Case study

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ค่าลิขสิทธิ์ มาตรา 40(3) กำไรธุรกิจ มาตรา 40(8)


เรื่อง ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ค่าลิขสิทธิ์ มาตรา 40(3) กำไรธุรกิจ มาตรา 40(8)
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 30/01/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ข้อกฎหมาย
คำถาม

กรณีที่  1  ข้อหารือเลขที่ กค 0702/1626 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2568 บางกรณีไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ถือเป็นกำไรธุรกิจ มาตรา 40(8) อยากทราบว่ากรณีใดไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย รบกวนอธิบายด้วยค่ะ 

กรณีที่ 2 บริษัทมีธุรกรรมต้องโอนเงินไปต่างประเทศ เป็นค่าลิขสิทธิ์โปรแกรม คอมพิวเตอร์, ค่ารูปภาพต่าง อยู่เป็นประจำ โดยบริษัทต่างประเทศเกือบทั้งหมด ไม่ยอมให้หักภาษี ณ ที่จ่าย มาตรา 70 เลย บริษัทต้องรับภาระชำระภาษีแทน มาตลอด ได้รับทราบจากอาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ให้ไปศึกษา ข้อหารือ เลขที่ กค 0702/ 1626 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2568 ซึ่งได้ศึกษาแล้วแต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าเข้าใจถูกต้องว่าค่าใช้จ่ายอยู่นี้เป็นกำไรธุรกิจ มาตรา 40(8) หรือเป็นค่าลิขสิทธิ์ มาตรา 40(3) ค่าใช้จ่าย ที่จ่ายประจำมีดังนี้ค่ะ 

1.จ่ายค่าต่ออายุการใช้งานเป็นรายปี โปรแกรม Canva เพื่อ Presentation (กรรมสิทธิโปรแกรมไม่ใช่ของบริษัท) 

2.ค่าต่ออายุสมาชิกรายปี สำหรับอ่านข่าวสาร ข้อมูล งานวิจัย จากต่างประเทศทั่วโลก ที่เขาทำวิจัยไว้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการทำงาน

3.ค่าต่ออายุสมาชิกรายปี เพื่อดาวโหลดจากเว็บไซต์ เช่น รูปภาพ โปรแกรมต่างๆ มาใช้สนับสนุนการ ทำงานด้าน IT, การประชาสัมพันธ์ ภายใน ภายนอกบริษัท 

4.ค่าลิขสิทธิ์ ตัวการ์ตูนดังๆ จากต่างประเทศ เพื่อนนำมาพิมพ์สติกเกอร์บนผลิตภัณฑ์ ของบริษัท โดยต้องจ่าย Fixed Cost ขั้นต่ำ ตามมาด้วยปริมาณการผลิต หรือยอดจำ หน่าย โดยทำ สัญญาข้อตกลง เป็นค่าใช่ลิขสิทธิ์ ชัดเจน 

คำถาม

อยากทราบว่า ข้อ 1 - 4 ข้อใดเป็นกำไรจากการประกอบธุรกิจเงินได้มาตรา 40 (8) หรือค่าลิขสิทธิ์ มาตรา 40 (3) บริษัทจะได้ไม่ต้องออกภาษีเงินได้ มาตรา 70 แทน Supplier ต่างประเทศ

คำตอบ



กรณีที่ 1 อธิบาย ข้อหารือ  เลขที่ กค 0702/1626 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2568


เรื่อง

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินไปต่างประเทศสำหรับค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และค่าบริการให้แก่ผู้พัฒนาระบบ 

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

19/03/2025

เลขที่หนังสือ

กค 0702/1626

ข้อกฎหมาย

มาตรา 3 (2) มาตรา 40 (8) มาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และ พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 ประกอบกับข้อบทที่ 5 ข้อบทที่ 12 วรรคสาม (ก) และ (ค) แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา ข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ และ7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ฮังการี

ข้อหารือ

บริษัท ก. ประกอบกิจการให้บริการด้านพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยในการจัดทำแอปพลิเคชันนั้น บริษัท ก. ได้จัดหาบริษัทผู้เชี่ยวชาญภายนอก ดังต่อไปนี้ เพื่อดำเนินการในด้านต่าง ๆ

1. บริษัท A มีสถานประกอบการตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทย สำหรับการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และบริการประมวลผลบนระบบคลาวด์ การให้บริการในกรณีที่บริษัท ก. เกิดปัญหาในการใช้งานการบริการต่าง ๆ บริษัท ก. สามารถแจ้งกรณีปัญหาเหล่านั้นได้ผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท A ซึ่งได้จดทะเบียนในต่างประเทศ และการให้บริการใช้งานซอฟต์แวร์บนเว็บไซต์ที่ติดตั้งอยู่บนระบบของบริษัท A โดยจะคิดค่าบริการตามระยะเวลา

