีผู้เช่าอาคารเป็นผู้จ่ายค่าบริการตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษีให้แก่ผู้เช่าอาคารตามมาตรา 86 และมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยระบุชื่อผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าอาคารเป็นผู้รับบริการตามมาตรา 86/4(3) แห่งประมวลรัษฎากร และเพิ่มเติม ข้อความว่า “จ่ายค่าบริการโดยผู้เช่าอาคารคือ” หรือข้อความที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ซึ่ง ผู้เช่าอาคารมีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร และกรณีผู้เช่าอาคารเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ผู้เช่าอาคารมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากผู้ให้บริการโทรศัพท์ โดยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ในนามของผู้เช่าอาคารให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์

ให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับในกรณีผู้เช่าอาคารได้ให้บุคคลอื่นเช่าช่วงอาคารและผู้เช่าช่วงอาคารเป็นผู้จ่ายค่าบริการตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์ด้วย



อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีใบกำกับภาษีค่าไฟฟ้า ค่าประปา และค่าโทรศัพท์

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

02/06/2006

เลขที่หนังสือ

กค 0706/พ./5269

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/3 และมาตรา 82/5(1) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

     บริษัทฯ ประกอบธุรกิจประเภทให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยเก็บค่าเช่ารวมทั้งค่าบริการสาธารณูปโภค บริษัทฯ จะเป็นผู้ขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า น้ำประปา และโทรศัพท์ จากผู้ให้บริการสาธารณูปโภค ส่วนผู้เช่าซึ่งเป็นผู้ใช้บริการสาธารณูปโภคนั้น ๆ จะเป็นผู้ชำระค่าบริการด้วยตนเองตลอดอายุสัญญาเช่า เนื่องจากใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีค่าบริการสาธารณูปโภคดังกล่าวจะระบุชื่อบริษัทฯ ผู้ให้เช่า จึงเป็นเหตุให้ผู้เช่าไม่มีสิทธินำใบกำกับภาษีในกรณีนี้ไปเครดิตเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ จึงแก้ปัญหาด้วยการให้ผู้เช่าชำระค่าบริการสาธารณูปโภคให้แก่บริษัทฯ เพื่อบริษัทฯ จะสามารถออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีในชื่อของผู้เช่า แล้วบริษัทฯ จึงจะนำเงินจำนวนที่ได้รับนั้นไปชำระค่าบริการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกทอดหนึ่ง แต่การดำเนินในลักษณะนี้เสมือนหนึ่งว่า บริษัทฯ เป็นผู้ซื้อสาธารณูปโภค แล้วนำมาขายให้กับผู้เช่า อีกทั้งยังสร้างภาระทางด้านเอกสารบัญชีและภาษีให้เพิ่มมากขึ้น บริษัทฯ จึงขอทราบว่า หากสัญญาเช่าแต่ละฉบับจะระบุว่า บริษัทฯ เป็นผู้ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า มาตรวัดน้ำ และโทรศัพท์ ณ สถานที่เช่า พร้อมทั้งระบุให้ชัดเจนมากขึ้นว่ามิเตอร์ใดสำหรับผู้เช่าคนใด และผู้เช่าซึ่งเป็นผู้ใช้บริการ จะต้องเป็นผู้ชำระค่าบริการสาธารณูปโภคโดยตรงให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผู้เช่ามีสิทธินำใบกำกับภาษีดังกล่าวที่ออกให้ในนามของบริษัทฯ ผู้ให้เช่า ไปเครดิตเป็นภาษีซื้อในการคำนวณมูลค่าเพิ่มของผู้เช่าได้หรือไม่

