Case study

การปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือสิ้นปี ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร และสามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่


เรื่อง การปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือสิ้นปี ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร และสามารถรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่
แหล่งที่มา Case study
วันที่ 23/01/2026
ประเภทภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อกฎหมาย
คำถาม

บริษัทขายวัสดุก่อสร้าง ในปี 68 บริษัทเริ่มปรับมูลค่าวัสดุก่อสร้างบางกลุ่มที่ไม่เคลื่อนไหวนานๆ ซึ่งดูจากรายงานการเคลื่อนไหวที่ไม่เเคลื่อนไหวนานหลายปี แล้วให้ทางฝ่ายขายประมาณเอาว่าสามารถขายได้เท่าไหร่ ทางปฏิบัติค่อนข้างยากที่จะประมาณการขายแต่ละรายการได้ ถ้าสมมติตัวเลขว่าราคาทุนรวมของกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่ไม่เคลื่อนไหวนาน ๆ นี้มีราคาทุนรวม 100000 บาท แต่ทางฝ่ายขายประมาณว่าน่าจะขายได้รวม ๆ ในราคา 80% ของราคาทุน ซึ่งเท่ากับ 80000 บาท 

จะขอสอบถามว่า 

1. ในปี 68 นี้บริษัทจะปรับลดมูลค่าสินค้าลงจำนวน 20000 บาท ในทางบัญชีจะลง DR ผลขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้า 20000 CR สินค้าคงเหลือ (ไม่ได้ปรับรายตัว เก็บรายการปรับข้างนอก ) 20000 ในทางบัญชีจะถือว่าเป็นราคา NRV และไปลดต้นทุนขาย ได้ใช่ไหมคะ ไม่ได้ถือเป็นการตั้งสำรองสินค้าล้าสมัย และในทางภาษีผลขาดทุนนี้จะถือเป็นราคาตลาดที่จะถือเป็นคชจทางภาษีได้ ไม่ต้องบวกกลับภาษีใช่ไหมคะ 

2. ถ้าในปี 69 ทางฝ่ายขายมองว่ากลุ่มวัสดุก่อสร้างนี้น่าจะขายได้ในราคา 90 % คือ 90000 บาท ในทางบัญชีจะลง DR สินค้าคงเหลือ 10000 CR ผลขาดทุนจากการปรับลดได้รับคืน 10000 ในทางบัญชีจะไปลดต้นทุนขายลง ส่วนในทางภาษี บริษัทต้องหักรายการกำไรนี้ออกในแบบภงด 50 หรือไม่คะ หรือว่าการเทียบทุนกับตลาดในทางภาษีปี 69 เทียบราคาตลาดต้นปีคือ 80000 กับ ราคาตลาดสิ้นงวด 90000 ถ้าเทียบแบบนี้ก็ไม่ต้องหักออกในแบบภงด 50 ใช่ไหมคะ 

3 ถ้าปีถัดไป สินค้าขายได้ทั้งหมดทุนหลังปรับยกมา 90000 บาท ขายเหมาในราคา 60000 บาท ทำให้ขาดทุน 30000 บาท ในทางภาษีจะต้องปรับปรุงอย่างไรคะ หรือเอาราคาทุนจริงเดิม 1 แสนเทียบกับราคาขาย 60000 ซึ่งขาดทุนจริง ๆ เท่ากับ 40000 บาท ทางภาษีสามารถหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขี้นอีก 10000 บาท ถูกต้องหรือไม่คะ (คือไม่เข้าใจว่าหลักการเทียบทุนกับตลาดแต่ละปีที่ยกไป ในทางภาษีเป็นอย่างไรค่ะ)

คำตอบ

ตอบ  


บัญชี  มาตรฐานบัญชีฉบับที่ 2 สินค้าคงเหลือ  ระบุว่า บริษัทจะต้อง วัดมูลค่าสินค้าคงเหลือ โดย เปรียบเทียบระหว่าง   ราคาทุนของสินค้า   กับ  มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ   เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ราคาใดต่ำกว่า ให้รับรู้มูลค่าสินค้าด้วยราคานั้น  

การบันทึกบัญชี

DR. ผลขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้า(เพิ่มต้นทุน)       XX

             CR. สินค้าคงเหลือ                                                     XX




 