    โดยบริษัท A เป็นเจ้าของสิทธิ กรรมสิทธิ์ และผลประโยชน์ทั้งหมดในการให้บริการดังกล่าว และเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดเช่นกัน โดยสิทธิที่บริษัท A ให้แก่บริษัท ก. เป็นสิทธิที่จำกัด อาจถูกเพิกถอนได้ ไม่เป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ไม่อาจให้อนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงได้ และไม่อาจโอนให้แก่กันได้

2. บริษัท B จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไอร์แลนด์ สำหรับการให้บริการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามความต้องการหรือข้อกำหนดของบริษัท ก. ซึ่งเป็นการว่าจ้างให้ทำงานตามใบสั่งงาน และคิดค่าแรงตามจำนวนวันหรือชั่วโมงที่ทำงานให้ บริษัท B ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงการของบริษัท ก.

3. บริษัท C จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศฮังการี สำหรับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามข้อกำหนดของบริษัท ก. โดยเป็นการว่าจ้างให้ทำงานตามใบสั่งงาน และคิดค่าแรงตามจำนวนวันหรือชั่วโมงที่ทำงานให้ และเมื่อบริษัท C เขียนโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว กรรมสิทธิ์ในโปรแกรมที่เขียนเป็นของบริษัท ก.
     บริษัทฯ ขอหารือว่าเงินค่าบริการดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

แนววินิจฉัย

1. การจ่ายเงินค่าบริการให้แก่ บริษัท A
     หากค่าบริการที่บริษัท ก. ได้จ่ายให้แก่บริษัท A นั้น ไม่ได้เป็น
ค่าตอบแทนที่จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่ได้จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how) ค่าบริการดังกล่าวย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ ตามข้อบทที่ 12 วรรคสาม (ก) และ (ค) แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจ ตามข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา ซึ่งหาก บริษัท A ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา บริษัท A ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา


2. การจ่ายค่าจ้างให้แก่ บริษัท B
     หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า 
ผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ว่าจ้าง การจ่ายค่าจ้างดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น หากบริษัท B ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่เข้าลักษณะเป็นสถานประกอบการถาวรตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ บริษัท B ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 วรรคสอง และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ แต่หากบริษัท B ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย เช่นนี้ บริษัท B ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
     อย่างไรก็ดี หากปรากฏว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวนั้นไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของบริษัท ก. แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท B เช่นนี้ ค่าตอบแทนที่บริษัท ก. ได้จ่ายให้แก่บริษัท B ย่อมเข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้บริการในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และหากค่าตอบแทนดังกล่าวไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หากไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่ได้จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how) ค่าตอบแทนนั้นย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ ตามข้อบทที่ 12 วรรคสาม (ก) และ (ค) แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจตามข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ ซึ่งหาก บริษัท B ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์ บริษัท B ก็ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ไอร์แลนด์


3. การจ่ายค่าจ้างให้แก่ บริษัท C
     การที่บริษัท ก. ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ บริษัท C ซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ เพื่อ
การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามข้อกำหนดของบริษัทฯ เป็นรายใบสั่งงาน (Job Order) โดยมีคิดค่าแรงตามจำนวนวันหรือชั่วโมงที่ทำงานให้นั้น ประกอบกับตามสัญญาระหว่างบริษัท ก. และบริษัท C ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าให้กรรมสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนเป็นของบริษัท ก. (ผู้ว่าจ้าง) การจ่ายค่าจ้างดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น หากบริษัท C ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่เข้าลักษณะเป็นสถานประกอบการถาวรตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ฮังการี เช่นนี้ บริษัท C ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 วรรคสอง และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ฮังการี แต่หากบริษัท C ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย เช่นนี้ บริษัท C ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร


คำตอบก่อนอื่นต้องขออธิบายเกี่ยวกับ  ความสัมพันธ์ระหว่าง ค่าสิทธิ์ Royalty / Knowhow  กำไรธุรกิจ Business Profit  และ สถานประกอบการถาวร  Permanent Establish  ด้วย Flow นี้นะคะ 