แนววินิจฉัย

     กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นผู้เช่าได้รับใบกำกับภาษีค่าสาธารณูปโภคที่ระบุชื่อบริษัทฯ ผู้ให้เช่า แม้ผู้เช่าเป็นผู้จ่ายค่าสาธารณูปโภคให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงตามมิเตอร์ที่ระบุสำหรับผู้เช่าแต่ละรายโดยเฉพาะตามสัญญาเช่า แต่โดยที่ใบกำกับภาษีค่าสาธารณูปโภคดังกล่าวยังคงระบุชื่อบริษัทผู้ให้เช่า เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้เช่าได้จ่ายภาษีซื้อโดยไม่มีใบกำกับภาษีระบุชื่อผู้ประกอบการมาแสดงตามมาตรา 82/5(1) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้เช่าจึงไม่มีสิทธินำใบกำกับภาษีดังกล่าวมาหักเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้

69/34311


เรื่อง

ค่าไฟฟ้า หรือค่าสาธารณูปโภค ที่ใบเสร็จรับเงินไม่ใช่ชื่อของกิจการ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 15/03/2024 - วันที่ตอบ 27/03/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

ปรึกษาอาจารย์เกี่ยวกับ หนังสือที่ กค 0702/พ./1319 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง ค่าไฟฟ้า หรือค่าสาธารณูปโภค ที่ใบเสร็จรับเงินไม่ใช่ชื่อของกิจการครับ

    ข้อเท็จจริงผมจดทะเบียนนิติบุคคล ชื่อ A เช่าบ้าน นาง N เป็นสถานประกอบการและรับชำระค่าไฟฟ้าเอง โดยได้ติดต่อขอเพิ่มชื่อนิติบุคคล A เป็นผู้ชำระค่าไฟฟ้าตามหนังสือหารือดังกล่าวข้างต้น แต่ชื่อมิเตอร์ไฟฟ้ามิใช่ชื่อของนาง N ผู้ให้เช่าบ้าน แต่เป็นชื่อของคุณปู่นาง N กรณีที่มิเตอร์ไฟฟ้า ไม่ใช่ชื่อเดียวกับชื่อเจ้าของบ้านเช่า สามารถนำค่าไฟฟ้าไปเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการได้หรือไม่ครับ

    ตามความเห็นของผม ตามหนังสือขอหารือดังกล่าว ดูที่ว่าผู้ประกอบการนิติบุคคลเป็นผู้ชำระค่าไฟฟ้าจริงหรือไม่จากมิเตอร์ของบ้านเช่านั้น ส่วนมิเตอร์จะเป็นชื่อของใคร ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะมาพิจารณา ถูกผิดอย่างไร รบกวนอาจารย์ให้คำแนะนำด้วยครับ


เลขที่หนังสือ : กค 0702/พ./1319

วันที่ : 19 กุมภาพันธ์ 2552

เรื่อง : ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีใบกำกับภาษีค่าไฟฟ้า

ข้อกฎหมาย : มาตรา 77/1(20) มาตรา 82/5(1) และมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ:

    บริษัท B (บริษัทฯ) ประกอบกิจการรับจ้างดำเนินการเกี่ยวกับระบบการผลิตน้ำประปาให้แก่บริษัท P ณ โรงผลิต น้ำประปา ของ P แล้วสูบเพื่อส่งน้ำประปาไปยังสถานีจ่ายน้ำ ซึ่งทำหน้าที่จ่ายน้ำประปาให้แก่ผู้บริโภค โดยมีระยะการผลิต ถึงปี พ.ศ. 2566 ในการดำเนินงานดังกล่าว บริษัทฯ ต้องเข้าไปดำเนินงานในสถานประกอบการของ P ได้แก่ สถานีจ่ายน้ำ สถานีเพิ่มแรงดัน และโรงกรองน้ำ โดยในสัญญาว่าจ้างกำหนดให้บริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าเอง แต่ใบกำกับ ภาษีค่าไฟฟ้าระบุชื่อ ที่อยู่ของ P ซึ่งเป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า บริษัทฯ จึงมีความประสงค์จะขอจดเพิ่มสาขาตามสถานที่มิเตอร์ ไฟฟ้าติดตั้งอยู่ เพื่อบริษัทฯ จะนำใบกำกับภาษีค่าไฟฟ้ามาใช้ได้อย่างถูกต้อง บริษัทฯ จึงขอหารือ ดังนี้

