Case study

การสละสิทธิค่านายหน้า


เรื่อง การสละสิทธิค่านายหน้า
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 03/04/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทมีค่านายหน้าที่จะต้องจ่ายกรรมการ (และเป็นเจ้าของบริษัท) ค้างจ่ายดังนี้

ปี 2565 1,000,000 บาท

ปี 2566 1,500,000 บาท

ปี 2567 1,500,000 บาท

และปี 2568 2,000,000 บาท

ค่านายหน้าคิดร้อยละ 5 ของยอดขายตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท

ทั้งหมดยังไม่มีการจ่ายรวมเป็นเงิน 6,000,000 บาทเนื่องจากกรรมการต้องการเก็บเป็นเงินหมุนเวียนของบริษัทก่อน

ในปี 2569 บริษัทมีโครงการจะลงทุนในธุรกิจเพิ่มเติม ซึ่งต้องใช้เงินลงทุน ทางกรรมการจึงมีความประสงค์ไม่รับค่านายหน้าดังกล่าวโดยจะทำหนังสือเป็นหนังสือสละสิทธิเรียกร้องในค่านายหน้าดังกล่าว ซึ่งจะมีผลให้บริษัทต้องบันทึกเงินค่านายหน้าค้างจ่ายเป็นรายได้อื่นของบริษัท และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของปี 2569 เนื่องจากเป็นปีที่กรรมการสละสิทธิในค่านายหน้าดังกล่าว

ประเด็นแรก คือ กรณีนี้สรรพากรจะสามารถสั่งให้บริษัทถือเป็นรายตามแต่ละปี โดยให้บวกกลับรายจ่ายและยื่น ภ.ง.ด. 50 เพิ่มเติมชำระภาษีและเงินเพิ่ม (ถ้ามี) ได้หรือไม่ เพราะการสละสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเกิดในปี 2569

ประเด็นที่สอง การสละสิทธินี้จะทำให้กรรมการไม่มีเงินได้ค่านายหน้า ไม่มีภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่มใช่หรือไม่

คำตอบ

ตอบ  

ภาษีเงินได้นิติบุคคลบริษัทจะต้องนำเงินค่านายหน้าที่พึงชำระแต่ไม่ต้องชำระ เนื่องจากได้รับการยกหนี้ให้นี้ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการยกหนี้ (รอบปี 2569) ทั้งนี้ตามกณฑ์สิทธิ์ มาตรา 65 วรรคสองแห่งประมวลรัษฎากร

Dr. เจ้าหนี้ค่านายหน้า – กรรมการ                         XX

Cr. รายได้อื่น(รายได้รับจากการยกหนี้)                                  XX


ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายได้จากการได้รับการยกหนี้ให้ บริษัทไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจาก ไม่ใช่รายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการตาม มาตรา 77/1(8)(9)(10)  แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งปประมวลรัษฎากร

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ ภาษีมูลค่าเพิ่มของกรรมการ

ค่านายหน้าจ่ายให้กรรมการบริหาร (ที่ไม่ใช่พนักงาน) เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร ถ้ากรรมการยังไม่ได้รับเงิน ถึง 1.8 ล้านบาท/ปีกรรมการยังไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม


เนื่องจากกรรมการยังไม้ได้รับค่านายหน้า จึง ไม่ถือเป็นเงินได้กรรมการ เนื่องจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รับรู้ตามเเกณฑ์เงินสดถึงเม้ ในปี  2567 ถึงแม้บริษัทจะรับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิ์ ตาม มาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรถ้ากรรมการยังไม่ได้รับเงิน กรรมการก็ยังไม่ต้องถือเป็นเงินได้ของตน

 
 

ข้อพึงระวัง

รูปแบบรายการ “ตั้งค่าใช้จ่าย แล้วไม่จ่ายจริง และยกหนี้ในปีถัดมา เป็นรูปแบบที่ผู้สอบบัญชีและสรรพากรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีลักษณะ ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมทางธุรกิจปกติ กระทบกำไรข้ามงวด และ เป็นช่องทางในการวางแผนภาษีให้เสียภาษีน้อยกว่าความเป็นจริง หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากรรมการได้ให้บริการจริงตามสัญญา และมีเจตนาที่จะจ่ายค่าตอบแทนจริง อาจถูกตีความว่าเป็นรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงตามมาตรา 65 ตรี(9) แห่งประมวลรัษฎากร  เจ้าหน้าที่สรรพากรอาจให้ไปปรับปรุงลดยอดรายจ่าย ในแบบ ภ.ง.ด.50  แต่ละรอบที่ตั้งรายจ่ายดังกล่าว



อ้างอิงกฎหมาย 


มาตรา 65  เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
(ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
(ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด
             การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
             ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ และวิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป



มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

 (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวการให้โดยเสน่หา

(9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงหรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใดก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้


  (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ



มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(8) " ขาย " หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง

“(9) “สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด”

(10) " บริการ " หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเอง ไม่ว่าประการใดๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง


  

มาตรา 77/2 การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
             (1) 
การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ


  

มาตรา 40   เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด


(2)เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้นั้นไม่ว่าหน้าที่ หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว




อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

กรรมการบริษัทยกหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมกรรมการ /การยกหนี้โดยเจ้าหนี้ที่เป็นบริษัท

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 05/09/2024 - วันที่ตอบ 10/09/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา,ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ, มาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534)