  1. ถ้าเป็นค่าสิทธิ์ เข้านิยามค่าสิทธิ์ บริษัทในไทยต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 เทียบกับ DTA ข้อ ค่าสิทธิ์ 
  2. ถ้าไม่ใช่ค่าสิทธิ์ จะถือว่าเป็นกำไรธุรกิจ DTA ข้อ กำไรธุรกิจ
  3. เมื่อเป็นกำไรธุรกิจ จะเสียภาษีในไทยหรือไม่  ให้พิจารณาต่อว่า ผู้รับเงิน(ผู้รับจ้าง) มีสถานประกอบการถาวนในประเทศไทยหรือไม่ โดย การดูว่ามีหรือไม่ให้ดูที่ DTA ข้อ สถานประกอบการถาวร
    1. ถ้ามี ต้องเสียภาษีในไทย บริษัทในไทยต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 76 ทวิ ประกอบกับ ท.ป.4/2528 ข้อ 12
    2. ถ้าไม่มี ไม่ต้องเสียภาษีในไทย  ดังนั้น บริษัทในไทยไม่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่าย


 




จาก ข้อหารือ เลขที่ กค 0702/1626   3 เคส ที่ส่งมาเเล้ว สรุปได้ ดังนี้


เคส

ข้อเท็จจริง

ผลของการวินิจฉัย

1. ค่าบริการให้แก่ บริษัท A

 

ไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและแจกจ่าย หรือสิทธิในการดัดแปลงและเผยแพร่ หรือสิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่หาก


ไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเช่นว่านั้นแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และ


ไม่ได้เป็นค่าตอบแทนที่ได้จ่ายไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how)

ค่าบริการดังกล่าวย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ ตามข้อบทที่ 12 วรรคสาม (ก) และ (ค) แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา แต่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจ ตามข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา ซึ่งหาก บริษัท A ไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา บริษัท A ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา


2. การจ่ายค่าจ้างให้แก่ บริษัท B
     

หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ว่าจ้าง

การจ่ายค่าจ้างดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร  


3. การจ่ายค่าจ้างให้แก่ บริษัท C

 

การที่บริษัท ก. ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ บริษัท C ซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ เพื่อการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามข้อกำหนดของบริษัทฯ เป็นรายใบสั่งงาน (Job Order) โดยมีคิดค่าแรงตามจำนวนวันหรือชั่วโมงที่ทำงานให้นั้น ประกอบกับตามสัญญาระหว่างบริษัท ก. และบริษัท C ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าให้กรรมสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนเป็นของบริษัท ก. (ผู้ว่าจ้าง)


   การจ่ายค่าจ้างดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร  



กรณีที่ 2 


 จากเท็จจริงที่บริษัทมีการโอนเงินไปต่างประเทศเป็นประจำ และคู่สัญญาต่างประเทศไม่ยินยอมให้หักภาษี ณ ที่จ่าย บริษัทจึงต้องพิจารณาลักษณะของเงินได้ที่จ่ายว่าเป็น ค่าลิขสิทธิ์ เงินได้มาตรา 40(3) หรือเป็น กำไรจากการประกอบธุรกิจ เงินได้มาตรา 40(8) และมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยหรือไม่ ตามที่ได้อธิบายไปข้างต้น  

  1. เงินได้มาตรา 40(3) (ค่าลิขสิทธิ์) :  หมายถึง เงินได้จากการให้สิทธิใช้ หรือให้สิทธิทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ งานอันมีลิขสิทธิ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เครื่องหมายการค้า แบบ รูปภาพ ตัวการ์ตูน ฯลฯ โดยผู้จ่ายไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา แต่เป็นเพียงสิทธิใช้ตามสัญญา
  2. เงินได้มาตรา 40(8) (กำไรจากการประกอบธุรกิจ) หมายถึง เงินได้จากการประกอบกิจการหรือให้บริการทั่วไป ซึ่งไม่ใช่ค่าลิขสิทธิ์ และไม่มีการโอนหรือให้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

วิเคราะห์

ข้อ 1 ค่าต่ออายุการใช้งานโปรแกรม Canva (รายปี)

  • บริษัทไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในโปรแกรม
  • แต่ได้รับเพียงสิทธิใช้งานโปรแกรมตามเงื่อนไขที่ผู้ให้บริการกำหนด
     
    ลักษณะเงินได้: ค่าลิขสิทธิ์  เงินได้มาตรา 40(3)
     
    ผลทางภาษี: เข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 เปรียบเทียบกับ  DTA ข้อค่าสิทธิ์ 


ข้อ 2 ค่าต่ออายุสมาชิกรายปี เพื่อเข้าถึงข่าวสาร งานวิจัย และข้อมูลจากต่างประเทศ

  • เป็นการจ่ายเพื่อเข้าถึงข้อมูลหรือฐานข้อมูล
  • ไม่มีการโอนสิทธิในลิขสิทธิ์ และไม่มีสิทธิทำซ้ำหรือเผยแพร่เชิงพาณิชย์
     