อ้างอิง : www.tfac.or.th/upload/9414/gU1VKPD8Rk.pdf




ภาษี   บริษัทจะรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ให้พิจารณารายการที่ทางบัญชีปรับปรุงว่า 

  1. เป็นการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือเป็นการถาวร ตามมาตรา 65 ทวิ(6) แห่งประมวลรัษฎากร คือ  ให้คำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย  หรือ
  2. เป็นเพียงการตั้งสำรองตามสมมุติฐานเท่านั้นว่าราคาที่ขายได้ (มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ) จะมีโอกาสที่จะ ต่ำกว่าราคาทุนจริงของสินค้า  กรณีนี้จะถือเป็นการตั้งสำรอง NRV ซึ่งจะถือเป็นรายจ่ายทางภาษีในงวดที่ตั้ง NRV เลยยังไม่ได้ เนื่องจากนยังไม่ใช่ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ตรี (1) แห่งประมวลรัษฎากร



มาตรา 65 ทวิการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(6) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้คำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย
             การคำนวณราคาทุนตามวรรคก่อนเมื่อได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ใดตามวิชาการบัญชี ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้



มาตรา 65 ตรีรายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

(1) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก...




การบันทึกบัญชี ปรับปรุงรายการ สามารถเลือกได้ว่าจะปรับเฉพาะผลต่างไล่ปีกัน หรือว่า จะเลือกกลับรายการก่อนก็ได้ (วิธีกลับรายการจะง่ายเวลาดูตัวเลขใน GL ค่ะ)


ตัวอย่างวิธีปรับเฉพาะผลต่างไล่ปีกัน


ราคาทุน

มูลค่าสุทธิที่

คาดว่าจะได้รับ

ตั้ง

NRV

ภาษี

สรุปปรับปรุง

ในแบบ ภ.ง.ด.50

ราคาทุน

100,000





ปี 68 ปลายปี

100,000

 80,000

(20,000)

บวกกลับ  20,000

บวกกลับ  20,000

ปี 69 ปลายปี

80,000

90,000

10,000

หักออก  10,000

หักออก  10,000

ปี 70 ขายได้

ไม่ต้องตั้งแล้ว เนื่องจากขายไปหมดแล้ว โดยสามารถรับรู้เป็นผลขาดทุนทางภาษี  (ราคาทุนจริงเดิม 100,000 เทียบกับราคาขาย 60,000 ซึ่งขาดทุนจริง ๆ เท่ากับ 40,000 บาท)

ปี 70 

90,000

100,000

10,000

หักออก    10,000

หักออก    10,000

เมื่อขายได้ (ล้างสำรอง NRV) เพื่อนำสินค้ากลับมาที่ราคาทุนเดิม





ตัวอย่างวิธีกลับรายการเมื่อต้นปี


ราคาทุน

มูลค่าสุทธิที่

คาดว่าจะได้รับ

ตั้ง

NRV

ภาษี

สรุปปรับปรุง

ในแบบ ภ.ง.ด.50

ราคาทุน

100,000





ปี 68 ปลายปี

100,000

 80,000

(20,000)

บวกกลับ  20,000

บวกกลับ  20,000

ปี 69 ต้นปี

100,000


20,000

หักออก       20,000

หักออก       10,000

ปี 69 ปลายปี

100,000

90,000

(10,000)

บวกกลับ     10,000

ปี 70 ต้นปี

100,000


10,000

หักออก    10,000

หักออก    10,000

ปี 70 ขายได้

ไม่ต้องตั้งแล้ว เนื่องจากขายไปหมดแล้ว โดยสามารถรับรู้เป็นผลขาดทุนทางภาษี  (ราคาทุนจริงเดิม 100,000 เทียบกับราคาขาย 60,000 ซึ่งขาดทุนจริง ๆ เท่ากับ 40,000 บาท) 



อ้างอิงคำตอบ


เรื่อง

Employee benefits ผลประโยชน์พนักงาน NRV Dead stock Slow moving ที่ตั้งสำรอง และถือเป็นรายจ่ายทางบัญชี