    1. บริษัทฯ สามารถขอจดเพิ่มสาขาตามสถานที่ที่ได้ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าได้หรือไม่

    2. หากดำเนินการตาม 1. ไม่ได้ บริษัทฯ จะขอเพิ่มชื่อบริษัทฯ ในใบกำกับภาษีของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (การไฟฟ้าฯ) แต่ที่อยู่ยังคงเป็นที่อยู่ตามสถานที่ตั้งของมิเตอร์ไฟฟ้า เพื่อที่บริษัทฯ สามารถนำใบกำกับภาษีดังกล่าวมาใช้ได้หรือไม่


แนววินิจฉัย:

    1. กรณีตาม 1. เนื่องจากบริษัทฯ ใช้สถานประกอบการของผู้ว่าจ้างเพื่อให้บริการตามสัญญาที่บริษัทฯ มีต่อผู้ว่าจ้างเท่านั้น บริษัทฯ มิได้ใช้สถานที่ดังกล่าวเพื่อประกอบกิจการของตนเองเป็นการทั่วไป ดังนั้น สถานีจ่ายน้ำ สถานีเพิ่มแรงดันและโรงกรองน้ำ ที่ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า จึงไม่ใช่สถานประกอบการของบริษัทฯ ตามมาตรา 77/1 (20) แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/7 แห่งประมวลรัษฎากร

    2. กรณีตาม 2. หากบริษัทฯ เป็นผู้จ่ายค่าไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฯ เองโดยตรงแต่ใบกำกับภาษีค่าไฟฟ้าระบุชื่อ ที่อยู่ของ P บริษัทฯ ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าว มาถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/3 และ มาตรา 82/5 (1) แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ดี หากบริษัทฯ ติดต่อกับการไฟฟ้าฯ เพื่อขอเพิ่มชื่อของบริษัทฯ ลงในใบกำกับภาษี โดยเพิ่มเติม ข้อความว่า "จ่ายชำระค่าบริการโดย บริษัท B" ลงไปด้วย บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าว ไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรได้


เลขตู้ : 72/36421

วิสัชนา

กรณีบริษัท A เช่าบ้าน นาง N เป็นสถานประกอบการ และรับชำระค่าไฟฟ้าเอง โดยได้ติดต่อขอเพิ่มชื่อนิติบุคคล A เป็นผู้ชำระค่าไฟฟ้าตามหนังสือหารือดีงกล่าวข้างต้น แต่ชื่อมิเตอร์ไฟฟ้า มิใช่ชื่อของนาง N ผู้ให้เช่าบ้าน แต่ เป็นชื่อของคุณปู่ นาง N กรณีที่มิเตอร์ไฟฟ้า ไม่ใช่ชื่อเดียวกับ ชื่อเจ้าของบ้านเช่า บริษัท A สามารถ นำค่าไฟฟ้าไปเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการได้ ตามแนวทางปฏิบัติตามคำตอบข้อหารือเลขที่ กค 0702/พ./1319 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 ดังนี้

    “...บริษัทฯ ติดต่อกับการไฟฟ้าฯ เพื่อขอเพิ่มชื่อของบริษัทฯ ลงในใบกำกับภาษี โดยเพิ่มเติม ข้อความว่า "จ่ายชำระค่าบริการโดย บริษัท B" ลงไปด้วย บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าว ไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรได้”


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


เรื่อง

ใบกำกับภาษีของค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ที่ผู้เช่าเป็นผู้ชำระ แต่ชื่อในบิลเป็นของเจ้าของสถานที่

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 20/01/2022 - วันที่ตอบ 02/04/2022

ประเภทภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

กรณีใบกำกับภาษีของค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ที่ผู้เช่าเป็นผู้ชำระ แต่ชื่อในบิลเป็นของเจ้าของสถานที่ ใบกำกับภาษีนี้ได้ให้ทางการไฟฟ้าและการประปา เขียนเพิ่มไปแล้วว่า “ชำระโดย…(ชื่อผู้เช่า)…” แล้ว จึงอยากสอบถามอาจารย์ว่าใบกำกับภาษีนี้สามารถนำมาใช้ยื่นเคลมภาษีซื้อได้มั้ยคะ