    ลักษณะเงินได้: ค่าบริการ / กำไรจากการประกอบธุรกิจ  เงินได้มาตรา 40(8)
     
    ผลทางภาษี: เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ต้องพิจารณามาตรา 70 เช่นเดียวกัน หากเป็นเงินได้จากแหล่งในประเทศไทย

หมายเหตุ : สำหรับ ข่าวสาร งานวิจัย และ ข้อมูลจากต่างประเทศ ถ้า เป็นข้อมูลที่เข้านิยามคำว่าค่าสิทธิ์ ตาม DTA  ลักษณะเงินได้: ค่าลิขสิทธิ์  เงินได้มาตรา 40(3)


ข้อ 3 ค่าต่ออายุสมาชิกรายปี เพื่อดาวน์โหลดรูปภาพ โปรแกรม หรือสื่อดิจิทัล

  • มีการให้สิทธิในการนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้
  • ไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ แต่ใช้ตามเงื่อนไขสัญญา
     
    ลักษณะเงินได้: ค่าลิขสิทธิ์  เงินได้มาตรา 40(3)
     
    ผลทางภาษี: เข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 เปรียบเทียบกับ  DTA ข้อค่าสิทธิ์


ข้อ 4 ค่าลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนต่างประเทศ เพื่อนำไปผลิตสินค้า

  • สัญญาระบุชัดเจนว่าเป็นการให้สิทธิใช้ลิขสิทธิ์   มีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ขั้นต่ำ (Fixed Cost) และ/หรือผันแปรตามยอดผลิตหรือยอดขาย
     
    ลักษณะเงินได้: ค่าลิขสิทธิ์  เงินได้มาตรา 40(3)
     
    ผลทางภาษี: เข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70  เปรียบเทียบกับ  DTA ข้อค่าสิทธิ์

สรุปคำตอบ

รายการ

ประเภทเงินได้

เงินได้มาตรา

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

1. Canva

ค่าลิขสิทธิ์

40(3)

ต้องหัก

2.1 สมัครสมาชิกอ่านงานวิจัย

ค่าลิขสิทธิ์

40(3)

ต้องหัก

2.2 สมัครสมาชิกอ่านงานวิจัย

กำไรธุรกิจ

มี สถานประกอบการถาวรในประเทศไทย

40(8)

ต้องหัก

กำไรธุรกิจ

ไม่มี สถานประกอบการถาวรในประเทศไทย

40(8)

ไม่ต้องหัก

3. ดาวน์โหลดรูป/โปรแกรม

ค่าลิขสิทธิ์

40(3)

ต้องหัก

4. ลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูน

ค่าลิขสิทธิ์

40(3)

ต้องหัก


อ้างอิงคำตอบ

เรื่อง

จ่ายค่าสมาชิกให้ Canva ประเทศออสเตรเลีย นำรูปแบบ แบบฟอร์ม รูปภาพ ประมาณนี้ค่ะ มาใช้สำหรับจัดทำสื่อโฆษณา/ออนไลน์

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 10/04/2023 - วันที่ตอบ 14/04/2023

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (3), มาตรา 70, มาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

บริษัทฯ ชำระค่าสมาชิกให้ Canva ประเทศออสเตรเลีย เป็นการนำรูปแบบ แบบฟอร์ม รูปภาพ ประมาณนี้ค่ะ มาใช้สำหรับจัดทำสื่อโฆษณา/ออนไลน์ ของบริษัทฯเราต้องยื่น ภพ.36 หรือยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่คะ

วิสัชนา

    1. กรณีบริษัทฯ ชำระค่าสมาชิกให้ Canva ประเทศออสเตรเลีย เป็นการนำรูปแบบ แบบฟอร์ม รูปภาพ ประมาณนี้ค่ะ มาใช้สำหรับจัดทำสื่อโฆษณา/ออนไลน์ ของบริษัทฯ เข้าลักษณะเป็นค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าตอบแทน ดังกล่าวไปให้แก่บริษัทซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย และไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15.0 ทั้งนี้ ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับ ข้อ 12 วรรคสาม (ก) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศออสเตรเลียเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ – การใช้หรือสิทธิในการใช้ลิขสิทธิ์ใดๆ สิทธิบัตร แบบหรือหุ่นจำลอง แผนผัง สูตรลับหรือกรรมวิธีลับ เครื่องหมายการค้าหรือทรัพย์สินหรือสิทธิอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน


    2.การใช้บริการตามข้อเท็จจริงเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าบริการให้กับผู้ประกอบการต่างประเทศ บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องเสียตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากรด้วยแบบ ภ.พ.36 ในอัตราร้อยละ 7.0 และใบเสร็จรับเงินที่กรมสรรพากรออกให้ถือเป็นใบกำกับภาษี ตามมาตรา 86/14 แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นภาษีซื้อของบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าบริการตามมาตรา 77/1 (18)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์ "


เรื่อง

ซื้อสื่อ E-book และ E-Journal จากต่างประเทศ เพื่อมาขาย/ให้บริการในไทย

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 03/03/2024 - วันที่ตอบ 18/03/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 585) พ.ศ. 2558

ปุจฉา

ขอสอบถามเกี่ยวกับ ภาษี ภ.พ.36 และ ภ.ง.ด.54 ค่ะ

บริษัทฯ ประกอบกิจการ ผลิตและจำหน่าย ตำราเรียน และสื่อการเรียน การสอน วารสารให้ความรู้ ทั้งแบบรูปเล่ม และ แบบ E-Book / E-Journal

คำถาม

    1. E-Book และ E-Journal ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มใช่ไหมคะ

    2. หากเราซื้อสื่อ E-book และ E-Journal จากต่างประเทศเพื่อมาขายในไทยเราต้องยื่น ภ.พ.36 และ ภงด.54 ไหมคะ

(มีความสับสน ถ้าในไทยยกเว้นภาษีเหล่านี้ แล้วเราซื้อมาต้องจ่ายภาษีไหมคะ เพราะคิดว่าภาษีซื้อจะกองอยู่ที่เครดิตทั้งหมด โดยไม่มีภาษีขาย)

วิสัชนา

1. E-Book และ E-Journal ได้รับการยกเว้น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 585) พ.ศ. 2558 ใช้บังคับวันที่ 2 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นไป ดังนี้

    “มาตรา 4 ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการให้บริการ ดังต่อไปนี้

         (16) การให้บริการหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน ที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต”  


 

2. หากบริษัทซื้อสื่อ E-book และ E-Journal จากต่างประเทศ เพื่อมาขาย/ให้บริการในไทย ในลักษณะที่จ่ายเป็นค่าลิขสิทธิ์ บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 เพราะเป็นกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามแบบ ภ.ง.ด.54 เนื่องจากถือเป็นการจ่ายค่าสิทธิ (Royalty) หรือค่าแห่งลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม


ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์


เรื่อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีซื้อขายรูปภาพผ่ายระบบอินเทอร์เน็ต

แหล่งที่มา

ข้อหารือ กรมสรรพากร

วันที่

04/06/2010

เลขที่หนังสือ

กค 0702/3805

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล,ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40(3) มาตรา 70 มาตรา 27 ตรี มาตรา 83/6(2) และมาตรา 80/1(2) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทฯ ประกอบกิจการธุรกิจซื้อขายรูปภาพ (Stock Photo) เป็นตัวแทนจำหน่ายรูปภาพลิขสิทธิ์ และจัดหารูปภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต บริษัทฯ มีเว็บไซต์ให้ลูกค้าเข้าไปดูภาพต่างๆ เมื่อเลือกภาพที่ต้องการจะติดต่อบริษัทฯ เพื่อขอซื้อสิทธิในการใช้ภาพ และทำการดาวน์โหลดภาพเพื่อใช้ประกอบสื่อสิ่งพิมพ์ และ โฆษณาประชาสัมพันธ์ เช่น นำภาพไปประกอบในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียน โปสเตอร์ ป้ายโฆษณา เป็นต้น บริษัทฯ ขายสิทธิในการใช้ภาพเพื่อนำไปใช้งานเท่านั้น ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ กรรมสิทธิ์เป็นของเจ้าของภาพ การขายสิทธิใช้ภาพมี 2 ลักษณะ ดังนี้