แหล่งที่มา

Facebook อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วันที่

วันที่ถาม 19/04/2024 - วันที่ตอบ 21/04/2024

ประเภทภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อกฎหมาย

มาตรา 65 ตรี (9) , มาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร

ปุจฉา

อาจารย์คะ Employee benefits ที่ตั้งสำรองไว้ NRV Dead stock Slow moving ต้องบวกกลับหรือไม่คะรบกวนอาจารย์ช่วยอธิบายหน่อยคะ

วิสัชนา

ผลประโยชน์ของพนักงาน (Employee benefits) หมายถึง สิ่งตอบแทนทุกรูปแบบที่กิจการให้เพื่อแลกเปลี่ยนกับบริการที่ได้รับจากพนักงานหรือการเลิกจ้าง แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

    ประเภทที่ 1. ผลประโยชน์ระยะสั้นสำหรับพนักงาน (Short-term employee benefits) หมายถึง ผลประโยชน์ของพนักงาน (ที่มิใช่ผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง) ซึ่งคาดว่าจะจ่ายชำระทั้งจำนวนก่อน 12 เดือนหลังวันสิ้นรอบระยะเวลารายงานประจำปีที่พนักงานได้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง

    ประเภทที่ 2. ผลประโยชน์หลังออกจากงาน (Post employment benefits) หมายถึง ผลประโยชน์ของพนักงาน (ที่มิใช่ผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง และผลประโยชน์ระยะสั้นของพนักงาน) ซึ่งมีการจ่ายหลังจากการจ้างงานสิ้นสุดลงผลประโยชน์ระยะยาวอื่นของพนักงาน

    ประเภทที่ 3. ผลประโยชน์ระยะยาวอื่นของพนักงาน (Other long-term employee benefits) หมายถึง ผลประโยชน์ทั้งหมดของพนักงานที่มิใช่ผลประโยชน์ระยะสั้นของพนักงาน ผลประโยชน์หลังออกจากงาน และผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง

    ประเภทที่ 4. ผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง (Termination benefits) หมายถึง ผลประโยชน์ของพนักงานที่ให้เพื่อแลกเปลี่ยนกับการเลิกจ้างงานของพนักงาน ซึ่งเป็นผลจากข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

    (1) การตัดสินใจของกจิการที่จะเลิกจ้างพนักงานก่อนวันออกจากงานตามปกติหรือ

    (2) การตัดสินใจของพนักงานที่จะยอมรับข้อเสนอของผลประโยชน์เพื่อแลกเปลี่ยนกับ การเลิกจ้าง



 

2. ลักษณะสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว (Dead Stock) 

    เขียนโดย: เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ Hotmail สร้างเมื่อ: 14 พฤศจิกายน 2565

    ลักษณะสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว (Dead Stock) เป็นปัญหาการจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง เนื่องจากสินค้าที่ไม่ เคลื่อนไหวทำให้การจัดเก็บสินค้าที่เคลื่อนไหวได้ดีมีปัญหา ส่งผลต่อการจัดการพื้นที่ในคลังทำให้การนำสินค้าเข้าจัดเก็บหรือ การจ่ายกอกมีปัญหา เนื่องจากสินค้าไม่เคลื่อนไหวกีดขวาง ตัวอย่าง ประเภทของสินค้าไม่เคลื่อนไหว มีดังนี้

    - สินค้าคืนจากลูกค้าและขายไม่ได้ (Reject Cargoes)

    - สินค้าเสียหาย (Damage Cargoes)

    - สินค้าล้าสมัยขายไม่ได้ (Out of Date Goods)

    - สินค้าซื้อมากแต่ใช้น้อยหรือไม่ได้ใช้ (Slow Move Cargoes)

    - สินค้าไม่เคลื่อนไหว (Sleepy Cargoes)

    - เศษซาก/ของเสีย (Scrap & Waste Cargoes)

    - สินค้ามีแต่ในบัญชีแต่สินค้าจริงไม่มี (Cargoes on Paper)

    - สินค้าไม่มีราคาแต่ทางบัญชียังคงมีมูลค่า (Non Value Cargoes)