วิสัชนา

ตามข้อ 4 วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 125/2546 ฯ กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีผู้เช่าอาคารได้จ่ายค่าบริการโทรศัพท์ให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์โดยตรง โดยเพิ่มเติมข้อความว่า "จ่ายค่าบริการโดยผู้เช่าอาคารคือ..." เป็นผลให้ ผู้เช่าอาคารมีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ได้ดังนี้  

    “ข้อ 4 กรณีผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์เป็นผู้ประกอบกิจการให้เช่าอาคารและให้บริการโทรศัพท์ ได้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์ระบบโทรศัพท์ธรรมดากับผู้ให้บริการโทรศัพท์ซึ่งผู้ให้บริการโทรศัพท์ออกใบแจ้งหนี้ในนามของผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าอาคาร หากผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์จ่ายค่าบริการตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์ ตามมาตรา 86 และมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยระบุชื่อผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าอาคารเป็นผู้รับบริการตามมาตรา 86/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์มีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร และกรณีผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากผู้ให้บริการโทรศัพท์ โดยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ในนามของผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์ให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์

    กรณีผู้เช่าอาคารเป็นผู้จ่ายค่าบริการตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มีหน้าที่ต้องจัดทำใบกำกับภาษีให้แก่ผู้เช่าอาคารตามมาตรา 86 และมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยระบุชื่อผู้ทำสัญญาใช้บริการโทรศัพท์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าอาคารเป็นผู้รับบริการตามมาตรา 86/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร และเพิ่มเติมข้อความว่า "จ่ายค่าบริการโดยผู้เช่าอาคารคือ" หรือข้อความที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ซึ่งผู้เช่าอาคารมีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร และกรณีผู้เช่าอาคารเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ผู้เช่าอาคารมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากผู้ให้บริการโทรศัพท์ โดยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ในนามของผู้เช่าอาคารให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์

    ให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับในกรณีผู้เช่าอาคารได้ให้บุคคลอื่นเช่าช่วงอาคารและผู้เช่าช่วงอาคารเป็นผู้จ่ายค่าบริการตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์ด้วย”

    ตามแนวคำตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/พ./1319 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีซื้อ สำหรับค่าไฟฟ้า ที่บริษัทฯ เป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าเอง แต่ชื่อ และที่อยู่ตามใบกำกับภาษีเป็นของผู้ประกอบการอื่น ทำนองเดียงกับค่าโทรศัพท์ดังนี้  

“...บริษัทฯ ติดต่อกับการไฟฟ้าฯ เพื่อขอเพิ่มชื่อของบริษัทฯ ลงในใบกำกับภาษี โดยเพิ่มเติม ข้อความว่า "จ่ายชำระค่าบริการโดย บริษัท B" ลงไปด้วย บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าว ไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรได้”

   
     ดังนั้น กรณีใบกำกับภาษีของค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ที่ผู้เช่าเป็นผู้ชำระ แต่ชื่อในบิลเป็นของเจ้าของสถานที่ ใบกำกับภาษีนี้ได้ให้ทางการไฟฟ้าฯ และการประปาฯ เพิ่มเติมข้อความว่า “ชำระโดย…(ชื่อผู้เช่า)…” เช่นนี้ ผู้เช่าย่อมมีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามแนวทางปฏิบัติดังกล่าวข้างต้น

    อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า กรมสรรพากรไม่ได้ชี้ชัดว่า การเพิ่มเติมข้อความว่า “ชำระโดย...” นั้นต้องจัดทำโดยวิธีใด ดังนั้น หากใบกำกับภาษีที่ออกครั้งแรก มีข้อความถูกต้องครบถ้วน แล้ว ไม่ว่าข้อความดังกล่าวจะจัดทำขึ้นโดยวิธีการใด ก็ย่อมมีสิทธินำไปใช้เป็นภาษีซื้อเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