   (1) Right Managed มีกำหนดระยะเวลาในการใช้งาน และระบุลักษณะของการนำภาพไปใช้

   (2) Royalty Fee ไม่จำกัดระยะเวลา จำนวนครั้งในการใช้งาน และสามารถนำภาพไปใช้ได้ตลอด บริษัทฯ ซื้อภาพจากต่างประเทศโดยการดาวน์โหลดรูปภาพ (เป็นภาพถ่ายจากกล้อง) จากสื่ออินเทอร์เน็ต บริษัทฯ ต้องจ่ายค่าสิทธิให้กับเจ้าของภาพ เป็นบริษัทต่างประเทศในอัตราร้อยละ 60 จากยอดเงินที่บริษัทฯ ขายได้ หักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งภาษี แบบ ภ.ง.ด. 54 ในอัตราร้อยละ 15 และยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม แบบ ภ.พ.36 ในอัตรา ร้อยละ 7.0 แต่บริษัทในบางประเทศ เช่น แคนาดา ฝรั่งเศส อังกฤษ และอเมริกา แจ้งว่าตามอนุสัญญาภาษีซ้อนได้สิทธิ ถูกหักภาษีเงินได้ ในอัตราร้อยละ 5 บริษัทฯ หารือว่า (1) ค่าลิขสิทธิ์กับค่าสิทธิ เป็นรายการเดียวกันใช่หรือไม่ (2) ภาพที่ถ่ายจากกล้องจัดเป็นงานศิลปะ หรือศิลปกรรม หรือสิทธิประเภทใด

 (3) ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน คำว่า งานศิลปะ และศิลปกรรม เป็นตัวเดียวกันหรือไม่

   (4) การซื้อรูปภาพจากบริษัทในประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราใด

   (5) กรณีต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ส่วนที่นำส่งเกินบริษัทฯ ขอคืนภาษีได้หรือไม่ ต้องใช้หลักฐานและเวลาการขอคืนอย่างไร

   (6) กรณีไม่มีการขอคืนส่วนต่างในอัตราร้อยละ 10 บริษัทผู้รับเงินในต่างประเทศ นำภาษีในอัตราร้อยละ 10 ไปเป็น เครดิตได้หรือไม่

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ มีรายได้ 2 ประเภท ดังนี้

   (1) ซื้อมาขายไป บริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายรูปภาพลิขสิทธิ์ และจัดหารูปภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เมื่อลูกค้าต้องการซื้อภาพที่บริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่าย ลูกค้าเข้าไปดูรูปภาพที่เว็บไซด์บริษัทฯ และบริษัทฯ ซื้อรูปภาพจากต่างประเทศโดยการดาวน์โหลดผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นำส่งให้ลูกค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

   (2) งานให้บริการ บริษัทฯ ให้บริการด้านภาพดิจิตอล (DIGIAL IMAGE SERVICE) เป็นการบริการสแกนภาพปริ้น และฟิล์ม (Scan) ตกแต่งรูปภาพ (Retouch) และสร้างคำจำกัดความของรูปภาพ (Keyword) ลูกค้าที่ใช้บริการเป็นลูกค้าที่อยู่ใน ต่างประเทศ ลูกค้าส่งภาพทางระบบอินเทอร์เน็ต หรือบริษัทฯ ขนส่งระหว่างประเทศ (FedEx DHL UPS) เมื่อให้บริการเสร็จ บริษัทฯ ทำการส่งออกไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมด ไม่มีการเก็บหรือนำมาใช้ในประเทศไทย วิธีการส่งออกมี 2 วิธี ดังนี้

          (1) ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต บริษัทฯ เรียกเก็บเงินเฉพาะค่าบริการ

          (2) นำงานที่ทำเสร็จบันทึกลงซีดี หรือดีวีดี (Burning to DVD/CD Service) แล้วส่งออกไปให้ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ โดยบริษัทฯ ขนส่งระหว่างประเทศ (FedEx DHL) บริษัทฯ เรียกเก็บค่าบริการงาน และค่าบริการบันทึกข้อมูลลงซีดี และดีวีดี งานบริการส่งออกและนำไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมด ไม่มีการเก็บหรือนำมาใช้ในประเทศไทยบริษัทฯ หารือว่า ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร ในอัตราใด และใช้หลักฐานอะไร

แนววินิจฉัย

1. ตาม 1. กรณีบริษัทฯ ซื้อรูปภาพที่ถ่ายจากกล้องถ่ายรูปจากบริษัทต่างประเทศ ส่งรูปภาพโดยระบบอินเทอร์เน็ต เมื่อ บริษัทฯ จ่ายค่าสิทธิให้กับบริษัทต่างประเทศโดยบริษัทฯ ไม่ได้รับลิขสิทธิ์ในรูปภาพนี้นอกจากการมีสิทธิในการขายรูปภาพให้กับ ลูกค้าเพื่อนำไปใช้งานเท่านั้น เป็นการได้สิทธิในการใช้ภาพถ่ายจากบริษัทต่างประเทศ เพื่อนำมาหาประโยชน์กับลูกค้าของบริษัทฯ เข้าลักษณะเป็นค่าสิทธิ ตามมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทฯ ขายภาพถ่ายให้กับลูกค้าของบริษัทฯ และมีข้อตกลง ต้องจ่ายค่าสิทธิให้กับบริษัทต่างประเทศเจ้าของภาพในอัตราร้อยละ 60 จากยอดเงินที่บริษัทฯ ขายได้ บริษัทฯ มีภาระภาษี ดังนี้