    - ระยะเวลาที่จำแนกสินค้าไม่เคลื่อนไหว

    การจำแนกระยะเวลาสินค้าที่เข้าสู่คลังเก็บสินค้าจะเป็นตัวชี้วัดความเคลื่อนไหวของสินค้าโดยผู้เกี่ยวข้องเป็นผู้กำหนดระยะเวลาของสินค้าที่อยู่ในคลังว่า ระยะเวลาที่จัดเก็บนานเท่าใดถึงจะเรียกว่าเป็นสินค้าไม่เคลื่อนไหว และแบ่งประเภทสินค้าตามระยะเวลาของการจัดเก็บสินค้าในคลังตัวอย่างเช่น โรงงานอาหารกระป๋อง ได้กำหนดประเภทสินค้าตามระยะเวลาเอาไว้ ดังนี้

    - สินค้าเคลื่อนไหวเร็ว (Fast Moving) คือสินค้าที่เก็บไว้ในคลังสินค้า ไม่เกิน 7 วัน

    - สินค้าปกติ (Normal Moving) คือสินค้าที่เก็บไว้ในคลังสินค้า 7 – 14 วัน

    - สินค้าเคลื่อนไหวช้า (Slow Moving) คือสินค้าที่เก็บไว้ในคลังสินค้านานกว่า 14 วัน

    - เคลื่อนไหวช้ามาก (Very Slow Moving) คือสินค้าที่เก็บไว้ในคลังสินค้านานกว่า 30 วัน

    - ไม่เคลื่อนไหว (Dead Moving) คือสินค้าที่เก็บไว้ในคลังสินค้านานกว่า 45 วัน

    เมื่อกำหนดประเภทสินค้าตามระยะเวลาที่อยู่ในคลังสินค้าได้แล้ว เจ้าหน้าที่คลังสินค้าจะกำหนดพื้นที่การจัดเก็บสินค้าตามระยะเวลาสินค้าที่อยู่ในคลัง โดยกำหนดให้สินค้าที่เคลื่อนไหวได้ดี อยู่ในพื้นที่ที่จัดเก็บและนำออกได้ง่าย ส่วนสินค้าที่เคลื่อนไหวได้ช้าจะเก็บไว้ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก การเก็บสินค้าในคลังสินค้าตามระยะเวลาที่จัดเก็บสามารถเห็นถึงแนวโน้มการผลิตและการขายได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบการควบคุมด้วยสายตา (Visual Control) เข้ามาประยุกต์ใช้ร่วมกัน โดยกำหนดพื้นที่ จัดเก็บตามสีหรือระดับการเคลื่อนไหว เช่นสินค้าเคลื่อนไหวเร็ว จัดเก็บหรือมีป้ายชี้บ่งสีเขียว สินค้าเคลื่อนไหวของสินค้าได้โดยง่าย

    วิธีการลดปริมาณสินค้าไม่เคลื่อนไหว โดยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการจัดการสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว ไม่สามารถผลักภาระความรับผิดชอบให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยเฉพาะ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย อาทิ

    ฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด

    - ผลักดันยอดขายผ่านฝ่ายขายหรือตัวแทนจำหน่าย โดยให้ผลตอบแทน (Incentives) ที่สูงสำหรับการขายสินค้าไม่เคลื่อนไหว โดยกำหนดให้สูงกว่าการขายสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวปกติหรือสินค้าที่ขายดีอยู่แล้ว

    - กำหนดสัดส่วนการขายสินค้าที่เคลื่อนไหวช้าต่อเดือนเป็นสัดส่วนต่อการขายสินค้าทั้งหมดในรอบเดือน

    - จัดกลุ่มสินค้าบางประเภท ให้เป็นสินค้าฝากขาย ( Consignment) โดยการกระจายสินค้าฝากขายไปยังลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อลดภาระการจัดเก็บและปริมาณสินค้าในคลังสินค้า

    - ส่งเสริมการตลาดในสินค้าไม่เคลื่อนไหว เช่น ลด แลก แจก แถม เป็นต้น

    ฝ่ายจัดซื้อ

    - ในกรณีซื้อวัตถุดิบต้องมีการคำนวณการสั่งซื้อ โดยจำเป็นต้องรู้ข้อมูลปริมาณการใช้หรือแผนการผลิต ต้นทุนการสั่งซื้อแต่ละครั้ง ต้นทุนการเก็บรักษา ปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำ แล้วจึงคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมต่อไป (Economics Order Quantity : EOQ)

    - จำเป็นต้องจัดหาซัพพลายเออร์สำรอง หรือรายใหม่ ในกรณีที่การสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ปัจจุบันมีปริมาณการสั่งซื้อสินค้าขั้นต่ำในประมาณมาก