ปุจฉา

เคยได้อ่านสาระความรู้ที่อาจารย์เขียนไว้ในเว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่องการยกหนี้ดอกเบี้ยกรรมการและการหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ว่าหากเป็นการยกหนี้บริษัท ไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไว้นั้น ไม่ทราบว่าในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง บริษัทฯ จะไม่ถูกสรรพากรเรียกเก็บหรือตรวจสอบกรณีนี้ย้อนหลังหรือมีกรณีพิพาททีหลังหรือไม่คะ



 

“ปุจฉา: เรียนสอบถาม อาจารย์สุเทพค่ะ

เรื่อง:กรรมการบริษัทยกหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมกรรมการ

    กรณี 1 กรรมการเป็นบุคคลธรรมดาในประเทศไทย ยกหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับบริษัทฯบริษัทฯ จำเป็นต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับดอกเบี้ยที่กรรมการยกหนี้ให้หรือไม่ค่ะ

    กรณี 2กรรมการเป็นนิติบุคคลใช้วิธีปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกับกรณี 1 หรือไม่ค่ะในกรณี 2 หากต้องนำส่งบริษัทฯผู้เป็นเจ้าหนี้ สามารถนำหัก ณ ที่จ่ายมาถือเป็นเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ค่ะ

วิสัชนา

1. กรณีกรรมการเป็นบุคคลธรรมดาในประเทศไทย ยกหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่บริษัทฯบริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับดอกเบี้ยที่กรรมการยกหนี้ให้ เนื่องจากไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าวแต่อย่างใดแต่บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการยกหนี้ให้ดังกล่าว

 
 

2. กรณีกรรมการเป็นนิติบุคคลใช้วิธีปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกับกรณีตามข้อ 1 แต่บริษัทเจ้าหนี้ที่ได้ยกหนี้ให้จะไม่สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทั้งจำนวนในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะไม่ต้องด้วยเงื่อนไขในการจำหน่ายหนี้สูญตามมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) 

    อย่างไรก็ตาม หากมีการนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย บริษัทฯ ผู้เป็นเจ้าหนี้ สามารถนำหัก ณ ที่จ่ายมาถือเป็นเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามมาตรา 3 เตรส ประกอบมาตรา 60 แห่งประมวลรัษฎากร”


   

สุเทพ พงษ์พิทักษ์ วิสัชนา :

กรณีเป็นการยกหนี้โดยเจ้าหนี้ที่เป็นบริษัท

1. ทางด้านบริษัทฯ ผู้ได้รับการยกหนี้ให้

    1.1 บริษัทฯ ต้องรับรู้รายได้จากการได้รับการยกหนี้ให้ ทั้งในส่วนที่เป็นเงินต้นและดอกเบี้ย

    1.2 บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ในอัตรา 1% ของเงินได้ ตามข้อ 4 (3) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528ฯ หรือในอัตรา 15% ของเงินได้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจาก

          (1) บริษัทฯ ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าวแต่อย่างใด ในการคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายนั้น ใช้ “เกณฑ์เงินสด” ไม่ได้ใช้ “เกณฑ์สิทธิ” ดังเช่นกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้น ตาม Logic หรือตรรกะหรือแนวคิดในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เมื่อไม่มีการจ่ายเงินได้ ก็ไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด

          (2) บริษัทฯ ในฐานะลูกหนี้ ต่างหากที่เป็นผู้ได้รับเงินได้จากการยกหนี้ให้ ซึ่งมีหน้าที่ต้องรับรู้รายได้จากการได้รับการยกหนี้ให้ ทั้งในส่วนที่เป็นเงินต้นและดอกเบี้ยไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งมีอัตราสูงถึง 20% ของรายได้ดังกล่าว และสูงกว่าอัตราภาษีธูรกิจเฉพาะที่กำหนดให้เสียเพียง 3.3% ของรายรับดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืม หรือภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของจำนวนดอกเบี้ย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร


  

2. ทางด้านบริษัทฯ ที่ยกหนี้ให้

    2.1 สำหรับเจ้าหนี้ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และประกอบกิจการในประเทศไทย ไม่สามารถนำส่วนที่ยกหนี้ให้แก่บริษัทฯ (Hair cut) ไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ เพราะเข้าลักษณะเป็นหนี้สูญต้องห้ามที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขตามมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) ซึ่งทำให้มีกำไรสุทธิทางภาษีอากรเพิ่มขั้น อันต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ

    2.2 สำหรับเจ้าหนี้ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และประกอบกิจการในประเทศไทย นั้น แม้รัฐจะไม่ได้รับภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 15% ของจำนวนดอกเบี้ยที่จ่าย แต่รัฐกลับมีสิทธิได้รับภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิของบริษัทฯ ลูกหนี้ ในอัตรา 20% ของทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งการได้รับการยกหนี้ดังกล่าว อันเป็นการดำเนินกิจการตามปกติธุรกิจ ไม่มีการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายใดๆ ซึ่งไม่ทำให้รัฐขาดประโยชน์ ที่จะพึงได้รับแต่อย่างใด  

    ดังนั้นในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง บริษัทฯ จะไม่ถูกเจ้าพนักงานสรรพากรเรียกเก็บหรือตรวจสอบกรณีนี้ย้อนหลังหรือมีกรณีพิพาททีหลังหรือไม่นั้น ผมย่อมไม่อาจการันตีได้ แต่ขอให้พึงศึกษาเหตุผลที่ต้องออกแรงได้ยกไว้ให้เป็นพิเศษดังกล่าวข้างต้น ย่อมเพียงพอสำหรับเจ้าพนักงานสรรพากรที่เป็น “วิญญูชน” ที่ชอบที่จะพิจารณาตามหลักเหตุและผล


 
ขอขอบคุณข้อมูลจากFB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตามFB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"



 

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