   (1) บริษัทฯ มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้แก่บริษัทต่างประเทศ ที่ไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ดังนี้

     (1.1) ประเทศแคนาดา บริษัทฯ มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ของเงินที่จ่าย ให้แก่บริษัทฯ ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 12 ของอนุสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศแคนาดา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้

     (1.2) ประเทศฝรั่งเศส บริษัทฯ มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ของเงินที่จ่าย ให้แก่บริษัทฯ ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 12 ของอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บ จากเงินได้

     (1.3) ประเทศอังกฤษ บริษัทฯ มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ของเงินที่จ่าย ให้แก่บริษัทฯ ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 13 ของอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ และไอร์แลนด์เหนือ กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้

     (1.4) ประเทศอเมริกา บริษัทฯ มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่จ่าย ให้แก่บริษัทฯ ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 13 ของอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา และรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้

   (2) กรณีบริษัทฯ มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมิน และนำส่งภาษีกรมสรรพากร แต่บริษัทฯ ได้นำส่งภาษีเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องชำระ ถือได้ว่า บริษัทต่างประเทศ เป็นผู้ถูกหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย และนำส่งไว้เกิน บริษัทต่างประเทศมีสิทธิขอคืนจำนวนภาษีที่ถูกหักไว้เกินได้ โดยยื่นแบบ ค.10 ภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายของกำหนดเวลา ยื่นรายการภาษี ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับภาษีที่บริษัทต่างประเทศถูกบริษัทฯ หักไว้เกินในประเทศไทย จะถือเป็นเครดิตต่อภาษีแคนาดา ฝรั่งเศส อังกฤษ และอเมริกา ของบริษัทต่างประเทศในประเทศแคนาดา ฝรั่งเศส อังกฤษ และอเมริกาหรือไม่ อย่างไร มิใช่ประเด็นที่ กรมสรรพากรแห่งรัฐบาลไทยจะต้องพิจารณาตามทางปฏิบัติที่กรมสรรพากรได้วางไว้

   (3) กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าสิทธิเป็นการตอบแทนให้กับบริษัทต่างประเทศในการได้ใช้รูปภาพ เข้าลักษณะเป็น "บริการ" การให้บริการดังกล่าว เป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการในราชอาณาจักร เมื่อบริษัทฯ จ่าย ค่าบริการให้กับบริษัทต่างประเทศ จึงมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 7.0 ของค่าบริการทั้งหมด ตามมาตรา 77/1(10) มาตรา 77/2 และมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยใช้แบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม แบบ ภ.พ. 36 ภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินให้ผู้ประกอบการ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย การนำส่งภาษีเงินได้ การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และการยื่นรายการ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 

2. ตาม 2(1) กรณีบริษัทฯ ได้รับค่าสิทธิเป็นการตอบแทนในการให้ลูกค้าที่อยู่ในต่างประเทศได้ใช้รูปภาพที่ถ่ายจาก กล้องถ่ายรูป ลิขสิทธิ์ในรูปภาพเป็นของเจ้าของรูปภาพที่บริษัทฯ ไปซื้อมาจากบริษัทต่างประเทศ เข้าลักษณะเป็น "บริการ" และได้ส่งผลของการให้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมด โดยลูกค้าในประเทศไทยไม่สามารถเข้าไปใช้ บริการได้ และบริษัทฯ มีหลักฐานแสดงการชำระราคาค่าบริการตามใบแจ้งหนี้ (INVOICE) ในนามของบริษัทฯ จะทำให้บริษัทฯ ได้รับสิทธิในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1(2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2(1) และข้อ 3 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 105)ฯ ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 

3. ตาม 2(2) กรณีบริษัทฯ ได้รับการว่าจ้างจากลูกค้าที่อยู่ในต่างประเทศ ให้บริษัทฯ สแกนภาพและฟิล์ม ตกแต่งรูปภาพ และสร้างคำจำกัดความ เมื่อให้บริการเสร็จส่งออกไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมด ไม่มีการเก็บหรือนำมาใช้ในประเทศไทย เข้าลักษณะ เป็น "บริการ" และได้ส่งผลของการให้บริการไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมด โดยลูกค้าในประเทศไทยไม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ และบริษัทฯ มีหลักฐานแสดงการชำระราคาค่าบริการตามใบแจ้งหนี้ (INVOICE) ในนามของบริษัทฯ จะทำให้บริษัทฯ ได้รับสิทธิในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1(2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2(1) และข้อ 3 ของ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 105)ฯ ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2543