    ฝ่ายคลังสินค้า

    - แสดงให้เห็นถึงจำนวนสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหวในคลังสินค้าให้ชัดเจน ดูง่าย โดยจัดพื้นที่ในการเก็บสินค้าไม่เคลื่อนไหวให้อยู่ในที่เดียวกัน และมีป้ายบ่งชี้ประกอบ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนังถึงปัญหาของสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว โดยหวังว่าทุกหน่วยงานจะเข้ามาร่วมแก้ปัญหาด้วยกัน

    ฝ่ายผลิต

    - นำส่วนประกอบของสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว มาใช้ใหม่ (Re-use) หรือรีไซเคิล ตามแต่กรณีโดยเฉพาะสินค้าที่เป็นชินส่วนประกอบ เช่น ผลิตภัณฑ์จากยางบางประเภท เฟอร์นิเจอร์ หรือชิ้นส่วนประกอบยานยนต์ เป็นต้น

    ฝ่ายบุคคล

    - จัดขายสินค้าราคาประหยัดเพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่พนักงาน

    ฝ่ายบัญชี

    - ตัดตัวเลขทางบัญชีและทำลายสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหวและหมดอายุหากจำเป็น

    - บริจาคเป็นสาธารณกุศล ซึ่งสามารถนำมาลดหย่อนภาษีปลายปีได้

    ขั้นตอนในการลดปริมาณสินค้าไม่เคลื่อนไหว สามารถจัดลำดับจากขั้นตอนที่ง่ายที่สุดไปยังขั้นตอนที่ยากที่สุด หรือขั้นตอนที่ใช้ต้นทุนน้อยที่สุดไปยังต้นทุนสูงที่สุด ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องเลือกวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกับธุรกิจและประเภทสินค้าของตนเอง

ที่มา:https://www.iok2u.com/.../logistics-supply.../sc-dead-stock


3. มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net realisable value: NRV)

    “มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ” หมายถึง ราคาโดยประมาณที่คาดว่าจะขายได้ตามลักษณะการประกอบธุรกิจตามปกติ หักด้วย ประมาณการต้นทุนในการผลิตสินค้านั้นให้เสร็จ และต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่ายไปเพื่อให้ขายสินค้านั้นได้

    “มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ” สะท้อนถึงมูลค่าเฉพาะของกิจการ ซึ่งได้อ้างอิงถึงจำนวนเงินสุทธิที่กิจการคาดว่าจะได้รับจากการขายสินค้าตามลักษณะการประกอบธุรกิจตามปกติของกิจการ ซึ่งแตกต่างจาก “มูลค่ายุติธรรม” ที่สะท้อนให้เห็นถึงราคาที่จะได้รับจากรายการที่ เกิดขึ้นในสภาพปกติในการขายสินค้าคงเหลือแบบเดียวกันในตลาดหลัก (หรือตลาดที่ให้ประโยชน์สูงสุด) ระหว่างผู้ร่วมตลาด ณ วันที่วัดมูลค่าต้นทุนของสินค้าคงเหลืออาจจะไม่ได้รับคืน เนื่องจากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับต่ำกว่าต้นทุนด้วยเหตุดังนี้

    • สินค้าคงเหลือเกิดความเสียหาย หรือเกิดความล้าสมัยบางส่วนหรือทั้งหมด

    • ราคาขายลดลง

    • ประมาณการต้นทุนในการทำต่อให้เสร็จหรือประมาณการต้นทุนที่ เกิดขึ้นเพื่อทำให้สินค้าขายได้เพิ่มขึ้น

    การตีราคาสินค้าคงเหลือลดลงจากราคาทุนให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ สอดคล้องกับแนวความคิดที่ว่า สินทรัพย์ไม่ควรแสดงมูลค่าตามบัญชีที่สูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจากการขายหรือประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้

    การลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือลงให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ มักพิจารณาจาก

    • สินค้าแต่ละรายการ

    • กลุ่มสินค้าที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือมีความเกี่ยวพันกัน เช่น