เลขตู้

73/37317


เรื่อง

หัก ณ ที่จ่าย ค่าลิขสิทธิ์ต่างประเทศ

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 24/06/2020 - วันที่ตอบ 08/08/2020

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย,ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร, มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร,มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา

ปุจฉา

สืบเนื่องจากปัญหาเรื่องหัก ณ ที่จ่าย ค่าลิขสิทธิ์ต่างประเทศ

    บริษัท A ประกอบกิจการบริการจัดการลิขสิทธิ์ โดยเป็นตัวแทนในประเทศไทยให้แก่บริษัท B (เจ้าของลิขสิทธิ์) ซี่งมีสถานประกอบการถาวรในประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัท C ผู้ประกอบการในไทย ต้องการจดลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนจากบริษัท B เพื่อนำมาพิมพ์ลงบนสินค้าของบริษัท จึงจดสัญญาซื้อลิขสิทธิ์จากบริษัท B  บริษัท B ออกใบแจ้งหน้าค่าลิขสิทธิ์โดยการส่งให้ทางบริษัท A ซึ่งเป็น Agent ช่วยวางบิลกับบริษัท C และตามการชำระเงินให้ โดยที่หัวบิลเป็น บริษัท B และ C ตามสัญญาปรกติ

    ต่อมาเมื่อบริษัท C ทำการชำระหนี้ให้กับ B จึงชำระพร้อมหัก ณ ที่จ่ายไว้ 15% ทางบริษัท B จึงแย้งมาที่บริษัท A ให้ช่วยพูดคุยกับทางบริษัท C เนื่องจากทางสรรพากรของสหรัฐอเมริกายืนยันว่าตาม DTA ระหว่างไทยกับสหรัฐควรเป็นแค่ 5%

    ทางบริษัท A จึงแย้งไปที่บริษัท C ตามที่บริษัท B แจ้งมา แต่ทางบริษัท C แจ้งว่าหัก ณ ที่จ่ายไว้ถูกต้องแล้ว

ขอสอบถาม์ว่าที่ถูกต้องควรเป็น 5% ดังตามที่บริษัท B แย้งมาหรือไม่ควรจะต้องทำเป็นหนังสือเรียนขอปรึกษาไปที่สรรพากรหรือไม่เพื่อยืนยันกับทางบริษัท C ในไทย เนื่องจากยังมียอดเรียกเก็บตามสัญญาอีกหลายก้อน

วิสัชนา

การจำกัดเพดานอัตราภาษีในประเทศผู้จ่ายค่าสิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย – สหรัฐอเมริกา ถ้าผู้รับค่าสิทธิไม่มีสถานประกอบการถาวรหรือฐานประกอบการประจำอยู่ในประเทศผู้จ่ายค่าสิทธิ ให้ผู้จ่ายค่าสิทธิในประเทศไทยมีสิทธิเก็บภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร แต่ต้องไม่เกินเพดานอัตรา ดังต่อไปนี้

    - ร้อยละ 5 สำหรับค่าสิทธิในงานวรรณกรรม ศิลปะ หรือวิทยาศาสตร์ รวมทั้งซอฟแวร์ และฟิล์มภาพยนตร์ งานฟิล์ม เทป หรือการกระทำอื่นๆ เพื่อถอดแบบ สำหรับการใช้ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายเสียงของวิทยุหรือโทรทัศน์

    - ร้อยละ 8 สำหรับค่าสิทธิกรณีการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ และ

    - ร้อยละ 15 สำหรับค่าสิทธิในกรณีอื่นๆ

https://www.rd.go.th/publish/14933.0.html


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

    1. กรณีที่บริษัทฯ ได้จ่ายเงินเพื่อใช้รูปภาพการ์ตูนดังกล่าว ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ จึงเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ที่เป็นงานศิลปะ

    2. กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าตอบแทนการใช้สิทธิตามข้อ 1. ให้แก่คู่สัญญาซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา หากบริษัทต่างประเทศนั้นไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย บริษัทฯ จะต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 12 แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505

       บริษัท C จึงคำนวณหักภาษีเงินได้ไว้สูงเกินไป อนุโลมตามแนวคำตอบข้อหารือ เลขที่หนังสือ กค 0702/8336 ลงวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559

https://www.rd.go.th/publish/27652.0.html

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆมาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะ

คลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์"


หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