    • รายการสินค้าที่ มีความเกี่ยวข้องกับสายผลิตภัณฑ์เดียวกันที่ มีวัตถุประสงค์หรือการใช้ประโยชน์ขั้นสุดท้ายคล้ายคลึงกัน หรือมีการผลิตหรือขายในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เดียวกัน และในทางปฏิบัติไม่สามารถประเมินแยกจากรายการอื่นในสายผลิตภัณฑ์เดียวกันได้ ถือเป็นการไม่เหมาะสมที่จะปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือลงโดยใช้เกณฑ์การจัดประเภทของสินค้าคงเหลือ ตัวอย่างเช่น สินค้าสำเร็จรูป หรือสินค้าคงเหลือทุกประเภทในส่วนงานปฏิบัติการใดส่วนงานปฏิบัติการหนึ่ง

    ในการประมาณมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ให้พิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของกิจการในการถือครองสินค้าคงเหลือด้วย ตัวอย่างเช่น

    • กรณีกิจการถือสินค้าคงเหลือไว้เพื่อขายหรือให้บริการตามสัญญาที่แน่นอน ให้ถือตามราคาที่

กำหนดไว้ในสัญญานั้น

    • หากจำนวนตามสัญญาการขายนั้นมีน้อยกว่าปริมาณสินค้าคงเหลือที่ถือครองไว้

    • มูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือส่วนที่เกินกว่าปริมาณในสัญญาให้ถือตามราคาขายโดยทั่วไป

    • กิจการอาจบันทึกประมาณการหนี้สินสำหรับปริมาณสินค้าคงเหลือตามสัญญาขายที่แน่นอนส่วนที่เกินจากปริมาณสินค้าคงเหลือที่ถือไว้หรือที่เกิดจากสัญญาซื้อที่ แน่นอนของกิจการ ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 เรื่อง ประมาณการหนี้สิน หนี้สินที่อาจเกิดขึ้นและสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา: คู่มืออธิบายมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์(เผยแพร่ 15 พฤษภาคม 2563) คู่มืออธิบาย TAS 2 หน้า 9

https://acpro-std.tfac.or.th/uploads/files/TAS2-Manual.pdf


ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า

1. Employee benefits ผลประโยชน์พนักงาน ที่บริษัทฯ ได้ตั้งสำรองไว้เป็นหนี้สินผลประโยชน์พนักงาน เพื่อกันเงินไว้จ่ายให้แก่พนักงานเมื่อเลิกจ้าง (Terminate) ซึ่งในทางหลักการบัญชีกำหนดให้บริษัทฯ นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีที่ตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานดังกล่าวนั้น ในทางภาษีอากร ถือว่า รายจ่ายดังกล่าว เป็นรายจ่ายที่บริษัทฯ กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร

    ในรอบระยะเวลาบัญชีที่บริษัทฯ ได้จ่ายเงินผลประโยชน์ดังกล่าวให้แก่พนักงาน ก็ให้นำมาปรับปรุง



 

2. สำหรับ NRV Dead stock Slow moving ที่ตั้งสำรอง และถือเป็นรายจ่ายทางบัญชีไว้ นั้น

    กรณีเป็นการตีราคาทุนของสินค้าคงเหลือ บริษัทฯ ต้องถือปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้

    “มาตรา 65 ทวิ  

         (6) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คํานวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสําหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย

              การคํานวณราคาทุนตามวรรคก่อน เมื่อได้คํานวณตามหลักเกณฑ์ใด ตามวิชาการบัญชี ให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้”

     กล่าวคือ

     (1) หากเป็นการตั้งสำรอง โดยไม่ดำเนินการตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร สำรองดังกล่าว ย่อมถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ต้องปรับปรุงบวกกลับในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามแบบ ภ.ง.ด.50

     (2) หากบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร โดยทำการตีราคาสินค้าคงเหลือตามราคาตลาดที่ต่ำกว่าราคาทุน ก็ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB อ.สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่อนุญาตให้นำความรู้ดีๆ มาเเบ่งปันใน Website Tax-EZ ค่ะคลิ๊กที่นี่ เพื่อติดตาม FB เพจ "อาจารย์ สุเทพ พงษ์พิทักษ์

หมายเหตุ : TAX CASE STUDY จาก Tax-EZ Website เป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้อ้างอิง
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดีขึ้น ข้อตกลงและนโยบายความเป็นส่วนตัว
ยอมรับ